คำถามที่ไม่มีคำตอบ

20170619_questions

ดีกว่าคำตอบที่ห้ามตั้งคำถาม

“I would rather have questions that can’t be answered than answers that can’t be questioned.”
-Dr. Richard Feynman

ผมเชื่อตลอดมาว่าคำถามสำคัญกว่าคำตอบ

เพราะคำถามที่ดีย่อมนำไปสู่คำตอบที่ดี และแม้บางครั้งจะยังหาคำตอบไม่ได้ แต่การตั้งคำถามที่ดีกับตัวเองอยู่เสมอจะทำให้เราไม่หลงลืมว่าเรามาอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร

ส่วนคำตอบที่ดีนั้น ต้องดูอีกทีว่าดีในสายตาของใคร

เมื่อวานนี้ผมโพสต์เรื่องลิเกการศึกษา คุณผู้อ่านชื่อคุณ Kusoom มาให้ความเห็นไว้ว่า

“คนไทยให้ความสำคัญกับปริญญามากเกินไป มากจนบางครั้งคนได้ปริญญากลับมีความรู้ต่ำเตี้ยกว่าคนไม่ได้รับการศึกษาในระบบเสียอีก และบางครั้งคนที่อยากได้ปริญญากลับไม่ใช่เจ้าตัว แต่กลับเป็นพ่อหรือแม่เสียเอง มีเพื่อนหลายคนที่ต้องชอกช้ำกับการเป็นหมอ ผู้พิพากษา นักบัญชีทั้งที่ตัวตนไม่ชอบด้านนั้นเลยแต่ต้องเรียนเพราะพ่อแม่อยาก!”

พ่อแม่บางคนใช้ลูกเพื่อบรรลุความฝันของตัวเอง

ซึ่งผมว่าไม่แฟร์เท่าไหร่

เด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่ “มีคำตอบที่ห้ามตั้งคำถาม” เต็มไปหมด น่าจะมีวัยเด็กที่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่

โชคดีที่พ่อแม่ผมไม่เคยกะเกณฑ์อะไรเลย อยากจะเรียนอะไรก็เรียน อยากจะทำอะไรก็ทำ สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ถามว่าตอนนี้พอใจกับชีวิตก็ต้องบอกว่าพอใจมาก

ในหัวผมยังมีคำถามอีกมากมายที่เห็นคำตอบเพียงลางๆ

แต่ไอ้ความไม่ชัดเจนนี่แหละที่ทำให้ชีวิตสนุกและน่าสนใจ คุณว่ามั้ย?

ลิเกการศึกษา

20170618_ligae

[ถาม]: โทษนะคะ ตอนนั้นจิตวิญญาณความเป็นครูหายไปไหมคะ ?”
[ตอบ]: ไม่ถึงขนาดนั้น แต่มาสะดุดใจตอนปี พ.ศ. 2531 ตอนนั้น อ.อารี สัณหฉวี อาจารย์ใหญ่ ร.ร.สาธิต เชิญ Professor Hotchkis, G.D. จากมหาวิทยาลัย Macquarie ประเทศออสเตรเลีย มาเลกเซอร์เรื่องการสอนแบบ mastery learning ให้พวกครูสาธิต

ตอนนั้นผมอยากสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กอัจฉริยะ อ.อารีรู้เรื่องนี้เลยชวนผมมานั่งฟัง แต่ผมหยิ่ง ฝรั่งจะมาสอนอะไร วิธีสอนของเขาจะมาสู้อะไรเรา

ที่ไหนได้ สิ่งที่เขาสอนทำให้เราเห็นว่า ไอ้ที่เราสอนกวดวิชา สรุปให้เด็กจำเพื่อนำไปสอบ เราควรจะสอนไหม หรือควรจะสอนความรู้ที่ติดตัวเด็กไป

สอนกวดวิชาเหมือนใส่ชุดลิเก เป็นเทพ เป็นเจ้า แต่พอเล่นเสร็จ เราถอดชุดออกใช่ไหม ถอดออกมันก็ไม่ใช่เทพแล้ว เนี่ยเราสอนเด็กเหมือนเล่นลิเก คนนี้เก่ง รำสวย ชฎาสวย แต่มันใช้กับชีวิตจริงตรงไหน

ความรู้ที่เราสอนพอสอบเสร็จทิ้งหมดนะ ผมเรียกคณิตศาสตร์ลิเก วิทยาศาสตร์ลิเก
พอแสดงเสร็จ คนดูกลับ จบ วันรุ่งขึ้นเก็บเงินคนดูเข้ามาดูใหม่

ถ้าคุณเป็นพระเอกในลิเกคุณต้องเป็นพระเอกในชีวิตจริงได้ด้วยสิ แต่ชีวิตจริงไม่ได้เอาลิเกมาใช้เลย

เราลืมเรื่อง “ความทั่วถึง”

ไอ้ที่เราสอนเด็กติดแพทย์ ติดวิศวะ เราคิดว่าเราเก่ง โถ..จะไม่ติดได้ยังไง เราสอนตั้งปีกว่า แต่เด็กที่เราทิ้งไปคือเด็กที่มาเรียนกับเราแล้วไม่รู้เรื่อง

เรียนกับ อ.พูลศักดิ์ยังไม่รู้เรื่องก็ทิ้งวิชาคณิตศาสตร์ไปเลย แต่จริงๆ คณิตศาสตร์ที่ต้องใช้กับชีวิตประจำวัน มันควรจะแปะติดตัวเราไป ไม่ใช่คณิตศาสตร์ลิเก

แล้วพอเจอ professor เรารู้เลยว่า ที่ผ่านมาเวลาเราสอนเราพูดวิธีเดียว เราคิดว่าพูดแค่นี้นักเรียนต้องรู้ พอนักเรียนไม่รู้เราบอกว่า “คนนี้ต้องมีอะไรผิดปกติ” แต่จริง ๆ แล้ว “เราเองผิดปกติ”

เหมือนคนเป็นหมอ คนไข้มารักษาไม่หาย เราโทษคนไข้ไหม ไม่ เพราะจริงๆ เราผิด

เรามีหน้าที่มองนักเรียนแต่ละคนในจุดเล็กๆ

คนเก่งทำได้ ใช้เวลาสั้นแล้วมาดูแลเพื่อน คนอ่อนใช้เวลาเรียนมากหน่อย

เพราะฉะนั้นเวลาทำแบบฝึกหัด สมมติโจทย์มี 30 ข้อ คนเก่งให้ทำไปเลย 30 ข้อ คนอ่อนทำได้ 5 ข้อ พอแล้ว นักเรียนทุกคนรู้เท่าเทียมกัน เขาเรียก “เต็มที่” และ “ทั่วถึง” ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ไม่มีในระบบการศึกษาไทย

– อาจารย์พูลศักดิ์ เทศนิยม
อดีตติวเตอร์กวดวิชาที่ได้ค่าสอนวันเดียว 20 ล้าน
นิตยสารคู่สร้างคู่สม ฉบับเดือนมกราคม 2554
นำมาถ่ายทอดออนไลน์โดย ไชยยศปั้น OKNation Blog 

—–

ผมเองเคยเรียนโรงเรียนกวดวิชาอยู่ครั้งหนึ่งตอนเตรียมตัวสอบเข้ามัธยม 1 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ

ช่วงนั้นเตรียมพัฒน์ฮอตมาก เพราะปีนั้นเด็กที่จบม.6 จากที่นี่เอนทรานซ์ติดเยอะเป็นอันดับสองของประเทศ เป็นรองแค่โรงเรียนเตรียมใหญ่ฯ จนส่งผลให้รุ่นผมมีนักเรียนถึง 1000 กว่าคนและห้องเรียน 20 ห้อง

พอจบม.3 เทอมแรก ก็ไปเรียนนิวซีแลนด์ จึงไม่เคยมีโอกาสได้กวดวิชาอีกเลย

มานั่งนึกดู ผมอยู่ที่นิวซีแลนด์สามปี ไม่เคยเห็นใครกวดวิชาเลย

—–

คำพูดของอาจารย์พูลศักดิ์ที่ว่าสอนกวดวิชาเหมือนสอนเล่นลิเกนี่ฟังแล้วจี๊ดหัวใจ

และถ้าผมเป็นอาจารย์กวดวิชาเองก็คงจี๊ดกว่านี้อีกหลายเท่า

ซึ่งจะว่าไปแล้วผมก็ไม่คิดว่าเราควรโทษอาจารย์กวดวิชานะครับ เพราะเขาก็แค่เติมเต็มความต้องการของตลาดเท่านั้นเอง

ยิ่งอาจารย์กวดวิชามีรายได้มากเท่าไหร่ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพการศึกษาในบ้านเรามากเท่านั้น

การศึกษาก็เหมือนการเล่นเกม กติกาก็ง่ายๆ  คือมาเรียนให้ครบชั่วโมงและสอบให้ผ่านคุณก็จะได้ไปต่อ พอคุณผ่านด่านครบ 16 ด่าน (ประถม มัธยม อุดมศึกษา) คุณก็จะได้ใบที่เรียกว่าปริญญาตรีเพื่อไปเริ่มเกมใหม่ที่เรียกว่าชีวิตการทำงาน

ประเด็นก็คือชีวิตการทำงานเรากำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก วิธีการทำงานของเราในวันนี้แตกต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง แต่หลักสูตรการศึกษา(บางส่วน)ของเราอาจจะเก่ากว่า 20 ปีด้วยซ้ำ

ผมคงไม่คิดจะเรียกร้องให้ปฏิรูปการศึกษา เพราะเชื่อว่ามีคนตั้งใจจะทำอยู่แล้ว เพียงแต่มันยากมากและคงต้องใช้เวลาอีกซักพัก

และโลกแห่งการศึกษาก็คงยากที่จะตามโลกแห่งความจริงได้ทัน แค่ลองจินตนาการว่าโลกของเราจะเป็นอย่างไรตอนที่ลูกสาวผมจบปริญญาตรีในอีก 20 ปีข้างหน้า หัวผมก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่า

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ถ้าเกมการศึกษายังบังคับให้ลูกเราเป็นนางเอกลิเกอยู่ ก็คงต้องว่าไปตามนั้น

แต่ในฐานะพ่อคนหนึ่ง คงต้องไม่ลืมสอนลูกให้เป็นนางเอกในชีวิตให้ได้ด้วยเช่นกันครับ

——

ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสารคู่สร้างคู่สม ฉบับเดือนมกราคม 2554 (ถ่ายทอดออนไลน์โดย ไชยยศปั้น OKNation Blog )

นิทานทองคำกินคน

20170615_deadlygold

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีนักพรตผู้หนึ่งวิ่งตาลีตาเหลือกออกมาจากป่า พอดีถูกคนสองคนซื่งเป็นสหายสนิทกันอย่างยิ่งพบเห็นเข้า คนทั้งสองจึงเอ่ยถามนักพรตรูปนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น และเขาหลบหนีสิ่งใดมา

นักพรตตอบว่า “ข้าพเจ้าบังเอิญขุดเจอทองคำฝังอยู่ที่โคนต้นไม้ในป่า เป็นที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก!”

เมื่อคนทั้งสองได้ยินก็ตื่นเต้นสุดระงับ แอบกระซิบกระซาบต่อกันว่า “คนผู้นี้ช่างโง่เขลาปัญญาอ่อนเสียจริง ขุดเจอทองนับเป็นโชคแท้ๆ แต่กลับกลัวจนตัวสั่น” จากนั้นจึงตะล่อมถามนักพรตต่อไปว่า “ท่านขุดเจอทอง ณ ที่ใด สามารถบอกพวกเราได้หรือไม่?”

นักพรตจึงตอบว่า “ของที่อันตรายเช่นนี้พวกท่านไม่กลัวหรืออย่างไร ไม่ทราบหรือว่าทองคำพวกนั้นมันสามารถกินคนได้!”

คนทั้งสองจึงรีบเอ่ยว่า “พวกเราไม่กลัวหรอก ท่านรีบบอกมาเถิดว่าทองคำอยู่ที่ใด?” สุดท้ายนักพรตจึงบอกว่า “ทองคำอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นริมสุดทางทิศตะวันตกของป่า” เมื่อได้ยินดังนั้นคนทั้งสองก็รีบผละจากนักพรตมุ่งหน้าไปยังจุดที่พบทองคำทันที

ระหว่างนั้น สหายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “นักพรตรูปนั้นทึ่มจริงๆ ทองคำที่ทุกผู้ทุกคนต่างเฝ้าใฝ่ฝันถึงมากองอยู่ตรงหน้า กลับวิ่งหนีไปเสียได้” ซึ่งสหายอีกผู้หนึ่งก็พยักเพยิดเห็นด้วย

จากนั้นทั้งสองจึงปรึกษากันว่าจะนำทองคำกลับไปได้อย่างไร สหายผู้หนึ่งจึงเสนอว่า “หากขนทองคำกลับไปในตอนฟ้าสว่างเห็นจะไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ เราควรขนไปตอนฟ้ามืดจะดีกว่า เดี๋ยวข้าจะเฝ้าทองคำอยู่ที่นี้ ส่วนท่านเดินทางเข้าเมืองไปเสาะหาอาหารและน้ำดื่มมารับประทานร่วมกัน เมื่อรับประทานเรียบร้อยรอให้ค่ำมืด ค่อยลงมือขนทองคำ”

ดังนั้นสหายผู้หนึ่งจึงเดินทางกลับเข้าเมืองเพื่อไปหาข้าวปลาอาหาร ส่วนสหายอีกผู้หนึ่งที่อยู่เฝ้าทองคำก็ขบคิดวางแผนว่า “หากทองคำทั้งหมดตกเป็นของข้าเพียงผู้เดียวก็คงจะดีไม่น้อย เช่นนี้ดีกว่า หากเพื่อนของข้ากลับมาก็ใช้ท่อนไม้ทุบตีมันให้ตาย เท่านี้ก็ไม่ต้องแบ่งส่วนแบ่งทองคำให้กับผู้ใด”

ส่วนสหายที่เดินทางเข้าเมืองก็ครุ่นคิดว่า “ข้าจะเข้าเมืองไปรับประทานอาหารให้อิ่มเสียก่อน จากนั้นนำยาพิษใส่ในอาหารกลับไปให้สหายข้า เท่านี้ทองคำก็จะเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว”

ชายที่เดินทางเข้าเมืองดำเนินการตามแผนเรียบร้อย จากนั้นนำอาหารกลับมายังชายป่าที่ซ่อนทองคำ แต่ยังไม่ทันระวังตัว เขากลับถูกสหายรักใช้ท่อนไม้ฟาดจากทางด้านหลัง จนเสียชีวิตทันที จากนั้นมือสังหารจึงแก้ห่อข้าวที่เพื่อนผู้ล่วงลับนำมาให้ รับประทานด้วยความหิวโหย แต่ไม่ทันไรก็ต้องล้มลงดิ้นทุรนทุรายเนื่องเพราะได้รับพิษที่อยู่ในอาหาร

ในชั่ววินาทีก่อนที่ชายผู้ถูกพิษจะสิ้นใจ เขาพลันนึกถึงคำที่นักพรตได้เตือนเอาไว้ จึงได้แต่รำพึงว่า”จริงดั่งคำที่นักพรตว่าไว้ ทองคำนั้นน่ากลัวยิ่ง เพราะมันสามารถกลืนกินมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความโลภอย่างเรา” จากนั้นจึงลาโลกไปในลักษณะนั้น


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน ทองคำอันน่ากลัว

ตัดสินแต่ละวันด้วยเมล็ดพันธุ์ที่เราปลูก

20170615_seedsyouplant

“Judge each day not by the harvest you reap but by the seeds you plant.”
“อย่าตัดสินแต่ละวันว่าวันนี้เราได้เก็บเกี่ยวอะไรบ้าง แต่ให้ดูว่าเราได้ปลูกเมล็ดพันธุ์อะไรบ้างดีกว่า”

-Anonymous

มีคำกล่าวที่ว่า การกระทำเป็นเรื่องของมนุษย์ ส่วนความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

และบางวันฟ้าดินก็ไม่เป็นใจ

ถ้าเราเอาความสุขหรือความสำเร็จไปแขวนอยู่กับผลลัพธ์ เราอาจจะผิดหวังได้บ่อยครั้ง เพราะมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้

สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ คือการกระทำของเราเอง

ถ้าเรารู้ตัวว่าวันนี้เราได้ปลูกเมล็ดไปแล้ว 100 เมล็ด แม้วันนี้จะเก็บเกี่ยวอะไรไม่ได้เลยก็ไม่ใช่ปัญหา

เพราะพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมา เราก็จะปลูกอีก 100 เมล็ด

วันมะรืนอีก 100 เมล็ด

และวันต่อๆ ไปทุกๆ วัน อีกวันละ 100 เมล็ด

ต่อให้ฟ้าดินจะใจแข็งแค่ไหน ซักวันก็ต้องใจอ่อน และเมล็ดพันธุ์นั้นย่อมเติบโต แตกหน่อ และออกดอกออกผลตามธรรมชาติของมัน

และแม้ว่าเมล็ดพันธุ์บางชนิดจะใช้เวลานานก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่ได้ปลูกไว้กินเองคนเดียว แต่ปลูกเผื่อคนที่มาทีหลังด้วย

เพราะผลไม้ที่เรากำลังลิ้มรสในวันนี้ (ไม่ว่าจะหวานหรือจะขมก็ตาม) ก็ล้วนมาจากเมล็ดที่คนรุ่นก่อนปลูกเอาไว้ทั้งนั้น

ใครๆ ก็มีแผนการที่ดีทั้งนั้น

20170613_goodplan

จนกระทั่งโดนซัดปากไปซักทีนึงนั่นแหละ

“Everybody has a plan until they get punched in the mouth.”
– Mike Tyson

อ่านประโยคนี้ของไมค์ ไทสัน แชมป์โลกเฮฟวี่เวท 3 สถาบันแล้วเห็นภาพชัดดีชะมัด

ภาพของคนที่เชียร์มวยอยู่ข้างเวที

เขาจะเอียงซ้ายทีขวาที ออกเสียง เอิ้ว เอิ้ว เอิ้ว หรือไม่ก็ตะโกนให้คำแนะนำว่า ออกขวาสิ คลุกวงในสิ ฯลฯ แล้วก็ทำหน้าไม่สบอารมณ์เมื่อนักชกชกไม่ได้ดั่งใจ

ครับ เวลาที่เราอยู่ข้างเวที เรารู้ดีไปหมดเสมอว่าคนบนเวทีควรทำอะไรบ้าง

แต่ต่อให้เชียร์เก่งแค่ไหนก็ไม่ได้เป็นแชมป์โลกนะครับ

ต้องขึ้นชกเองเท่านั้นถึงจะมีโอกาสได้รางวัลติดมือมาบ้าง

และต่อให้เตรียมตัวมาดีแค่ไหน พอขึ้นเวทีแล้วโดนซัดเข้าซักทีนึง ทุกๆ อย่างที่คุณเตรียมไว้อาจจะอันตรธานหายไปหมด

สิ่งที่จะกำหนดชีวิตเราจึงไม่ใช่สิ่งที่เรารู้ตอนอยู่ข้างสังเวียน แต่เป็นสิ่งที่เราทำตอนเราอยู่บนเวทีและเพิ่งโดนซัดไปกองกับพื้นต่างหาก

ผมได้ข้อคิดสองอย่างจากคำพูดของไมค์ ไทสัน

หนึ่ง ถ้าเราไม่ได้ขึ้นชก อย่าริอ่านไปตัดสินคนอื่น

สอง คืออบรมจิตใจให้ดี เวลาโดนชีวิตซัดเข้าหนักๆ จะได้ไม่สติแตกง่ายๆ ครับ

คนสำเร็จเขาต่างกับเราแค่สองเรื่อง

20160612_success

หนึ่งคือเขากล้าที่จะเริ่ม และสองคือเขาไม่ยอมแพ้

“The difference between people who make their dreams come true and those of us who don’t is just one thing: the courage to start and the discipline to keep going.”
– Mel Robbins

จริงๆ ชีวิตไม่ได้มีอะไรซับซ้อน

ที่มันซับซ้อนเพราะว่าเรามักง่ายต่างหาก

ความมักง่ายจะทำให้เราหาวิธีที่จะทำให้เราลงแรงน้อยๆ แต่สำเร็จไวๆ ได้เงินเยอะๆ

แต่ธรรมชาติไม่ได้ทำงานอย่างนั้น

มะม่วงลูกหนึ่งกว่าจะสุกได้ต้องใช้เวลา

แต่บางคนรอไม่ได้ เลยเอามะม่วงไปบ่มแก๊สจนสีเหลืองน่ากิน

แต่มะม่วงบ่มแก๊สจะอร่อยเท่ามะม่วงที่สุกเองได้อย่างไร?

เส้นทางแห่งความสำเร็จก็ไม่มีอะไรซับซ้อน และทุกๆ คนก็รู้กันดีอยู่แล้ว

แค่กล้าที่จะเริ่มทำ และมีความอดทนเพียงพอที่จะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

ทำเหตุให้ถึงพร้อม แล้วปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมัน

เราก็จะได้กินมะม่วงลูกนั้นอย่างแน่นอน


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เมื่อเราพยายามเป็นคนที่ดีขึ้น

20170611_better

ทุกอย่างรอบๆ ตัวเราก็จะดีขึ้นเช่นกัน

When we strive to become better than we are, everything around us becomes better, too.
– Paulo Coelho

เพราะโลกภายนอกเป็นเพียงภาพสะท้อนของโลกภายใน

ในยามที่เราเศร้าหมอง หดหู่ หัวใจเต็มไปด้วยประจุลบ เราย่อมส่งประจุลบนั้นให้คนรอบกาย และเป็นเรื่องธรรมดามากที่คนเหล่านั้นจะสะท้อนประจุลบกลับมา

คนที่ติดหล่มความทุกข์จึงมีความเสี่ยงที่จะทุกข์หนักกว่าเก่าเพราะเขาจะรู้สึกว่าใครๆ ก็ใจร้ายกับเขา ทั้งที่ๆ จริงๆ แล้วเขาใจร้ายกับตัวเองต่างหาก

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่พกพาพลังบวกไว้เต็มกระเป๋า เจอใครก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ขนาดเจอคนทำตัวไม่น่ารักคุณก็ยังใจกว้างพอที่จะพยายามเข้าใจ ก็มีแนวโน้มสูงมากว่าวันนี้คุณจะได้เจอแต่ “คนดีๆ” และ “เรื่องดีๆ” เกือบทั้งวัน

แต่ถ้าวันนี้เจอแต่เรื่องแย่ๆ ล่ะ?

ความจริงนั้นมีสองระดับ คือความจริงอย่างที่มันเป็น (objective) และความจริงอย่างที่เราคิด (subjective)

เราไม่อาจเปลี่ยนความจริง objective ได้ แต่เราเปลี่ยนความจริง subjective ได้

ถ้าวันนี้ฝนทำท่าจะตก เราไม่อาจเลือกให้ฝนหยุดตกได้ แต่เราเลือกได้ว่าฝนที่ตกนี้จะมีความหมายอย่างไรกับเรา

เราอาจเลือกที่จะหงุดหงิดก็ได้ที่ต้องเฉอะแฉะหรือเจอรถติด หรือเราเลือกจะมองในแง่บวกก็ได้ว่าฝนตกอย่างนี้อากาศก็เย็นสบายดี

ไม่ว่าเราจะอารมณ์เสียหรืออารมณ์ดี ก็ไม่สามารถทำให้ฝนหยุดตกได้อยู่แล้ว สู้เลือกที่จะมองอะไรที่จะสร้างประจุบวกใหักับจิตใจน่าจะดีกว่านะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

หยุดถามได้แล้วว่า Passion ของเราคืออะไร

20170611_stoppassion

ถามว่าเรากลัวอะไรดีกว่า

ประโยคนี้ได้มาจากการได้คุยกับเพื่อนชื่อเหมียวเมื่อตอนต้นปี (อ่านรายละเอียดได้ในตอน “คำเล็กๆ ของคนบางคน“)

แม้จะยังไม่แน่ใจความหมายนัก แต่คำพูดนี้ก็ติดอยู่ในหัวผมมาหลายเดือนแล้ว

คำว่า Follow your passion เป็นประโยคฮิตมากในเมืองไทยในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา มีสัมมนาและหนังสือ ด้าน passion ออกมาขายมากมายเต็มไปหมด

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่วายมีคนบ่นว่าไม่รู้ว่า passion ของตัวเองคืออะไร

ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้รับมุมมองเกี่ยวกับ passion ที่คิดว่าคนไทยน่าจะยังไม่ค่อยได้ยินได้ฟังกัน เลยอยากนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ครับ

—–ถ้าไม่รู้ว่า Passion คืออะไร ให้ Follow your curiosity แทน—–

เราชอบนึกภาพว่า passion มันต้องเป็นสิ่งที่ใช่ ต้องมีความร้อนแรง ต้องเป็นอะไรที่เราทำได้ทั้งวันทั้งคืน

เมื่อตั้งความคาดหวังกับ passion สูงซะขนาดนั้น ก็คงไม่แปลกที่บางคนจะหา passion ตัวเองไม่เจอ

แต่ Elizabeth Gilbert ผู้เขียนหนังสือ Eat Pray Love บอกว่า ถ้าเราเริ่มต้นจาก curiosity หรือความอยากรู้อยากเห็นล่ะ?

แค่รู้สึกว่า เออ เรื่องนี้มันน่าสนใจดีนะ ลองทำดูซักหน่อยจะดีมั้ย? ก็ย่อมดีกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ แล้ว

ถ้าทำแล้วมันไม่โดน ก็ค่อยไปลองอย่างอื่นที่เราเห็นว่าน่าสนใจต่อไป

การ follow your curiosity นั้นดีกว่าการ follow your passion ตรงที่มันไม่ได้มีความคาดหวัง ไม่ต้องยึดติด และไม่ใช่เรื่องที่จะมากำหนดชีวิตเรา มันคือการละเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว

—–Passion คือฉันทะ—–

คำนี้มาจากครูณัชร สยามวาลา ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ใน Facebook live ของเพจ Trick of The Trade 

ผมชอบมาก เพราะว่ามันเป็นคำที่เรียบง่าย งดงาม และชาวพุทธอย่างเราๆ เข้าใจอยู่แล้ว

ผมขอตีความต่อว่า เมื่อเรามีฉันทะกับสิ่งใดเราก็จะมีวิริยะกับสิ่งนั้นไปโดยปริยาย เมื่อเราใช้เวลาอยู่กับมันนานๆ เราก็จะมีจิตตะหรือใจที่จดจ่อกับสิ่งที่ทำจนไม่รู้เวล่ำเวลา (ฝรั่งเรียกสภาวะนี้ว่า “In the zone”) และเมื่อเราอยากเก่งขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะมีวิมังสาที่จะคอยสำรวจตัวเองว่ามีสิ่งใดที่ยังต้องปรับปรุงอยู่บ้าง

—–ดังนั้นจงเลิกคิดมากได้แล้ว—–

Mark Manson เขียนไว้ใน Screw finding your passion ว่าตอนคุณเป็นเด็ก คุณไม่เห็นจะต้องมานั่งคิดเลยว่าจะทำอะไรดี คุณสนใจสิ่งไหนก็ทำไป และถ้าทำแล้วมันไม่เวิร์คคุณก็แค่หันไปทำสิ่งอื่นโดยไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆ ถ้าชอบก็ทำ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ทำ

แต่เวลาคุณโตขึ้นมาคุณกลับบอกว่าหา passion ไม่เจอ

—–

“I call bullshit. You already found your passion, you’re just ignoring it. Seriously, you’re awake 16 hours a day, what the fuck do you do with your time? You’re doing something, obviously. You’re talking about something. There’s some topic or activity or idea that dominates a significant amount of your free time, your conversations, your web browsing, and it dominates them without you consciously pursuing it or looking for it.”

“อย่ามาปัญญาอ่อนไปหน่อยเลย คุณหา passion เจอตั้งนานแล้ว คุณแค่ทำเป็นมองข้ามกับมันต่างหาก เอาจริงๆ นะ คุณตื่นนอนตั้งวันละ 16 ชั่วโมง เอาเวลาไปทำอะไรหมด? คุณต้องทำอะไรซักอย่างแน่ๆ คุณต้องคุยเรื่องอะไรซักเรื่อง ต้องมีอะไรซักอย่างที่คุณใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คุณคุยกับเพื่อน หรือเว็บที่คุณเข้าต่างๆ คุณใช้เวลาไปกับมันโดยที่คุณไม่รู้ตัวหรือไม่ต้อง “มองหา” ด้วยซ้ำ

“It’s right there in front of you, you’re just avoiding it. For whatever reason, you’re avoiding it. You’re telling yourself, “Oh well, yeah, I love comic books but that doesn’t count. You can’t make money with comic books.”

Fuck you, have you even tried?”

“มันจ้องหน้าคุณอยู่นี่แหละ คุณก็แค่ทำเป็นมองไม่เห็นเท่านั้นเอง จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่คุณไม่กล้าสบตากับมัน แล้วคุณก็จะบอกกับตัวเองว่า “จริงๆ แล้วผมก็ชอบการ์ตูนนะ แต่การ์ตูนคงไม่นับ เพราะการ์ตูนทำเงินไม่ได้หรอก

ไอ้ !?*# เอ๊ย  ได้ลองพยายามแล้วรึยังเหอะ?”

—–

(ขอโทษที่ภาษาอังกฤษอาจเต็มไปด้วย F word นะครับ แต่ผมว่าอ่านแล้วได้อารมณ์ดีนะ)

อย่าถามเลยว่า Passion ของเราคืออะไร

ถามว่าเรากลัวอะไรดีกว่า

กลัวว่าทำแล้วจะไม่ได้เงิน? กลัวว่าทำแล้วจะขาดทุน? กลัวว่าทำแล้วจะเสียเวลา? กลัวว่าทำแล้วจะไม่เท่? กลัวว่าทำแล้วจะเหนื่อย? กลัวว่าทำแล้วจะไม่ใช่?

เรารู้ passion ของตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องกล้าสบตากับตัวเองว่ากำลังกลัวอะไรอยู่ พอรู้แล้วว่ากลัวอะไร ก็ปรับดีกรีความจริงจังลงเพื่อจะได้ลดความเสี่ยง อย่าไปเอาเป็นเอาตายกับมันนัก คิดซะว่ามันคือการ follow your curiosity

หากเรามีฉันทะกับสิ่งนี้ ทำแล้วความสุขมันจะโชยมาเอง แล้วความเพียร ความไม่ย่อท้อและความก้าวหน้าย่อมจะตามมาอย่างแน่นอน

แต่เราจะไม่มีทางรู้เลยถ้าไม่ลองลงมือ

ดังนั้นหยุดถาม และเริ่มทำอะไรซักอย่างดีกว่า

ชีวิตจะได้เดินหน้าต่อได้ซักที

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

วันที่ไร้แผน

20170610_noplans

Paulo Coelho (เปาโล คูเอโญ่) ผู้ประพันธ์นิยายเรื่อง The Alchemist และนักเขียนที่มี followers บน social media มากที่สุดในโลก ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในพอดคาสท์ On being ว่า ถ้าตื่นเช้ามาแล้วเขารู้ว่าเขาจะทำอะไรและจะตัดสินใจเรื่องใดบ้าง ชีวิตคงน่าเบื่อสุดๆ

เพราะสิ่งที่เราไม่รู้ต่างหากที่ทำให้ชีวิตน่าสนใจ

“If I knew in the first hours of the morning what I’m going to do, what is going to happen, what attitude or decision should I take — I think my life would be deadly boring because, well, what makes life interesting is the unknown. It is the risks that we take every single moment of a single day.”

วันนี้ผมตื่นเช้ามาโดยที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรบ้าง

รู้แค่ว่าในหมู่บ้านจะมีตัดไฟตอน 8.30-15.30 ก็เลยตัดสินใจว่าจะรอเขียนบล็อกตอนเย็นๆ ดีกว่า

กินข้าวเช้าเสร็จไฟก็ดับพอดี เลยขึ้นมานอนอ่านหนังสือ ลบ 100 ครั้งชนะ 100 ครั้งจนจบ จากนั้นก็ลงไปเล่นกับลูก ก่อนจะนอนอ่านหนังสือ Awareness ของ Osho ตรงชานบ้านจนลูกมานอนหลับคาอก ผมจึงพาเขาไปนอนในที่ที่ลมโกรก ก่อนจะมานอนอ่านหนังสือต่อกับแฟนที่โซฟา

พอลูกตื่น ก็เริ่มหิวพอดี ออกไปหาอะไรกินดีกว่า ตอนแรกว่าจะไปพาราไดซ์ปาร์คตามความเคยชิน แต่วันนี้ผมกลับเอ่ยปากชวนแฟนว่าไปเซ็นทรัลบางนากันมั้ย (แฟนไม่เคยไปเดินเซ็นทรัลบางนาเลย) ก็เลยตัดสินใจไปโดยที่ไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะไปทำอะไรบ้าง

จอดรถเสร็จ เดินเข้าห้าง ก็เจอร้าน Sukishi ประจันหน้า พลันนึกได้ว่าเมื่อตอนต้นสัปดาห์แฟนบ่นๆ ว่าอยากกินปิ้งย่าง ก็เลยตรงปรี่เข้าไปที่ร้านนั้นโดยไม่ต้องคิดมาก

กินเสร็จก็มาเดินชมห้าง (ผมเองมาเดินครั้งล่าสุดน่าจะสี่ห้าปีที่แล้ว) ตื่นตาตื่นใจกับร้านซีเอ็ดที่กว้างขวางและมีถึงสองชั้น ส่วนร้าน Asia Books ก็ใหญ่กว่าสาขาที่พาราไดซ์เสียอีกจนได้หนังสือติดมือมาหนึ่งเล่ม

ดูเวลา เลย 15.30 แล้ว ไฟที่หมู่บ้านน่าจะกลับมาแล้ว เลยจะกลับบ้านกัน แต่ระหว่างทางเดินไปที่ลานจอดรถก็เห็นป้ายของร้านไอติม Cold Stone โฆษณาว่าถ้าใช้ Galaxy Gift จะได้กินไอติมราคาพิเศษ เลยนั่งกินไอติมกันต่อโดยมีลูกสาวคอยผสมโรงด้วย

กลับถึงบ้านไม่เท่าไหร่ ก็มีลูกพี่ลูกน้องและคุณลุงที่ไม่ได้เจอกันเป็นปีมาเยี่ยมที่บ้านโดยไม่ได้นัดกันก่อน (พอดีเป็นวันเกิดของคุณลุงพอดี ลูกๆ ของคุณลุงเลยพามาเยี่ยมลูกของน้องชายผมที่เพิ่งเกิดเมื่อวันจันทร์ เลยแวะมาหาปรายฝนลูกสาวของผมด้วยซะเลย)

เป็นวันที่ไม่ได้วางแผน แต่ทุกอย่างกลับแสนลงตัว

บางทีชีวิตก็ดีได้โดยไม่ต้องตั้งใจนะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

นิทานสวรรค์จำแลง

20170523_heaven

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คราหนึ่งอาจารย์เซนรับศิษย์หลายราย ทว่าเมื่อพิจารณาดูแล้ว ยังไม่มีผู้ใดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะศึกษาปรัชญาเซน เนื่องเพราะผู้มาใหม่เหล่านี้ ล้วนยังติดกับความสุขสบายภายนอก มีทั้งผู้ที่ตะกละ เกียจคร้าน เลี่ยงงาน ดังนั้นอาจารย์เซนจึงได้เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เหล่าลูกศิษย์ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า…

ยังมีคนผู้หนึ่ง เมื่อตายไปแล้ว วิญญาณก็ได้ออกจากร่างล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะถึงประตูทางเข้านายทวารได้เอ่ยถามขึ้นว่า

“เจ้าชอบกินอาหารใช่ไหม?…ที่นี่มีอาหารเลิศรสมากมายให้เจ้ากิน
เจ้าชอบนอนหลับด้วยใช่ไหม?…ที่นี่เจ้าจะนอนนานเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรบกวน
และเจ้ารักความสนุกสนานใช่ไหม?…ที่นี่มีกิจกรรมสนุกๆ มากมายให้เจ้าเลือกทำ
อีกทั้งเจ้ายังรังเกียจการทำงานใช่หรือไม่?…พอดีที่นี้รับประกันได้ว่า เจ้าจะไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่มีใครวุ่นวายกับเจ้าแน่นอน”

วิญญาณผู้มาใหม่ได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก เข้าใจว่าตนเองมาถึงประตูสวรรค์แล้ว จึงตกลงใจอยู่ที่นี่ และผ่านวันเวลาไปด้วยการกิน นอน เล่น กิน นอน เล่น วนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างสำราญใจ

วันเวลาผ่านไป 3 เดือน วิญญาณเริ่มรู้สึกไร้รสชาติ อาหารและความสุขสบายที่ได้รับเริ่มกลายเป็นความจำเจ น่าเบื่อหน่าย จึงได้ตัดสินใจไปพบนายทวารพลางกล่าวว่า

“วันเวลาเช่นนี้ นานๆ เข้ากลับไม่มีอันใดดี เนื่องเพราะข้าเล่นมากเกินไป จนไม่เหลืออะไรที่น่าสนุกสำหรับข้าอีก กินอิ่มเกินไปจนอ้วนเอาอ้วนเอา นอนมากเกินไปจนสติปัญญาเชื่องช้าเลอะเลือน ไม่ทราบว่าท่านมีงานอะไรให้ข้าทำบ้างหรือไม่?”

นายทวารตอบว่า “ขออภัยด้วย ที่นี้ไม่มีงานอันใด”

เวลาผันผ่านไปอีกกว่า 3 เดือน วิญญาณนั้นทนต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงไปพูดกับนายทวารอีกครั้งว่า

“ข้าทนอยู่ในสภาพนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว หากท่านยังไม่ยอมมอบงานอื่นใดให้ข้าทำ ข้ามิสู้ไปอยู่ในนรกยังจะดีเสียกว่า!”

นายทวารจึงย้อนถามกลับไปว่า “เจ้าคิดว่าที่นี่คือสวรรค์หรืออย่างไร? แท้จริงแล้วที่นี่คือนรก! เพราะที่นี่ทำให้เจ้าไม่ต้องคิด ไม่ต้องสร้างสรรค์ ไม่มีอนาคต ได้แต่เสื่อมสลายไปเรื่อยๆ การทรมานลักษณะนี้กลับทุกข์ระทมยิ่งกว่าการปีนภูเขาที่เต็มไปด้วยมีด หรือการลงไปอยู่ในกระทะทองแดงด้วยซ้ำ เนื่องเพราะมันกัดกร่อนไปถึงจิตวิญญาณของเจ้า!”


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน สวรรค์หรือนรก

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/