คนโชคดีคือนักสะสมจุด

“ตอนเป็นอาจารย์ ผมมีโอกาสไปช่วยงานกระทรวงคมนาคม ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะได้มาทำงานการเมือง แต่มันคือการเชื่อมจุดของผม ผมเตรียมจุดไว้ หาความรู้ หาประสบการณ์ ช่วงนั้นผมนั่งอ่านเรื่องที่จะเข้าคณะรัฐมนตรีทุกวัน อ่านจนถึงเที่ยงคืน ทำแบบนั้นอยู่ 2 ปี อ่านแบบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตเราจะต้องไปทำงานในกระทรวง แต่อ่านเพราะอยากรู้ อ่านแล้วสะสมไว้ พอถึงเวลาที่ต้องเข้าไปทำงานการเมืองจริงๆ ผมตัดสินใจได้ทันที ผมมั่นใจว่าตัวเองทำได้ เพราะเรามีจุดที่สะสมไว้แล้ว

ช่วงที่เข้าไปทำงานในกระทรวงคมนาคม เชื่อมถึงตอนเป็นรัฐมนตรี ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความรู้เรื่องไฟแนนซ์เท่าไหร่ ผมก็ไปเรียน MBA เพื่อจะได้รู้เรื่องไฟแนนซ์และการบริหารธุรกิจ ต่อมาพอเกิดรัฐประหาร ผมกลายเป็นคนว่างงาน พี่ตึ๋ง – อนันต์ อัศวโภคิน ก็มาชวนผมไปเป็นซีอีโอของ Q House ถ้าผมไม่สะสมจุดจากการไปเรียน MBA ไม่รู้เรื่องไฟแนนซ์ ไม่รู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์ ผมคงไม่สามารถรับงานนี้ได้

ผมคิดว่าหัวใจที่สตีฟ จ็อบส์พูดคือสิ่งนี้ เราต้องสร้างจุดเอาไว้จากความอยากรู้อยากเห็น ความไม่ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ จากนั้นก็แสวงหาความรู้ สั่งสมประสบการณ์ แล้วสักวันหนึ่งมันอาจได้ใช้ เหมือนที่นักปราชญ์กรีกชื่อเซเนกา (Seneca) กล่าวไว้ว่า ‘ความโชคดีคือโอกาสที่มาเจอกับการเตรียมตัว’ ถ้าโอกาสมาแต่คุณไม่เตรียมตัว โชคนั้นจะหลุดลอยไป สิ่งที่เราต้องทำคือลับมีดให้คมไว้ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผมทำงานหลายอย่าง พยายามสะสมจุด เมื่อโอกาสเข้ามาก็เชื่อมจุดได้”

-ชัชชาติ สิทธิพันธุ์


ถ้อยคำด้านบนเป็นส่วนหนึ่งในหนังสือ Leaders’ Wisdom ของคุณต้อง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร แห่งเพจ 8 บรรทัดครึ่ง

“จุด” ในที่นี้คือการอ้างอิงถึงสิ่งที่สตีฟ จ็อบส์เคยให้สุนทรพจน์ไว้กับนักศึกษาสแตนฟอร์ดที่เรียนจบเมื่อปี 2005

“You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backward. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future.”

ในวันนี้ เราไม่อาจรู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำอยู่จะสร้าง “จุด” อะไรขึ้นมาบ้าง

เราไม่อาจมองเห็นอนาคตได้ชัดเจน ยิ่งในวันที่โลกผันแปรอย่างนี้ การวางแผนล่วงหน้า 3 ปี 5 ปียิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่เราพอจะทำได้คือทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ ทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว ไม่ลำพองตน ไม่รังแกใคร มีน้ำใจ เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนอยากทำงานกับคนเย่อหยิ่งและแล้งน้ำใจอยู่แล้ว

เดินหน้าสะสมจุดของเราเอาไว้ และเมื่อโอกาสเข้ามา เราก็อาจจะกลายเป็น “คนโชคดี” อย่างในตำราได้นะครับ


ขอบคุณบทสัมภาษณ์อ.ชัชชาติจากหนังสือ Leaders’ Wisdom กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร สัมภาษณ์ พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล เรียบเรียง สำนักพิมพ์ KOOB

สำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับว่าเราวัดกันตอนไหน

หนังสือ Atomic Habits ของ James Clear ถือเป็นหนึ่งในหนังสือ non-fiction ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา

แม้จะเปิดตัวมา 4 ปีแล้ว แต่ Atomic Habits ก็ยังติดชาร์ทของ Amazon มีคนเขียนรีวิวไปแล้วเกือบ 100,000 รีวิว และมียอดจำหน่าย 5 ล้านเล่ม

ถ้าคิดเล่นๆ ว่าเล่มนึงราคา 500 บาท และนักเขียนได้เงินเล่มละ 10% ของราคาปกแสดงว่าหนังสือเล่มนี้ทำเงินให้ผู้เขียนไปแล้ว 250 ล้านบาท

ฟังดูเส้นทางโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ แต่เจมส์ เคลียร์บอกว่าที่มันดูสวยหรูเพราะเราเพิ่งมาวัดกันตอนนี้ต่างหาก

จริงๆ แล้วเจมส์เซ็นสัญญาที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ปลายปี 2015

ถ้าวัดกันตอนปี 2016 หนังสือยังเขียนไม่เสร็จ ดังนั้นมันจึงเป็นความล้มเหลว

ถ้าวัดกันตอนปี 2017 หนังสือก็ยังไม่เรียบร้อยเช่นกัน

หรือตอนต้นปี 2018 หนังสือก็ยังไม่พร้อม ยังถือว่ามันยังล้มเหลวอยู่

กว่าหนังสือจะได้วางแผงในเดือนตุลาคม 2018 Atomic Habits เป็น “ความล้มเหลว” มาโดยตลอด

หนังสือเล่มเดิม คนเขียนคนเดิม เพียงแต่วัดผลในเวลาที่ต่างกัน

ดังนั้น การจะตัดสินสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่าสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ต้องดูด้วยว่าเราเลือกจะวัดกันตอนไหน

บางทีที่เรากำลังมองชีวิตว่าล้มเหลวอยู่นั้น อาจจะเพราะว่าเราวัดผลผิดจังหวะ

“You’re not failing. You’re just in the middle of succeeding.”
-James Clear

บางทีเราอาจไม่ได้ล้มเหลว

เราแค่กำลังอยู่กลางทางของความสำเร็จเท่านั้นเอง

วันที่ฉันหยุดพูดกับลูกว่า “เร็วๆ หน่อย”

เมื่อเรามีชีวิตที่วุ่นวาย ทุกนาทีนั้นมีค่าเสมอ เรารู้สึกว่าเราต้องทำอะไรบางอย่างให้เสร็จ หรือไม่ก็ต้องเช็คมือถือ หรือไม่ก็ต้องรีบไปยังที่ถัดไป แต่ไม่ว่าเราจะพยายามเท่าไร ก็ดูเหมือนเราจะไม่เคยมีเวลาพอเลย

ชีวิตฉันเคยเป็นแบบนั้นอยู่สองปี ความคิดและการกระทำของฉันถูกครอบงำด้วย notifications เสียงสายเรียกเข้า และตารางที่แน่นเอี้ยด และแม้ว่าฉันอยากจะทำทุกอย่างให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด แต่ฉันก็มักจะสายเสมอ

เพราะว่าฉันมีลูกสาววัย 6 ขวบที่แสนจะใจเย็นนั่นเอง

เวลาที่เราต้องออกจากบ้านได้แล้ว ลูกจะใช้เวลาว่าจะเลือกกระเป๋าและมงกุฎ

เวลาที่ฉันเข้าเกียร์ D พร้อมจะเหยียบคันเร่ง ลูกจะขอใส่เข็มขัดนิรภัยให้น้องหมีก่อน

เวลาที่ฉันซื้ออาหาร takeaway และจะเดินออกจากร้าน ลูกจะหยุดคุยกับหญิงชราที่หน้าตาละม้ายคุณยายของเธอ

เวลาฉันอยากรีบเดินกลับให้ถึงบ้านเพื่อจะได้ไปออกกำลังกายซัก 30 นาที ลูกจะหยุดคุยและลูบหัวหมาทุกตัวที่มีคนพามาเดินเล่น

เวลาที่ฉันมีตารางเต็มตั้งแต่ 6 โมงเช้า ลูกจะขอตอกไข่และเล่นทำกับข้าว

ลูกสาวคือของขวัญสำหรับคุณแม่เจ้าระเบียบอย่างฉัน แต่ตอนนั้นฉันไม่รู้ตัวหรอกนะ เวลาชีวิตเราวุ่นวายเกินไป สายตาของเราก็มักจะมองอะไรได้ไม่กว้างนัก เราจะเห็นแค่สิ่งที่ต้องทำอันถัดไปเท่านั้นเอง และอะไรก็ตามที่ไม่ช่วยลดงานใน to do list เราก็จะถือว่ามันเป็นเรื่องเสียเวลา

เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกสาวทำให้แผนการฉันรวน ฉันจะคิดอยู่ในใจว่า “เราไม่มีเวลาทำเรื่องนี้นะ” (“We don’t have time for this.”)

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมคำพูดที่ฉันพูดกับลูกบ่อยที่สุดคือคำว่า “เร็วๆ หน่อย”

“เร็วๆ หน่อย เราสายแล้วนะ”

“กินข้าวเร็วๆ หน่อย”

“แต่งตัวเร็วๆ หน่อย”

“แปรงฟันเร็วๆ หน่อย”

“เร็วๆ หน่อย ถึงเวลานอนแล้ว”

และแม้คำว่า “เร็วๆ หน่อย” จะไม่ได้ช่วยเพิ่มความเร็วให้กับลูกแม้แต่น้อย ฉันก็ยังพูดมันออกมาอยู่ดี เผลอๆ จะพูดบ่อยกว่าคำว่า “แม่รักหนู” ซะอีก

ความจริงนี่มันทิ่มแทงนะ แต่มันก็เยียวยาด้วยเช่นกัน

แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เราเพิ่งรับลูกสาวคนโตมาจากโรงเรียน และพอกลับถึงบ้าน ถึงเวลาต้องลงจากรถ พอเห็นว่าน้องสาวของเธอทำอะไรช้าเกินไป ลูกคนโตของฉันก็เลยพูดออกมาว่า “ชักช้าจริงๆ เลย” ยิ่งเห็นเธอกอดอกและถอนหายใจ ฉันก็ได้มองเห็นตัวเองในร่างของลูกสาวคนโต

ณ วินาทีนั้น ฉันถึงได้รู้ตัวว่าที่ผ่านมาฉันเป็นคนตัวใหญ่ที่ชอบกดดันและชอบเร่งรีบคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่อยาก enjoy กับชีวิต

นิสัยเร่งรีบของฉันกำลังทำร้ายลูกสาวทั้งสองคน

ฉันสบตาลูกคนเล็กและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แม่ขอโทษนะที่แม่เร่งลูกตลอดเลย จริงๆ แล้วแม่ชื่นชมลูกนะที่ทำอะไรโดยไม่เร่งรีบ แม่ก็อยากจะทำให้ได้เหมือนลูกเหมือนกัน”

ลูกสาวทั้งสองคนประหลาดใจที่ฉันพูดแบบนั้นออกไป โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็กที่ดวงตาเป็นประกาย ดูออกเลยว่าเธอดีใจที่ฉันยอมรับในสิ่งที่เธอเป็น

“แม่สัญญาว่าจากนี้ไปแม่จะใจเย็นกว่านี้” ฉันพูดพลางโอบเธอมากอดไว้ ส่วนลูกสาวก็ยิ้มไม่หุบเมื่อได้ฟังคำมั่นที่แม่เพิ่งให้กับเธอ

การหยุดใช้คำว่า “เร็วๆ หน่อย” นั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร สิ่งที่ยากคือการเรียนรู้ที่จะรอคอยลูกสาวอันแสนใจเย็นต่างหาก เพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นสำหรับเราทั้งคู่ ฉันให้เวลาเธอมากขึ้นสำหรับการเตรียมตัวเวลาเราต้องออกไปที่ไหน และแม้จะทำอย่างนั้นแล้วบางทีเราก็ยังสายอยู่ดี แต่ฉันก็บอกนะตัวเองว่าเราจะสายแบบนี้อีกแค่ไม่กี่ปีหรอก แค่ช่วงที่ลูกยังเด็กอยู่เท่านั้นเอง

เวลาเราเดินไปร้านขายของ ฉันจะก้าวเท้าตามความเร็วของลูก และเวลาเธอหยุดดูอะไร ฉันจะพยายามไม่กังวลถึงเรื่องที่ฉันต้องทำและบอกตัวเองให้แค่เฝ้ามองเธอ

ฉันได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นในตัวลูกสาวมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นรอยบุ๋มบนมือหรือรอยย่นบนหน้าเวลาลูกยิ้ม ฉันได้เห็นว่าคนที่เดินผ่านมามีปฏิกิริยาอย่างไรเวลาที่ถูกลูกชวนคุย ฉันเห็นเวลาลูกเจอแมลงสวยๆ หรือดอกไม้งามๆ เธอเป็นคนช่างสังเกต และคนช่างสังเกตในโลกนี้นั้นมีไม่มากนักหรอก และฉันก็ตระหนักได้ว่าลูกคือของขวัญอันล้ำค่าสำหรับจิตวิญญาณอันว้าวุ่นของแม่คนนี้

เป็นเวลาสามปีแล้วนับตั้งแต่วันที่ฉันให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้ชีวิตให้ช้าลง นับตั้งแต่วันนั้นฉันก็พยายามลดความยุ่งเหยิงในชีวิตให้น้อยลงด้วย การทำอะไรอย่างใจเย็นนั้นต้องฝืนตัวเองพอสมควร และลูกสาวคนเล็กของฉันก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่าฉันต้องพยายามต่อไป จริงๆ แล้วเธอเพิ่งเตือนฉันอีกครั้งเมื่อวันก่อนนี้เอง

วันนั้น เราสองคนปั่นจักรยานไปซื้อไอติมที่ร้านรถเข็น หลังจากซื้อไอติมให้เธอแล้ว เราก็นั่งลงที่ม้านั่งและลูกก็มองไอติมด้วยความตื่นเต้น

แต่แล้วสีหน้าของเธอก็กังวลขึ้นมาเล็กน้อย “แม่ขา หนูต้องรีบกินรึเปล่า?”

น้ำตาฉันเกือบไหลออกมา บางทีเราคงไม่อาจลบรอยแผลเป็นแห่งชีวิตที่เร่งรีบได้

ในขณะที่ลูกมองมาที่ฉันและรอคำตอบ ฉันรู้ว่าฉันมีสองทางเลือก ระหว่างนั่งเสียใจกับความผิดพลาดในอดีต หรือดีใจที่วันนี้ฉันได้พยายามทำสิ่งที่ต่างออกไป

ฉันเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน

“หนูไม่ต้องรีบเลยจ้ะ ค่อยๆ กินได้เลย”

แล้วเราก็นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย มีบางช่วงด้วยซ้ำที่เรานั่งเงียบๆ มองหน้าแล้วยิ้มให้กัน

ฉันนึกว่าลูกจะกินไอติมจนหมดเกลี้ยง แต่ปรากฎว่าพอเธอกินใกล้จะเสร็จ เธอยื่นไอติมให้ฉันและบอกว่า “หนูเก็บคำสุดท้ายไว้ให้แม่นะคะ”

ฉันมอบเวลาให้กับลูก และเธอก็ตอบแทนฉันด้วยไอติมคำสุดท้าย ลูกสอนให้ฉันรู้ว่าสิ่งต่างๆ นั้นหวานหอมกว่าเดิมและความรักนั้นเกิดขึ้นง่ายดายกว่าเดิมหากเราเรียนรู้ที่จะใจเย็นกับชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นการ

กินไอติม

เด็ดดอกไม้

ใส่เข็มขัดนิรภัย

ตอกไข่

เก็บเปลือกหอย

ดูแมลงเต่าทอง

เดินเล่น

ฉันจะไม่พูดอีกต่อไปแล้วว่า “เราไม่มีเวลาทำเรื่องนี้” (“We don’t have time for this”) เพราะการพูดแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการพูดว่า “เราไม่มีเวลาใช้ชีวิต” (“We don’t have time to live”)

การเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับเรื่องธรรมดา คือทางเดียวที่จะใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง


ถอดความจากบทความของ Huffpost: The Day I Stopped Saying ‘Hurry Up’ by Rachel Macy Stafford

นิทานมือปืนรับเหมา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังเรื่องจริงที่ราวกับเป็นนิทานกันนะครับ

นายเหว่ยซึ่งเป็นนักธุรกิจมีเรื่องฟ้องร้องกับคู่แข่งชื่อนายตัน

นายตันกลัวจะแพ้คดีเลยคิดจะกำจัดนายเหว่ยไปให้พ้นๆ

นายตันจึงติดต่อมือปืนรับจ้างชื่อนายสีให้ไปจัดการนายเหว่ย โดยสัญญาว่าจะให้เงิน 2 ล้านหยวน (10 ล้านบาท) เมื่อทำงานสำเร็จ

นายสีรับงานมาแล้วก็ไปว่าจ้างมือปืนอีกคนชื่อนายโหมวในราคา 7 แสนหยวน

แล้วนายโหมวก็ไปว่าจ้างนายหยาง

ส่วนนายหยางก็ไปว่าจ้างมือปืนอีกคนนึง ชื่อนายหยางเหมือนกัน (คนละนามสกุล)

แล้วนายหยาง (2) ก็ไปว่าจ้างนายหลิง ในราคา 1 แสนหยวน

นายหลิงคิดว่าเงิน 1 แสนหยวนไม่คุ้ม จึงติดต่อนายเหว่ยให้ไปเจอกันที่ร้านกาแฟ แล้วเล่าให้นายเหว่ยฟังว่าเขากำลังจะถูกเก็บ เรามาทำแผนซ้อนแผนกันดีกว่า ซึ่งนายเหว่ยก็เอาด้วย

นายหลิงเลยจัดฉากถ่ายรูปที่นายเหว่ยถูกมัด แล้วส่งรูปไปบอกนายหยางว่าจัดการนายเหว่ยเรียบร้อย ส่วนนายเหว่ยก็ไปแจ้งความ

คดีความนี้ใช้เวลาถึงสามปี เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้เอาผิดเพราะขาดหลักฐาน แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำตัดสิน และพิพากษาให้นายตันผู้ว่าจ้าง รวมถึงมือปืนทั้ง 5 คนต้องติดคุกโดยมีโทษลดหลั่นกันไป

อ่านคดีนิทานนี้จบแล้วบางคนถึงกับอุทานว่า this is very Chinese!


ขอบคุณรูปภาพจาก Nanning Intermediate People’s Court

ขอบคุณเนื้อหาจาก:

BBC Hesitant hitmen jailed over botched assassination in China

Quora: Mathew P. Vanderburg’s answer to What are the most Chinese things in history?

ทำไมอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่มีปัญหาเรื่องการกราดยิง

เรามักจะได้ยินข่าวเรื่องกราดยิงในอเมริกาอยู่บ่อยๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าทำไมอเมริกาจึงดูเหมือนเป็นประเทศพัฒนาแล้วเพียงประเทศเดียวที่ยังประสบปัญหานี้

มีคำตอบหนึ่งที่น่าสนใจบน Quora จากคุณ Zbigniew Łobocki ซึ่งจบปริญญาเอกด้านอาชญาวิทยา

เขาบอกว่าปัญหากราดยิงในอเมริกาเป็นเหตุผลทางคณิตศาสตร์ครับ

“ถ้าสมมติว่ามีคน 100 คน

20 คนมีปัญหาทางจิตเวช

8 คนมีปัญหาเรื่องความขี้โมโห (anger issues)

8 คน IQ ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนแทบจะเป็นบุคคลไร้สมรรถภาพ

6 คนมีความสุดโต่งเรื่องจุดยืนทางการเมือง

10 คนติดยาหรือติดเหล้า

แล้วลองเอาปืน 120 กระบอกไปให้คนกลุ่มนี้ คิดว่าจะมีใครสักคนโดนยิงหรือไม่?

สัดส่วนด้านบนคือข้อมูลเชิงสถิติของประเทศอเมริกา ซึ่งรวมถึงจำนวนปืนด้วย

อเมริกาเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนปืนมากกว่าจำนวนประชากร

หลายคนอาจรู้สึกว่าสวิตเซอร์แลนด์ก็มีปืนเยอะเหมือนกัน แต่สวิสก็มีปืนแค่ 27 กระบอกต่อประชากร 100 คนเท่านั้น* ส่วนอเมริกามีปืน 120 กระบอกต่อประชากร 100 คน เมื่อมีปืนเยอะขนาดนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ใครจะหาปืนมาครอบครองไว้สักกระบอก

สมมติว่าวันหนึ่งมีคนที่อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้านบน (ขี้โมโห สุดโต่ง ติดยา ฯลฯ) ตื่นขึ้นมาแล้วโดนความมืดครอบงำ

ในยุโรป เขาอาจจะหยิบมีดหรือไม้เบสบอลออกไปอาละวาด ซึ่งมักจะลงเอยด้วยผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่งและถ้าโชคร้ายก็อาจมีผู้เสียชีวิตสักหนึ่งหรือสองคน ส่วนเจ้าตัวก็คงถูกส่งไปโรงพยาบาลบ้า

ในอเมริกา คนแบบนี้ก็แค่หยิบปืนขึ้นมา เดินไปที่โรงเรียนแล้วก็เริ่มกราดยิง เพราะอเมริกามีปืน 120 กระบอกต่อประชากร 100 คน

ดังนั้นปัญหาเรื่องการกราดยิงจึงเป็นเรื่องทางคณิตศาสตร์ ถ้าเราสามารถลดจำนวนปืนต่อประชากรให้เหลือเพียง 30 กระบอกต่อ 100 คนได้ เหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนก็จะมลายหายไป

แต่ถ้าคุณยังเรียกร้องสิทธิที่จะพกปืนกันแบบนี้ ก็จงยอมรับว่าการสูญเสียของผู้บริสุทธิ์จะยังเกิดขึ้นต่อไป”


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Zbigniew Łobocki’s answer to Why is America the only rich country that has frequent mass shootings?

* เผื่อใครสงสัยเหมือนผม – ประเทศไทยมีปืน 15 กระบอกต่อประชากร 100 คนครับ ดูข้อมูลได้ที่ Wikipedia: Estimated number of civilian guns per capita by country

* ปืนในสวิตเซอร์แลนด์ส่วนใหญ่อยู่ในบ้านของทหารที่ปลดประจำการแล้ว ปืนเหล่านั้นจึงไม่มีลูกกระสุน ประชากรพกปืนไม่ใช่เพราะว่าชอบมีปืน แต่พกไว้เผื่อต้องโดนเรียกไปเป็นทหารกองหนุน