เหตุผลที่คู่รักควรทะเลาะกันบ้าง

หนึ่งในหนังสือที่ผมอยากแนะนำให้อ่าน คือ Antifragile ของ Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียนเดียวกับ The Black Swan

ของที่แตกง่าย เราเรียกว่า fragile

ของที่คงทน ทำลายได้อยาก เราเรียกว่า robust

ส่วนของที่ยิ่งทุบยิ่งแข็งแกร่งขึ้น Taleb เรียกว่า antifragile

อารมณ์เดียวกับชาวไซย่าในเรื่องดราก้อนบอล ที่ยิ่งถูกทำร้ายมากเท่าไหร่ เวลาหายดีแล้วพลังต่อสู้จะเพิ่มขึ้น

จริงๆ ร่างกายมนุษย์เราก็มีความ antifragile ระดับหนึ่ง ซึ่งการออกกำลังกายก็ใช้หลักการนี้ คือการทำให้ร่างกายต้องออกแรงมากกว่าปกติจนกล้ามเนื้อบางส่วนถูกทำลาย แล้วร่างกายก็จะ overcompensate ด้วยการสร้างกล้ามเนื้อใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม


เมื่อวันก่อนผมได้ฟัง “คุณต่อ เพนกวิน” เจ้าของร้าน Penguin Eat Shabu ให้สัมภาษณ์พี่ดู๋ สัญญา คุณากร ในรายการเจาะใจ Life Hacks เมื่อเดือนพ.ย.2563 ว่า

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนร้านอาหาร เทียบกับจำนวนประชากรถือว่าเยอะ เรามีเจ้าของร้านอาหารในเมืองไทยเกือบ 4 ล้านรายครับ จะมีเพียงแค่ 10% เท่านั้นที่อยู่รอดเกิน 3 ปี”

มันทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่ Taleb เคยเล่าไว้ในหนังสือ Antifragile (บทที่ 4)

“ร้านอาหารแต่ละร้านนั้น fragile เพราะพวกเขาต้องแข่งกันเอง แต่นั่นแหละที่ทำให้วงการร้านอาหารมัน antifragile

ถ้าร้านอาหารแต่ละร้าน robust ระดับที่ไม่มีวันเจ๊ง องค์รวมธุรกิจร้านอาหารจะเฉื่อยชาและอ่อนแอ และรสชาติคงไม่ต่างอะไรกับในโรงอาหาร…ดังนั้นคุณภาพ ความมั่นคง และความเชื่อถือได้ของวงการนี้นั้นเกิดจากความ fragile ของร้านอาหารแต่ละร้าน [เพราะระบบจะคัดกรองร้านที่ไม่มีคุณภาพออกไป และเปิดทางให้ผู้เล่นรายใหม่ๆ ได้เข้ามา]

ดังนั้นบางส่วนในระบบอาจต้องมีความ fragile เพื่อให้องค์รวมนั้นมีความ antifragile สิ่งมีชีวิตแต่ละตัวอาจมีความ fragile แต่ข้อมูลที่เก็บอยู่ในยีนของสิ่งมีชีวิตนั้นจะมีความ antifragile ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะมันคือหลักการที่เป็นตัวขับเคลื่อนวิวัฒนาการเลยทีเดียว”


อีกตัวอย่างหนึ่งที่คล้ายคลึงกันก็คือไฟป่า ถ้าเราปล่อยให้ไฟป่าเกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งคราว ต้นไม้แห้งส่วนหนึ่งจะถูกเผาทิ้งไปโดยปริยาย ทำให้ไม่มีเชื้อเพลิงเหลือมากนัก แต่ถ้าเราป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าเลย หากเราพลาดและเกิดไฟป่าขึ้นจริงๆ มันจะเป็นไฟป่าที่ใหญ่เกินควบคุมเพราะมีเชื้อเพลิงอยู่เต็มพื้นที่


ผมกับแฟนมีเรื่องเถียงกันอยู่เรื่อยๆ ประมาณไตรมาสละครั้งสองครั้งพอให้เป็นสีสันของชีวิตคู่

เวลาทะเลาะกันผมก็จะบอกตัวเองว่า ดีแล้วที่ได้ทะเลาะกัน จะได้จูนกันเรื่องความคาดหวังและวิธีคิด ดีกว่าไม่ชอบอะไรแล้วเก็บมันเอาไว้ในใจ

อดีตคู่รัก คุณเจมส์ เรืองศักดิ์ และ เอ๊ะ ศศิกานต์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี 2553 ว่า

“เอ๊ะยิ้มหวานให้ชายหนุ่ม ก่อนย้อนความถึงครั้งแรกที่ได้เจอแฟนว่า “ตอนนั้นไปเล่นเอ็มวีให้เจมส์ในเพลง “ไม่รักก็เกลียดเลย” ในชุด “ดิ แอดเวนเจอร์” เขาก็เป็นคนที่น่ารักดี และดูเป็นคนที่เอาใจใส่มากๆ จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ แต่ที่ผ่านมาก็มีเรื่องที่ถึงขั้นจะเลิกกันก็มี เหตุการณ์เกิดเมื่อปลายปีที่ผ่านมานี้เอง ให้เจมส์เล่าดีกว่าค่ะ” เอ๊ะโยนให้เจมส์พูด

นักร้องหนุ่มนิ่ง ก่อนจะย้อนเหตุการณ์ให้ฟังว่า “ตอนนั้นผมสั่งซื้อปลาแซลมอนมาจากต่างประเทศตัวใหญ่มากมาให้เอ๊ะ ซึ่งในใจก็คิดว่าเอ๊ะจะต้องดีใจมากๆ แต่เอ๊ะกลับบอกว่า “บอกตรงๆ มันงี่เง่ามากๆ ที่ซื้อมาให้แบบนี้” เท่านั้นเองทุกอย่างก็พรั่งพรูออกมา”

เจมส์บอกที่ผ่านมาเขาและเอ๊ะคบกันก็มีปัญหาเหมือนคู่รักคู่อื่นๆ แต่ได้กวาดปัญหานั้นไว้ใต้พรม พอเจอเรื่องนี้จึงเหมือนขุดออกมาพูดกัน

“วันนั้นผมถึงกับบอกเขาเองว่า เราถอยห่างกันดีกว่ามั้ย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมพูดแบบนี้ตั้งแต่คบกัน แต่ก่อนหน้านี้เอ๊ะจะพูดกับผมมาแล้ว 4-5 ครั้ง เพราะความไม่เข้าใจกัน จากวันนั้น ก็ไม่คุยกัน แต่ผมได้จดทุกอย่างที่เป็นสิ่งที่ไม่พอใจเขาหรือปัญหาต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นและไม่ได้พูดกันมา เป็นเรื่องที่คาใจมานาน ผมจดได้ประมาณ 20 กว่าเรื่อง”

“ที่จดก็เพราะว่ากลัวลืมเวลาที่จะไปพูดเพื่อขอเลิกกัน เมื่อมาเจอกันในอีกหลายวันต่อมาผมก็จะบอกว่ายังไม่ต้องพูดอะไร ผมขออ่านสิ่งที่ผมคาใจมาตลอดให้เขาฟัง และอย่าเพิ่งร้องไห้ ปรากฏพออ่านๆ ไปจนถึงข้อที่ 4 ผมกลับร้องไห้ซะเอง”

หนุ่มเจมส์บอกต่อว่า “วันนั้นเราก็เลยได้มานั่งคุยกัน ได้รู้ปัญหาต่างๆ ที่เคยเกิดแต่ไม่ได้รับการแก้ไข”


ดังนั้นการที่คู่รักจะทะเลาะกันบ้างนั้นไม่ใช่เรื่องผิด เพราะแม้จะทำให้ความสัมพันธ์ดูไม่มั่นคง แต่แท้จริงแล้วมันคือไฟป่าเล็กที่ป้องกันไฟป่าใหญ่ มันคือร้านอาหารที่เจ๊งไปเพื่อให้วงการร้านอาหารแข็งแรง มันคือการทำลายกล้ามเนื้อบางส่วนเพื่อที่จะสร้างกล้ามเนื้อมัดใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม

ขอให้เรามีกล้ามเนื้อความสัมพันธ์ที่ antifragile กันนะครับ

จากภารโรงสู่พันล้าน – ชายผู้พลิกวงการ Love Hotels ในเกาหลีใต้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว CFO ของบริษัทที่ผมทำงานอยู่ได้ส่งบทความที่น่าสนใจมาให้อ่าน เลยขอนำมาถ่ายทอดในบล็อกนี้นะครับ

  • Lee Su-jin สูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่วัยเด็ก ชีวิตจึงระหกระเหเร่ร่อนไปอาศัยอยู่กับญาติคนโน้นคนนี้ตลอด
  • พออายุได้ 23 ปี Lee Su-jin ได้งานเป็นคนทำความสะอาดใน Love Hotel แห่งหนึ่ง และทำให้เขามีรายได้ที่แน่นอนและมีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่งเสียที
  • Love Hotel นั้นมีสถานะคล้ายๆ กับโรงแรมม่านรูดในบ้านเรา คือเป็นโรงแรมราคาถูก ที่ใช้สำหรับการปฏิบัติภารกิจของคู่รัก คู่กิ๊ก หรือคู่ที่พบกันตามสถานบันเทิงและสถานบริการ
  • ธุรกิจ Love Hotels นั้นเริ่มต้นในญี่ปุ่น และมาเฟื่องฟูในเกาหลีใต้ช่วงปลายยุค 80’s ที่คนเกาหลีมีความเปิดกว้างเรื่องทางเพศมากขึ้น
  • แต่หลังจากนั้น ธุรกิจนี้ก็อยู่ในช่วงขาลงมาโดยตลอด เนื่องจากชื่อเสียงที่ไม่ดี เพราะมักเกี่ยวพันกับธุรกิจสีเทาและการคบชู้
  • ในปี 2004 เกาหลีใต้ออกกฎหมายห้ามการค้าประเวณี แถมประเทศก็มีปัญหาความขัดแย้งกับจีนจนส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงไปมาก ทั้งสองปัจจัยนี้ทำให้อนาคตของ Love Hotels ในเกาหลีนั้นริบหรี่ยิ่งกว่าเดิม
  • แต่ Lee Su-jin มองว่าวิกฤตนี้คือโอกาส การได้ทำงานอยู่ในวงการนี้มายาวนานทำให้เขาสร้างเครือข่ายกับคนขายกระดาษทิชชู่และผ้าขนหนูรวมถึงจึงเจ้าของโรงแรม Love Hotels นับหมื่นคน
  • ในปี 2005 ลีได้ทำให้คอนเน็คชั่นเหล่านี้กลายเป็นเว็บไซต์ Yanolja ให้คนเข้ามารีวิวและจองห้องใน Love Hotel ได้ โดยลีโน้มน้าวเจ้าของโรงแรมให้ยอมโพสต์รูปห้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่เพราะโดยธรรมเนียมแล้วโรงแรมม่านรูดไม่เคยทำอะไรโจ่งแจ้งแบบนี้
  • Yanolja แปลว่า “Hey Let’s Play” – มาสนุกกันเถอะ!
  • Lee Su-jin มองว่าถ้าธุรกิจ Love Hotels ยังพึ่งพาลูกค้ากลุ่มเดิม ก็เท่ากับรอวันล่มสลาย ลีเลยอยากปรับภาพลักษณ์ของ Love Hotels เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ อันได้แต่คู่รักวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวที่ต้องการสถานที่พักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมง (short stays)
  • Yanolja จึงมีบริการให้คำปรึกษากับ Love Hotels ทั้งหลายว่าจะตกแต่งยังไงถึงจะดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้ได้ มีการอบรมวิธีป้องกันไม่ให้ใครมาติดตั้ง webcam ไว้ในห้อง (เพื่อไม่ให้เกิดการแบล็คเมล) รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัวด้วย เช่นเช็คอิน-เช็คเอาท์ได้ด้วยตัวเอง และสั่งของมาที่ห้องโดยมีหุ่นยนต์นำมาส่ง
  • ในเกาหลีนั้นคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่จะยังอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่จนกว่าจะแต่งงาน การจะชวนเพื่อนสาวหรือเพื่อนชายมาที่ห้องไม่ใช่เรื่องสะดวก ดังนั้น Love Hotels จึงตอบโจทย์เป็นอย่างยิ่ง โดย Yanolja บอกว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ลูกค้าหนึ่งคนจะจองโรงแรมผ่าน Yanolja ถึงเดือนละ 3 ครั้ง
  • ปี 2011 Yanolja เปิดตัวแอปพลิเคชันบนมือถือ และมียอดดาวน์โหลดครบ 10 ล้านครั้งไปเมื่อปี 2018
  • Yanolja ระดมทุนมาแล้วทั้งหมด 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ (66,000 ล้านบาท) โดยผู้ที่เชื่อมั่นและลงทุนกับ Yanolja นั้นก็อาทิเช่น SoftBank (ลงทุนใน TikTok, Uber, Slack), GIC หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ และ Booking Holdings เจ้าของ Booking และ Agoda
  • นั่นทำให้โรงแรมในแอปของ Yanolja ขึ้นไปลิสต์อยู่ใน Agoda และโรงแรมในลิสต์ของ Agoda ก็ขึ้นไปลิสต์อยู่ใน Yanolja เช่นกัน
  • แม้จะมีคู่แข่งอย่าง Airbnb ก็ไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่นัก เพราะคนเกาหลีส่วนใหญ่ไม่ค่อย comfortable ที่จะให้ชาวต่างชาติมาพักที่บ้านของตัวเอง ดังนั้น Love Hotels ของ Yanolja จึงตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่งบไม่เยอะได้เป็นอย่างดี
  • นอกจากรายได้จากค่าส่วนแบ่งในการจองโรงแรมแล้ว Yanolja ยังมีรายได้จากธุรกิจด้าน transportation และ cloud computing ที่ช่วยยกระดับโรงแรมที่อยู่บนแพลตฟอร์มของ Yanolja โดยรายได้จากธุรกิจ cloud นั้นนับเป็น 1 ใน 5 ของรายได้ทั้งหมด
  • Yanolja มีมูลค่าเกิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019 และนับเป็น “ยูนิคอร์น” ตัวที่ 8 ของเกาหลีใต้
  • ส่วนการระดมทุนครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2021 SoftBank ยอมลงเงินถึง 1.7 พันล้านเหรียญ โดยตรามูลค่าของ Yanolja ไว้ที่ 6.7 พันล้านเหรียญ
  • เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Yanolja มีการเปิดเผยรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสเป็นครั้งแรก เพราะบริษัทต้องการเตรียมตัวที่จะ IPO โดยมีรายได้แตะ 1 แสนล้านวอน หรือ 2,700 ล้านบาท
  • และรายงานนี้เป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่า Lee Su-jin ผู้ก่อตั้ง Yanolja นั้นถือหุ้นอยู่ 16.54% ส่วนภรรยาและลูกสาวอีกสองคนของเขาก็ถือหุ้นอยู่ 5.18% Forbes จึงประมาณการว่ามูลค่าทรัพย์สินของครอบครัวนี้สูงถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ
  • หากการ IPO ครั้งนี้สำเร็จ จากภารโรงวัย 23 ในโรงแรมม่านรูด Lee Su-jin ในวัย 44 ปีก็จะกลายเป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้าน(เหรียญ)
  • เป็นเรื่องราวที่น่าทึ่งและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก Forbes: Ex-Janitor Becomes A Billionaire, Pandemic Recovery Boosts His Korean Travel Superapp

เมื่อเสียงของประชาชน(เริ่ม)มีความหมาย เราอาจแปลงกลายเป็น Active Citizen

บ้านผมอยู่ในซอยอ่อนนุช 80 (ฝั่งตรงข้ามคืออ่อนนุช 57) ไม่ไกลจากเส้นพัฒนาการตัดใหม่เท่าไหร่นัก

เวลากลับบ้าน ผมต้องมากลับรถแถวๆ ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือป้าลิ้ม (ร้านนี้อร่อยครับ ผมกินประจำ)

ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ตรงจุดกลับรถนี้เริ่มมีหลุมบ่ออยู่กลางถนน เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร ผมต้องพยายามขับรถหลบหรือขับคร่อมทุกครั้ง ในใจก็ได้แต่คิดว่าถ้ามอเตอร์ไซค์ที่ไม่คุ้นทางวิ่งมาเร็วๆ น่าจะอันตราย ยิ่งช่วงนี้เข้าหน้าฝนหลุมคงจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

และผมก็ทำเหมือนกับที่คนส่วนใหญ่ทำกัน

นั่นคือไม่ได้ทำอะไร

จริงๆ ก็อยากจะรายงานปัญหานะครับ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เพราะไม่รู้ว่าใครรับผิดชอบ จะให้โทรไปสำนักงานเขตประเวศก็ไม่รู้จะติดต่อฝ่ายไหน แถมส่งเรื่องไปแล้วจะได้รับการแก้ไขรึเปล่าก็ไม่รู้

เมื่อเรื่องมันดูวุ่นวาย สุดท้ายก็ได้แต่อยู่เฉยๆ และหวังลมๆ แล้งๆ ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบจะมาจัดการให้เรียบร้อยในอนาคตอันไม่ไกลเกินไปนัก


เคยได้ยินชื่อ Traffy Fondue (LINE @traffyfondue) กันมั้ยครับ?

ฟังชื่อนึกว่าเป็นร้านขายขนมหวาน แต่เมื่อเข้าไปศึกษาทีหลังถึงรู้ว่าสร้างจากห้องปฏิบัติการระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะของ NECTEC

แม้จะมีมาตั้งแต่ปี 2561 แต่ผมเพิ่งได้รู้จักกับแอปนี้อย่างจริงจังจากโพสต์ของอ.ชัชชาติเมื่อวันที่ 29 พ.ค.65 ข้อความส่วนหนึ่งเขียนไว้ว่า:

“ปัญหาโครงสร้างของเมืองในระดับเส้นเลือดฝอยเป็นปัญหาที่พวกเราต้องเจอในทุกๆ วัน เช่น ฟุตบาทไม่เรียบ แสงสว่างไม่เพียงพอ ขยะไม่มีคนเก็บ เป็นต้น

หลังจากเลือกตั้งจบแล้ว ทีมงานเพื่อนชัชชาติจึงนำทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) กลับมาใช้อีกรอบ…หัวใจของความสำเร็จของระบบนี้ คือความร่วมมือของประชาชน + ความตั้งใจจริงของภาครัฐในการแก้ปัญหา

การพัฒนาให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน ร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้เพื่อกรุงเทพฯ ที่ดีของเราทุกคนครับ”

ผมก็เลยแอดไลน์เอาไว้ และตั้งใจว่าถ้าจังหวะเหมาะๆ ก็อยากจะลองรายงานปัญหาถนนเป็นหลุมตรงจุดที่ผมกลับรถ

สองเหตุผลที่คิดจะรายงานปัญหานี้ก็เพราะว่า หนึ่ง มันเป็นเส้นทางที่ผมผ่านทุกวัน จึงรู้ได้เลยว่าได้แก้หรือไม่ และสอง การแก้ปัญหานี้น่าจะใช้เงินและเวลาน้อยมาก ถ้าคิดจะทำก็ย่อมไม่มีข้ออ้าง เคสนี้จึงน่าจะเป็นการทดสอบที่ดีว่าการร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue มันจะมีประโยชน์จริงหรือไม่

วันอาทิตย์ที่ 5 มิ.ย. ผมพาลูกๆ ไปข้างนอก กลับมาก็เย็นและเหนื่อยมากแล้ว แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเราอยากรายงานปัญหานี้ เลยปั่นจักยานไปหน้าปากซอย เลี้ยวขวาปั่นขึ้นฟุตบาทไปยังจุดกลับรถ (รู้สึกผิดนิดหน่อยแต่เป็นทางที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว) เปิดไลน์ @traffyfondue ขึ้นมาแล้วเริ่มคุยกับ Chatbot

ผม: ถนนเป็นหลุมบ่อ ตรงจุดกลับรถ

TF: ถนนเป็นหลุมบ่อ ตรงจุดกลับรถนะครับ ช่วยถ่ายภาพประกอบ ส่งเข้ามาหน่อยครับ (มีปุ่มให้เลือกกดถ่ายรูป)

ผม: (ส่งรูป)

TF: ช่วยเลือกประเภทของเรื่องที่แจ้ง 1 อย่างครับ (มีช้อยส์ขึ้นมาให้เลือก เช่น ขยะ น้ำท่วม ความปลอดภัย อื่นๆ)

ผม: (กดเลือกช้อยส์ “อื่นๆ”)

TF: สักครู่นะครับ

เพียงอึดใจเดียว Traffy Fondue ก็สรุปปัญหาพร้อมภาพถ่าย ลงเวลา 2022-06-05 18:41 และแจ้งสถานะว่า “รอรับเรื่อง” แถมยังบอกด้วยว่า “คุณมี 10 แต้ม”

ตอนแรกว่าจะไปถ่ายรูปจุดอื่นด้วย แต่ฝนเริ่มลงเม็ด ก็เลยต้องปั่นจักรยานกลับบ้านด้วยความหวัง แต่ก็มีเผื่อใจไว้เหมือนกันว่าอาจจะใช้เวลาหรืออาจจะไม่เกิดอะไรขึ้นเลยก็ได้

วันจันทร์ Traffy Fondue ก็ส่งอัพเดตมาให้

2022-06-07 12:46 “กำลังดำเนินการ”

ตลอดสัปดาห์ ทุกครั้งที่กลับรถ ผมก็จะคอยลุ้นว่าถนนได้ซ่อมหรือยังแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเร็วเกินไป

จนเมื่อวานนี้ ศุกร์ที่ 10 มิ.ย. หลังจากไปกินข้าวกับแฟน พอกลับรถปุ๊ป ผมก็ตะโกนลั่น “ซ่อมแล้วๆๆ” จนแฟนตกใจ นึกว่าเป็นอะไร

หลุมที่คุ้นเคยหายไปแล้ว มีแต่รอยยางมะตอยที่ราดเอาไว้

อาจฟังดูเว่อร์วัง แต่สำหรับผม มันเป็น magic moment

เพราะตลอดชีวิตการเป็นมนุษย์กรุงเทพมา 40 กว่าปี ผมยังไม่เคยร้องเรียนเรื่องใดๆ แล้วได้รับการแก้ปัญหาเลย แต่ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขหลังจากที่เรารายงานไปแค่ 5 วันเท่านั้น

พอกลับถึงบ้านเปิดไลน์ Traffy Fondue ก็เห็นข้อความ

2022-06-10 14:53 “เสร็จสิ้น”

“ฝ่ายโยธาสำนักงานเขตประเวศ ได้ตรวจสอบแล้ว และดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมเรียบร้อยแล้วตามภาพถ่ายที่แนบ”

เสียดายว่ารูปเล็กไปหน่อยและกดเข้าไปดูไม่ได้

ตอนเย็น หลังจากทำงานเสร็จ ผมก็เลยปั่นจักรยานกลับไปตรงจุดกลับรถและถ่ายรูปเพื่อบันทึกไว้ให้เห็นเป็น Before & After


ผมเคยนั่งคุยกับพ่อว่า ที่ผ่านมา “การปฏิรูป” ต่างๆ ไม่เคยสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง สิ่งที่เราเห็นก็คือการตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการศึกษาและนำเสนอแนวทางแก้ไข แต่สุดท้ายก็ได้เพียงรายงานที่ไม่เคยได้ถูกเอาไปใช้ปฏิบัติจริง

นี่คือความเห็นของพ่อ:

“สำหรับพ่อเอง ทุกวันนี้การเมืองเหมือนพายเรือในอ่าง พ่อคิดว่าทางออกของบ้านเมืองคือ Active Citizen พลเมืองเข้มแข็ง ถ้าพลเมืองเข้มแข็งแล้วเขาสามารถสร้างชุมชนขึ้นมาได้ดีด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งอำนาจรัฐด้วยซ้ำไป

พ่อไปดูหลายพื้นที่ที่เขาสามารถจะสร้างชุมชนที่ดีขึ้น เช่น พ่อไปดูงานที่หมู่บ้านน้ำเกี๋ยน ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เขามีปัญหามีการค้ายาเสพติด 2-3 หลังคาเรือนมีบ่อนการพนัน 4-5 หลังคาเรือน มีการตัดไม้ทำลายป่า

เพราะฉะนั้นผู้คนในตำบลน้ำเกี๋ยงประมาณ 5 หมู่บ้าน เขาเรียก 42 ขุนพล เขาเอาคนที่เป็นที่เคารพนับถือของแต่ละหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 คน 7 คนแล้วแต่ รวมแล้วได้ 42 ขุนพล แล้วจัดตั้งกันเข้มแข็ง มีประชุมกันเป็นประจำเพื่อที่จะแก้ปัญหา

42 ขุนพลเป็นที่ยอมรับเชื่อถือของของแต่ละหมู่บ้าน หยิบเอาปัญหายาเสพติดขึ้นมา เขาก็รู้ว่าบ้านนี้ค้า บ้านนั้นก็ค้า แล้วเขาก็ไปพูดบอกว่า ที่คุณค้าคุณคิดถึงอนาคตลูกหลานบ้างหรือเปล่า แล้วถ้ามันติดทั้งหมู่บ้านมันจะเป็นยังไง ในที่สุดก็แก้ปัญหาได้

รู้ว่าบ้านนี้ตัดไม้ทำลายป่า ก็ใช้วิธี “ตาสับปะรด” บ้านแต่ละหลังดูแลบ้านซ้ายขวา ต่างคนต่างดูแลกันว่าอะไรที่ชั่วร้ายไม่ให้มี ในที่สุดก็ใช้เวลา 5 ปีแก้ปัญหาได้ ตัดไม้ทำลายป่าแก้ได้ ยาเสพติดแก้ได้ การพนันก็เลิกหมด อย่างนี้เป็นต้น”


สำหรับคนกรุงเทพแล้ว การเป็น Active Citizen ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะแค่ทำงาน เดินทาง ดูแลคนในครอบครัวก็เต็มกลืนแล้ว คนที่จะมีเวลาเหลือไปจัดตั้งกลุ่มเพื่อเคลื่อนไหวหรือต่อสู้อะไรเพื่อส่วนรวมนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและไกลตัวสำหรับคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยทำงาน

คนจำนวนไม่น้อยจึงเป็นได้แค่ Active Critic คือติดตามข่าว แสดงความเห็นตามโซเชียลมีเดีย และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรสในวงเหล้าท่ามกลางเหล่าเพื่อนสนิท จากนั้นก็แยกย้ายกลับบ้านไปนอนเพียงเพื่อตื่นขึ้นมาเผชิญกับความจริงที่ยังคงเดิม

นี่คือเหตุผลที่สำหรับผมแล้ว การซ่อมหลุมบ่อตรงจุดกลับรถภายในเวลา 5 วัน เป็น magic moment เพราะมันคือความพ้องพานของหลายปัจจัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นพร้อมกันมาก่อน:

  • คนไทยส่วนใหญ่มีสมาร์ตโฟนและมี LINE
  • แอป Traffy Fondue ทำให้การรายงานปัญหาเป็นเรื่องสะดวกและใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แถมยังรู้ด้วยว่าปัญหาไปถึงไหนแล้ว
  • อ.ชัชชาติ ผู้ว่ากทม.คนใหม่ประกาศชัดเจนว่าจะติดตามเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามา ทำให้แต่ละเขตมี accountability และมี skin in the game เพราะทุกปัญหานั้นแทร็คได้หมดว่าอยู่ในความดูแลของใคร ทำให้มี KPI ชัดเจน

ผมเปิดดูในเว็บ Traffy Fondue เวลานี้ (11 มิ.ย.65 เวลา 16:32) มีพลเมืองช่วยกันรายงานปัญหาเข้ามาแล้วถึง 20,880 เคส แก้ไปแล้ว 3,176 เคส คิดเป็น 15%

แน่นอนว่าความหนักใจและเหน็ดเหนื่อยย่อมตกอยู่กับคนทำงาน แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็น่าจะช่วยกระตุ้นให้เขามีเป้าหมายที่จับต้องได้ให้ยึดเหนี่ยว และได้ทำงานที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่อย่างแท้จริง

แม้อ.ชัชชาติจะชนะการเลือกตั้งแบบทิ้งห่างคู่แข่ง แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เลือกอ.ชัชชาติ และยังจับตาดูด้วยความไม่ไว้วางใจ

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องดี จะได้ช่วยกันตรวจสอบและคอยเตือนสติกันไม่ให้ชี้นกเป็นนกไปเสียหมด

ไม่ว่าการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ที่ผ่านมาเราจะกาเบอร์ไหนก็ยังสามารถรายงานปัญหาผ่าน Traffy Fondue ได้ เพราะ Chatbot นั้นตาบอดสีทางการเมือง

ใครจะเคลมเครดิตมากไปหรือน้อยไปเราไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าถ้าปัญหามันได้รับการแก้ไข คนที่ได้ประโยชน์เต็มๆ ก็คือตัวเราเอง

ขอบคุณทีมงาน NECTEC ที่สร้าง Traffy Fondue ขึ้นมา และขอบคุณอ.ชัชชาติและทีมงานที่ทำให้แอปตัวนี้มีที่ยืนอยู่ในสปอตไลท์ และแน่นอนว่าต้องขอบคุณหน่วยงานที่รับผิดชอบทุกภาคส่วนที่จะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่

เพราะจากนี้ไป เมื่อเสียงของประชาชน(เริ่ม)มีความหมาย พวกเราจะแปลงกลายเป็น Active Citizen

แล้วกรุงเทพเมืองฟ้าอมร จะดีกว่านี้ได้แน่นอนครับ

นิทานสี่ทิศล้วนเป็นภูเขา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายหนุ่มคนหนึ่งขณะที่อายุได้ 27 ปี ก็ละทิ้งตำแหน่งอำมาตย์เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ไปเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ท่านหนึ่ง

พระอาจารย์มอบหน้าที่ดูแลสวนผักใกล้กับบริเวณวัด ฝึกปฏิบัติธรรมท่ามกลางการใช้แรงงานไปด้วย

วันหนึ่งมีพระในวัดรูปหนึ่งหลงนึกว่าตัวเองรู้แจ้งแล้ว สามารถลงจากเขาไปธุดงค์ท่องเที่ยวได้แล้ว เลยไปขออำลากับพระอาจารย์

“สี่ทิศก็ล้วนแต่เป็นภูเขา เจ้าจะไปทางไหน?” พระอาจารย์ถาม

พระรูปนั้นไม่ทราบความหมายที่แฝงอยู่ในคำเหล่านั้น จึงหันหลังกลับวัดไป

ขณะที่เดินไปเรื่อยเปื่อยจนมาถึงแปลงผัก พระที่ดูแลสวนผักกำลังดายหญ้าอยู่ เห็นหน้านิ่วคิ้วขมวดของศิษย์พี่ จึงถามขึ้นว่า

“ศิษย์พี่ ท่านทุกข์ร้อนด้วยเรื่องอันใด?”

ศิษย์พี่จึงเล่าเรื่องตั้งแต่เริ่มต้นให้ฟัง

พระดูแลสวนผักคิดได้ทันทีว่า สี่ทิศล้วนเป็นภูเขาหมายถึงความหนักและยากลำบาก ทุกหนแห่งล้วนแต่เป็นอุปสรรค พระอาจารย์ต้องการทดสอบความมุ่งมั่นและตั้งใจ แต่เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่ยังไม่เข้าใจ พระที่ดูแลสวนผักเลยพูดขึ้นมาว่า

“กอไผ่ถึงขึ้นมาหนาแน่นอย่างไร
ก็ไม่อาจขวางน้ำมิให้เล็ดลอดผ่านไปได้
ภูเขาถึงสูงอย่างไร
ก็มิอาจขวางก้อนเมฆให้ผ่านไปได้”

ศิษย์พี่คิดว่าถ้านำคำตอบนี้ไปให้พระอาจารย์แล้ว พระอาจารย์ต้องชมชอบ
และอนุญาตให้ลงจากเขาได้เป็นแน่ จึงเดินกลับไปหาพระอาจารย์และพูดประโยคที่เพิ่งได้ยินมาจากศิษย์น้อง

แต่เมื่อพระอาจารย์ได้ฟังก็ขมวดคิ้ว จ้องตาเขม็งพลางพูดว่า

“คำตอบนี้เจ้าไม่ได้คิดขึ้นมาเอง ใครเป็นคนช่วยเจ้าคิด?”

เมื่อโดนจับได้ ศิษย์พี่จึงเล่าถึงศิษย์น้องที่ดูแลสวนผัก

“คิดได้ขนาดนี้ ต่อไปต้องมีดีแน่ แม้แต่พระรูปนั้นยังไม่คิดจะลงจากเขาเลย แล้วเจ้ายังจะลงจากเขาอีกหรือ?”


ขอบคุณนิทานจากเว็บ What Am I

นิทานไม่มีเวลา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีพระรูปหนึ่ง หลังจากที่ไปศึกษาเล่าเรียนและไปฝึกปฏิบัติธรรมตามสำนักต่างๆ
ผ่านไปถึง 20 ปี ก็กลับมาอยู่กับพระอาจารย์ฝ๋อกวงตามเดิม

เมื่อกลับมาถึงก็บอกเล่าทุกข์สุขและสิ่งที่ได้เล่าเรียน เพื่อที่จะให้พระอาจารย์ทดสอบ
ว่าตัวเองปฏิบัติธรรมไปถึงไหนแล้ว พระอาจารย์นั่งฟังอย่างตั้งใจ ด้วยแววตาที่เต็ม
ไปด้วยเมตตาจิต

แล้วลูกศิษย์ก็ถามพระอาจารย์ว่า

“20 ปีที่ผ่านมานี้ ท่านอาจารย์ทำอะไรไปบ้าง?”

“ทุกวันอาจารย์ก็สอนศิษย์ บรรยายธรรม เขียนคัมภีร์ รู้สึกถึงสิ่งดีงามของทุกวัน
ทุกๆ วันก็ทำแต่สิ่งที่เป็นสาระประโยชน์ และมีความสุข”

“พระอาจารย์ทำอย่างนี้เหนื่อยและหนักเกินไปแล้ว ควรจะต้องนึกถึงการพักผ่อน
บ้าง ดูแลร่างกายและสุขภาพ มิฉะนั้นท่านจะต้องแก่แน่ๆ”

พระอาจารย์ตอบว่า

“ข้าไม่มีเวลาแก่ กลางวันต้องคอยต้อนรับและบรรยายธรรมให้กับผู้มีจิตศรัทธา กลับมาที่ห้องพักยังต้องคอยอ่านข้อความที่ลูกศิษย์เขียนมาถามธัมมะ แล้วยังต้องเขียนคัมภีร์ ทุกวันก็ต้องอยู่กับสิ่งที่ทำที่ไม่รู้จักหมด แล้วไหนจะยังมีเวลาที่รู้สึกว่าแก่?

คนบางคนแม้จะยังหนุ่มแน่น แต่กายและจิตที่อ่อนล้าก็รู้สึกว่าตัวเองแก่แล้ว บางคนอายุมากแล้วแต่ในจิตยังกล้าแกร่ง ยังรู้สึกมีกำลังวังชาเต็มเปี่ยม สุขภาพดีเยี่ยม”


ขอบคุณนิทานจาก What Am I