เราให้ความหมายกับสิ่งใดเราก็จะให้เวลากับสิ่งนั้น

นี่คือข้อความตอนหนึ่งในหนังสือ Everything is f*cked: A Book About Hope ของ Mark Manson:

If I worked at Starbucks, instead of writing people’s names on their coffee cup, I’d write the following:

One day, you and everyone you love will die. And beyond a small group of people for an extremely brief period of time, little of what you say or do will ever matter. This is the Uncomfortable Truth of life. And everything you think or do is but an elaborate avoidance of it.

We are inconsequential cosmic dust, bumping and milling about on a tiny blue speck. We imagine our own importance. We invent our purpose—we are nothing. Enjoy your f*cking coffee.

ถ้าผมทำงานที่สตาร์บัคส์ ผมคงจะไม่เขียนชื่อลูกค้าบนแก้วกาแฟ แต่จะเขียนว่า

วันหนึ่งเราและทุกคนที่เรารักก็จะตาย และนอกเหนือจากคนจำนวนเพียงน้อยนิดในเวลาอันแสนสั้น สิ่งที่เราพูดหรือทำแทบจะไม่มีความหมายใดๆ นี่คือความจริงที่ยากจะยอมรับ และทุกสิ่งที่เราคิดหรือทำก็เป็นเพียงการหลีกเลี่ยงความจริงข้อนี้

เราเป็นแค่เพียงละอองฝุ่นในจักรวาลที่สาละวนกันอยู่บนจุดน้ำเงินจุดเล็กๆ นี้ เราจินตนาการไปเองว่าเรานั้นมีความสำคัญ เราคิดไปเองว่าเรามีความหมาย จริงๆ แล้วชีวิตเราไม่มีความหมายอะไรเลย

ดื่มกาแฟ %!$ ให้อร่อยนะ


ถ้ามองภาพใหญ่จริงๆ ใหญ่ในระดับจักรวาล ชีวิตเล็กๆ ของเราอาจไม่มีความหมายอะไรอย่างที่ Mark Manson ได้กล่าวไป

ยิ่งถ้าเราไม่ได้มีศรัทธาในศาสนาใดอย่างแรงกล้า การจะให้เชื่อว่าชีวิตของมนุษย์นั้นมีความหมายก็จะยากขึ้นไปอีกขั้น

อาการอย่างหนึ่งของโรคซึมเศร้า ก็คือการที่เห็นว่าการมีชีวิตอยู่ของฉันมันไม่เห็นจะมีความหมายอะไรเลย พวกเราจึงต้องพยายามสร้างความหมายของชีวิตขึ้นมา ด้วยการฝากมันไว้กับงาน หน้าที่ ครอบครัว ความฝัน หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เรามีแรงลุกขึ้นจากเตียงในวันนี้

แต่ละช่วงชีวิต สิ่งที่เราให้คุณค่าและความหมายก็แตกต่างกันไปอีกด้วย

ตอนเป็นเด็กเล็กเราจะให้ความหมายกับขนมและของเล่นมาก เวลาทะเลาะกับเด็กคนอื่นก็ด้วย “เรื่องแค่นี้” แต่สำหรับเรามันเป็นเรื่องใหญ่มาก

พอโตมาเป็นวัยรุ่น เราก็ให้ความหมายกับเพื่อนฝูง ความสนุก ความรัก พออกหักขึ้นมาทีก็จะเป็นจะตาย เมื่อมองย้อนกลับไปก็แอบขำตัวเองว่าฟูมฟายขนาดนั้นไปได้อย่างไร

พอเข้าสู่วัยทำงาน เราก็ให้ความหมายกับการทำงานออกมาให้ดี กับความก้าวหน้า กับการขึ้นเงินเดือน จนบางทีเราก็ละเลยมิติอื่นๆ ของชีวิต

ยิ่งเราเติบโตขึ้นเท่าไหร่ สิ่งที่เคยมีความหมายก็จะหมดความหมายลง

และเมื่อถึงโมงยามสุดท้าย สิ่งที่เราไล่ไขว่คว้ามาทั้งชีวิตอาจจะไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้

ก็เลยอยากจะชวนคุณผู้อ่านมาสังเกตตัวเองว่า ตอนนี้เรากำลังให้เวลากับสิ่งใดอยู่ มันให้ความหมายอะไรกับเรา และเราจำเป็นต้องให้ค่ากับมันขนาดนั้นจริงหรือ ในเมื่อวันหนึ่งมันก็จะหมดความหมายลงไปอยู่ดี มีสิ่งใดที่เราควรให้ค่าและความหมายสำหรับ phase ถัดไปของชีวิตมากกว่ารึเปล่า

ไม่ได้จะบอกว่าให้ละทิ้งทุกสิ่งอย่างและไม่ต้องทำอะไร

แค่จะบอกว่าอย่าไปยึดมั่นถือมั่นมากเกินไปเท่านั้นเอง


ชวนฟังเพลงภาษาใจ by Anontawong’s Music: http://bit.ly/pasajaiyt