2 ข้อที่ควรถามเมื่อไม่มีความสุขกับงานประจำ

คำถามที่ 1 – เราให้น้ำหนักกับข้อเสียมากเกินไปรึเปล่า

หลายคนอาจเคยได้ยินได้ฟังนิทานอิฐสองก้อนจากหนุ่มเมืองจันท์

พระอาจารย์พรหม ลูกศิษย์หลวงพ่อชา เคยก่อกำแพงอิฐแล้วมีพลาดวางอิฐสองก้อนไม่เรียบร้อย พระอาจารย์อยากจะทุบกำแพงเพื่อสร้างใหม่ แต่เจ้าอาวาสไม่ยอม

จากนั้นเวลามีแขกมา พระอาจารย์จะหลีกเลี่ยงไม่พาแขกเดินผ่านกำแพงบริเวณนี้ เพราะอายที่ก่ออิฐผิดพลาดไป 2 ก้อน

จนกระทั่งวันหนึ่ง พระอาจารย์พรหมกำลังเดินกับผู้มาเยือนวัดคนหนึ่ง เขาเห็นกำแพงอิฐนี้แล้วเปรยขึ้นมาว่า “กำแพงนี้สวยดี”

พระอาจารย์พรหมถามด้วยอารมณ์ขันว่า “คุณลืมแว่นสายตาไว้ในรถหรือเปล่า คุณไม่เห็นหรือว่ามีอิฐ 2 ก้อนที่ก่อผิดพลาดจนกำแพงดูไม่ดี”

แต่แล้วผู้มาเยือนคนนี้ก็เอ่ยประโยคที่ทำให้พระอาจารย์พรหมเปลี่ยนแปลงทัศนคติทั้งหมดที่เคยมีต่อกำแพงนี้

“ผมเห็นอิฐที่วางไม่ดีสองก้อนนั้น แต่ผมก็ได้เห็นด้วยว่ามีอิฐอีก 998 ก้อนที่ก่อไว้อย่างสวยงาม”


เวลาเราไม่ค่อยมีความสุขกับที่ทำงาน มักจะเกิดจากอิฐ 2 ก้อนนี่แหละ

เช่นนิสัยบางอย่างของหัวหน้า หรือความไม่เรียบร้อยของการทำงานของบางคน แล้วเราก็จะผิดหวังและหัวเสียไปกับเรื่องเหล่านี้

ส่วนของที่มันดีอยู่แล้วเรามักไม่ค่อยเห็นและไม่ให้น้ำหนัก เพราะมันเป็นเหมือนอากาศที่เราจะนึกถึงก็ต่อเมื่อเราขาดมันไปเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเนื้องาน เพื่อนร่วมงานที่น่ารัก การได้ทำงานที่บ้าน และสวัสดิการที่ดี

ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะมองเห็นอิฐ 2 ก้อนก่อนอิฐ 998 ก้อน มนุษย์เราถูกวิวัฒนาการให้มองหาสิ่งผิดปกติอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่เราจะได้รอดพ้นจากอันตรายและอยู่รอดเพื่อสืบพันธุ์

หรือถ้าจะมองด้วยเลนส์ของกฎ 80/20 ที่บอกว่าผลส่วนใหญ่เกิดจากเหตุส่วนน้อย ความทุกข์ส่วนใหญ่ในที่ทำงานของเราก็เกิดจากต้นเหตุเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง

เมื่อเราจดจ่อกับอิฐ 2 ก้อนมากเกินไป เราจึงไม่เห็นคุณค่าของอิฐอีก 998 ก้อนที่เหลือ


คำถามข้อที่ 2 – เราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลอยู่รึเปล่า

ภาษาอังกฤษเรียกว่า Me-Centered Universe

เรามักไม่ได้ตัดสินสิ่งต่างๆ เพราะว่ามันไม่ถูกต้อง

เรามักตัดสินสิ่งต่างๆ เพราะว่ามันไม่ถูกใจเรา

ไม่ผิดที่จะอยากให้อะไรมันดีขึ้น แต่ถ้าเราไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไป เราก็จะพอเข้าใจได้ว่าปัญหาบางอย่างมันต้องใช้เวลาแก้ และแต่ละคนแค่จะเอาตัวเองให้รอดจากปัญหาของตัวเองก็ตึงมือพออยู่แล้ว ดังนั้นเขาอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นปัญหามากนัก

แต่หากเราคิดแบบ me-centered universe เราจะเผลอคิดไปว่าปัญหาของเรานั้นสำคัญและต้องแก้ไขด่วนที่สุด และพอคนอื่นๆ ไม่ได้เห็นพ้องกับเรา เราก็จะชี้นิ้วไปที่คนอื่นก่อนเสมอ


ที่เขียนมานี้ไม่ได้ต้องการจะบอกว่าให้ทนต่อไปโดยไม่มีข้อแม้

แค่จะบอกว่าปัญหาและความ suffer ที่เกิด เราเองก็มีส่วนทำให้มันหนักหนาขึ้นด้วยเช่นกัน

ลองถอยออกมาให้ห่างจากจุดศูนย์กลางของจักรวาล แล้วมองที่ทำงานของเราอีกครั้ง

แล้วเราอาจเห็นอิฐดีๆ อีก 998 ก้อนที่เรามองข้ามมาตลอด

จะได้ไม่เผลอทุบกำแพงที่เราสร้างมาเองกับมือครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Srikumar Rao | Talks at Google | Are You Ready to Suceed? (นาทีที่ 30:32)

ถ้าเป้าหมายคือการเติบโต ย่อมไม่มีอะไรที่สูญเปล่า

เพราะทุกสิ่งที่ผ่านมาเข้ามาในชีวิตนั้นสอนอะไรให้เราได้เสมอ

ความสำเร็จสอนให้เรารู้ว่าอะไรคือปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จนั้น

ส่วนความล้มเหลวก็สอนให้เรารู้ว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากฝีมือเราไปทั้งหมด มีอะไรหลายอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา

ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดเรื่องดีหรือร้าย ถ้าเราไม่ลืมที่จะถามตัวเองว่าเราสามารถเก็บเกี่ยวอะไรจากเหตุการณ์นี้ได้บ้าง เราจะไม่มีทางขาดทุน เราจะเริ่มขาดทุนก็ต่อเมื่อเราปฏิเสธความจริงตรงหน้าเท่านั้น

ผิดพลาดคือฉลาดกว่าเมื่อวาน

ถ้าเป้าหมายคือการเติบโตในตัวเรา ย่อมไม่มีอะไรที่สูญเปล่าทั้งสิ้น

ความแตกต่างระหว่างคนรวยจริงกับคนรวยปลอม

Ken Honda เป็นนักเขียนชาวญี่ปุ่นที่ออกหนังสือมาแล้วกว่า 50 เล่ม

ฮอนดะเคยทำการสำรวจเศรษฐี (millionaire) ชาวญี่ปุ่นจำนวน 12,000 คนและพบว่า ไม่ว่าเศรษฐีเหล่านี้จะมีเงินเท่าไหร่ พวกเขาก็ยังต้องการมากขึ้นอยู่ดี

ฮอนดะเคยสัมภาษณ์คนที่มีเงิน 1 ล้านเหรียญในธนาคารว่า “คุณรู้สึกว่าคุณร่ำรวยอย่างแท้จริงรึยัง” เขาตอบว่ายัง เพราะเขายังมีเงินไม่ถึง 10 ล้านเหรียญ

แต่พอฮอนดะไปถามคนที่มีเงิน 10 ล้านเหรียญ เขาก็ตอบว่ายังไม่รวยเช่นกัน เพราะอยากมีเครื่องบินส่วนตัว

แล้วพอฮอนดะไปถามคนที่มีเครื่องบินส่วนตัว เขาก็ตอบว่ายังไม่รวย เพราะเครื่องบินของเขานั่งได้แค่ 6 คน

ดังนั้นจำนวนเงินในกระเป๋า (หรือในธนาคาร) จึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความรู้สึกว่าเรารวยแล้ว

ฮอนดะพบว่า ความแตกต่างระหว่างเศรษฐีที่ยังไม่รวยกับเศรษฐีที่รู้สึกว่ารวยแล้วนั้นมีอยู่อย่างเดียว นั่นคือโลกทัศน์ที่เปลี่ยนไป – a shift in worldview

คนที่รู้สึกว่าตัวเองรวยแล้วมองว่าเงินเป็นเหมือนอากาศที่มีอยู่ทุกที่ และเงินเหล่านี้ก็จะไหลผ่านเขาเมื่อถึงเวลาจำเป็น พวกเขาไม่มีเป้าหมายทางการเงิน ไม่มีเป้าหมายที่จะซื้อเครื่องบินส่วนตัว พวกเขาแค่เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาเขาก็จะมีเงินที่จำเป็นต้องใช้เอง และเมื่อเขาเชื่อแบบนี้ เขาจึงสามารถตอบว่า “รวยแล้ว!” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

เป็นมุมมองที่น่าสนใจ เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง

เผื่อวันหนึ่งเราจะมองเงินเป็นเหมือนอากาศได้อย่างเขาบ้างครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก The Buddha and The Badass by Vishen Lakhiani

To-Do List แบบเขียนทีละข้อ

เดือนที่ผ่านมาผมได้ทดลองทำ To-Do List ที่ค่อนข้างประหลาดแต่ก็ให้ผลดี

ผมได้ไอเดียนี้มาจาก Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks

วิธีการนั้นง่ายมาก

  1. เขียนรายการที่จะทำแค่ข้อเดียว
  2. ทำสิ่งนั้นให้เรียบร้อย
  3. ขีดฆ่ารายการนั้นทิ้ง

แล้วก็กลับไปที่ข้อ 1 ใหม่

หากระหว่างที่ทำสิ่งนั้นอยู่ เกิดเจออะไรหรือนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็ให้หักห้ามใจ ไม่กระโดดลงไปทำสิ่งนั้นทันที ให้จดเอาไว้ก่อน แล้วกลับมาอยู่กับสิ่งที่เราควรจะทำ

ผมพบว่าวิธีนี้ช่วยให้เรา single-tasking ได้ดีขึ้น

การทำงานสมัยใหม่นั้นมี “กับดัก” ระหว่างทางมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอีเมล สแล็ค (หรือไลน์) รวมถึงโซเชียลมีเดียที่เรียกร้องความสนใจของเราตลอดเวลา

ดังนั้นการทำ To-Do List แบบทำทีละอย่างนี้จะช่วยให้เรามีสติมากขึ้นว่ากำลังทำอะไรอยู่ และฝึกให้เรามีวินัยที่จะอยู่กับสิ่งนั้นจนกว่าจะเสร็จ

คราวนี้เมื่อเสร็จงานชิ้นนั้นแล้ว จะเล่นเฟซบุ๊คก็ทำได้ แต่เราควรจะใช้หลักการเดียวกันนั่นก็คือ

  1. เขียนคำว่า “เล่นเฟซบุ๊ค” เป็นรายการที่เราจะทำ
  2. เล่นเฟซบุ๊ค
  3. ขีดค่ารายการ “เล่นเฟซบุ๊ค” ทิ้งไป

เมื่อเราบังคับให้ตัวเองต้อง “เขียนทุกอย่าง” ที่เราจะทำทีละข้อ เราจะมองเห็นตัวเองมากขึ้นว่าแต่ละวันเราว่อกแว่กแค่ไหน และบางทีก็ช่วยให้เรายับยั้งชั่งใจได้มากขึ้น

เตือนไว้นิดนึงว่าวิธีการนี้อาจทำให้เราหงุดหงิดและรู้สึกยุ่งยาก เพราะมันทวนกระแสนิสัยที่เราคุ้นเคยมานาน

ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ

ของที่หนักกว่าย่อมตกถึงพื้นเร็วกว่า

นี่คือสิ่งที่อริสโตเติล ปราชญ์ชาวกรีกเคยกล่าวเอาไว้

และก็ไม่มีใครตั้งคำถามกับประโยคนี้ด้วย เพราะมันฟังดูสมเหตุสมผลสุดๆ

คนที่มาหักล้างความเชื่อนี้ คือกาลิเลโอ ที่ทดลองปล่อยลูกบอลไม้กับลูกกระสุนปืนใหญ่ลงจากหอเอนเมืองปิซา แล้วก็พบว่าทั้งสองอย่างตกถึงพื้นพร้อมกัน

ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า กาลิเลโอได้ทำการทดลองนี้จริงหรือไม่ แต่คำถามที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือทำไมต้องรอให้ถึงยุคกาลิเลโอ

อริสโตเติล อาศัยอยู่ในช่วง 350 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนกาลิเลโอนั้นเกิดในช่วงศตวรรษที่ 16

นั่นหมายความว่า ต้องใช้เวลาเกือบ 2000 ปี กว่าที่จะมีใครสักคนลุกขึ้นมาหักล้างสิ่งที่อริสโตเติลเคยกล่าวเอาไว้

ในเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ทำไมถึงไม่มีใครตั้งคำถาม และทำการทดลองที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร?

ต้นเหตุอาจมาจากความเป็นอริสโตเติลเองครับ

เพราะอริสโตเติลนั้นเป็นคนที่เฉลียวฉลาด และการค้นคว้าของเขาก็ละเอียดถี่ถ้วนเสียจนคนที่อ่านงานของเขาเชื่อว่าเขาพูดถูกไปเสียทุกเรื่อง

เป็นเวลายาวนานที่นักวิชาการส่วนใหญ่ยอมรับทัศนะที่อริสโตเติลมีต่อโลกว่าเป็นความจริงอย่างไม่มีข้อสงสัย หากพวกเขาพิสูจน์ได้ว่าอริสโตเติลพูดอะไรสักอย่าง นั่นก็ถือว่าเพียงพอแล้วที่จะเชื่อ

เราเรียกสิ่งนี้ว่า “ความจริงโดยอำนาจ” หรือ truth by authority นั่นคือการเชื่อว่าบางสิ่งจะต้องเป็นความจริงเพราะบุคคลำคัญที่มี “อำนาจ” ได้กล่าวไว้เช่นนั้น


มองไปรอบตัว เราจะเห็นความจริงโดยอำนาจอยู่เต็มไปหมด

“ความจริง” ที่เรายึดถือในทุกวันนี้ หลายอย่างก็เพียงสิ่งที่พ่อแม่หรือครูเคยบอก (หรือหลอก) เราเมื่อตอนเด็กๆ

แม้จะโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราก็ยังตกอยู่ภายใต้ความจริงโดยอำนาจที่มาจากศาสดา จากผู้นำ/ประมุข/นักการเมือง จากนักลงทุนในตำนาน จากสถาบันที่มีชื่อเสียง จากผู้ประกอบการอย่าง Elon Musk หรือ จากแพลตฟอร์มอย่าง Google ที่เหมือนจะกลายเป็นทางเข้าเพียงทางเดียวสำหรับการ “ค้นหาความจริง” ไปแล้ว

เมื่อเราเชื่อมั่นหรือเลื่อมใสในตัวใครมากๆ เราจะหยุดตั้งคำถาม เราจะคิดว่าสิ่งที่มาจากเขานั้นเชื่อถือได้

การยึดถือความจริงโดยอำนาจนั้นไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร มันคือกลไกอย่างหนึ่งทางชีววิทยาที่ทำให้เราตัดสินใจได้เร็วขึ้นและไม่ต้องมาเสียเวลาครุ่นคิดกับทุกอย่างที่เราเจอในชีวิต

แต่ความจริงโดยอำนาจนั้นก็มีอันตราย เพราะมันอาจจะทำให้เราใจแคบและไร้เหตุผลได้อย่างเหลือเชื่อ

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าตกอยู่ใต้ truth by authority ของใครหรือของอะไรบ้าง แล้วการตั้งคำถามกับคนที่เราศรัทธาก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องผิดบาปอะไร

ดีกว่าเห็นผิด เพราะยึดติดว่าบุคคลที่เราศรัทธานั้นถูกต้องเสมอครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ปรัชญา: ประวัติศาสตร์สายธารแห่งปัญญา ผู้เขียน: Nigel Warburton ผู้แปล: ปราบดา หยุ่น,รติพร ชัยปิยะพร สำนักพิมพ์ Bookscape