เราหลอกตัวเองได้

20180908_foolyourself

แต่เราหลอกจิตใต้สำนึกตัวเองไม่ได้

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากำลังทำอะไรที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สอดคล้องกับตัวตนของเรา แม้เราจะหาเหตุผลมาสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของเราเก่งเพียงใด แต่ลึกๆ เราก็ยังรู้อยู่ดีว่ามันไม่จริง

ผมจึงมีความเชื่อว่า คนที่ไม่ซื่อตรงนั้นจะมีไฟสุมอกอยู่เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่อู้งานเป็นประจำ

หรือนักสร้างแรงบันดาลใจที่จัดการชีวิตตัวเองยังไม่ได้

หรืออัพไลน์ของนักธุรกิจเครือข่ายที่รู้อยู่แก่ใจว่าดาวไลน์ส่วนใหญ่จะขาดทุน

หรือนักการเมืองและที่เอาแต่แสวงหามากกว่าสร้างผลประโยชน์

คนเหล่านี้ แม้ภายนอกจะดูสุขสบาย ดูเป็นคนฉลาด ทำน้อยได้มาก แต่ในใจเขาย่อมรู้สึกว่ามีอะไรที่ “ไม่ลงรอย” กันอยู่

และไอ้ความรู้สึกที่ไม่ลงรอยนี่แหละที่จะสร้างพื้นที่ว่างภายในใจ จนนำไปสู่การบริโภคเกินพอดีเพื่อจะถมที่ว่างนั้น

แต่ถมอย่างไรก็ถมไม่เต็ม เพราะของนอกกายไม่อาจซ่อมแซมแผลข้างในใจได้

เราหลอกใครก็ได้ หลอกได้แม้กระทั่งตัวเอง

แต่สุดท้ายแล้วเราไม่สามารถหลอกจิตใต้สำนึกตัวเองได้

ถ้าไม่อยากสร้างนรกในใจ ก็ต้องเลิกหลอกคนอื่น และเลิกหลอกตัวเองได้แล้วนะครับ

นิทานรถสีแดง

20180831_redcar

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีสาวน้อยขี้คุยคนหนึ่งเที่ยวขับรถเก่งคันใหม่ไปให้ใครต่อใครดู

วันหนึ่งสาวน้อยขับรถคันนี้ไปอวดเด็กวัด ณ วัดเซนแห่งหนึ่ง

“นี่น้อง!! รถเก่งคันสีแดงนี่ของพี่เอง รุ่นใหม่ล่าสุดเลยนะ ล้อแม็กซะด้วย เบาะก็ทำจากหนังอย่างดี ที่สำคัญมันขับดีมากเลย พี่ชายพี่เพิ่งซื้อให้เองแหละ”

เด็กวัดยิ้มตาเป็นประกาย เดินรอบรถเพื่อชื่นชมอย่างละเอียด ก่อนจะพูดขึ้นว่า

“ดีจังเลยนะ ผมอยากเป็นอย่างนั้นบ้างจังเลย”

สาวน้อยหัวเราะเบาๆ เธอพอใจที่เด็กคนนี้อิจฉาเธอ

เด็กวัดยืนนิ่งไปสักครู่ ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า

“ผมมีน้องชายอยู่หนึ่งคน ผมอยากให้น้องชายของผมเห็นรถคันนี้บ้างได้มั้ยครับ”

สาวน้อยพอได้ฟังก็ใจพองโต พาเด็กวัดขึ้นรถไปที่บ้าน

เมื่อไปถึง เด็กวัดรีบวิ่งเข้าไปในบ้านแล้วจูงมือเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งออกมา

“ดูสิ พี่สาวคนนี้พี่ชายเขาซื้อรถให้ พี่ก็อยากเป็นอย่างพี่ชายของเขาบ้าง โตขึ้นพี่จะเก็บเงินซื้อรถให้น้องเอง”

สาวน้อยอึ้ง เขาไม่ได้อิจฉาเรา เขาอยากเป็นอย่างพี่ชายเราต่างหาก

น้องชายตัวเล็กตอบพี่ชายเด็กวัด

“น้องไม่อยากได้รถยนต์หรอกครับพี่ น้องคงไม่มีความสุขแน่ ถ้าพี่ต้องทำงานหนักในขณะที่น้องสบาย”

—–
ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

เมื่อเกมจบแล้ว

20180906_endofthegame

เบี้ยและขุนย่อมลงไปอยู่ในกล่องเดียวกัน

เบี้ยจึงไม่ควรไปเทียบตัวเองกับขุน และขุนก็ไม่ควรดูถูกเบี้ย

หน้าตาแตกต่าง ความสามารถแตกต่าง หน้าที่ย่อมแตกต่าง และต้องพึ่งพาอาศัยกัน

การที่หมากตัวนึงเดินได้ไกลกว่า ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีคุณค่ามากกว่าเสมอไป

การที่คนๆ หนึ่งมีเงินมากกว่า หน้าที่การงานดีกว่า ก็ไม่ได้แปลว่าความเป็นมนุษย์เขาจะสูงกว่าคนอื่นเสมอไปเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยหรือเป็นขุน เราก็ล้วนแต่เป็นหมากบนกระดานแห่งชีวิตนี้

และเมื่อจบเกม หมากทุกตัวก็ต้องลงไปอยู่ในกล่องเดียวกันทั้งนั้น

เราจึงควรดีต่อกันไว้ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดครับ

ความเสี่ยงที่สุดของชีวิต

20180905_biggestrisk

คือการไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย

“The biggest risk of all is not taking one.”
-Mellody Hobson

ในสมองส่วนกลางของเรามีส่วนหนึ่งที่เรียกว่าอะมิกดาลา (amygdala) ที่คอยกระตุ้นว่าเราจะสู้หรือจะหนี (fight or flight) เวลาเจอสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตราย

เมื่ออะมิกดาลาตื่นขึ้น สมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลจะถูกเบียดบัง เพราะพลังงานทั้งหมดจำเป็นต้องถูกส่งไปตามกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เพื่อให้เราสู้หรือหนีได้สำเร็จ

การทำงานของอะมิกดาลานั้นสำคัญอย่างมากเมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว สมัยที่มนุษย์ยังต้องเข้าป่าล่าสัตว์และมีชีวิตอยู่กับความเป็นความตายทุกนาที

มาสมัยนี้ พวกเราส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชุมชนและเมืองใหญ่ โอกาสที่จะเจอความเสี่ยงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตนั้นมีน้อยมาก

แต่อะมิกดาลาก็ยังทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมเหมือนเมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว เจออะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อย อะมิกดาลาก็จะตื่นทันที

เมื่อเรากลัว เราจึงโยนเหตุและผลทิ้งลงแม่น้ำ ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่เรากลัวเกินกว่าเหตุทั้งนั้น

– ยกมือถามคำถาม
– เข้าไปคุยกับหัวหน้า
– ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้
– พูดคุยกับสาวสวย/หนุ่มหล่อ
– ทำงานที่ไม่ถนัด
– พูดต่อหน้าคนเยอะๆ

เรื่องเหล่านี้ ต่อให้ผิดพลาดแค่ไหนก็ไม่มีอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่เราก็ยังวิตกและหลีกเลี่ยงมันตลอดมา

พอเราหนี ก็เลยไม่ได้ทำ ก็เลยไม่มั่นใจ ก็เลยยังกลัว ก็เลยยังต้องหนีต่อไป

ถ้าเราไม่เผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย แล้วเราจะเติบโตได้อย่างไร

พอกลัวไปหมด ทางเลือกในการใช้ชีวิตก็เหลือน้อย บางทีน้อยเสียจนไม่อาจเรียกได้ว่าใช้ชีวิต

พึงระลึกว่า 99% ของสิ่งที่เรากลัว เรากำลังกลัวเกินกว่าเหตุ อันเกิดมาจากกลไกของสมองที่ตามไม่ทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

เลิกกลัวสิ่งที่ไม่ควรกลัว กล้าในสิ่งที่ควรกล้า แล้วชีวิตจะมีชีวามากขึ้นครับ

เจ้านายกับชุดล่องหน

20180904_noclothes

เสาร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่มาเรียน Time Management Workshop ร่วม 40 คน

หนึ่งในปัญหาคลาสสิคที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคุยกัน คือจำนวนการประชุมที่มากเกินพอดีและยาวเกินพอดี จนบางทีไม่เป็นอันทำการทำงานกัน

ผมจึงถามไปว่า ถ้าเรารู้สึกว่าการประชุมบางอันมันเสียเวลา ไม่ค่อยเกิดประโยชน์ แล้วเรากล้าบอกคนจัดประชุมรึเปล่า

บอกเพื่อจะขอไม่เข้า หรือบอกเพื่อจะให้ปรับวิธีการการประชุมก็ได้

คำตอบก็คือไม่กล้าบอก ถ้าบอกก็กลัวว่าจะโดนมองว่าไม่ดี

แล้วก็มีคนยกประเด็นที่น่าสนใจ ว่าตัวผมเองทำงานในบริษัทอินเตอร์หรือสตาร์ทอัพมา ดังนั้นวัฒนธรรมองค์กรน่าจะเอื้อให้คนกล้าพูดกล้าตั้งคำถามมากกว่าองค์กรไทยๆ ที่ถ้าเราตั้งคำถามกับผู้ใหญ่เมื่อไหร่ก็อาจโดนเพ่งเลงได้เมื่อนั้น เพราะผู้บริหารไม่น้อยที่คิดว่าการประชุมเยอะๆ คือการทำงาน

ดังนั้น การขอให้ผู้ใหญ่เปลี่ยน อาจจะไม่ง่ายอย่างที่ผมคิด

——

จบเวิร์คช็อปในวันนั้นแล้ว ผมก็คิดถึงบทความ ชีวิตสั้นเกินกว่า ที่เป็นบทสุดท้ายของหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

Life is too short to hold grudges
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาเก็บความขุ่นข้องหมองใจ

Life is too short to scroll down the infinite Facebook feed
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมานั่งส่องเฟซ

Life is too short to avoid putting in the hard work
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมามัวเหยาะๆ แหยะๆ

Life is too short to worry about what other people think of you
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมากังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง

Life is too short to wait until everything is ready
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะรอให้ทุกอย่างพร้อม

Life is too short to argue who is right
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมานั่งเถียงกันว่าใครถูกใครผิด

Life is too short to wait until you are rich
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมารอให้รวยก่อน

Life is too short to postpone decisions
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะเลื่อนการตัดสินใจออกไปเรื่อยๆ

Life is too short to act like a wimp
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมัวใจเสาะ กลัวโน่นกลัวนี่ไปหมด

Life is too short to think you will get to do it someday
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาคิดว่า ไว้วันหลังค่อยทำก็ได้

—–

แล้วผมก็คิดด้วยว่า Life is too short to sit in useless meetings ชีวิตสั้นเกินกว่าจะทนนั่งในการประชุมที่ไม่สร้างการผลิต

และเราไม่ใช่คนเดียวที่คิดแบบนี้ เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งหัวหน้าก็อาจรู้สึกเหมือนกัน

ประเด็นคือไม่มีใครกล้าพูดมันออกมา

เหมือนประชาชนทั้งเมืองที่แซ่ซ้องสรรเสริญความงดงามของชุดล่องหนที่พระราชาสวมใส่

ต้องรอให้เด็กคนหนึ่งทักว่าพระราชาโป๊เท่านั้น คนถึงจะเริ่มกล้าพูดความจริง

ปัญหาบางปัญหา คิดแบบผู้ใหญ่เราอาจแก้ไม่ได้ แต่ถ้าสวมหัวใจเด็ก เราอาจจะแก้ได้โดยง่าย

เพราะเด็กไม่คิดเยอะ เพราะเด็กมีความกล้า

ลองสำรวจดูนะครับว่าในที่ทำงานของเรามีพระราชาในชุดล่องหนรึเปล่า

และเรากำลังเล่นบทบาทอะไรอยู่

เป็นพระราชา เป็นช่างตัดผ้า เป็นชาวเมืองที่แซ่ซ้อง

หรือเป็นเด็กที่ทำให้ทุกคนตาสว่างครับ

—–

ป.ล. สวมหัวใจเด็กได้ แต่ตอนสื่อสารก็ต้องมีศิลปะนะครับ