อย่ารอให้มีเงิน

20170909

[ถาม]: อะไรคือสิ่งที่กำหนด ‘เซนส์และมุมมอง’ ที่คุณมีต่อสิ่งต่างๆ
[ตอบ]: พอแก่ตัว มุมมองต่อสิ่งต่างๆ มันก็เปลี่ยนไปโดยที่เราไม่รู้ตัว ชีวิตคนเราตลกไม่แพ้นักแสดงตลกอย่างผมเลย ตอนไม่มีจะกิน ไม่มีแม้แต่เงินซื้อข้าว แต่พอมีเงินแล้ว จะซื้ออะไรกินก็แทบไม่ได้ เพราะหมอห้าม (หัวเราะ) อยากกินแป้ง อยากกินของมัน ก็ต้องแอบหมอกิน เวรกรรมแท้ๆ ถ้าแก่ตัวไปกว่านี้ สงสัยได้กินแต่น้ำข้าวต้ม ‘ความสุขมันไม่ใช่เรื่องของเงิน’ เมื่อก่อนผมไม่เชื่อเลยนะ ตอนนี้เชื่อแล้ว ไอ้ปัจจัยทั้งหลายแหล่มันก็เท่านั้น บ้านเอย รถเอย ทุกวันนี้ผมนั่งปิ๊กอัพไปอัดรายการก็กินข้าวกอง เอาปลาร้ามาจากบ้าน ใช้เงินวันละร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง

– หม่ำ จ๊กมก (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา)
GQ Men of The Year 2017 – Comedy King
เรื่อง – มิ่งขวัญ รัตนคช
ภาพ – ธาดา วาริช

หนังสือสอนรวยทั้งหลาย จะบอกให้เราตั้งเป้ารายได้ไว้สูงๆ เลย เช่นลองถามตัวเองว่าอยากจะมีเงินใช้เดือนละเท่าไหร่ แล้วค่อยคิดย้อนกลับไปว่าจะต้องมีทรัพย์สินอะไรบ้างเพื่อที่จะสร้างรายได้แบบ passive income โดยที่ไม่ต้องทำงาน

ยกตัวอย่างเช่น สมมติเราอยากมีเงินใช้เดือนละ 50,000 บาท แสดงว่าหนึ่งปีต้องมีรายได้ 600,000 บาท สมมติว่าทั้งหมดนี้มาจากเงินปันผลล้วนๆ ก็แปลว่าเราต้องมีหุ้นมูลค่า 12 ล้านบาท และได้เงินปันผลปีละ 5%

แต่ผมว่ามันก็มีอีกหนึ่งทางเลือกที่ท้าทายไม่แพ้กัน คือเราจะออกแบบชีวิตยังไงเพื่อให้วันหนึ่งเรามีความจำเป็นต้องใช้เงินน้อยที่สุด?

สมมติว่าแก่ตัวไปเราไม่มีหนี้ เราเป็นคนไม่ฟุ้งเฟ้อ เรามีประกันสุขภาพที่ดี เรามีเงินเก็บฉุกเฉิน เราอยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ที่รักกันและคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราไม่ต้องเดินทางไปไหนหรือถ้าเดินทางก็ใช้เพียงจักรยาน จะเป็นไปได้มั้ยที่เราจะมีความสุขความพอใจกับชีวิตโดยใช้เงินแค่เดือนละ 5,000 บาท?

มันไม่มีคำตอบไหนผิดถูกหรอกครับ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็น่าจะอยากมุ่งไปอย่างแรกมากกว่า เพราะสบายใจกว่า ยอมเหนื่อยยอมลำบากตอนนี้เพื่อความสุขในบั้นปลาย

แต่นั่นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าบั้นปลายนั้นจะมาถึงนะครับ

“ทุกวันนี้ผมนั่งปิ๊กอัพไปอัดรายการก็กินข้าวกอง เอาปลาร้ามาจากบ้าน ใช้เงินวันละร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง”

ผมเชื่อว่าคุณหม่ำ จ๊กมกน่าจะมีทรัพย์สินอยู่นับร้อยล้านบาท ถ้าใช้เงินวันร้อยกว่าบาทแสดงว่าคุณหม่ำมีเงินที่จะอยู่ไปได้อีกหนึ่งล้านวันหรือ 2738 ปี

มีผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ผมเคารพบอกว่า คนเรามีชีวิตอย่างมากก็แค่ร้อยปี แต่วางแผนราวกับว่าจะอยู่กันไปอีกหมื่นปี

ถ้าคุณมุ่งจะเก็บเงินให้ได้สิบล้าน ร้อยล้าน และเป้าหมายนั้นต้องแลกมาด้วยกับความสุขหรือโอกาสที่จะได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก ก็ต้องพิจารณาให้ดีๆ

เพราะเรื่องบางเรื่องมันทำได้แค่ช่วงเวลานี้เท่านั้น เก็บไปทำตอนแก่ไม่ได้

“It’s nice to have a lot of money, but you know, you don’t want to keep it around forever. I prefer buying things. Otherwise, it’s a little like saving sex for your old age.”

-Warren Buffett

ผมไม่ได้บอกว่าเราควรจะตั้งเป้าไว้ต่ำๆ หรือใช้ชีวิตอย่างประมาทนะครับ เพียงแต่จะชี้ว่าทุกอย่างที่ทำควรจะมีความพอดี และความสุขบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องรอให้รวยก่อน

ขยันนั้นดีแน่ ประหยัดนั้นดีแน่ มีเป้าหมายนั้นดีแน่ แต่อย่าจับจ้องเพียงเป้าหมายจนลืมชื่นชมดอกไม้ข้างทางเลยนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

นิทานต้นไม้ของฮ่องเต้

20170908_emperor_seeds

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีองค์ฮ่องเต้ที่กำลังชราภาพและไร้รัชทายาท ท่านจึงมีดำริเฟ้นหาเด็กซักคนเพื่อจะนำมาฟูมฟักและฝึกฝนเพื่อขึ้นครองแผ่นดินในกาลถัดไป

ฮ่องเต้จึงได้ออกประกาศให้ทุกครัวเรือนส่งเด็กที่มีศักยภาพที่สุดในบ้านมารวมตัวกันที่พระราชวัง

ในวันนั้น มีเด็กนับพันคนมาเข้าเฝ้าพร้อมกับพ่อแม่ผู้ปกครองที่มารอชมพระบารมี

ฮ่องเต้ปรากฎตัวขึ้นบนบัลลังก์และประกาศก้องว่า

“เราจะมอบเมล็ดพันธุ์ให้เจ้าคนละ 1 เมล็ด เจ้าจงนำมันไปปลูกและดูแลมันให้ดี 8 เดือนนับจากนี้ ใครปลูกต้นไม้ของเราได้งดงามที่สุดจะได้เป็นองค์รัชทายาท”

ด้วยความตื่นเต้น เด็กๆ ต่างเข้าแถวเพื่อรับพระราชทานเมล็ดพันธุ์ที่มีขนาดและสีสันแตกต่างกันไป เด็กคนสุดท้ายในแถวเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ นามไจ่ไจ๋ เมื่อรับเมล็ดจากพระหัตถ์ของฮ่องเต้แล้ว ไจ่ไจ๋ก็กำเมล็ดไว้แน่นและวิ่งกลับบ้านเพื่อนำมันไปปลูกในกระถางทันที

หลายเดือนผ่านไป เด็กๆ ต่างรดน้ำพรวนดินและดูแลเมล็ดพันธุ์จากฮ่องเต้อย่างทะนุถนอม จากเมล็ดกลายเป็นต้นอ่อน และต้นอ่อนก็เริ่มแตกกิ่งก้านและออกใบ ต้นไม้บางต้นโตเร็วจนสูงกว่าเด็กที่เป็นคนปลูกมันเสียอีก

มีเพียงไจ่ไจ๋เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรเมล็ดพันธุ์ก็ไม่แม้แต่จะแตกหน่อ ลองเปลี่ยนดินก็แล้ว ใส่ปุ๋ยครบทุกชนิดก็แล้ว แม้กระทั่งเอาน้ำนมรดไจ่ไจ๋ก็ทำมาแล้วแต่ก็ยังไม่เป็นผลอยู่ดี

เมื่อครบ 8 เดือน ไจ่ไจ๋เป็นเด็กเพียงคนเดียวที่กลับไปที่วังด้วยกระถางอันว่างเปล่า

ฮ่องเต้เดินตรวจต้นไม้ทีละต้นจนเดินมาถึงกระถางของไจ่ไจ๋ที่มีเพียงดิน เด็กน้อยก้มหน้าและพูดเบาๆ ว่า “ผมปลูกต้นไม้ของท่านไม่ขึ้นครับ” ฮ่องเต้ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแค่ยิ้มน้อยๆ แล้วเดินตรวจไม้ต้นอื่นๆ ต่อไป

เมื่อตรวจครบทุกต้นแล้ว ฮ่องเต้ก็ประกาศด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า

“เรามีเรื่องจะสารภาพ เมล็ดที่เรามอบให้พวกเจ้านั้นล้วนแต่โดนเผาและนำไปตกแต่งให้ดูเหมือนเป็นเมล็ดพันธุ์ปกติ ความจริงแล้วไม่ควรมีเมล็ดไหนที่จะเติบโตเป็นต้นไม้ได้เลย”

ในขณะที่เด็กทุกคนกำลังหน้าเหวอ ฮ่องเต้ก็หันไปส่งยิ้มให้ไจ่ไจ๋

“เพราะเจ้าเป็นคนเดียวที่ทำตามคำสั่งของข้าโดยสัตย์ซื่อ และไม่ได้ไปหาเมล็ดพันธุ์อื่นมาปลูกแทน เจ้าจึงเหมาะสมที่สุดที่จะได้สืบทอดราชบัลลังก์”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Natalie Subramanian’s answer to What are some examples of integrity? 

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ  bit.ly/tgimannounce

ทำไมคนไม่หล่อถึงมีแฟนสวย

20170907_beautyandthebeast

ผมเป็นคนที่น้ำหนักคงเส้นคงวามาก

ช่วงปี 2541-2559 ผมน้ำหนัก 60 กิโล บวกหรือลบ 2 กิโล มาตลอด เคยพยายามจะเพิ่มน้ำหนักด้วยการกินเยอะๆ แต่ก็ทำไม่เคยสำเร็จซักที

จนเมื่อปลายปีที่แล้วไม่มีเวลาออกกำลังกาย บวกกับอายุที่มากขึ้น น้ำหนักเลยขึ้นมาประมาณ 62 กิโลนิดๆ เมื่อตอนต้นปีเลยตั้งเป้าว่าอยากจะหนักซัก 65 กิโลกรัมด้วยการเล่นเวท ทานเวย์โปรตีน และกินไข่วันละ 2 ฟองไปด้วย

แต่เล่นไปได้ซักประมาณ 2 เดือนก็ตัดสินใจหยุดเล่นเวทไป เพราะเกิดอาการปวดหัวจี๊ดๆ ที่ยาวนานเป็นชั่วโมง (คนละอาการกับที่ผมเล่าถึงเมื่อวานนี้) พอหยุดเล่นเวทอาการปวดหัวนี้ก็หายไป

แต่สงสัยเวย์โปรตีนยังทำงานได้ดี แถมที่ออฟฟิศก็มีขนมให้กินเยอะมาก น้ำหนักก็เลยขึ้นเอาๆ จนปลายเดือนกรกฎาคมผมน้ำหนัก 69 หรือขึ้นมา 7 กิโลภายในเวลา 7 เดือน กางเกงสแล็คทุกตัวคับจนต้องแขม่วท้องเวลาใส่สูทไปงานแต่งงานต้องลุ้นตลอดว่าซิปจะแตกรึเปล่า

แต่แม้จะน้ำหนักมากที่สุดในชีวิต แต่ผมไม่เคยรู้สึกกลัวเลยซักนิดว่าจะกลายเป็นคนอ้วน

ผมก็เลยยังกินขนมขบเคี้ยวเหมือนเดิม เพียงแต่อาจลดปริมาณลงบ้าง ส่วนตอนเย็นถ้าไม่หิวก็จะไม่กินอะไรหนักๆ บางทีแค่โยเกิร์ตและผลไม้ก็พอแล้ว

หนึ่งเดือนที่ผ่านมา น้ำหนักเลยลดจาก 69 มาอยู่ที่ 67 กิโลกรัม

แล้วผมก็ได้ตระหนักว่า ไอ้ความมั่นใจที่มันฝังรากลึกว่า “ยังไงเราก็ไม่ใช่คนอ้วน” นี่แหละ ที่ทำให้ผมลดน้ำหนักได้โดยที่แทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย

—–

เราคงเคยได้ยินได้ฟังเรื่องของเศรษฐีที่เคยล้มละลาย แต่ก็กลับมาตั้งต้นได้ใหม่และบางทีก็รวยยิ่งกว่าเดิม

หรือเราอาจจะมีเพื่อนบางคนที่หน้าตาไม่ได้หล่อเหลาอะไรเลย แต่ควงสาวสวยตลอด

และอาจจะมีเพื่อนสาวบางคนที่ต่อให้กินให้ตายยังไงก็ไม่อ้วน

ผมมีสมมติฐานว่าสามคนนี้อาจมีอะไรเหมือนกัน นั่นคือ self-image หรือ “ภาพของตัวเองที่อยู่ในหัว” ที่มันชัดมากเสียจนเขามั่นใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ยังสามารถทำสิ่งที่อยู่ในหัวให้กลายเป็นความจริงได้

เศรษฐีก็มี self-image ของเศรษฐี ต่อให้เจอสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน เขาก็ยังกลับมารวยใหม่ได้

เพื่อนที่หน้าตาไม่ดีคนนั้น ก็คงมี self-image ว่าตัวเองเป็นคนที่มีเสน่ห์ และการที่เขามีแฟนสวยๆ มาหลายคนมันก็ทำให้เขายิ่งเชื่อมั่นเข้าไปอีกว่าเขามีดีพอที่จะหาแฟนสวยๆ ได้ตลอด

ส่วนเพื่อนที่กินอะไรก็ไม่อ้วน ก็เพราะเขามี self-image ของคนที่กินอะไรก็ไม่อ้วนอยู่นั่นเอง

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงสมมติฐาน เป็นการเดาของผมล้วนๆ ไม่มีวิทยาศาสตร์อะไรมารองรับนะครับ

เพียงแต่ผมคิดว่ามันน่าสนใจอยู่สองประเด็น

ประเด็นที่หนึ่ง ถ้า self-image เราชัดมาก ความมั่นใจที่ฝังรากลึกมันจะเป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำของเราเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับ self-image นั้นเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบ

คนที่คิดว่าตัวเองไม่มีเสน่ห์ จึงหาแฟนไม่ได้ร่ำไป

คนที่คิดว่าตัวเองหัวไม่ดี ก็จะยอมจำนนและไม่ขวนขวาย จนเขาไม่ก้าวหน้าซักที

คนที่คิดว่าตัวเองมีเงินไม่เคยพอใช้ ก็จะไม่เคยมีเงินพอใช้จริงๆ ต่อให้หามาได้เท่าไหร่ก็ตาม

ประเด็นที่สอง คือเราสามารถ transfer ความมั่นใจในด้านหนึ่งของชีวิตมาสู่อีกด้านหนึ่งของชีวิตได้รึเปล่า?

ผมเชื่อว่าทุกคนจะมี “ความมั่นใจลึกๆ” อย่างน้อย 3 เรื่อง และจะมีความ “ไม่มั่นใจเอาซะเลย” อีกอย่างน้อย 3 เรื่อง

สมมติว่านายเอเป็นคนพูดหน้าชั้น (public speaking) ไม่เก่งเลย ถึงเวลาต้องพรีเซนต์ทีไรก็จะตัวสั่นมือเย็น ขึ้นไปพูดก็ตะกุกตะกักลืมโน่นลืมนี่ แก้อย่างไรก็ไม่หายซักที

ขณะเดียวกันนายเอกลับเป็นคนที่เตะบอลเก่งมาก เวลาอยู่ในสนามนายเอจะมีเพลย์เมกเกอร์ที่ทุกคนคอยแต่จะส่งบอลให้ และเป็นคนส่งบอลทะลุช่องให้เพื่อนได้ยิงเสมอๆ

คำถามคือถ้านายเอกำลังจะออกไปพรีเซนต์ แต่คิดเสียว่าตัวเองกำลังจะก้าวลงสนามบอลในฐานะเพลย์เมกเกอร์ เขาจะมีความมั่นใจมากขึ้นมั้ย? จะประหม่าน้อยลงรึเปล่า? จะพูดได้ดีขึ้นรึเปล่า?

ผมว่ามันต้องช่วยบ้างแหละ

อีกครั้ง นี่เป็นสมมติฐานล้วนๆ อาจจะผิดก็ได้ อาจจะถูกก็ได้ แต่ผมจะลองนำไปทดลองใช้ดู เลยอยากชวนคุณผู้อ่านมาร่วมพิสูจน์นะครับ

เพราะถ้าทำได้จริง มันอาจเปลี่ยนชีวิตเราได้เลยนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

ทุกคนต้องการน้ำหล่อเลี้ยง

20170906_replenish

สมัยทำงานอยู่ทอมสันรอยเตอร์เมื่อ 14 ปีที่แล้ว (แก่จัง) ผมมีโอกาสได้ไปเทรนงาน 2 เดือนที่เมือง Oak Brook ซึ่งอยู่ติดกับ Chicago

ทำงานไปได้สองสัปดาห์กว่าๆ ผมก็มีอาการปวดหัวจี๊ดๆ ซีกเดียวโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีอาการเกือบทุกวัน

ผมพยายามทบทวนตัวเองว่าเครียดเกินไปหรือนอนน้อยเกินไปรึเปล่า (ไปเทรนคราวนั้นต้องรับโปรดักท์กลับมาดูแลต่อที่เมืองไทย เลยต้องใช้พลังพอสมควร) แต่แม้กระทั่งวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ไม่ได้ทำงาน อาการปวดหัวจี๊ดๆ ก็ยังแวะเวียนมาหาอยู่ดี

อยู่ไปประมาณหนึ่งเดือน ผมไปเจอร้านกีตาร์ร้านหนึ่ง และเห็นกีต้าร์โอเวชั่นหลังเต่ากำลังลดราคา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 16,000 บาท ผมเลยตัดสินใจซื้อทันทีเพราะใฝ่ฝันมานานแล้วว่าอยากจะมีกีตาร์หลังเต่ากับเขาบ้าง

จากวันนั้น ผมก็ได้เล่นกีตาร์เกือบทุกวัน บางทีก็เล่นคนเดียว บางทีก็เล่นให้เพื่อนฟัง

จากวันนั้นจนถึงวันที่เดินทางกลับเมืองไทย ผมก็ไม่เคยมีอาการปวดหัวจี๊ดๆ อีกเลย

—–

เมื่อซักประมาณ 5 ปีที่แล้ว ทางทอมสันรอยเตอร์ได้เชิญ “นิ้วกลม” หรือพี่เอ๋ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์มาเป็นวิทยากร

ก่อนจะมาเป็นนักเขียนเต็มตัว พี๋เอ๋เคยทำงานอยู่เอเจนซี่โฆษณา

ตอนกลางวันเขาก็จะทำงานของเขาเต็มที่ ส่วนตอนกลางคืนเขาจะใช้เวลาว่างที่พอมีเหลือมานั่งลงเขียนหนังสือ

พี่เอ๋บอกว่า การที่เขาได้เขียนหนังสือตอนกลางคืน ทำให้เขามีพลังในการไปทำงานในวันถัดมา และสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างการทำงานตอนกลางวัน ก็เป็นหัวเชื้อสำหรับการเขียนตอนกลางคืนด้วย

—–

มีคนเคยถามผมว่า ตอนนี้ผมมีลูกแล้ว เอาเวลาที่ไหนไปเขียนบล็อก

ผมเลยตอบไปว่า เวลาของผมมีอยู่สามช่วงใหญ่ๆ คือเวลาทำงาน เวลาอยู่กับครอบครัว และเวลาอยู่กับตัวเอง

ผมเข้างานที่วงในตอน 10 โมงเช้า และทำงานจนถึงสองทุ่ม กลับถึงบ้านประมาณเกือบๆ 3 ทุ่มแล้วผมก็จะเอามือถือไปวางไว้ที่อื่น รีบอาบน้ำ และใช้เวลาอยู่กับลูกจนกว่าลูกจะเข้านอนตอนประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ

(ถ้าลูกไม่งอแงกลางดึก) ตอนเช้าผมจะตื่นนอนตี 5 ครึ่ง นี่คือเวลาของผมที่จะใช้ไปกับการออกกำลังกาย เขียนบล็อก อ่านหนังสือ หรือบางทีก็เล่นกีตาร์ จนถึง 8 โมงที่จะเป็นเวลากินข้าวเช้ากับแฟนกับลูกก่อนจะอาบน้ำแต่งตัวมาทำงาน

—–

เขียนมาซะยืดยาว เพียงเพื่อจะบอกว่า คนเราควรมีเวลาได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ

เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการน้ำหล่อเลี้ยง

การที่ผมได้เขียนบล็อก ได้อ่านหนังสือ ได้ออกกำลังกาย มันทำให้ผมมีแรงทำงานได้เต็มที่ ตอนค่ำกลับมาจึงอยู่กับครอบครัวได้โดยไม่ต้องพะวงเรื่องอื่น

เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในตอน Burnout เป็นเรื่องหลอกเด็กว่า การทำงานหนักไม่ได้ทำให้เรา burnout หรอก

Burnout คือความขุ่นข้องหมองใจที่เรารู้สึกลึกๆ กับบริษัทที่เอาเวลาเราไปจนเราไม่มีเวลาทำสิ่งที่มีความหมายกับเราต่างหาก

แต่เราไม่อาจเรียกร้องให้ใครเปลี่ยนได้นอกจากตัวเราเอง

ถ้าตอนนี้รู้สึกว่าชีวิตเราแห้งผาก ขาดแรงบันดาลใจ หรือแม้กระทั่งปวดหัวจี๊ดๆ ให้ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนเลยว่าเราอาจกำลังละเลยสิ่งสำคัญบางอย่างอยู่

ลองจัดเวลาอย่างน้อยวันละ 15 นาทีให้เป็น “เวลาของตัวเอง” มาทำสิ่งที่เราเคยชอบเคยหลงใหลในสมัยวัยรุ่น

แล้วเราอาจจะพบว่าชีวิตมันโอเคขึ้นเยอะเลยนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

KPI ที่สำคัญที่สุดของคนเขียนบล็อก

20170905_kpi

ไม่ใช่ยอดไลค์

ไม่ใช่ยอดวิว

ไม่ใช่ยอดคอมเม้นท์

และไม่ใช่ยอดแชร์

KPI ที่สำคัญที่สุดของคนเขียนบล็อกคือคำถามที่ว่า “ถ้าเราหยุดเขียน จะมีคนคิดถึงเรารึเปล่า?” – “Would they miss me if I was gone?”*

เพราะถ้าคำตอบคือ “ใช่” แสดงว่างานเขียนของเรามีประโยชน์และมีคนรออ่าน แถมมันยังมีเอกลักษณ์ในแบบที่บล็อกเกอร์คนอื่นๆ ไม่สามารถทดแทนกันได้ด้วย

อาจจะมีคนแย้งว่า KPI ที่ดีมันควรจะเป็นตัวเลขไม่ใช่เหรอ เพราะมันวัดผลได้ ตรงไปตรงมา ไม่มีความลำเอียง

แต่นั่นแหละคือกับดัก

เพราะพอเรายึดติดกับตัวเลขมากเกินไป เราก็จะหลงลืม “เป้าหมายที่แท้จริง”

KPI นั้นเป็นเพียง “ตัวสะท้อน” แต่เป้าหมายที่แท้จริงนั้นไม่มีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องเลย

ผมลงมือเขียนบล็อก ไม่ใช่เพื่อจะได้มียอดฟอโลเวอร์หนึ่งแสนคน (แต่ถ้าได้ก็ดี!) แต่เพราะว่าอยากจะแชร์มุมมองใหม่ๆ ให้ใครก็ตามที่อาจเอามันไปใช้ประโยชน์ได้

จริงอยู่ KPI อย่างยอดไลค์ยอดแชร์ หรือยอดรายได้มันก็วัดง่ายดี

แต่เพียงเพราะว่าตัวเลขตัวนึงมันวัดง่าย ไม่ได้แปลว่ามันเป็นตัววัดที่ดีที่สุดซะหน่อย

“Would they miss me if I was gone?”

ถ้าเราไม่อยู่แล้วเขาจะคิดถึงเรารึเปล่า?

KPI นี้ใช้ได้มากกว่าการเขียนบล็อกนะครับ

อาจจะใช้วัดก็ได้ว่าเราเป็นวงดนตรีที่ดีหรือไม่

เราเป็นบริษัที่ดีรึเปล่า

เราเป็นหัวหน้าที่ดีหรือไม่

เราเป็นคนที่ใช้ได้หรือเปล่า

—–

* ขอบคุณ KPI จาก Seth Godin บล็อกเกอร์ต้นแบบของผม (แกเขียนบล็อกวันละตอนมาสิบกว่าปีแล้ว) http://sethgodin.typepad.com/

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติด Top 10 หนังสือขายดีหมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬาครับ หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce