กางร่มรอฝนตก

20170207_umbrella

Worrying is stupid. It’s like walking around with an umbrella waiting for it to rain.

การกังวลเป็นเรื่องงี่เง่าเหมือนกับการกางร่มเดินไปเดินมาเพื่อรอให้ฝนตก

-Wiz Khalifa

มนุษย์อาจเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงเผ่าพันธุ์เดียวที่รู้จักการกังวล

เพราะเราจินตนาการถึงอนาคตได้ แถมยังจินตนาการได้หลากหลายรูปแบบอีกด้วย

ยิ่งใช้เวลาคิดเยอะ ความเป็นไปได้ยิ่งมากมายไม่สิ้นสุด เราจึงกังวลได้ไม่สิ้นสุด

การเผื่อใจถึงอนาคตที่ไม่สวยหรูไม่ใช่เรื่องผิด ออกจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำเพราะนั่นแสดงว่าเราไม่ประมาท

ก่อนออกจากบ้าน ถ้าเห็นฟ้าครึ้มก็พกร่มไปหน่อย เผื่อฝนตกขึ้นมาจะได้เดินต่อได้

แต่ไม่มีความจำเป็นต้องกางร่มตั้แต่ตอนที่ฝนยังไม่ตกนะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

จงทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าดี

20170207_feelright

เพราะยังไงๆ ก็โดนวิจารณ์อยู่แล้ว

Do what you feel in your heart to be right for you’ll be criticized anyway.

-Eleanor Roosevelt

เราไม่สามารถเอาใจทุกคนได้

เพราะแต่ละคนมีพื้นเพไม่เหมือนกัน

และเรื่องที่คนๆ หนึ่งให้ความสำคัญ อาจเป็นเรื่องที่ไร้ความหมายสำหรับอีกคน

ดังนั้นคนเดียวที่เราจะเอาใจได้คือตัวเราเอง

การเอาใจตัวเองไม่ได้หมายความว่าตัดสินใจเพื่อให้ตัวเองได้ผลประโยชน์สูงสุดเพียงคนเดียว

แต่เป็นการตัดสินใจที่เราเชื่อว่าจะส่งผลออกมาดีที่สุด ไม่ว่าเราจะนิยามคำว่า “ดีที่สุด” ว่าอย่างไร

อาจจะดีที่สุดต่อส่วนรวม ดีที่สุดในระยะยาว หรือดีที่สุดต่อคนที่สำคัญที่สุดสำหรับเราก็ได้

ชีวิตจริงไม่ใช่เฟซบุ๊ค ยอดกดไลค์จึงไม่ควรเป็นเป้าหมายครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กล้าไม่ได้แปลว่าไม่กลัว

20170206_brave

แต่แปลว่าเราไม่ยอมปล่อยให้ความกลัวมาหยุดเรา

“Courage doesn’t mean you don’t get afraid. Courage means you don’t let fear stop you.”
-Bethany Hamilton

ผมเคยเขียนไว้ว่า มนุษย์เรามีความต้องการพื้นฐานอยู่แค่ 2S คือ Security และ Significance

เราทุกคนล้วนอยากรู้สึกปลอดภัยและอยากเป็นคนที่มีความหมาย

แต่บ่อยครั้ง สองอย่างนี้ก็ขัดแย้งกันเอง

เพราะการที่เราจะทำสิ่งสำคัญหรือสิ่งที่มีความหมาย เรามักจำเป็นต้องออกจากพื้นที่แห่งความสบายหรือ comfort zone

เมื่อออกจากพื้นที่นี้ เราย่อมไม่สบายใจ เพราะไม่รู้จะต้องเจออะไรบ้าง จะล้มเหลวรึเปล่า จะโดนหัวเราะเยาะรึเปล่า ความรู้สึกปลอดภัยหรือ security จึงถูกกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่เราก็รู้ดีอีกว่าความสบายไม่เคยทำให้เราเติบโต

ถ้าอยากเป็นผู้ใหญ่กว่าเมื่อวาน เราก็ต้องเลือกทำในสิ่งที่เรากลัว

ด้วยความเชื่อว่าสุดท้ายแล้วผลที่ออกมามันจะคุ้มค่าครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม

20170205_oneworld

โลกใบเล็ก

เมื่อประมาณ 10,000 ปีที่แล้ว เป็นยุคสิ้นสุดของ Ice Age ครั้งล่าสุด ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลก แผ่นดินบางแห่งอย่างแทสมาเนียได้กลายเป็นเกาะที่ถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่อย่างออสเตรเลียโดยสิ้นเชิง

เมื่อไม่มีการติดต่อสื่อสารกัน คนในสมัยนั้นจึงเปรียบเหมือนอยู่ใน “โลกคนละใบ” อย่างแท้จริง เป็นเวลาถึงหมื่นกว่าปีที่ชาวแทสมาเนียไม่เคยรับรู้ความเป็นไปหรือแม้กระทั่งสำเหนียกถึงความมีตัวตนอยู่ของสังคมอื่นๆ และคนในสังคมอื่นก็ไม่เคยรู้ถึงการมีตัวตนของชาวแทสมาเนียเช่นกัน

ถ้านับว่าแทสมาเนียเป็น “โลก 1 ใบ” เมื่อหมื่นปีที่แล้วก็มีโลกใบเล็กๆ อยู่หลายพันใบ (หลายพันสังคมที่อยู่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง) แต่พอเข้าสู่ช่วง 2000 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งคนเริ่มมีการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น จำนวนโลกก็ลดลงเหลือแค่หลักร้อย และเมื่อถึงปีปีค.ศ.1450 (ก่อนที่ชาวยุโรปจะเริ่มออกเดินทะเล) คน 90% บนโลกใบนี้ก็อยู่บนโลกขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Afro-Asia ซึ่งหมายรวมถึงประชาชนในทวีปแอฟริกา ทวีปยุโรป และทวีปเอเชียทั้งหมด

ส่วนอีก 10% ของประชากรที่เหลือ อยู่ในโลกอีก 4 ใบอันได้แก่

Mesoamerican World – โลกของคนที่อยู่ทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง

Andean World – โลกของคนที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้

Australian World – โลกของคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินออสเตรเลีย

Oceanic World – โลกของคนที่อยู่บนเกาะอย่างนิวซีแลนด์ ฮาวาย และเกาะอื่นๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

ภายในเวลา 300 ปี โลก Afro-Asia ก็กลืนกินโลกอื่นๆ เสียสิ้น โดยสเปนเข้าโค่นล้มอาณาจัก Aztec ในอเมริกากลาง ในปี 1521 และ อาณาจักรอินคาในอเมริกาใต้ในปี 1532

ชาวยุโรปเดินทางถึงทวีปออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในปี 1606 พอปี 1788 อังกฤษก็เริ่มออกล่าอาณานิคมอย่างจริงจัง และเมื่อปี 1803 ก็ยกพลขึ้นบกที่เกาะแทสมาเนีย ปิดฉากโลกใบเล็กๆ ใบสุดท้ายและทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้โลกใบเดียวกัน


อาหารประจำชาติ?

พอเรานึกถึงอิตาลี เราจะนึกถึงสปาเก็ตตี้ในซอสมะเขือเทศ

นึกถึงอินเดีย ก็จะนึกถึงพริกและเครื่องเทศ

อาร์เจนตินาก็ขึ้นชื่อเรื่องสเต๊กเนื้อวัวที่มีให้เลือกหลายชนิด

และพอพูดถึงสวิตเซอร์แลนด์ ก็ต้องคิดถึงฟองดูช็อกโกแล็ต

แต่อาหารเหล่านี้ไม่ใช่อาหารท้องถิ่นเลยซักอย่าง

มะเขือเทศ พริก และโกโก้ล้วนแล้วแต่มาจากเม็กซิโก ซึ่งคนยุโรปได้รู้จักอาหารเหล่านี้ตอนที่สเปนโค่นล้มอาณาจักร Aztc และก่อนปี 1500 สเต๊กชนิดเดียวในอาร์เจนตินาก็ทำจากเนื้อลามะ

เราอาจมีภาพจำของชาวอินเดียแดงที่ถือธนูขี่ม้าเพื่อสู้รบกับชาวยุโรปผู้รุกราน แต่การขี่ม้าก็ไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวอินเดียแดง เพราะก่อนการมาถึงของชาวยุโรป ทวีปอเมริกาไม่เคยมีม้า!


แรงขับเคลื่อนทั้งสาม

โลกค่อยๆ หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร?

ผู้เขียนบอกว่า ในช่วง 3000 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดระเบียบสากล (Universal Order) สามอย่างที่ผลักดันให้คนทั้งโลกเชื่อมโยงกัน

ระเบียบสากลทางเศรษฐศาสตร์ นั่นคือ เงินตรา (monetary order)

ระเบียบสากลทางการเมือง นั่นคือ จักรวรรดิ (imperial order)

ระเบียบสากลทางจิตวิญญาณ นั่นคือศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม

พ่อค้า นักรบ และ ศาสดา คือบุคคลสามกลุ่มที่มีวิสัยทัศน์และมองเห็นโลกทั้งโลกนี้เป็นหนึ่งเดียวกันได้

พ่อค้ามองว่าคนทั้งโลกเป็นดังตลาดใหญ่ที่พร้อมจะซื้อสินค้าของเขา

นักรบมองว่าแผ่นดินทุกแห่งคืออาณาจักรและคนทุกคนเป็นอาณาประชาราษฎร์

ศาสดามองว่าโลกทั้งโลกล้วนมีความจริงเพียงหนึ่งเดียว และทุกคนพร้อมเป็นผู้เลื่อมใสศรัทธา

ในสามตอนต่อจากนี้ เราจะมาเจาะลึกกันว่า ระเบียบสากลแต่ละข้อนั้นได้มีส่วนขับเคลื่อนโลกาภิวัฒน์อย่างไรบ้าง

โดยเราจะเริ่มต้นจาก “ผู้พิชิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ที่ทำให้คนหันมานับถือและบูชาอย่างถวายหัว

ผู้พิชิตคนนั้นมีชื่อว่า “เงิน”

คนสองคนแม้ไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกันหรือพระราชาองค์เดียวกัน แต่พวกเขาพร้อมใช้เงินสกุลเดียวกัน

โอซามะ บินลาเดนอาจจะเกลียดวัฒนธรรมของสหรัฐ เกลียดนักการเมืองสหรัฐ แต่เขานิยมชมชอบดอลล่าร์สหรัฐไม่ใช่น้อย

ความเป็นหนึ่งเดียวที่พระผู้เป็นเจ้าและจักรพรรดิไม่อาจมอบให้ได้ แต่เงินกลับทำได้ เป็นเพราะอะไร ต้องติดตามตอนต่อไปครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ

ด่วนด่า

20170403_judge.png

Q.เวลาที่เราพูดถึงเรื่องความดี บางทีมันขึ้นอยู่กับดีของใคร เอาอะไรมาวัด
A. อืม… ไม่นะ จริงๆ มันน่าจะต้องเป็นหลักเดียวกัน แต่คุณอ้างเหตุผลในการเปลี่ยนมันเท่านั้นเอง คุณเปลี่ยนให้เข้าข้างตัวเองแค่นั้นเอง มันหลักเดิม เหมือนยกตัวอย่างง่ายๆ การเขียนคอมเมนต์ด่าคน หรือเขียนคอมเมนต์นินทา ไม่มีส่วนไหนของโลกบอกว่าการทำแบบนี้ถูกต้อง คุณรวมตัวกันตั้งฉายาให้คนอื่นเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ผมคิดว่าไม่มีในสื่อมวลชนในสังคมไหนถือว่านี่คือสิ่งถูกต้อง แต่เรากลับอะลุ่มอล่วยกับอะไรแบบนี้

Q. ที่ผ่านมา เจอเหตุการณ์ไหนหรือไปโดนอะไรมากับตัวหรือเปล่า
A. เปล่าๆ ผมไม่ค่อยโดนอะไรแบบนี้หรอก แต่เอาเข้าจริงๆ ผมว่าผมเข้าใจเขานะ คือเมื่อก่อนอาจจะไม่พอใจ เพราะไม่ชอบคนจิตใจไม่ดี จิตสำนึกไม่ดี ผมไม่ชอบ แต่ตอนนี้ผมก็เริ่มเข้าใจเขา ความจริงแล้ว ถ้ามีคนทำอะไรผิดขึ้นมา เราก็ชอบไปรุมด่าเขาใช่ไหม นี่ไม่เกิด ประโยชน์นะ เพราะมันไม่ทำให้เขาดีขึ้น ด่าเฉยๆ ใครก็ด่าได้ แต่จะเป็นประโยชน์ถ้าหาทางแก้ปัญหาหรือทำให้อะไรๆ ดีขึ้นได้ แต่บอกว่าไอ้นี่คือคนเลวระยำตำบอนก็แค่ด่า ไม่เกิดประโยชน์

– ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์
a day BULLETIN issue 459 20 JANUARY 2017 
เรื่อง : วรัญญู อินทรกำแหง, มิ่งขวัญ รัตนคช,กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์
ภาพ : วงศกร ยี่ดวง
สไตลิสต์ : Hotcake


อ่านคำตอบของซันนี่แล้วทำให้ผมนึกถึงข่าวข่าวหนึ่งที่เป็นประเด็นร้อนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข่าวที่รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาถูกตำรวจญี่ปุ่นควบคุมตัวเพราะขโมยภาพวาดในโรงแรมไปสามภาพ

ถ้าให้ผมเดา ประเด็นข่าวอย่างนี้แหละที่นักข่าวชอบ เพราะมันมีองค์ประกอบแห่งความไวรัลอยู่

องค์ประกอบแรกคือตำแหน่งหน้าที่การงานซึ่งขัดแย้งกับการกระทำผิดสุดๆ

องค์ประกอบที่สองคือสถานที่เกิดเหตุ เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่คนไทยรู้จักและมีแบรนด์ที่ชัดเจนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต

ผมเองไม่ได้ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด แต่ก็รับรู้ความคืบหน้าเป็นระยะๆ ผ่านทาง social networks

จำได้ว่าวันถัดมาก็มีการส่งต่อข้อความทางไลน์ บอกว่าหนึ่งในภาพที่ท่านรองฯ (ซึ่งเป็นผู้ชาย) คนนั้นขโมยไปคือภาพผู้หญิงญี่ปุ่นทรงโตโชว์ร่องอก

จากนั้นผมก็เห็นข่าวในเฟซบุ๊คฟีดว่า ทางการไทยจะเจรจากับญี่ปุ่นให้ส่งตัวกลับมาโดยไม่ต้องขึ้นศาลญี่ปุ่น

จากนั้นก็เห็นในฟีดอีกว่า ข้าราชการคนนี้โดนแค่ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ไม่ได้โดนลงโทษทางวินัยแต่อย่างใด

ประเด็นเหล่านี้ล้วนเชิญชวนให้แชร์ต่อและก่นด่าความเป็นอภสิทธิ์ชนของผู้ใหญ่ในเมืองไทย


วันก่อนผมนั่งฟังพ็อดคาสท์ The Tim Ferriss Show  มีแขกคนหนึ่งทิ้งไว้น่าสนใจ

เขาบอกว่า เวลาคนเห็นข่าวอะไรแล้วโกรธหรือไม่เข้าใจ เขามักจะบ่นหรือพูดกับตัวเองว่า That doesn’t make any sense – มันไม่เมคเซ้นส์เลยซักนิด

แต่เขาก็บอกอีกว่า จริงๆ แล้วทุกอย่างนั้นเมคเซ้นส์เสมอ Everything always makes sense

ถ้าเราคิดว่ามันไม่เมคเซ้นส์ นั่นเป็นเพราะว่าเรายังมีข้อมูลไม่ครบถ้วนต่างหาก

เป็นถึงรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามาโขมยภาพเสียเองได้ยังไง

เมื่อทำผิดขนาดนี้ ทำไมไม่ปล่อยให้ญี่ปุ่นสั่งฟ้อง ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทำไม

คดีความเสียหายต่อชื่อเสียงประเทศขนาดนี้ จะลงโทษแค่ภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนแค่นั้นเองเหรอ?

ไม่เมคเซ้นส์เลยซักนิด (จึงขอแชร์ขอบ่นหน่อยเถอะ)

แต่ถ้าเราลองตั้งสมมติฐานว่าทุกอย่างเมคเซ้นส์ล่ะ?

ผมเลยลองกลับไปนั่งย้อนอ่านข่าวดู จึงได้พบข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้

1. รองอธิบดีฯ ได้ออกจดหมายขอโทษและชี้แจงถึงเหตุการณ์

เมื่อเสร็จภารกิจในการเดินทางไปราชการที่ประเทศญี่ปุ่น กระผมได้มีโอกาสสังสรรค์กับเพื่อนชาวญี่ปุ่น ที่เป็นเพื่อนสมัยที่ผมไปศึกษาที่ญี่ปุ่น ได้สนุกสนานกันเต็มที่ จนเผลอตัวดื่มสุรามากเกินไป เป็นเหตุให้เมามายจนขาดสติโดยไม่รู้ตัว และกระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ…เมื่อมีเหตุที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียดังกล่าว กระผมย่อมต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนตามแนวทางความคิดปกติในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่กระผมได้เติบโตเล่าเรียนมาว่าการลาออกจากตำแหน่งหน้าที่เป็นการแสดงความรับผิดชอบที่พึงปฏิบัติ ดังนั้น กระผมขอแสดงเจตจำนงผ่านคำแถลงนี้ว่าจะขอลาออกจากตำแหน่งราชการ โดยจะยื่นใบลาออกให้ถูกต้องเป็นทางการต่อไป

ผมจึงเชื่อว่าที่เขาทำไปเพราะเมาเหล้าและคึกคะนอง ไม่ใช่ทำเพราะมีนิสัยขี้ขโมย เนื่องจากจุดที่ภาพโดนขโมยนั้นอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางที่มีกล้องวงจรปิด แถมภาพก็ไม่ได้มีมูลค่าอะไรมากมาย ถ้ามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนคงไม่มีใครเอาตัวเองมาเสี่ยง

ส่วนข่าวภาพวาดผู้หญิงโชว์ร่องอกที่ถูกอ้างว่าโดนขโมยนั้นเป็นการให้ข่าวที่ผิดพลาด เพราะภาพวาดที่ถูกขโมยจริงๆ นั้นเป็นเพียงภาพวิว

2. เรื่องที่ว่าทางการญี่ปุ่นไม่ส่งขึ้นศาลเพราะทางการไทยเข้าไปแทรกแซงช่วยเหลือ เขาก็มีคำอธิบายชัดเจนว่าญี่ปุ่นมีกฎหมายชะลอการฟ้อง หากอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าการฟ้องคดีต่อศาลไม่มีความจำเป็น อัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีได้ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีอาชญาวิทยาสมัยใหม่ ที่ไม่ต้องการลงโทษผู้กระทำความผิดทุกคน แต่ต้องการให้โอกาสผู้กระทำความผิดที่ไม่ใช่ผู้กระทำผิดโดยสันดานได้ปรับปรุงแก้ไขความประพฤติของตนเพื่อกลับคืนเข้าสู่สังคม โดยไม่ต้องถูกสังคมตีตราว่าเป็นนักโทษที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกในเรือนจำมาก่อน

3. ส่วนข่าวที่ระบุว่าทางการไทยจะลงโทษแค่ภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนนั้นก็เป็นข่าวที่ไม่มีมูลความจริง เพราะปลัดพาณิชย์ก็ออกมาแถลงว่ากำลังสอบสวนอยู่ มีโทษอยู่แค่ 2 โทษ คือ ปลดออก กับ ไล่ออก


ดูเหมือนว่าจะมีหลายประเด็นที่เกิดขึ้นเพราะความบกพร่องของสื่อเอง

แต่ก่อนที่เราจะไปต่อว่าสื่อว่าไม่มีจรรยาบรรณ ก็ต้องพยายามเข้าใจเขาก่อนเช่นกัน

เมื่อคนทำข่าวเองก็มีความกดดันให้สร้างเนื้อหาที่โดนและมีคนอ่านเยอะๆ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องการโหนกระแสและโหมกระแส เพื่อให้มีคนเข้ามาอ่านเว็บของตัวเองมากๆ เรื่องคุณภาพและความถูกต้องจึงมักจะตามมาทีหลัง

และจริงๆ แล้ว เราทุกคนที่เสพข่าวและส่งข่าวผ่านเฟซและไลน์ ก็ทำหน้าที่ “สื่อ” เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?

ถ้าจะมีการส่งต่อข้อมูลผิดๆ เราเองในฐานะคนกดไลค์กดแชร์ก็มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้เหมือนกัน

แล้วผมเองมีข้อเสนอแนะอย่างไรบ้าง?

1.ไม่ต้องรีบด่าได้ไหม?
อย่างที่ซันนี่บอก เรื่องด่าใครก็ทำได้ ยิ่งกระแสดราม่าแรงๆ เรายิ่งคันไม้คันมือที่จะขอเป็นผู้พิพากษาสมทบ แต่ยิ่งกระแสแรงเท่าไหร่ เราเองก็ยิ่งมีสิทธิ์ที่จะตกเป็น “เหยื่อ” และเป็น “ผู้ร่วมกระทำผิด” ในการส่งต่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมากเท่านั้น

บางคนอาจจะแย้งว่า เราไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะมานั่งอ่านข้อมูลทั้งหมดซักหน่อย จะให้นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเมื่อเห็นเรื่องไม่ถูกต้องเหรอ?

ผมเลยมีอีกข้อเสนอนึง

2.ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าข้าม
โดย “ไม้” ในที่นี้คือองค์กร เป็นเพียงสิ่งสมมติที่สังคมสร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นคุณจะด่าจะว่าอย่างไรมันก็ไม่เจ็บ ดังนั้นถ้าอยากด่ารัฐบาลก็ด่าไปเถอะ อยากด่าบริษัทหน้าเลือดก็ด่าไปเถอะ เพราะมันเป็นสิ่งหนึ่งที่เขาต้องรับสภาพอยู่แล้ว

แต่ถ้าจำเลยสังคมเป็นคนๆ หนึ่ง ที่มีเลือดมีเนื้อ มีลูกมีเมีย มีพ่อมีแม่ ผมคิดว่าการไปรุมกระทืบเขาให้จมดินเป็นเรื่องที่ใจร้ายไปหน่อย

ผมคงจะรู้สึกผิดไม่น้อยถ้าผมเป็นคนหนึ่งที่ไปรุมกระทืบเขา แล้วมารู้ตัวทีหลังว่าเราเข้าใจข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือข้อมูลด้านเดียว จะไปขอโทษก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา เพราะเราได้มีส่วนร่วมทำลายชีวิตคนๆ หนึ่งด้วยอคติและการด่วนตัดสินของเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ข้อเสนอของผมก็มีเพียงเท่านี้ คืออย่าเพิ่งด่วนตัดสิน และถ้าจะตัดสินจริงๆ ก็ขอให้นึกถึงผลกระทบที่จะตามมากับเขาและครอบครัวของเขาด้วยครับ

ผมเชื่อว่าวันนึง ถ้าเราต้องตกเป็นจำเลยสังคมเสียเอง เราก็คงมีความปรารถนานี้เหมือนกัน


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN issue 459 20 JANUARY 2017 

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่