4 บทเรียนจากการเป็นอายุน้อยร้อยล้าน

ผมผ่านไปเจอกระทู้หนึ่งใน Quora ที่ถามว่า What does it feel like to be a self-made millionaire (USD) under the age of 25? – การได้เป็นเศรษฐีที่สร้างตัวขึ้นมาเองก่อนอายุ 25 นี่มันรู้สึกอย่างไรบ้าง

เจอคำตอบที่น่าสนใจจากคนที่ไม่ได้ระบุตัวตนเอาไว้ (จึงควรฟังหูไว้หู) เลยขอนำมาถอดความไว้ตรงนี้ครับ

ตอนอายุ 24 ผมขายบริษัทของผมไปในราคาสูงกว่า 100 ล้านเหรียญ (3,700 ล้านบาท)

1. ผลกระทบที่น่าสนใจที่สุดคือผมเริ่มคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับเป้าหมายของผม ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยคิดถึงเป้าหมายในชีวิตมาก่อนเลย แต่ตอนนี้ผมเริ่มคิดว่าในเมื่อตอนนี้ผมจะสามารถทำอะไรก็ได้ แล้วจริงๆ แล้วผมอยากทำอะไรล่ะ?
ที่น่าประหลาดใจก็คือ เป้าหมายที่ผมคิดได้นั้นล้วนไม่ต้องใช้เงินมากนัก เช่นการหัดถ่ายรูปทิวทัศน์ให้เหมือนมือโปร อยากจะเต้นซัลซ่าให้เก่งๆ อยากเรียนภาษาอิตาลี และทำฝึกทำอาหารไทย

ตอนนี้ผมก็เลยพยายามบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น ผมจ้างครูส่วนตัวมาสอนภาษาอิตาลี (ถ้าเป็นก่อนหน้านั้นผมคงไปลงเรียนตามคอร์สมากกว่า) แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมตระหนักได้ก็คือจริงๆ แล้วผมสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีเงิน แต่ผมก็ไม่ได้ทำเพราะผมคิดเอาเองมาตลอดว่าต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินก่อน

2. ผมยังรู้สึกไม่สบายใจหากจะเสียเงินในเรื่องไม่ใช่เรื่อง ผมมาจากครอบครัวยากจน และพ่อแม่ก็สอนผมให้เป็นคนมัธยัสถ์ เรื่องประหลาดก็คือแม้ตอนนี้ผมสามารถใช้จ่ายมากขึ้นโดยไม่กระทบการเงินผมแม้แต่น้อย แต่มันก็ยังกระทบจิตใจผมอยู่ดี ผมเคยจองโรงแรมที่สวยมากๆ แห่งหนึ่ง (และราคาก็ค่อนข้างแพงด้วย) แต่ผมกลับไม่ยอมกินขนมในมินิบาร์เพราะราคามันสูงเกินเบอร์ไปมาก

3. คนบางคนทำตัวประหลาดขึ้นเมื่อเขารู้ว่าผมมีฐานะ อาจารย์สอนกีตาร์ของผมเริ่มจากการบ่นเล็กน้อยก่อนจะกลายเป็นการร่ายยาวว่าคนรวยนั้นเอาเปรียบคนจนอย่างไร อาจารย์มองผมราวกับมาจากดาวอีกดวงหนึ่งแม้ว่าผมจะแต่งตัวและทำตัวเหมือนคนอื่นๆ ก็ตาม สถานการณ์แย่ถึงขนาดที่ผมต้องหาอาจารย์ใหม่เลยทีเดียว

4. เขาบอกว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ ซึ่งผมว่ามันเป็นความจริงนะ ผมเคยลองใช้เงินซื้อความสะดวกสบาย และบทเรียนสำคัญก็คือความรู้สึกฟินแบบนั้นมันอยู่ได้เพียงไม่นาน ตอนได้นั่งเครื่องบินชั้น business class ครั้งแรกๆ มันก็เจ๋งจริงๆ แหละ แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรพิเศษอีกแล้ว แต่ถ้าผมต้องกลับไปนั่ง economy class อีกมันจะรู้สึกแย่มากๆ เลย (ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร)

ความสามารถในการปรับตัวของคนเรานี่มันอันตรายจริงๆ เพราะแม้ว่าเราจะตามใจตัวเองเต็มที่และใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย มันก็ไม่ได้ทำให้เรามีความพึงพอใจในระยะยาวอยู่ดี แต่มาตรฐานเรานั้นกลับค่อยๆ สูงขึ้นจนเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ผมว่านี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้คนรวยบางคนนิสัยแย่ และถ้าคุณไม่อยากกลายเป็นคนแบบนั้นก็ควรหัดขึ้นรถบัสให้บ่อยๆ

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Answer to What does it feel like to be a self-made millionaire (USD) under the age of 25?

สิ่งที่เราเจอ คนอื่นก็เจอเหมือนกัน สิ่งที่คนอื่นเจอ เราเองก็จะเจอเหมือนกัน

นิสัยถาวรอย่างหนึ่งของมนุษย์ คือการชอบนึกว่าเราพิเศษกว่าคนอื่น

ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ

ใครที่ชอบบ่นกับตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องแย่ๆ อย่างนี้ด้วย” นั่นคือสัญญาณบ่งบอกถึงการคิดว่าตัวเองพิเศษกว่าคนอื่นในเรื่องร้ายๆ

แต่ถ้าลองคิดให้ดี เราจะรู้ตัวว่าเราไม่ได้โชคร้ายแบบนี้แค่คนเดียว มีคนโชคร้ายแบบเราอีกเยอะแยะ และมีอีกมากมายที่โชคร้ายกว่าเราไม่รู้ตั้งกี่เท่า

ในมุมกลับกัน เวลาเราเห็นเรื่องดราม่าบางอย่างเกิดขึ้น เราก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปร่วมติดตามและร่วมตัดสินตัวละครในดราม่านั้น

การที่เราเสพติดดราม่า ผมคิดว่าหนึ่งเพราะว่ามันสนุก มีพระเอกและผู้ร้ายค่อนข้างชัดเจน สองคือเราได้รู้สึกว่าเรา “เหนือกว่า” ในแง่ศีลธรรม (moral superiority)

บางดราม่าอาจจะมีคนมีชื่อเสียงเกี่ยวพันด้วย แต่หลายครั้งตัวละครในดราม่าก็เป็นคนธรรมดา ต้นเหตุดราม่าอาจเป็นเพียงน้ำผึ้งหยดเดียว หรืออาจเป็นนิสัยและพฤติกรรมสีเทาบางอย่างที่เราเองก็เคยทำ

มีใครบางคนเคยบอกไว้ว่า อาชญากรนั้นจริงๆ แล้วเขาก็เหมือนกับเรานั่นแหละ ต่างกันเพียงแค่เขาโดนจับได้เท่านั้นเอง

วันหนึ่งถ้าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกในจังหวะที่เราทำผิด เราก็อาจมีสิทธิ์ได้เข้าไปเป็นตัวละครในดราม่าให้คนอื่นตัดสินเช่นกัน

เราจึงควรย้ำเตือนตัวเองไว้เสมอว่าเราไม่ได้พิเศษไปกว่าใคร จะได้ไม่น้อยใจในโชคชะตาและไม่ย่ามใจในการกระทำบางอย่างของตน

เพราะสิ่งที่เราเจอ คนอื่นก็เจอเหมือนกัน

และสิ่งที่คนอื่นเจอ วันหนึ่งเราเองก็จะเจอเหมือนกันครับ


ป.ล.อ่านบทความนี้จบแล้วลองฟังเพลง Anyone of Us ของ Gareth Gates ก็จะได้อรรถรสไม่น้อยครับ

กรณีศึกษา iPhone ตอนเปิดตัวครั้งแรก

ผมเองไม่ได้ใช้ iPhone แต่ก็อดทึ่งไม่ได้ที่ออกมากี่รุ่นก็มีคนรอคอยที่จะจับจองเสมอ แม้ราคาจะสูงกว่าทุกแบรนด์ในตลาดก็ตาม

ตอนสตีฟ จ็อบส์เปิดตัวไอโฟนเมื่อปี 2007 นั้น มันเป็นโทรศัพท์ที่ปฏิวัติวงการ ไม่มีคีย์บอร์ด เป็นทัชสกรีนล้วน เหมือนเรามีมินิคอมพิวเตอร์อยู่ในกระเป๋ากางเกง แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปอาจจะไม่ทราบหรือหลงลืมไปแล้ว นั่นก็คือยุทธศาสตร์ที่ทำให้ Apple ตั้งราคา iPhone ได้ดั่งใจ

ก่อนหน้านั้น ทุกครั้งที่ Nokia หรือ Blackberry ออกโทรศัพท์รุ่นใหม่ พวกเขาจะเสนอมันให้กับทุกค่ายมือถือ และทุกค่ายก็จะขายโทรศัพท์รุ่นใหม่ในราคาย่อมเยาเพื่อจะดึงลูกค้าให้มาใช้บริการกับค่ายตัวเอง

แม้จะสร้างยอดขายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ถ้ามองจากมุมผู้ผลิตโทรศัพท์นั้นก็ย่อมมีข้อเสีย เพราะถ้าหาก Verizon T-Mobile หรือ Sprint อยากจะขายเครื่องราคาถูก พวกเขาก็คงไม่ยอมจ่ายต้นทุนแพงๆ ให้กับผู้ผลิตมือถืออยู่แล้ว ดังนั้นอำนาจการตั้งราคาโทรศัพท์รุ่นใหม่จึงตกอยู่ในมือของค่ายมือถือ ไม่ใช่ของผู้ผลิต

Apple จึงทำสิ่งที่ต่างจาก Nokia หรือ Blackberry คือแทนที่จะให้สิทธิ์กับทุกค่ายขาย iPhone ได้ Apple กลับเลือกที่จะเซ็นสัญญา 5 ปีแบบ exclusive กับ AT&T แต่เพียงเจ้าเดียว

ด้วยวิธีนี้นี่เองที่ทำให้แอปเปิลสามารถขายไอโฟนในราคาพรีเมี่ยมได้ตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรก และอาจกล่าวได้ว่าการเดินหมากครั้งนี้ทำให้ไอโฟนสามารถรักษาภาพลักษณ์ของมือถือพรีเมี่ยมที่ตลาดพร้อมจะจ่ายเสมอแม้ว่าจะผ่านมาสิบกว่าปีแล้วก็ตามที


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ What the CEO Wants You to Know by Ram Charan

เวลาทำอะไรให้คิดไปอีก 10 ปี

สมองคนเรานั้นออกแบบมาให้เราขี้เกียจ

เพราะสมัยดึกดำบรรพ์อาหารเป็นของหายาก ตื่นมาเช้านี้เราไม่รู้เลยว่าจะล่าสัตว์อะไรได้ สมองจึงสั่งให้ร่างกายต้องประหยัดพลังงานให้มากที่สุด

หนึ่งในวิธีการประหยัดพลังงานก็คือเราไม่ต้องคิดไกล เอาแค่ตรงหน้าให้รอด เอาแค่วันนี้ให้รอดก็พอ

มาสมัยนี้อาหารนั้นหาง่าย เราจึงไม่จำเป็นต้องกักตุนพลังงานอีกต่อไป แต่สมองมนุษย์เราก็ยังมีโครงสร้างพื้นฐานไม่ต่างอะไรกับยุคหิน

บ่อยครั้งเราจึงทำอะไรโดยไม่ได้คิดถึงอนาคต เอาความสะดวกสบายเป็นที่ตั้ง เอาความสนุก ความสาแก่ใจเป็นที่ตั้ง

ซึ่งนั่นย่อมนำพามาซึ่งนิสัยไม่ดี ที่แม้จะไม่ได้ส่งผลเสียทันที แต่จะกลับมาทำร้ายเราในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

ดังนั้น เราต้องฝืนธรรมชาติของสมอง และหัดคิดให้ไกลขึ้นอีกนิด ไม่ใช่วันพรุ่งนี้ ไม่ใช่แค่เดือนหน้า ไม่ใช่แค่ปีหน้า แต่ให้คิดยาวๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไปนี้มันจะส่งผลอะไรในอีก 10 ปีข้างหน้าบ้าง

เมื่อเรามองอะไรด้วย time scale ระดับทศวรรษ เราจะไม่ทำอะไรหุนหันพลันแล่น เราจะไม่ใจร้อน เราจะเป็นคนที่รอได้

เพราะเราตระหนักว่าสิ่งดีๆ นั้นใช้เวลาเสมอครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Brain Food: Avoiding Bad Behavior

คนไม่มีลูก แก่ตัวไปแล้วจะเหงารึเปล่า?

ฉันไม่เคยมีลูกและตอนนี้ก็อายุ 70 กว่าปีแล้ว

เมื่อหลายสิบปีที่แล้วตอนที่ฉันต้องตัดสินใจว่าจะมีลูกดีหรือไม่ ฉันไปคุยกับเพื่อนหลายคนที่มีลูก ฉันถามพวกเธอว่าชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง และหลังจากได้คุยแล้วฉันก็เข้าใจว่าการจะมีชีวิตที่ดีและน่าสนใจไปพร้อมๆ กับการมีลูกนั้นเป็นสิ่งเป็นไปได้

แต่จะด้วยโชคชะตาหรืออะไรก็ตาม บางอย่างในชีวิตสมรสของเราทำให้ฉันไม่สามารถมีบุตรได้

และเท่าที่ผ่านมาฉันก็มีอายุที่ยืนยาว น่าสนใจ และไร้บุตร

ฉันยังจำคำพูดหนึ่งของเพื่อนสาวฉันได้ดี

“มิเชล จริงๆ แล้วเธอแค่ต้องการจะมีเรื่องให้เสียดายน้อยที่สุด (avoid regret) และถ้าเธอไม่มีลูก เธอจะมีเรื่องให้ต้องเสียดายอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ฉันก็มีลูกสาวที่น่ารัก 2 คน และฉันการันตีได้เลยว่าตอนที่พวกเราแก่ตัว บัญชีเรื่องที่ฉันเสียดายนั้นจะยาวเป็นหางว่าวกว่าเธอ เพราะสิ่งที่เธอจะได้ทำเพราะเธอไม่มีลูกนั้นย่อมเยอะกว่าสิ่งที่ฉันจะได้ทำเพราะว่าฉันมี”

ตอนนี้พวกเราแก่กว่าเดิมมาก แต่เราก็ยังคุยกันเป็นประจำ ชีวิตของเพื่อนคนนี้ต่างจากชีวิตของฉัน เธอมีสมาชิกครอบครัวเยอะกว่า ส่วนฉันก็มีเพื่อนฝูง ฉันได้เดินทาง และฉันก็ได้เขียนหนังสือ ฉันไม่เคยรู้สึกเหงาเลยเพราะว่าฉันยุ่งเกินกว่าจะเหงา

ฉันเคยแอบคิดว่าตัวเองน่าจะมีลูกบ้างรึเปล่าน่ะเหรอ? มันก็เหมือนกับการแอบคิดว่าฉันน่าจะตัวสูงกว่านี้นั่นแหละ บางทีฉันก็คิด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันตัวสูงขึ้น มันเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันฉันเลยไม่อยากใส่ใจมันเท่าไหร่ ฉันอยากใส่ใจแต่เรื่องดีๆ ในชีวิต ซึ่งฉันก็มีมากเกินพอ

ที่แน่ๆ คือฉันไม่รู้สึกเหงาเลยแม้แต่น้อย


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Michelle Gaugy’s answer to Will child-free people get lonely in old age without kids?