คนที่จะผิดบ่อยที่สุด

20180103_wrongmostoften

คือคนที่ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองผิด

เชื่อว่าเราทุกคนต้องเคยเจอคนแบบนี้ (และบางทีเราก็เป็นคนแบบนี้)

คนที่สามารถสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองเสมอ

พอสร้างความชอบธรรมเก่ง ก็เลยชอบทำแบบเดิมไปเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง

คนแบบนี้จะมีลักษณะเหมือนๆ กันอยู่สองอย่าง

หนึ่งคือเป็นคนหัวดี ตรรกะดี จึงมีเหตุผลมารองรับการกระทำของตัวเองทุกครั้งไป

สองคือเป็นคนรักตัวเอง จึงมักจะทนไม่ได้หากใครจะมาทำให้อีโก้ของเราเสื่อมเสีย

เมื่อปกป้องการกระทำตัวเองอยู่ตลอด เถียงกับใครก็ไม่แพ้ คนที่เคยตักเตือนด้วยความหวังดีก็ย่อมระอาใจจนสุดท้ายอาจจะเลิกเตือนเราไปในที่สุด

ซึ่งหากเราเป็นคนที่ไม่มีใครคอยเตือนแล้ว ก็นับว่าอันตรายมาก เพราะเหมือนการขับรถที่ไม่มีเบรค

ไปได้เร็วก็จริง แต่พลาดทีก็เจ็บหนักเลยนะครับ

มั่วมืออาชีพ

20180109_chaos

เท่าที่ผมสังเกต “คนเจ๋งๆ” ในวงการมาซักพัก ก็พบว่าพวกเขามีความเหมือนกันอยู่หลายอย่าง

หนึ่ง คือเขาไม่ได้เป็นคนฉลาดเป็นพิเศษ รู้อะไรที่คนทั่วไปไม่รู้ หรือเข้าถึงเครื่องมือลับอะไรบางอย่างที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง

สอง คือเขาไม่จำเป็นต้องมีครูหรือไปเรียนคลาสอะไรก่อนที่จะลงมือทำ

สาม คือเขาไม่กลัวที่จะผิด ไม่กลัวว่างานจะออกมาห่วย หรือถึงแม้จะกลัวก็ยังเดินหน้าอยู่ดี

ตอนที่พี่ตูนแต่งเพลงแรกให้วงละอ่อนก็น่าจะมีความมั่วไม่น้อย ก่อนจะเติบโตมาเป็นบอดี้แสลมที่โด่งดังไปทั่วประเทศอย่างทุกวันนี้

พี่ต่อ ฟีโนมีน่า ผู้กำกับโฆษณาอันดับต้นๆ ของโลกก็ไม่ได้เป็นผู้กำกับมาแต่อ้อนแต่ออก อาชีพแรกของพี่เขาคือกราฟิกดีไซเนอร์ ดังนั้นงานโฆษณาชิ้นแรกๆ ก็น่าจะต้องมีความมั่วบ้างแหละ

คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ที่เขียนหนังสือ bestseller หลายเล่ม เคยเล่าว่า ตอนลงมือหัดเขียนก็เขียนไปแบบมั่วๆ เหมือนกัน

ที่ผมทำงานที่ Wongnai ตอนนี้ เราก็มีโปรเจ็คใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกปี และมันก็จะมีความมั่วอยู่ทุกครั้ง จะมั่วมากหรือมั่วน้อยเท่านั้นเอง

แม้กระทั่งบล็อก Anontawong’s Musings ที่เขียนมาเป็นพันตอนแล้ว แต่ผมก็ยังเขียนแบบมั่วๆ อยู่เลย

สำคัญคือเราต้องมั่วอย่างมีหลักการ มั่วแบบเรียนรู้และแก้ไข มั่วจากเรื่องเล็กๆ ก่อนจะมั่วเรื่องใหญ่ๆ

พอมั่วบ่อยๆ เข้า ยังไงมันก็ต้องเก่งขึ้น แล้วมือสมัครเล่นก็จะกลายเป็นมืออาชีพโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นอย่ากลัวที่จะมั่ว เพราะมั่วไม่ใช่เรื่องผิด

จริงๆ แล้วมันอาจเป็นทางเดียวที่ถูกด้วยซ้ำไป

ถ้าไม่ชอบ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น

20180108_9to6

เราก็มีเวลา 6 โมงเย็นถึง 9 โมงเช้าที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์

สมมติว่าเราไม่ได้ชอบชีวิตที่เรามีอยู่ตอนนี้

อาจจะเป็นงานที่ทำแล้วไม่มีความสุข รายได้ที่น้อยเกินไป หรือรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวันที่อยู่ออฟฟิศ

ถ้าอยากจะพ้นจากเรื่องราวเหล่านี้ไปได้ เราก็ต้องหัดใช้เวลานอกออฟฟิศให้คุ้มค่า

เวลาเดินทางเราทำอะไร กลับถึงบ้านเราทำอะไร ก่อนเข้านอนเราทำอะไร

เรามีเวลาอย่างน้อยคืนละ 3 ชั่วโมงเพื่อจะเปลี่ยนชีวิตตอนกลางวันของเราได้

แต่ถ้าเรามัวแต่เอาเวลาเหล่านั้นไปกับการ “พักผ่อนหย่อนใจ” อย่างการเล่นมือถือหรือดูละคร ก็แสดงว่าเรากำลังแลกความบันเทิงชั่วคราวกับชีวิตที่เราไม่ชอบไปตลอด

หากไม่ชอบชีวิตตอนกลางวัน หันมาใส่ใจชีวิตตอนกลางคืนและตอนเช้าตรู่ให้มากขึ้นนะครับ

สอนลูกต่อจิ๊กซอว์

20180107_jigsaw

ตอนนี้ปรายฝน ลูกสาวของผมอายุ 2 ขวบ 3 เดือนแล้ว อยู่ในวัยที่พอจะพูดและฟังรู้เรื่องแล้ว ของเล่นก็เลยโตต้องตามวัยไปด้วย

สองสามวันมานี้ผมให้เขาลองต่อจิ๊กซอว์ของ Hello Kitty ดู (ตามภาพประกอบ)

ปรายฝนเองยังไม่สามารถจะเลือกได้ว่าต้องต่ออะไรก่อนหลัง ผมเลยมีหน้าที่คอยส่งตัวถัดไปให้เขา ไล่เรียงจากเลข 1 2 3 ไปเรื่อยๆ แล้วให้เขาพยายามลองต่อจิ๊กซอว์เข้าไปทีละอัน

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ

– บางทีปรายฝนจะพยายามต่อโดยไม่หมุนจิ๊กซอว์ชิ้นนั้นให้หันหัวถูกทางก่อน ผมเลยต้องคอยเตือนให้เขาหมุนเรื่อยๆ จนกว่าจะเป็นทิศทางที่ใช่

– แม้จะหันหัวถูกต้องแล้ว ปรายฝนก็มักจะพยายามดันจิ๊กซอว์ไปในทางราบ ซึ่งทำให้ดันไม่เข้า ผมต้องคอยเตือนลูกให้ยกจิ๊กซอว์ขึ้นมานิดนึงเพื่อวางลงจากด้านบน

– และแม้จะหันถูกทาง และวางลงจากด้านบนแล้ว แต่ก็ยังต้องขยับนิดๆ หน่อยๆ เพื่อให้จิ๊กซอว์มันลงล็อคพอดี หลายครั้งปรายฝนก็พยายามไปขยับแผงจิ๊กซอว์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งขยับยากกว่ามาก แถมบางทีจะทำให้ตัวที่ต่อเอาไว้หลุดออกมาเสียอีก ผมต้องคอยเตือนว่าให้หมุนเฉพาะชิ้นที่มีอยู่ในมือก็พอแล้ว

เมื่อนั่งดูลูกทำผิดพลาดเรื่องเดิมหลายๆ รอบเข้า ก็ทำให้คิดได้ว่าบางทีผู้ใหญ่อย่างเราก็ใช้ชีวิตเหมือนเด็กต่อจิ๊กซอว์เหมือนกัน

บางทีเราก็เร่งรีบเกินไปที่จะทำอะไรบางอย่างโดยไม่ได้สำรวจเสียก่อนว่ามันใช่ทิศทางที่เราอยากไปแล้วหรือยัง

บางทีเราก็เคยชินกับการแก้ปัญหาทางเดียว พอแก้ไม่ได้ก็ท้อ ทั้งๆ ที่จริงๆ แค่ปรับวิธีการแค่หน่อยเดียวก็อาจจะแก้ได้แล้ว เหมือนที่ยกจิ๊กซอว์ขึ้นมานิดนึงเพื่อให้จิ๊กซอว์ลงล็อคจากแนวดิ่งแทนที่จะพยายามดันเข้าไปตรงๆ ทางแนวราบ

และสุดท้าย – ซึ่งสำคัญที่สุด – เรามักจะเผลอเรียกร้องหรือคาดหวังให้ “แผงจิ๊กซอว์” นั้นปรับตัวเข้ากับจิ๊กซอว์ตัวเดียวที่เราถืออยู่ ซึ่งบางทีมันก็ทำได้นะ แต่น่าจะง่ายกว่าถ้าเราปรับจิ๊กซอว์ชิ้นเดียวที่อยู่ในมือเราให้เข้ากับแผง

จิ๊กซอว์ตัวนั้นอาจจะมีชื่อว่า “ทัศนคติ” “ความคาดหวัง” หรือ “การกระทำ” ของเราก็ได้ แต่การปรับที่ตัวเรานั้น มีโอกาสสำเร็จสูงกว่าการไปพยายามเปลี่ยนแผงจิ๊กซอว์ทั้งแผงมากมายนักครับ

เทคนิคแล้วไง

20180106_sowhat

ผมเคยเขียนเรื่อง เทคนิค 5 Why’s ที่ให้ถามว่า “ทำไม” 5 ครั้งเพื่อหาต้นตอของปัญหา

วันนี้เจออีกเทคนิคนึงที่คล้ายคลึงกัน เลยอยากเอาแชร์ครับ

คือให้ถามว่า “แล้วไง” (so what) จนกว่าจะไปต่อไม่ได้แล้ว

ซึ่งเหมาะกับตอนที่เราเจอเรื่องที่ทำให้เราผิดหวังหรือเรื่องที่เรากังวลครับ

ยกตัวอย่างเช่น

วันนี้เล็กมันพูดจาแย่ว่ะ

แล้วไงอ่ะ?

ก็รู้สึกเหมือนไม่ให้เกียรติกันเลย

แล้วไงอ่ะ?

เราไม่ชอบเวลาคนไม่ให้เกียรติกันน่ะ

แล้วไงอ่ะ?

ถ้าเกิดทุกคนทำตัวอย่างนี้กับเราล่ะ

แล้วไงอ่ะ?

เราก็จะกลายเป็นคนหัวเดียวกระเทียมลีบไง

แล้วไงอ่ะ?

เราไม่อยากอยู่ตัวคนเดียว

แล้วไงอ่ะ?

จริงๆ การอยู่คนเดียวก็ไม่แย่ขนาดนั้นเนอะ

แล้วไงอ่ะ?

ก็คงเป็นการกลัวเกินเหตุ

แล้วไงอ่ะ?

ก็ไม่แล้วไงแล้ว ไม่เป็นไรแล้วล่ะ

ฟังดูเหมือนเป็นการยียวน แต่ถ้าเราถามตัวเองจนสุดทางจริงๆ เราอาจจะพบว่า หลายๆ อย่างที่เราคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่โต สุดท้ายแล้วกลับเล็กนิดเดียวนะครับ

—–

ขอบคุณไอเดียจาก Richa Chadha: Tribe of Mentors by Tim Ferriss