ข้อมูลมากมายก็ตัดสินใจได้เท่าเดิม

20180410_toomuchinfo

ในปี 1974 Paul Slovic ที่เป็นนักจิตวิทยาระดับโลกได้ทำการทดลองเพื่อจะดูว่าข้อมูลที่มากขึ้นมีผลต่อการตัดสินใจเพียงใด

สโลวิคนัดหมายเซียนพนันม้า 8 คน เพื่อให้แต่ละคนแทงว่าม้าตัวไหนจะเข้าวิน

โดยแต่ละรอบจะมีม้าเข้าแข่ง 10 ตัว และจะมีการแทงทั้งหมด 4 รอบ โดยที่ไม่มีม้าซ้ำกันเลย

ถ้าใช้วิธีเดาสุ่ม เซียนพนันมีโอกาสถูกเพียง 10% (ม้า 1 ตัวใน 10 ตัวที่เข้าวิน)

สโลวิคเพิ่มความน่าจะเป็นในการแทงถูก ด้วยการให้ข้อมูลเพิ่มเติม

โดยรอบแรก เซียนพนันแต่ละคนจะขอข้อมูลใดๆ ก็ได้เกี่ยวกับม้าที่แข่งในรอบนั้นจำนวน 5 ชิ้น (เช่นเวลาที่เร็วที่สุดที่ม้าแต่ละตัวเคยทำได้ ประสบการณ์ของจ๊อกกี้แต่ละคน ฯลฯ)

รอบที่สอง เซียนพนันสามารถขอข้อมูลได้ 10 ชิ้น

รอบที่สาม ขอข้อมูลได้ 20 ชิ้น

และรอบสุดท้าย ขอข้อมูลได้ 40 ชิ้น

ก่อนการแข่งแต่ละรอบ สโลวิคถามเซียนพนันด้วยว่ามีความมั่นใจแค่ไหนว่าจะทายถูก

รอบแรก เซียนพนันมีความมั่นใจ 19%

รอบที่สองและรอบที่สาม เซียนพนันก็มีความมั่นใจมากขึ้นอีก เพราะมีข้อมูลมากขึ้น

ส่วนรอบสุดท้าย ที่ได้ข้อมูลคนละ 40 ชิ้น เซียนพนันมีความมั่นใจถึง 34% ว่าจะทายถูก

แล้วผลลัพธ์เป็นเช่นไร?

รอบแรก เซียนพนันทายถูก 17%

รอบที่สอง เซียนพนันทายถูก 17%

รอบที่สาม เซียนพนันทายถูก 17%

รอบสุดท้าย เซียนพนันก็ยังทายถูกแค่ 17%*

การได้ข้อมูลมากขึ้น ไม่ได้เพิ่มโอกาสในการทายถูกให้กับเซียนพนันเลย

สิ่งเดียวที่แตกต่าง คือความมั่นใจว่าจะทายถูก คือเพิ่มขึ้นจาก 19% เป็น 34%

Slovic ได้ข้อสรุปว่า ข้อมูลนั้นมีประโยชน์สำหรับัการตัดสินใจก็จริง แต่เมื่อเลยจุดๆ หนึ่งไปแล้ว มันมีแต่จะทำให้เราเชื่อในสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้วหนักแน่นยิ่งขึ้น (confirmation bias) ข้อมูลอะไรที่ขัดไปจากความเชื่อที่เรามี เราก็จะโยนทิ้งหรือไม่สนใจ ดังนั้นมันจึงไม่ได้เพิ่มโอกาสที่เราจะตัดสินใจถูกได้เลย

สิ่งเดียวที่มันทำคือทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เรากล้าเสี่ยงมากขึ้น จนสุดท้ายก็สูญเสียมากขึ้นนั่นเอง

การทดลองนี้สอนให้รู้ว่าข้อมูลต่างๆ ก็มีข้อจำกัดของมัน เพื่อที่เราจะได้ไม่มั่นใจกับการตัดสินใจของเราจนเกินเหตุ

ในทางกลับกัน ถ้าจะลงมือทำอะไรซักอย่าง ก็ไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลครบทุกอย่างก็ได้ เพราะถึงมีมากเกินไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี มีแต่จะทำให้เราเสียเวลาและเสียโอกาสมากขึ้นเท่านั้นเอง

—–
ขอบคุณเนื้อหาจาก Tribe of Mentors Short Life Advice from the Best in the World by Timothy Ferriss

* ผมไม่แน่ใจว่าตัวเลข 17% มาอย่างไรเหมือนกัน เพราะถ้านักพนันมี 8 คน ค่าการคำนวณควรจะเป็น 1/8 = 12.5% หรือ 2/8 = 25%

ถ้าเราเป็นม้าแข่ง

20180409_racehorse

ม้าตัวนี้จะเข้าวินรึเปล่า?

ถ้าเราเป็นหุ้นตัวหนึ่ง

เราจะกล้าซื้อหุ้นตัวนี้มั้ย?

ถ้าเจ้านายมาเห็นว่าระหว่างวันเราเข้าเว็บอะไรบ้าง เขาจะยังขึ้นเงินเดือนให้เรารึเปล่า?

ถ้าคนที่เราแอบชอบมานานรู้ว่าเราใช้เวลาว่างไปกับอะไรบ้าง เขาจะยังอยากฝากชีวิตไว้กับเรามั้ย?

มองตัวเองด้วยสายตาเดียวกับที่เรามองคนอื่น

แล้วเราน่าจะประเมินได้ว่า ที่เป็นอยู่นี้มันโอเคแล้วรึยังครับ

—-

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

บทเรียนแสบๆ คันๆ จาก Steve Jobs

20180408_lesssonsjobs

วันนี้ผมมีบทความจาก Quora ที่เขียนโดย Guy Kawasaki พนักงานรุ่นแรกๆ ของ Apple ที่เคยดูแลการตลาดให้กับเครื่อง Macintosh ครับ

——

วันหนึ่งสตีฟ จ๊อบส์มาที่โต๊ะผมพร้อมกับผู้ชายคนนึงที่ผมไม่เคยเจอ

สตีฟ: คุณคิดยังไงเกี่ยวกับบริษัท Knoware?

ผม: โปรดักท์ของบริษัทนี้นั้นเบสิคและน่าเบื่อมากเลยสตีฟ Knoware นี้ไม่ม่ีอะไรที่ตอบโจทย์ Macintosh แม้แต่น้อย

สตีฟผายมือไปที่ผู้ชายที่มาด้วยกัน

สตีฟ: ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จัก กับ Archie McGill ซีอีโอของ Knoware

ผม: (คิดในใจ) ขอบใจมากสตีฟ

แต่นั่นแหละคือวิธีทดสอบคนของสตีฟ ถ้าผมพูดแต่เรื่องดีๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้ สตีฟคงได้ข้อสรุปว่าผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย และนั่นคงเป็นอุปสรรคหรือแม้กระทั่งจุดจบของผมสำหรับการทำงานที่แอปเปิ้ล

ทำงานกับสตีฟไม่ใช่เรื่องง่าย เขาคาดหวังความเป็นเลิศจากคุณ และถ้าคุณทำไม่ได้ คุณก็ไม่ได้ไปต่อ แต่ผมไม่มีวันยอมแลกประสบการณ์การทำงานกับสตีฟกับงานไหนๆ แน่นอน

เหตุการณ์วันนั้นทำให้ผมตระหนักว่า คุณควรจะบอกความจริงและอย่าไปกังวลเรื่องผลที่ตามมาให้มากนัก เพราะว่า

1. การบอกความจริงเป็นบททดสอบจิตใจและความฉลาดของคุณ คุณจำเป็นต้องเข้มแข็งพอที่จะบอกความจริง และต้องฉลาดพอที่จะแยกแยะว่าอะไรจริง-อะไรไม่จริง

2. คนเราปรารถนาที่จะรู้ความจริง การบอกว่าเขาทำได้ดีแล้วเพื่อให้เขาไม่เสียความรู้สึกไม่ได้ช่วยให้เขาดีขึ้นแม้แต่น้อย

3. ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ถ้าคุณตรงไปตรงมาคุณก็ไม่จำเป็นต้องจำว่าคุณเคยพูดอะไรเอาไว้บ้าง

—–

ด้วยวัฒนธรรมของคนไทยเรา เราคงจะไปสุดทางแบบสตีฟ จ๊อบส์ไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุด ก็น่าจะมีจุดกึ่งกลางที่เราสามารถพูดกันตรงๆ โดยยังถนอมน้ำใจอีกฝ่ายไว้ได้นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Guy Kawasaki’s answer to What is your most memorable experience working with Steve Jobs

เพราะมันยากเราเลยไม่กล้า

20180407_dare

หรือเพราะเราไม่กล้ามันเลยยาก

“It is not because things are difficult that we do not dare, it is because we do not dare that things are difficult.”
–Seneca

สมมติว่า to do list วันนี้ของเรามีงานอยู่ 10 ชิ้น

มันจะมีงานอยู่อย่างน้อย 2-3 อย่าง ที่อยู่ในลิสต์ของเรามาซักพักหนึ่งแล้ว

อาจจะเป็นงานที่ต้องมีบทสนทนาที่กระอักกระอ่วน หรืองานที่ต้องใช้ทักษะที่เราไม่ถนัด เราก็เลยผัดวันประกันพรุ่งมันเรื่อยมา

ซึ่งการทำอย่างนี้ส่งผลเสียหลายอย่าง

หนึ่ง คือทำให้งานนั้นล่าช้า ทำให้คนต้องมารอเรา ทำให้งานชิ้นนั้นมันยากขึ้น

สอง กว่าผลงานจะออกมา คุณค่าของมันอาจลดทอนลงไปเพราะล่วงเลยเวลาของมันมาพอสมควรแล้ว

สาม ซึ่งผมมองว่าสำคัญที่สุด คืองานชิ้นนั้นได้กลายเป็นหนี้ในใจเราทุกวัน ถ้าวันนี้เราไม่ทำ พรุ่งนี้มันก็จะโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง อีกครัั้ง และอีกครั้ง ความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำงานชิ้นนี้ซักทีมันจึงเป็นดดอกเบี้ยทบต้นที่ค่อยๆ สะสมและบั่นทอนจิตใจเราไปทุกวัน

ดังนั้น ถ้ามีสิ่งใดที่ค้างคามานาน ก็ควรสะสางให้เรียบร้อย บอกตัวเองว่า จริงๆ แล้วมันไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอก หรือถ้ามันยากจริงๆ ก็ควรขอความช่วยเหลือ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องใช้ความกล้าทั้งคู่

“It is not because things are difficult that we do not dare, it is because we do not dare that things are difficult.”

อาศัยความกล้าซักนิด แล้วชีวิตจะง่ายขึ้นครับ

—–

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.00-12.50 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้นะครับ!

นิทานผู้ชายขนน้ำ

20180406_water

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง มีชายหนุ่ม 2 คนชื่อ “ปาโปล”และ “บรูโน่” ชายหนุ่มทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันและอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งคู่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม และใฝ่ฝันจะมีชีวิตที่พร้อมสมบูรณ์

พวกเขามักคุยกันถึงความฝันของแต่ละคนอยู่เสมอ และทั้งคู่ก็เฝ้ามองหาโอกาสที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่จะช่วยให้ความฝันเป็นจริง

วันหนึ่งโอกาสนั้นก็มาถึง ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านคนหนึ่ง ต้องการนำน้ำจากแหล่งน้ำบนภูเขามาขายให้กับคนในหมู่บ้าน และว่าจ้างให้ทั้งคู่ในการตักน้ำจากแหล่งน้ำหาบลงมาใส่ยัง “แทงก์” เก็บน้ำ โดยค่าจ้างที่พวกเขาจะได้รับขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่เขาขนลงมา

ทุกๆ วันตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทั้งคู่ต้องทำงานอย่างหนัก ในการหาบน้ำไป-กลับเที่ยวแล้วเที่ยวเล่าอยู่อย่างนั้น เพื่อแลกกับค่าจ้างในแต่ละวัน

บรูโน่ซึ่งเป็นคนร่างกายกำยำ รู้สึกพอใจกับงานที่เขาทำ เมื่อเทียบกับค่าจ้างที่ได้รับ จนทำให้เขาแน่ใจว่าความฝันของเขากำลังจะกลายเป็นจริง

บรูโน่คิดว่าเขาสามารถที่จะขนน้ำได้มากขึ้นหากเขาใช้ถังที่ใหญ่ขึ้น แลกกับค่าจ้างที่จะเพิ่มขึ้น เพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อวัว และซื้อบ้านอย่างที่เขาหวังไว้ได้

ตรงกันข้ามกับ ปาโปล ที่ไม่ได้พอใจในงานที่ตัวเองทำ เพราะทุกวันหลังเลิกงาน เขารู้สึกหมดเรี่ยวแรง

ในที่สุด ปาโปล พบหนทางที่ง่ายกว่าที่จะช่วยให้เขาได้เงินมากขึ้น และมีอิสระไม่ต้องเป็นลูกจ้างอีกต่อไป เมื่อเขาคิดถึง การลำเลียงน้ำลงมาจากภูเขาผ่าน “ท่อส่งน้ำ” เขาตื่นเต้นมากกับความคิดนี้และเริ่มวางแผน พร้อมกับไปชวนบรูโน่ให้สร้างท่อส่งน้ำร่วมกับเขาแต่บรูโน่กลับไม่เห็นด้วย

ปาโปลตัดสินใจลงทุนสร้างท่อส่งน้ำด้วยตัวเอง ถึงแม้รู้ดีว่ามันไม่ได้ง่ายเลย และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าท่อส่งน้ำจะเสร็จสมบูรณ์ ทุกๆวันเขาก็ยังคงไปทำงานและยังหาบน้ำเหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อมีเวลาเขาก็จะขุดหิน ขุดดินเพื่อที่จะสร้างท่อส่งน้ำของเขา

ในช่วงแรกแทบจะไม่เห็นอะไรเลยจากผลงานที่เขาทำ บรูโน่และชาวบ้านทั้งหลายพากันเยาะเย้ยปาโปล และล้อปาโปลว่าเป็น “มนุษย์ท่อ”

ระหว่างนั้น บรูโน่มีรายได้เพิ่มเป็นสองเท่า มีชีวิตอย่างที่เขาวาดฝันไว้ แต่เพื่อชดเชยกับการทำงานหนัก บรูโน่ ปลดปล่อยตัวเองโดยการใช้เวลาหลังเลิกงานในร้านขายเหล้า โดยไม่ได้ตระหนักว่า ร่างกายของเขาเริ่มทรุดโทรมจากงานหนัก และการใช้ชีวิตอย่างไม่ระวัง ทำให้เขาเริ่มทำงานได้น้อยลงๆ ซึ่งเป็นผลมาจากร่างกายที่อ่อนล้าและสิ้นแรง

เมื่อก้าวสู่ปีที่สอง ปาโปล สามารถสร้างท่อส่งน้ำสำเร็จ ทำให้เขาได้เงินมากขึ้นจากการขายน้ำให้คนในหมู่บ้าน โดยไม่ต้องเป็นแค่ “ลูกจ้าง” อีกต่อไป และรายได้ของเขาก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายและต่อเนื่อง ตราบเท่าที่น้ำยังคงไหลผ่านท่อส่งน้ำของเขา

—–

ขอบคุณนิทานจาก Manager Online (พ่อรวยสอนลูก) : ตอนที่ 59 : นิทานสอนใจ

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.00-12.50 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้นะครับ!