จะเป็นนกแก้วหรือจะเป็นอินทรี

20180919_parrot

นกแก้วพูดเก่ง สีสันสดใส แต่บินได้ไม่สูง บินได้ไม่ไกล

นกอินทรีเงียบราวเป็นใบ้ แต่บินได้ไกล บินได้สูง

คนที่พูดเยอะ-ทำน้อยก็เหมือนนกแก้ว ลีลาแพรวพราว ฟังเพลิน แต่ก็แค่ชั่วคราว

ส่วนคนที่พูดน้อย-ทำเยอะก็เหมือนนกอินทรี บินได้สูง บินได้ไกล แม้ไม่ค่อยพูดอะไร ก็ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครได้อีกนานครับ

สิ่งที่เราทำวันนี้

20180918_whatyoudotoday

อาจทำให้ทุกๆ วันพรุ่งนี้ดีขึ้นได้

What you do today can improve all your tomorrows
-Ralph Marston

ปัจจุบันเป็นผลของอดีต และเป็นเหตุแห่งอนาคต

เรามักจะลืมความจริงข้อนี้ โดยเฉพาะเวลาที่เรายุ่งๆ

เราจึงทำเรื่องแต่ละเรื่องให้เสร็จไปในแต่ละวัน โดยไม่เคยมีเวลามานั่งไตร่ตรองดูว่า มันจะส่งผลดีกับเราอย่างไรบ้างในสามปีหรือห้าปีต่อจากนี้

คำถามสำคัญก็คือ วันนี้เราจะทำอะไรที่จะทำให้ทุกๆ วันพรุ่งนี้ของเราดีขึ้นได้บ้าง?

ออกกำลังกาย

อ่านหนังสือดีๆ

เลิกนิสัยแย่ๆ

กินอาหารที่มีประโยชน์

วางแผนการเงิน

ทบทวนวิธีการทำงาน

ลดงานที่ไม่สำคัญ

ตัดสินใจเรื่องที่เราผัดผ่อนมานาน

เรื่องพวกนี้ไม่มีเดดไลน์ แต่มันมีศักยภาพสูงที่สุด

(ในทางกลับกัน เรื่องที่มีเดดไลน์หลายๆ เรื่องก็ไม่ได้สลักสำคัญเท่าที่เราคิด)

What you do today can improve all your tomorrows

ความขยันเป็นเรื่องดี แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าเราขยันถูกจุดครับ

นิทาน Comfort Zone

20180917_comfortzone

เมื่อวานนี้ผมเขียนถึงชายผู้ถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงานไป มีผู้อ่านเข้ามาแสดงความเห็นหลายท่าน มีท่านหนึ่งถามคำถามน่าสนใจว่า การที่ผู้ชายคนนี้ปฏิเสธที่จะลองสัมภาษณ์ตำแหน่งงานที่สูงกว่าเดิมเพื่อจะได้มีเวลากับครอบครัว แสดงว่าเขากำลังอยู่ใน comfort zone อยู่รึเปล่า

ผมจึงตอบไปว่า หรือเราจะโดนนิทาน comfort zone หลอกเราอยู่?

พวกเรามักจะลืมคิดไปว่า เรื่องราวต่างๆ ที่เรายึดมั่นว่าเป็นความจริงนั้น ส่วนใหญ่มันเป็นนิทานที่เราเลือกที่จะเชื่อเท่านั้น (อ่านโดยละเอียดได้ในบทความ คุณจะเชื่อนิทานเรื่องไหน)

นิทาน comfort zone บอกเราว่า เราต้องไม่กลัวที่จะออกจากพื้นที่ comfort zone ของเรา เราต้องกล้าทำอะไรที่ยากกว่าเดิม เสี่ยงกว่าเดิม เราจะได้เติบโต และสุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับมามันจะเหนือกว่าการที่เราเอาแต่อยู่ใน comfort zone แน่นอน

ซึ่งเอาจริงๆ ผมก็เชื่อนิทานเรื่องนี้มาตลอดนะครับ

แต่ผมก็กลับฉุกคิดได้ว่า การออกจาก comfort zone ที่เราได้ยินมา มักจะผูกติดกับเรื่องงานเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่มันแทบไม่เคยพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์เลย

นิทาน comfort zone จึงเชียร์ให้เราออกไปพูดต่อหน้าธารกำนัล แต่ไม่เคยเชียร์ให้เราคุยกับพ่อให้มากขึ้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้เราออกไปตามหาความฝัน แต่ไม่เคยสอนให้เรากลับบ้านเร็ว

นิทานบอกให้เรากล้าทักทายคนแปลกหน้า แต่ไม่เคยบอกให้เราสะสางเรื่องค้างคาใจกับคนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด

ผู้ชายคนที่ผมพูดถึงเมื่อวาน การที่เขาปฏิเสธการเปลี่ยนงานเพราะอยากจะทำหน้าที่เป็นพ่อที่ดี อาจไม่ใช่คนที่ขาดความกล้าก็ได้

จริงๆ แล้วเขาอาจมีความกล้ามากกว่าพวกเราที่ป่าวประกาศว่าเราต้องออกจาก comfort zone เสียอีก

การที่เขาเลือกที่จะไม่เปลี่ยนงาน เลือกที่จะมีเงินเดือนเท่าเดิม เลือกที่จะลางานเพื่อไปร่วมประชุมผู้ปกครองทุกครั้ง ก็คือการออกจาก comfort zone แบบหนึ่งเช่นกัน

เพราะมันไม่ง่ายเลยที่จะเลือกให้ความสำคัญกับครอบครัวในขณะที่ทั้งโลกตะโกนบอกว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตในหน้าที่การงานและความมั่นคงทางการเงิน

นิทาน comfort zone เวอร์ชั่นที่เราฟังและเชื่อตามกันมา จึงอาจยังไม่สมบูรณ์นัก

และเราคงมิอาจตัดสินได้ว่าคนๆ หนึ่งติดอยู่ใน comfort zone

เพราะเขาอาจจะกำลังออกจาก comfort zone ในมิติอื่นๆ ของชีวิตอยู่ก็ได้

มิติที่เราเองไม่กล้าแม้แต่คิดจะทำด้วยซ้ำไปครับ

เรื่องราวของชายผู้ถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงาน

20180916_top

ผมชื่อสตีฟ ทำหน้าที่เป็น recruiter ที่สรรหาคนเก่งๆ มาร่วมงานกับองค์กร

วันหนึ่งผมเจอโปรไฟล์ของคนที่น่าสนใจเลยโทร.ไปหาเพื่อเชิญให้เขามาสัมภาษณ์ เขาจะได้เงินและตำแหน่งที่สูงกว่าเดิมมาก และเขาก็มีทักษะและคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งนี้

“ขอโทษด้วยครับ แต่ผมไม่สนใจครับ” เขาปฏิเสธ

ผมถามเพิ่มว่าทำไม เขาตอบว่า

“ผมถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงานแล้วครับ” (“I already made it to the top”)

ผมดูเรซูเม่ของเขาอีกครั้ง เขาไม่ได้ตำแหน่งสูงอะไรเลย ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งผู้จัดการด้วยซ้ำ

เขาเลยอธิบายว่า “การไปถึงจุดสูงสุด” สำหรับเขาคือการที่เขารักงานที่เขาทำในแต่ละวัน เขารักบริษัทที่เขาทำงานอยู่ ทุกๆ คนปฏิบัติกับเขาด้วยความเคารพ เงินเดือนเขามากพอที่จะอยู่ได้อย่างสบายๆ มีสวัสดิการที่ยอดเยี่ยม มีความยืดหยุ่นในการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่เคยพลาดเกมแข่งเบสบอสของลูก การแสดงที่โรงเรียน การประชุมผู้ปกครอง วันครบรอบแต่งงาน วันเกิด หรือวันสำคัญๆ ของครอบครัวเลย

เขารู้ดีว่าการก้าวขึ้นไปอีกขั้นในหน้าที่การงานคืออะไร มันต้องใช้เวลามากขึ้น ต้องเดินทางมากขึ้น ต้องเสียสละมากขึ้น

“มันไม่คุ้มกันครับ” เขาบอก

คุณจะนิยาม “จุดสูงสุดในหน้าที่การงาน” ของคุณว่าอย่างไรก็ได้ แต่ขอให้มันมาจากตัวคุณเอง ไม่ใช่มาจากสังคมหรือคนอื่นๆ คุณเท่านั้นที่เป็นคนตัดสิน

ขอบคุณเรื่องราวจาก LinkedIn: Steve Crider, Executive Recruiter

อย่ารอเลี้ยงรุ่นที่งานศพ

20180913_reunion

ตั้งแต่ผมอายุ 35 เป็นต้นมา ก็พบว่าตัวเองไปงานศพบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนใหญ่จะเป็นงานศพพ่อหรือแม่ของเพื่อนสมัยเรียนหรือเพื่อนที่ทำงาน

และงานศพมักจะเป็นงานที่ผมได้เจอเพื่อนเก่าเยอะที่สุด บางคนไม่เห็นหน้ามาหลายปีก็จะได้มาเจอกันที่งานนี้

จนผมก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่าเราต้องรอให้ถึงงานเหล่านี้ก่อนเราถึงจะได้เจอกันหรือ?

ผมเชื่อว่า พออายุเกิน 40 ปีขึ้นไป เราจะเริ่มไม่ได้ไปงานศพของพ่อแม่เพื่อนแล้ว แต่จะเป็นงานศพของเพื่อนเราเองนี่แหละ

อาจได้เจอเพื่อนเก่าหลายคนก็จริง แต่ก็จะมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่จะขาดหายไป ถึงตัวจะอยู่แต่ก็พูดคุยอะไรกันไม่ได้แล้ว

จะดีกว่ามั้ยถ้าเราได้เจอกันตอนที่ยังมีชีวิต?

เขียนบล็อกตอนนี้เสร็จแล้วผมว่าจะ LINE นัดเพื่อนกินข้าวครับ