อย่าดูแคลนสิ่งไร้ประโยชน์

20200518

อย่าดูแคลนสิ่งไร้ประโยชน์

เราทุกคนล้วนอยากทำตัวมีประโยชน์และพยายามหลีกห่างจากสิ่งที่เราเรียกว่า “ไร้สาระ” หรือ “ไร้ประโยชน์”

แต่ในหลายสถานการณ์ ความไร้ประโยชน์ก็มีประโยชน์ในตัวมันเอง

ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผู้ชายทุกคนถูกเกณฑ์ทหารไปร่วมรบในสงคราม ยกเว้นเพียงคนเดียวเพราะว่าชายคนนั้นหลังค่อม

ในป่าแห่งหนึ่งที่โดนรุกราน มีต้นไม้ต้นหนึ่งที่ไม่โดนโค่น เพราะผลของมันขมปี๋ เนื้อไม้ก็เปราะเกินกว่าจะเอาไปทำเฟอร์นิเจอร์ แถมจุดไฟก็ไม่ติดเลยเอาไปทำฟืนไม่ได้

เพราะความไร้ประโยชน์ ผู้ชายคนนั้นจึงไม่ต้องตายในสงคราม และเพราะความไร้ประโยชน์ต้นไม้ต้นนั้นจึงไม่ต้องถูกโค่น

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีประโยชน์ เราย่อม “ถูกใช้งาน” จากมนุษย์

ในบางบริบท คนฉลาดจึงอาจเลือกทำตัวเป็นคนที่ไร้ประโยชน์

—–

George Mallory ชาวอังกฤษที่เคยปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ในช่วงปี 1920’s เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“มีคนเคยถามผมว่า ปีนเขาเอเวอเรสต์แล้วมีประโยชน์อะไร?

คำตอบของผมคือมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย…อ้อ มันอาจจะช่วยให้เราเข้าใจเรื่องการทำงานของร่างกายมนุษย์ในพื้นที่สูงๆ และความรู้นี้อาจจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในบุคลากรที่ทำงานในธุรกิจการบินได้ แต่นอกจากนั้นผมก็คิดไม่ออกแล้ว เพราะบนยอดนั้นไม่มีอัญมณีหรือเงินทองใดๆ ให้เราหยิบติดมือกลับมาสักอย่างเดียว

ถ้าคุณไม่เข้าใจว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเราที่ตอบรับคำท้าของภูเขาที่ตั้งตระหง่าน และการดิ้นรนเพื่อจะไปให้ถึงยอดเขาก็คือการดิ้นรนของชีวิตที่ต้องการจะขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่าเดิม คุณก็จะไม่มีวันเข้าใจเลยว่าทำไมเราถึงต้องปีนเขาลูกนั้น

การปีนเขาเป็นเรื่องของความสุขล้วนๆ และสุดท้ายแล้วความสุข (joy) ก็คือจุดหมายของการมีชีวิต เราไม่ได้ดื่มกินและใช้ขีวิตเพื่อจะหาเงิน เราหาเงินเพื่อจะได้ดื่มกินและได้ใช้ชีวิตต่างหาก

—-

ถ้าเบื่อกับการเป็นคนมีประโยชน์และทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ลองหันไปทำเรื่องที่ไร้ประโยชน์ดูบ้างก็ได้นะครับ

ใครจะรู้ เราอาจจะพบบางสิ่งบางอย่างที่เราทำหล่นหายมานานก็ได้

คุณค่าที่เรามองข้าม

20200519

สัปดาห์ที่แล้วผมได้เข้าร่วม panel discussion ในหัวข้อถอดบทเรียน Work from Home และ New Normal ที่จัดโดยสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย

หนึ่งในคำถามที่ผมได้รับก็คือ หลังจากหมดโควิดแล้วอะไรจะเปลี่ยนไปบ้าง

ผมตอบไปว่า คนเราน่าจะเห็นคุณค่าของการทำงานที่ออฟฟิศมากขึ้น

การทำงานที่ออฟฟิศมีข้อดีที่เราไม่เคยมองเห็นก่อนเกิดโควิด

ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงานที่ความสูงกำลังดี จอคอมที่ช่วยให้ทำงานได้สะดวก และเก้าอี้สำนักงานที่นั่งแล้วไม่เมื่อยเกินไปนัก

อากาศก็เย็นสบายเพราะเปิดแอร์ได้ทั้งวันโดยที่เราไม่เคยต้องกังวลเรื่องค่าไฟ

และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อนร่วมงาน

เพื่อนร่วมงานบางคนอาจจะน่ารัก บางคนอาจจะน่ารำคาญ แต่ทุกคนสามารถ “ส่งพลังอะไรบางอย่าง” ให้เราได้

ใครที่ได้ WFH คงได้พบความจริงที่ว่า การทำงานที่บ้านทำให้เรา “เฉา” ได้เร็วมาก

อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ที่รายล้อมมันดูดพลังเราไป แต่ที่ออฟฟิศยังมันมีคนเดินไปเดินมาและรับ-ส่งพลังงานกับเรา เราเลยรู้สึกว่าไม่หมดแรงเท่ากับทำงานที่บ้าน

มนุษย์เราไม่ได้ถูกวิวัฒนาการมาให้นั่งหน้าจอคอมวันละ 10 ชั่วโมงหรอก ถ้าอยู่ที่ออฟฟิศ เรามีโอกาสที่จะได้เบรคจากเพื่อนร่วมงานที่มา “ขัดจังหวะ” บ่อยๆ เช่นปรึกษาหารือ เมาธ์มอย ชวนลงไปซื้อขนม ฯลฯ เราก็เลยได้พักสายตา-สายใจจากเครื่องมืออิเลคโทรนิคส์บ้าง แต่อยู่ที่บ้านเราแทบไม่มีโอกาสทำอย่างนั้นเลยเพราะถึงจะเมาธ์มอยกับเพื่อนร่วมงานก็มักต้องทำผ่านจอคอมอยู่ดี

เฟอร์นิเจอร์ แอร์ และเพื่อนร่วมงานนั้นเป็นข้อดีที่เห็นได้ค่อนข้างชัด แต่แม้กระทั่งเรื่องที่เราบ่นเป็นอันดับหนึ่งอย่างการเดินทางไปทำงานก็มีข้อดีที่เราเคยมองข้ามไปเช่นกัน

ผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงช่วงเวลาที่ขับรถและฟังพอดคาสท์ดีๆ หรือเปิดเพลงดังๆ แล้วร้องตามได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร มันคือ me time ที่หาได้ยากขึ้นมากในช่วง WFH

เหล่านี้คือคุณค่าที่เราเคยมองข้ามก่อนเกิดโควิด

เมื่อพวกเราได้ทยอยกลับไปทำงานที่ออฟฟิศแล้ว แน่นอนว่าเรื่องปวดหัวที่มาพร้อมกับการทำงานออฟฟิศนั้นก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม

แต่ถ้าเรามองเห็นคุณค่าที่เราเคยมองข้ามไป อย่างน้อยมันก็น่าจะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีความอดทนและมีความเข้าใจมากขึ้นครับ

จะทำเพื่อตัวเราในปัจจุบันหรือจะทำเพื่อตัวเราในอนาคต

20200517

หลายคนคงเคยได้ยินการทดลอง The Marshmallow Test ที่ทำโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี 1972

วิธีการนั้นก็ช่าง “โหดร้าย” คือการจับเด็กมานั่งอยู่กับขนมมาร์ชเมลโล่ว (เนื้อหยุ่นๆ สอดไส้ช็อคโกแล็ต) และบอกเด็กว่า จะเลือกกินตอนนี้เลยก็ได้หนึ่งชิ้น หรือจะรอ 15 นาทีเพื่อจะได้กินสองชิ้น แล้วปล่อยให้เด็กนั่งตามลำพัง

บางคนก็รอไม่ไหว ซัด 1 ชิ้นก่อนเลย ส่วนบางคนก็รอไหว แม้จะทุรนทุรายแต่ก็ห้ามใจได้ครบ 15 นาทีและได้กินมาร์ชเมลโล่วสองชิ้นแทน

เด็กที่เข้าร่วมทดลองมี 32 คนเป็นชายและหญิงอย่างละครึ่ง จากนั้นสแตนฟอร์ดก็ตามติดชีวิตเด็กทุกคนจนเรียนจบและโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งพบว่า เด็กที่หักห้ามใจไม่กินมาร์ชเมลโล่วนั้นมักจะสอบได้คะแนนสอบสูงกว่า สุขภาพดีกว่า รายได้ดีกว่า

การทดลองนี้สนับสนุนเรื่อง ‘delayed gratification’ หรือการอดเปรี้ยวไว้กินหวานนั่นเอง ใครที่มีความอดทนพอที่จะไม่ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับกิเลส ก็จะเพิ่มโอกาสในการมีอนาคตที่ดี ซึ่งต่างจากคนที่ชอบ instant gratification ที่พออยากได้แล้วต้องได้ทันที

—–

คำถามหนึ่งที่ James Clear ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits ชวนให้เราถามตัวเองก็คือ

“Am I doing this for Present Me or Future Me?”

เรากำลังทำเพื่อตัวเราตอนนี้หรือกำลังทำเพื่อตัวเราในอนาคต?

เทคโนโลยีในปัจจุบันมันช่างเอื้อให้เราทำเพื่อตัวเองในตอนนี้ได้อย่างง่ายดาย อยากคุยกับใครก็คุยได้ทันที อยากดูอะไรก็ดูได้ทันที อยากกินอะไรก็สั่งได้ทันที

ช่องว่างระหว่าง “ความกระหาย” และ “การกระทำเพื่อดับกระหายนั้น” แคบลงทุกวัน

คนเราจึงมีโอกาสที่จะติดนิสัย instant gratification จนขาดทักษะอดเปรี้ยวไว้กินหวานไปโดยปริยาย

แต่อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการอดเปรี้ยวไว้กินหวานนั้นดีเสมอไปจริงรึเปล่า?

เพราะหลายคนก็สุดโต่งไปอีกด้านหนึ่ง ทำงานหนัก เก็บเงิน ไม่ยอมไปเที่ยว เพราะต้องการ “สร้างอนาคต” ที่ดีในวันข้างหน้า

แต่อนาคตที่ดีในวันข้างหน้านั้นอยู่ตรงไหนในโลกที่เต็มไปด้วย Black Swans และ disruptions?

หากเราเอาแต่ฝากความสุขไว้กับอนาคตจนไม่มีโอกาสสัมผัสความสุขในวันนี้ มันจะเป็นการลงทุนที่เสี่ยงเกินไปหน่อยรึเปล่า

ผมจึงคิดว่าศิลปะในการดำรงชีวิตคือการหาสมดุลระหว่างการทำอะไรเพื่อตัวเองตอนนี้ และการทำอะไรเพื่อตัวเองอนาคต มันคือ equilibrium ของ instant gratification กับ delayed gratification

ถ้าเราหามันเจอ เราก็จะมีความสุขกับปัจจุบันได้โดยไม่ทิ้งโอกาสที่จะมีอนาคตที่ดีครับ

—-

หากอยากเล่น Facebook ให้น้อยลง สามารถติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE ได้นะครับ https://lin.ee/2VZMu59

Anontawong’s Musings Talk ครั้งที่ 1 ที่ประกาศไปเมื่อวานนี้ มีคนสมัครเต็มแล้ว ขอบคุณมากๆ ครับ เดี๋ยวถ้าทำแล้วดีจะมีรอบสองเร็วๆ นี้ครับผม

จะทำงานด้วย Passion หรือจะทำงานด้วยฉันทะ

20200513d

ใครต่อใครบอกว่าจะทำอะไรเพื่อให้ได้ผลเลิศนั้นเราจำเป็นต้องมี Passion

คำว่า Passion คนมักจะแปลกันว่าความหลงใหล

ซึ่งเอาจริงๆ ความหลงใหลก็มาพร้อมกับความหลง ความ(หลับ)ใหล และความรุ่มร้อนของจิตใจ

เราเห็นตัวอย่างมานักต่อนักแล้วว่า Passion ที่ล้นเกินอาจกลายเป็นดาบที่กลับมาทิ่มแทงเรา เพราะดีเกินดีคือไม่ดี

อีกทางเลือกที่น่าสนใจคือการทำอะไรด้วยฉันทะ

เห็นบางเว็บก็แปลฉันทะว่า Passion แต่ผมคิดว่าสองคำนี้ไม่เหมือนกัน

ในความเข้าใจของผม ฉันทะ คือการรักในงานที่ทำ แต่เป็นการรักที่ไม่มีกิเลสเจือปน

ซึ่งแน่นอนว่าปุถุชนคนธรรมดาคงไม่สามารถทำอะไรโดยไม่มีกิเลสเจือปนได้ แต่อย่างน้อยเราควรจะลองมุ่งไปในทิศทางนั้นดู

ฉันทะ คือทำเพราะรู้ว่าดี ทำเพราะรู้ว่ามีประโยชน์ เราจึงพอใจที่ได้ทำ แต่ไม่เอาความพึงพอใจไปแขวนไว้กับผลลัพธ์ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้

คนที่มี passion กับคนที่มีฉันทะอาจทำงานด้วยความทุ่มเทพอๆ กัน แต่ถ้าผลลัพธ์ออกมาไม่ดี คนที่มี passion จะเป็นเดือดเป็นร้อนกระวนกระวาย ในขณะที่คนที่มีฉันทะน่าจะครองใจที่เป็นกลางเอาไว้ได้ เพราะเขาไม่ได้เอาอัตตาตัวตนไปผูกไว้กับงานเท่ากับคนที่มี passion

Passion คือรักในสิ่งที่ทำ คาดหวังกับผลลัพธ์

ฉันทะ คือรักในสิ่งที่ทำ ปล่อยวางกับผลลัพธ์ แต่ก็ไม่ได้ละเลยที่จะปรับปรุงให้มันดีขึ้นเพราะยังมีวิมังสาคอยดูแล

ถ้าใครทำงานด้วย passion แล้วรู้สึกว่าชีวิตเหนื่อยไปหน่อย ลองเปลี่ยนไปทำงานแบบมีฉันทะดูนะครับ


สั่งซื้อ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ทีมีงานประจำ” และ “ช้างกูอยู่ไหน” ได้ที่ whatisitpress.com ครับ

Anontawong’s Talk ครั้งที่ 1: Rethinking the Future เสาร์ 23 พ.ค. 9 โมงเช้า >> https://bit.ly/2WEYHuP

ถ้าวิ่งเป็นประจำก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะหุ่นดี

20200513c

บริษัท Wongnai ที่ผมทำงานอยู่เคยเชิญพี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ และ พี่เก้ง จิระ มะลิกุล มาบอกเล่าประสบการณ์ในกิจกรรม Wongnai WeShare

นอกจากผมจะประทับใจในวิธีคิดวิธีทำงานของพี่ทั้งสองแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจก็คือ “หุ่น” ของพี่ๆ แม้วัยจะขึ้นเลข 5 แล้วยังดูสมาร์ทอยู่เลย

และกิจกรรมที่พี่สองคนนี้ทำเหมือนกันก็คือการวิ่งจ๊อกกิ้งเป็นประจำ พี่โจ้วิ่งครบ 10,000 กิโลแล้ว ส่วนพี่เก้งก็เคยจบมาราธอนมาแล้ว

—-

เมื่อวานนี้ผมได้อ่านโพสต์ของเพจวิ่งไหนดีที่เล่าเรื่องราวของคุณกริช พ่อลูกอ่อนที่ลดน้ำหนักจาก 140 กิโลเหลือเพียง 78 กิโลภายในปีครึ่ง

“ช่วงเช้าผมจะวิ่งโซน 2 ประมาณ 1 ชม. หรือวิ่ง 10 กม. เย็นเล่นเวท 1-2 ชม. แบ่งเป็น 3 วัน วันละส่วน
– อก-หลังแขน-ท้อง
– แขนหน้า-ไหล่
– ขา-หลัง-ท้อง

จะออกแบบนี้ 3 วัน พัก 1 วัน วนไปเรื่อย ๆ ครับ

ส่วนการกิน งดทอด มัน หวาน เน้นโปรตีนเน้นผัก ทานแบบIF 16/8 ก็หาศึกษาตามอินเทอร์เน็ตและนำมาปรับให้เข้ากับตัวเราที่สุดครับ”

ผมอ่านไปก็คิดไปว่า ถ้าทำได้อย่างคุณกริช ยังไงๆ น้ำหนักก็ต้องลดป่ะ

ถ้าเราทำเรื่องบางเรื่องเป็นประจำและสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ปลายทางย่อมเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

ถ้าวิ่งเป็นประจำก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะหุ่นดีขึ้น

ถ้าอ่านหนังสือดีๆ เป็นประจำ ก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่เราจะลุ่มลึกขึ้น

ถ้าเขียนบทความทุกวัน ก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะเขียนเก่งขึ้น

ถ้าทำงานเกินความสามารถบ่อยๆ ก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะเราจะเทพกว่าคนอื่น

อะไรหลายอย่างที่เราอยากได้หรืออยากมี บางทีก็ตรงไปตรงมากว่าที่คิด

ลองมาทำบางเป้าหมายให้กลายเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้กันดูนะครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59