คืนเดือนแรมจะมองเห็นแสงดาว

ปี 2565 เปิดมาได้ไม่กี่วัน ก็รู้สึกถึงความอึมครึมจากสถานการณ์โควิด ไม่ว่าจะเป็น Omicron ที่ฉุดกราฟขึ้นอีกครั้ง, Deltacron ที่มาจาก Deta + Omicron หรือ Flurona ที่มาจาก Flu + Corona

คนทำงานกลางคืน งานอีเว้นต์ หรือธุรกิจการบิน น่าจะรู้สึกเหมือนกันว่า “เมื่อไหร่มันจะจบจะสิ้นเสียที”

หนึ่งคำถามที่จะช่วยให้เราล่องนาวาแห่งชีวิตได้ คือคำถามที่ว่า

“เราจะใช้สถานการณ์นี้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร”

ธรรมดา ถ้าเจอเรื่องดีๆ เราก็ใช้มันในการให้กำลังใจตัวเองว่ามาถูกทางแล้ว นี่คือผลตอบแทนของการทำหน้าที่ของเราอย่างสัตย์ซื่อ

แต่เวลาเจอเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะมองให้เห็นประโยชน์ของมัน โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เรายังช็อคหรือยังจมอยู่กับสถานการณ์

เวลาเจ็บป่วย เวลาเจอเรื่องไม่คาดฝัน เวลาแผนที่วางเอาไว้มันพังทลายลงมา ซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่ในร้ายย่อมมีดี เมื่อทางเลือกต่างๆ ถูกตัดลง เราจะเห็นอะไรได้ชัดกว่าเดิม

เราจะลดเรื่องไร้สาระ เราจะกลับมาอยู่กับตัวเอง เราจะตั้งคำถามสำคัญว่าจะเอายังไงต่อ อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำเพื่อให้อยู่รอดต่อไปในอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้

“A certain darkness is needed to see the stars.”
― Osho

เมื่อถึงคืนเดือนแรม ดาวจะส่องแสงชัดเจนกว่าทุกคืน

ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะเงยหน้ามองมันรึเปล่าเท่านั้นเอง

ทฤษฎีอิฐวันละก้อนของ Will Smith

Will Smith คือนักแสดง Hollywood ที่ฝากผลงานไว้กับหนังอย่าง Men in Black และ The Pursuit of Happyness*

สมัยที่วิลยังเด็ก พ่อของวิลมีร้านเบเกอรี่ และด้านนอกของร้านก็มีกำแพงตั้งอยู่

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อเกิดอยากได้กำแพงใหม่ เลยทุบกำแพงเดิมทิ้ง และบอกวิลกับน้องชายว่าให้ทั้งสองคนก่อกำแพงขึ้นมาใหม่

วิลประท้วงพ่อว่าจะไปทำได้ยังไง พวกเขายังเด็กอยู่เลย แต่พ่อก็ยังยืนกราน วิลกับน้องก็เลยต้องจำใจ

ทุกวันหลังเลิกเรียน วิลและน้องชายจะไปที่ร้านเบเกอรี่เพื่อก่อกำแพง ผสมปูนและก่ออิฐทีละก้อน จนกำแพงค่อยๆ สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากผ่านไปหนึ่งปีครึ่ง พวกเขาก็วางอิฐก้อนสุดท้าย

พ่อเดินออกมาจากร้านเบเกอรี่ ยืนมองกำแพงที่เสร็จสมบูรณ์ ก่อนจะหันมาพูดกับวิลว่า

“จากนี้ไป อย่ามาบอกพ่ออีกนะว่าแกทำอะไรไม่ได้” (Don’t ever tell me you can’t do something again) แล้วพ่อก็เดินเข้าร้านไป

วิลยังจดจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้แม้จะผ่านมาหลายสิบปี

“ผมได้เรียนรู้ว่า เราไม่ควรตั้งเป้าว่าจะสร้างกำแพง เราไม่ควรเริ่มด้วยการบอกตัวเองว่า ‘ฉันจะสร้างกำแพงที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา’ เราก็แค่บอกตัวเองว่า ‘ฉันจะวางอิฐก้อนนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะวางได้’ ถ้าเราทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่นานเราก็จะก่อกำแพงได้สำเร็จ”

ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น อย่าไปเริ่มต้นด้วยการบอกว่า “ฉันจะเป็นคนที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุด” เพราะมันโอเว่อร์และจริงจังเกินไป

การมีภาพตอนจบไว้ในใจไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่จงเริ่มต้นด้วยการบอกตัวเองว่า “วันนี้ฉันจะวางอิฐหนึ่งก้อนให้ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะวางได้”

อิฐก้อนนั้นจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ธุรกิจ นิสัย หรือความสัมพันธ์

ลองสำรวจดูว่ามีด้านไหนของชีวิตที่เราอยากจะปรับปรุงมากที่สุด แล้วก็เริ่มวางอิฐก้อนแรก

ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพ ก็จงออกไปวิ่งเป็นครั้งแรก ถ้าเป็นเรื่องความคิดความอ่าน ก็จงเปิดอ่านหนังสือหน้าแรก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ขอให้มันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ทำสำเร็จได้โดยไม่ยากเย็นเกินไปนัก

แล้วพรุ่งนี้ เราค่อยกลับมาวางอิฐก้อนที่สอง

และวันถัดไป เราก็วางอิฐก้อนที่สาม

ถ้าทำอย่างนี้ได้วันแล้ววันเล่า เราก็จะกลายเป็นคนที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุดในแบบของเราได้อย่างแน่นอน


* “The Pursuit of Happyness” ชื่อหนังตั้งใจเขียนว่า Happyness แทนที่จะเป็น Happiness

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: John Michael Domingo’s answer to How do you make yourself a better person?

เป็นครูนานๆ ก็ลืมการเป็นนักเรียน

เป็นหมอนานๆ ก็ลืมการเป็นคนไข้

เป็นโค้ชนานๆ ก็ลืมการเป็นผู้เล่นในสนาม

ลองเปลี่ยนหมวกที่สวมใส่ เมื่อได้มองจากมุมใหม่ ชีวิตย่อมไปได้ไกลกว่าเดิม

“The longer you’re a teacher, the less you remember what it is like to be a student.

The longer you’re a doctor, the less you remember what it is like to be a patient.

The longer you’re a coach, the less you remember what it is like to be a player.

Change positions. A new perspective can improve your old methods.”

James Clear

คุณท้อฟฟี่ แบรดชอว์ เคยมาบรรยายกิจกรรม WeShare ที่ LINE MAN Wongnai และได้เล่าให้ฟังว่า

“ในหนึ่งปีเราควรมีหนึ่งโปรเจคที่เราไม่เคยทำมาก่อนเลย ผมเคยไปเรียนมวยไทย ซึ่งไม่เข้ากันเลยกับตัวเอง ทั้งเจ็บ ทั้งร้อน แล้วก็ได้พบว่าแค่เปลี่ยนสนามเราก็ไม่ใช่ที่หนึ่งแล้ว มันทำให้เรารู้ว่ายังมีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะ มันทำให้เราไม่กร่าง มันทำให้เรารู้จักชื่นชมคนอื่น”

ความเคยชินที่เนิ่นนานทำให้ชีวิตขาดสีสันและความลุ่มลึก เราจะเติบโตได้อย่างไรหากเราทำแต่เรื่องที่เราถนัดและคุ้นเคยอยู่แล้ว

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมชื่นชอบการเดินทางไปต่างประเทศ (เมื่อครั้งที่โลกยังไม่มีโควิด) เพราะมันคือการพาตัวเองกลับไปสู่การไม่รู้อะไรเลย ภาษาก็อ่านไม่ออก พูดก็ไม่ได้ จะไปไหนต่อไหนก็หลงทาง หลายครั้งที่พลาดจนตกรถไฟหรือเสียตังค์อย่างน่าเจ็บใจ

แต่เหตุการณ์เหล่านี้นี่แหละคือสิ่งที่จะเด่นชัดในความทรงจำของเราที่สุด และมันคือสิ่งที่เราจะมองย้อนกลับมาด้วยความคิดถึงและเสียงหัวเราะ แถมยังให้บทเรียนที่หาไม่ได้จากหนังสือเล่มไหน

แม้ช่วงนี้เราไม่อาจเดินทางไกลทางกายภาพ แต่มันก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะออกเดินทางทางอารมณ์และทักษะ

เป็นครูกันมานาน อย่าลืมการเป็นนักเรียนด้วยนะครับ

นิทานยาพิษ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็กสาวคนหนึ่งนามว่าลี่ลี่ เมื่อเธอแต่งงานจึงได้ย้ายมาอยู่กับสามีและแม่สามี ภายในเวลาอันสั้นลี่ลี่ก็พบว่าเธอไม่สามารถเข้ากับแม่สามีได้เลย เพราะบุคลิกของทั้งคู่ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ลี่ลี่ทนนิสัยหลายอย่างของแม่สามีไม่ได้ ฝ่ายแม่สามีก็ได้แต่วิพากษ์วิจารณ์ลี่ลี่เสมอมา วันเวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน ลี่ลี่และแม่สามีทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน แต่สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ตามธรรมเนียมจีน สะใภ้จะต้องก้มหัว และเชื่อฟังแม่สามีในทุกเรื่องราว ทั้งหลายทั้งปวงนี้นำมาซึ่งความทุกข์โศกแก่ผู้เป็นสามีเป็นอย่างยิ่ง

ในที่สุดวันที่ลี่ลี่หมดสิ้นความอดทนได้มาถึง จึงตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง เธอตรงไปหาคุณหวางเพื่อนรักของพ่อที่ขายสมุนไพร

หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง เธอจึงถามว่า พอจะหายาพิษอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลในคราเดียวได้ไหม

คุณหวางคิดอยู่ชั่วขณะ ในที่สุดจึงกล่าวกับลี่ลี่ว่า

“ลุงจะช่วยหนูเอง…แต่หนูต้องฟังคำของลุงและเชื่อฟังสิ่งที่ลุงบอกนะ”

ลี่ลี่ตอบรับทันทีว่า “ค่ะ หนูจะทำตามที่คุณลุงแนะนำทุกอย่าง”

คุณหวางหายไปหลังร้าน และกลับมาภายในเวลาชั่วครู่พร้อมกับห่อสมุนไพรในมือ

เขากล่าวกับลี่ลี่ว่า

“ลุงจะจ่ายยาสมุนไพรให้หนูจำนวนหนึ่ง แต่หนูต้องไม่ใช้ยาพิษนี้ทั้งหมดในคราวเดียวกันนะ เพราะนั่นจะทำให้ทุกคนสงสัย

หนูจงเติมสมุนไพรนี้ลงไปในหมูเห็ดเป็ดไก่ที่ปรุงวันเว้นวัน สารพิษนี้จะได้ค่อยๆ สะสมอยู่ในตัวเธอ ขณะเดียวกัน หนูก็ต้องพูดจากับเธอดีๆ และเชื่อฟังเธอด้วย วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อแม่สามีตายลง จะได้ไม่มีใครสงสัยในตัวหนูไงล่ะ

อย่าลืมนะ ห้ามเถียงเธอ แต่จงเชื่อฟังทุกอย่างที่เธอบอกและปฏิบัติต่อเธออย่างดีที่สุด”

ได้ยินดังนั้น ลี่ลี่รู้สึกสุขใจยิ่งนัก จึงกล่าวขอบคุณและร่ำลาคุณหวางเพื่อกลับไปเตรียมอุบายสังหารแม่สามี

วันและคืนผ่านไป ลี่ลี่จะต้องปรุงอาหารจานพิเศษให้แม่สามีทุกวันเว้นวัน เธอจดจำคำของคุณหวางได้เป็นอย่างดี พยายามควบคุมอารมณ์ เชื่อฟังและดูแลเธอเหมือนดั่งเป็นแม่ของตนเอง

เวลาล่วงไปได้หกเดือน ทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้หลังคาบ้านนั้นกลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ลี่ลี่ได้ฝึกตนให้ควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก ไม่เคยมีปากเสียงกันเลยตลอดหกเดือนนี้ แม่สามีดูเหมือนจะมีเมตตาต่อเธอและเข้ากันได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ทัศนคติของแม่สามีที่มีต่อลี่ลี่ได้เปลี่ยนไปเช่นกัน เธอเริ่มรักลี่ลี่เหมือนกับลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง เธอพร่ำบอกเพื่อนฝูงและคณาญาติว่า ลี่ลี่เป็นลูกสะใภ้ที่ดีที่สุดและยากจะหาใครมาเสมอเหมือน

บัดนี้ ลี่ลี่ และแม่สามีรักกันดุจแม่-ลูกจริงๆ แล้ว ฝ่ายสามีลี่ลี่รู้สึกสุขใจเป็นที่สุดที่ได้เห็นภาพนั้น

วันหนึ่ง ลี่ลี่กลับไปหาคุณหวางเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง

“คุณลุงหวางคะ กรุณาช่วยหนูด้วยค่ะ หนูไม่อยากให้แม่สามีตายแล้วค่ะ คุณลุงรู้มั้ยคะว่าตอนนี้แม่เปลี่ยนไปมาก ท่านดีกับหนูมากและหนูก็รักท่านเหมือนแม่จริงๆ ของหนู หนูไม่อยากให้ท่านตายด้วยยาพิษของหนูเลย”

คุณหวางพรายยิ้ม ผงกศีรษะและกล่าวว่า

“ลี่ลี่เอ๋ย ไม่มีอะไรต้องกังวล ลุงไม่เคยให้ยาพิษอะไรแก่หนูเลย สมุนไพรที่ให้ไปเมื่อคราวก่อนนั้นเป็นพวกวิตามินที่บำรุงร่างกาย ยาพิษอย่างเดียวนั้นอยู่ที่จิตใจและทัศนคติของหนูที่มีต่อแม่สามีต่างหาก และนั่นก็ได้รับการชำระล้างหมดแล้วด้วยความรักทั้งหมดทั้งมวลที่หนูมอบให้ท่าน”


ขอบคุณนิทานจาก Gplus Quotes: นิทานก่อนนอนเรื่องสะใภ้ แม่สามี ความรัก และยาพิษ

ทำ 10 อย่างนี้ สุขภาพดีขึ้นแน่นอน (ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 10 นาที)

ทำตอนเช้า

1. เอาขวดน้ำ 1.5 ลิตรวางไว้บนโต๊ะทำงาน (30 วินาที)
คนทำงานที่บ้านมักจะมีปัญหาดื่มน้ำน้อยไปเสมอ การเอาน้ำหนึ่งขวดมาวางไว้ใกล้มือจะเป็น trigger ให้เราเอื้อมไปหยิบทุกครั้งที่คอแห้ง

อีกข้อดีของการดื่มน้ำก็คือเราจะเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น เป็นโอกาสให้เราได้ละสายตาจากจอคอม เพราะทุกวันนี้เราจ้องจอกันนานเกินไปแล้ว

2. ปูเสื่อโยคะไว้ข้างๆ โต๊ะทำงาน (15 วินาที)
เป็นอีกหนึ่ง trigger ที่ทำให้เราอยากทำอะไรบางอย่างกับมันหลังจากที่เดินกลับมาที่โต๊ะ ง่ายที่สุดคือทำแพลงค์หรือสควอท

ถ้ายังไม่มีเสื่อโยคะก็หาผ้าหรืออะไรนุ่มๆ มาใช้ทดแทนกันก็ได้ เพราะจุดประสงค์หลักคือให้มันเป็น trigger/reminder แต่แนะนำว่าลงทุนซื้อเสื่อโยคะจะคุ้มกว่า

ทำระหว่างวัน

3. ระหว่างที่รอคนเข้าประชุม Zoom/Google Meet ให้ยืดเส้นยืดสาย (1 นาที)
ช่วงเวลาที่รอคนเข้าประชุม แทนที่จะเช็คเมลหรือเข้าเฟซบุ๊ค ลองใช้มันเป็น trigger ให้เรายืดเส้นยืดสาย จะทำตรงเสื่อโยคะ หรือจะยืนเอาขาพาดเก้าอี้หรือโต๊ะก็ได้ ระวังอย่าให้เข้ากล้องก็แล้วกัน

ทำตอนหัวค่ำ

4. ชาร์จมือถือไว้นอกห้อง (15 วินาที)
ข้อนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อสุขภาพเรามากที่สุดใน 10 ข้อ เพราะการนอนเล่นมือถือนั้นทำให้เรานอนดึกแบบเลยเถิด ตอนจะนอนก็หลับยาก พอหลับไปแล้วก็หลับไม่สนิทอีก เปลี่ยนนิสัยนี้อย่างเดียวอาจเป็น game changer ได้เลย

5. เปิดโคมไฟหัวเตียงตอนสี่ทุ่ม (15 วินาที)
เป็น trigger ที่บอกว่าถึงเวลาหยุดกิจกรรมแล้วนะ พอเปิดไฟหัวเตียงแสง warm light เราก็จะรู้สึกอยากปิดไฟดวงอื่นๆ ในห้องโดยอัตโนมัติ

6. นอนหงาย (1 วินาที)
เพราะการนอนตะแคงจะทำให้เรานอนทับแขนข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าเรามีอาการปวดแขนข้างไหนมานานแบบเรื้อรัง หรือซีกไหนของร่างกายมักบาดเจ็บบ่อยๆ นั่นอาจเป็นเพราะเรานอนตะแคงนี่แหละ

ทำเมื่อไหร่ก็ได้

7. Book เวลากินข้าวเที่ยงแบบ recurring เอาไว้ (30 วินาที)
Work from Home มักจะเจอประชุมรัวๆ จนไม่มีเวลาได้ทานข้าว นานๆ เข้าโรคกระเพาะก็ถามหา ดังนั้นจงกันเวลาให้ตัวเองได้กินข้าวตรงเวลา

8. ตั้งนาฬิกานอนหลับ (15 วินาที)
ถ้าเราเป็นคนนอนดึกจนเป็นนิสัย แล้วปีนี้อยากตื่นให้เช้าขึ้น วิธีแก้ไม่ใช่การตั้งนาฬิกาปลุก แต่ให้ตั้งนาฬิกาหลับ จะสี่ทุ่มหรือห้าทุ่มก็แล้วแต่ เมื่อเสียงนาฬิกาดังขึ้นก็ถึงเวลาหยุดกิจกรรมทุกอย่าง แล้วพาตัวเองไปนอนสบายๆ ใต้ warm light ที่เปิดเอาไว้ในข้อ 5 พร้อมหนังสือดีๆ ซักเล่มที่อ่านสองหน้าแล้วทำให้เราง่วงได้ยิ่งกว่ายานอนหลับ

บางคนอาจสงสัยว่า จะตั้งนาฬิกาหลับได้ยังไง มือถือชาร์จอยู่นอกห้อง คำตอบก็คือเข้าเว็บแล้วไปซื้อมา หรือไม่ก็เอามือถือที่ไม่ได้ใช้แล้วมาเป็นนาฬิกานอนหลับแทนก็ได้

9. สั่งผลไม้หรือโยเกิร์ตมาเก็บไว้ในตู้เย็น (4 นาที)
WFH แล้วน้ำหนักขึ้นกันถ้วนหน้า เพราะร่างกายได้เคลื่อนที่อยู่แค่โต๊ะ ห้องน้ำ และตู้เย็น ถ้าตู้เย็นมีแต่ขนม ยังไงก็อ้วน เราจึงควรหาของที่ดีต่อสุขภาพมาใส่ตู้เย็นเอาไว้หน่อย เวลาเปิดเจอจะได้หยิบมากินก่อน

ถามว่าจะสั่งจากไหนภายใน 4 นาที ง่ายที่สุดคือเข้าแอป Food Delivery ครับ แทบทุกเจ้ามี Mart ให้สั่งของสดของชำแล้ว

10. เข้า Youtube แล้วเสิร์ชคำว่า scientific 7-minute workout แล้ว bookmark หรือ add to home screen (1 นาที)
“เค้าว่ากันว่า” การออกกำลังกายตาม sequence นี้จะได้ผลลัพธ์ที่ optimized ที่สุด เช้าตื่นมาปูเสื่อโยคะแล้วก็ออกกำลังกายตามคลิปได้เลย


LINE MAN Wongnai Junior 2022 – บริษัทที่ผมเป็น Head of People อยู่กำลังรับสมัครนักศึกษาฝึกงาน 40 ตำแหน่ง 77 อัตรา – work from home ได้ มีเบี้ยเลี้ยงให้ทุกคน (โดยเฉพาะทีม Engineering ได้เบี้ยเลี้ยงดีมากๆ!) และมีโอกาสบรรจุเป็นพนักงานทันทีหากผลงานเข้าตา รับสมัครถึงเที่ยงวันศุกร์ที่ 7 มกราคมนี้ ดูรายละเอียดได้ที่ https://bit.ly/3HBNkbL ครับ