คนอ่อนแอจะแก้แค้น

20161114_weak

คนอ่อนแอจะแก้แค้น
คนแข็งแกร่งจะให้อภัย
คนหัวใสจะมองข้าม

Weak people revenge.
Strong people forgive.
Intelligent people ignore.
-Unknown

จริงอยู่ เรื่องบางเรื่องก็ทำเป็นมองข้ามไปไม่ได้ คงต้องมีตักเตือนสั่งสอนกันบ้าง เพื่อไม่ให้เขาทำผิดและทำให้ใครเดือดร้อนอีก

แต่เรื่องที่ตกอยู่ในข่ายนั้นจะมีซักกี่เรื่องกันเชียว?

ผมว่าเรื่องส่วนใหญ่ที่ทำให้เราหัวเสียและเก็บมาคิดให้ใจขมนั้น จริงๆ มันเป็นเรื่องที่เรายกโทษหรือทำเป็นลืมๆ ไปบ้างก็ได้

ที่เราทำเป็นลืมไม่ใช่เพราะว่าเราควรจะใจดีกับเขา แต่เพราะเราควรใจดีกับตัวเองต่างหาก

เพราะใครจะรู้ว่าเวลาของเรามีเหลืออยู่เท่าไหร่

เรื่องบางเรื่อง ก็ไม่ควรเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ลองหยุดซักครู่

20161113_pause

Practice the pause. When in doubt, pause. When angry, pause. When tired, pause. When stressed, pause. And whenever you pause, pray.

เมื่อไม่แน่ใจ ลองหยุดซักครู่
เมื่อมีน้ำโห ลองหยุดซักครู่
เมื่อเหนื่อย ลองหยุดซักครู่
เมื่อเครียด ลองหยุดซักครู่
และเมื่อใดก็ตามที่หยุด ลองสวดมนต์ภาวนา

– Unknown

นับวันคนเราชักจะเริ่มเคยชินกับการทำอะไรไม่หยุดมากเข้าทุกที

มือถือนี่ตัวดี เพราะเราจะหยิบมันขึ้นมาทุกครั้งเวลาที่เรามีเวลาว่าง จนกลายเป็นว่าเราไม่เคยมีเวลาว่างเลย เพราะมีอะไรให้ทำตลอด

เหมือนหนูถีบจักรที่รีบวิ่งให้เร็วที่สุด เพื่อสุดท้ายจะพบว่าตัวเองอยู่ที่เดิม

แทนที่จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวตลอดเวลา (ทั้งทางกายและทางใจ) ลองมาหัดหยุดพักซักครู่แล้วกลับมาสำรวจความคิดหรือลมหายใจตัวเองดูบ้าง

ไม่จำเป็นต้องวิ่งตลอดเวลาซักหน่อย

หยุดวิ่งเมื่อไหร่ จักรก็หยุดหมุนเมื่อนั้นแหละ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

5 ข้อคิดเพื่อความสุขในการทำงาน

20151113_5rules

วันนี้ผมได้ฟัง TED Talk ตอนหนึ่งที่น่าสนใจ เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คนที่มาพูดเป็นศิลปินและนักแต่งเพลงนาม Stephen Kellogg ผมเองยอมรับว่าไม่เคยได้ยินชื่อคนๆ นี้ แต่พอเข้าไปดูประวัติก็รู้ว่าออกอัลบั้มมาแล้วกว่า 8 อัลบั้มและตัวสตีเฟ่นเองก็บอกว่าเล่นคอนเสิร์ตมาแล้วกว่า 1300 คอนเสิร์ต

สตีเฟ่นบอกว่า ตอนเด็กๆ เขาโปรดปรานบอง โจวี่ (Bon Jovi) มาก โตขึ้นอยากเป็นนักดนตรีร็อค จะได้มีเงินและสาวๆ รายล้อม แต่พอเรียนจบออกมา นอกจากเขาจะไม่ได้เป็นนักดนตรีอาชีพแล้ว เขายังต้องทำงานเพื่อแลกค่าแรงเพียงน้อยนิดอีกต่างหาก

ก่อนขึ้นเวที สตีเฟ่นได้อ่านบทความในนิตยสาร Forbes ซึ่งระบุว่า ในอเมริกามีคนเพียง 19% เท่านั้นที่พอใจกับงานที่ตัวเองทำอยู่ เป็นตัวเลขที่ต่ำจนน่ากลัวเลยทีเดียว

สตีเฟ่นก็เลยมาแชร์เทคนิค 5 ข้อที่เขาได้ลองใช้แล้วเห็นผลครับ

1.รู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร – Know why you’re working
ตอนอายุ 16 ปี สตีเฟ่นเพิ่งเริ่มคบกับแฟนสาวที่โรงเรียน และเริ่มหาลำไพ่พิเศษด้วยการทำงานเป็นลูกจ้างในร้านขายยา คอยต้อนรับลูกค้า จัดยาใส่เชลฟ์ ทำความสะอาดห้องน้ำ ฯลฯ ไม่ใช่งานที่ท้าทายอะไรนัก

วันหนึ่งตอนสตีเฟ่นอยู่บ้าน แม่ก็เดินเข้ามาในห้อง ชูบิลค่าโทรศัพท์และบอกกับสตีเฟ่นว่า ถ้ายังอยากจะคบกับเด็กผู้หญิงคนนี้ต่อ ลูกก็จะต้องช่วยแม่ออกค่าโทรศัพท์นะ (สมัยเมื่อ 20 ปีที่แล้วเวลาจะคุยกับใครต้องใช้โทรศัพท์บ้านเป็นหลัก เดาว่าแฟนของสตีเฟ่นคงจะอยู่ต่างเมือง ทำให้ต้องเสียค่าโทรศัพท์ทางไกล )

ณ ตอนนั้นสตีเฟ่นก็คิดได้ว่า ถ้าอยากจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ เขาก็ต้องมีเงินจ่ายค่าโทรศัพท์ ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงเป็นเด็กประจำร้านขายยาที่กระตือรือล้นมากกว่าเดิม เพราะเขารู้แล้วว่าเขาทำงานไปเพื่ออะไร

2.การได้อยู่ที่ตีนบันไดที่เราอยากปีนนั้นดีกว่าการไปอยู่ที่หัวบันไดที่เราไม่ได้อยากปีน – It’s better to be at the bottom of a ladder you want to climb, than the top of one you don’t.
ตอนที่สตีเฟ่นอายุได้ 19 ปี เขาทำงานขายโฆษณาให้กับนิตยสาร และเขาก็ทำได้ดีเสียด้วย แต่มาวันหนึ่งสตีเฟ่นก็ได้รับโทรศัพท์ติดต่อให้ลองมาเล่นดนตรีที่ร้านสเต๊กแถวบ้าน เจ้าของบอกสตีเฟ่นว่าจะให้เล่น 4 ชั่วโมง แถมตอนขึ้นเวทีสตีเฟ่นยังต้องใส่เสื้อเชิ๊ตเชยๆ ที่มีโลโก้ร้านแปะอยู่บนเสื้อด้วย ส่วนค่าจ้างนั้นต่ำมากเพราะเจ้าของอ้างว่าสตีเฟ่นจะได้กินอาหารฟรี

แต่พอจบคืนแรกของการเล่นดนตรีที่ร้านนั้น สตีเฟ่นก็ได้คำตอบว่า นี่คือบันไดที่เขาอยากจะปีน แม้จะรู้ตัวว่านี่คือตีนบันไดก็ไม่เป็นไร

3. หญ้าข้างบ้านนั้นจะดูเขียวกว่าเสมอ -The grass is always going to look greener.
หนี่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เราไร้ความสุขกับการทำงานก็คือการมองไปที่คนอื่นและอิจฉาคนเหล่านั้น แต่สตีเฟ่นเชื่อว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร มันก็มีความทุกข์ที่ทุกคนต้องเจอทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่เรื่องมากและไม่ค่อยเข้าใจ หรือเพื่อนร่วมงานที่น่ารำคาญหรือสไตล์การทำงานไม่ตรงกับเรา ไม่ว่าคุณจะอยู่ตำแหน่งสูงหรือต่ำแค่ไหน ปัญหาเหล่านี้ก็ต้องเกิดขึ้นกับคุณแน่ๆ ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้ได้ว่าหญ้าบ้านอื่นมันไม่ได้เขียวกว่าหรอก เราก็น่าจะเลิกอิจฉาคนอื่นและเห็นข้อดีของงานตัวเองได้บ้าง

4. มองให้ออกว่างานของเราสร้างผลกระทบทางบวกอย่างไรบ้าง – Understand the positive effects of your work
สตีเฟ่นชอบกินพิซซ่ามาก เขาจึงรู้สึกขอบคุณเด็กส่งพิซซ่าอยู่เสมอ เพราะเด็กคนนี้ส่งความสุขให้เขาด้วยการนำอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกมาเสิร์ฟถึงหน้าประตู

และสตีเฟ่นก็อัศจรรย์ใจกับนักบัญชีที่สามารถจัดการเอกสารของเขามากมายเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่โดนเก็บภาษีย้อนหลัง แถมบางทียังได้เงินคืนภาษีอีกด้วย

สมัยเป็นนักดนตรีมืออาชีพใหม่ๆ สตีเฟ่นกำลังหวังที่จะสร้างชื่อตัวเองให้โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ อยากเล่นคอนเสิร์ตที่ใหญ่ขึ้น ขายตั๋วราคาแพงขึ้น ฯลฯ

วันหนึ่งเขาได้รับการติดต่อให้ไปเล่นดนตรีที่โรงพยาบาล มีเด็กป่วยสิบกว่าคนมานั่งฟัง รวมไปถึงผู้ปกครองและพยาบาล นี่อาจจะเป็นคอนเสิร์ตที่เล็กที่สุดในรอบหลายปีของเขาเลยก็ได้

แล้วสตีเฟ่นก็พบกับความจริงว่า ทักษะทางดนตรีของเขาที่ฝึกฝนมาหลายสิบปี สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับคนที่กำลังทุกข์กายและทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสได้

และจากนั้นมาทัศนคติต่อการแสดงคอนเสิร์ตของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

5. จงซื่อสัตย์ต่อคุณค่าที่เรายึดถือ – Maintain your integrity and core values.
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สตีเฟ่นคิดว่าอยากจะมีเพลงฮิตติดตลาดออกมาซักเพลง เขาจึงบินไปที่ลอสแองเจลิสเพื่อให้นักแต่งเพลงมืออาชีพช่วยแต่งเพลงให้ โดยหวังจะให้เพลงอารมณ์เดียวกับเพลงของ Paul Simon นักร้อง-นักแต่งเพลงของวง Simon & Garfunkel วงดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยเดียวกับ The Beatles

พอเปิดตัวเพลงนั้นออกมา แฟนเพลงก็บอกกับสตีเฟ่นว่า “เฮ้ย เพลงยูเหมือนเพลงของพอลไซม่อนเลยนี่”

แล้ววันหนึ่งลูกสาววัย 4 ขวบก็เดินเข้ามาในห้องของสตีเฟ่นแล้วพูดว่า “เพลงของพอลไซม่อนเหมือนเพลงของพ่อเลยนะคะ”

และนั่นคือวันที่สตีเฟ่นรู้ตัวว่า เขามาถึได้งจุดต่ำสุดในชีวิตนักดนตรีแล้ว (The lowest point in my career)

แต่ข้อดีก็คือเขายังสามารถแก้ตัวได้ สตีเฟ่นตัดสินใจถอนเพลงนั้นออกจากสถานีวิทยุ เอาเพลงมาเขียนและเรียบเรียงใหม่ 100% เพื่อให้มันเป็นเพลงของเขาอย่างแท้จริง รวมทั้งขอโทษแฟนเพลงที่ทำให้ผิดหวัง

และวันที่เขาตกลงสู่จุดต่ำสุดก็นำมาซึ่งวันที่เขาภูมิใจที่สุดเช่นกัน เพราะจากนี้ไปเขารู้แล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาคือใคร และจะนำพาดนตรีของเขาไปในทิศทางไหน

สตีเฟ่นสรุปสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อด้วยประโยคนี้

“If I know why I’m working, if I climb ladders worth climbing, if I don’t spend all my time dreaming that the grass is greener on the other side, if I can understand the positive impacts of my work, and if I can keep my soul intact in the process, I’m going to get more out of my job.”

“ถ้าผมรู้ว่าผมจะทำงานไปเพื่ออะไร ถ้าผมได้ปีนบันไดที่ผมอยากจะปีน ถ้าผมไม่มัวเสียเวลาฝันถึงหญ้าที่เขียวกว่าของบ้านอื่น ถ้าผมเข้าใจว่างานของผมสร้างประโยชน์ให้กับใครบ้าง และถ้าผมรักษาจิตวิญญานของผมเอาไว้ได้ ผมก็จะได้อะไรอีกมากมายจากงานที่ผมทำ”

พูดเสร็จสตีเฟ่นก็หยิบกีต้าร์โปร่งขึ้นมาเล่นเพลง “Satisfied Man” เพื่อเป็นการปิดฉากการพูดครั้งนี้ ลองตามไปฟังกันได้เต็มๆ ในลิงค์ยูทูบด้านล่างครับ

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการทำงานนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: I Can’t Get No (Job) Satisfaction: Stephen Kellogg at TEDxConcordiaUPortland

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

วิธีวัดความมั่งคั่ง

20161112_wealth

Measure your wealth not by the things you have, but by the things you have for which you would not take any amount of money.

อย่าวัดความมั่งคั่งจากสิ่งที่เรามี แต่วัดจากสิ่งที่เราจะไม่ยอมยกให้ใครไม่ว่าเขาจะเอาเงินทองมากองเท่าไหร่ก็ตาม

-Anonymous

ความมั่งคั่งกับความร่ำรวยฟังเผินๆ แล้วอาจเหมือนกัน

แต่ผมว่าความมั่งคั่งนั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่า

แค่มีทรัพย์สินเยอะก็อาจพอจะเรียกว่าคนรวยได้แล้ว

แต่การที่จะเป็นคนที่มั่งคั่งได้ น่าจะต้องมีอะไรบางอย่างมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความใจกว้าง สุขภาพที่ดี เวลา ครอบครัวที่อบอุ่น ฯลฯ

ความร่ำรวย อาจจะเป็นตัวชี้วัดศักยภาพในการหาเงิน

ส่วนความมั่งคั่งนั้นอาจจะเป็นตัวชี้วัดศักยภาพในการสร้างประโยชน์ให้คนอื่น

คนมั่งคั่งอาจมีเงินไม่เท่าคนร่ำรวย แต่เขาอาจมีเวลาให้ลูกให้ภรรยามากกว่า ได้เที่ยวได้ออกหาประสบการณ์มากกว่า ได้อ่านหนังสือมากกว่า ได้หัวเราะมากกว่า ได้ใช้ชีวิตมากกว่า

ลองถามตัวเองดูนะครับว่า ตัวเราในตอนนี้ กำลังมุ่งไปเป็นคนแบบไหน


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

นิทานห่อผ้าแห่งความทุกข์

20161111_bundle

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลายสิบปีที่ผ่านมาลุงทอมสวดมนต์อ้อนวอนต่อพระเจ้าทุกคืน

“ข้าเชื่อว่าข้าคือคนที่ทุกข์ที่สุดในโลกแล้ว ทำไมพระองค์ถึงต้องเลือกข้าให้มาเป็นคนที่ต้องทนทุกข์ขนาดนี้ด้วย? ข้าพร้อมที่จะแลกความทุกข์ของข้ากับใครก็ได้ ข้าไม่ร้องขอความสุขใดๆ ขอแค่ให้ข้าได้แลกก้อนความทุกข์ของข้านี้กับคนอื่นด้วยเถิด คงไม่ยากเกินไปสำหรับท่านหรอกใช่ไหม?!”

แล้วคืนหนึ่ง ขณะที่ลุงทอมหลับอยู่ เขาก็ได้ยินเสียงของพระเจ้าในฝัน

“นำความทุกข์ของเจ้าออกมากอง เอาผ้าผืนใหญ่ห่อความทุกข์นั้นไว้ แล้วถือห่อผ้านั้นมาที่โบสถ์ของหมู่บ้าน”

ลุงทอมดีใจมาก นำความทุกข์มาห่อใส่ผ้า แล้วรุดไปที่โบสถ์

เมื่อเดินเข้าไปใกล้โบสถ์ ลุงทอมก็เห็นผู้คนคลาคล่ำ ลุงทอมรู้สึกหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะแต่ละคนนั้นถือห่อผ้า และเหมือนว่าห่อผ้านั้นจะใหญ่กว่าของลุงทอมซะอีก ไม่ว่าจะเป็นเจอรี่ที่เป็นส.ส. จิมที่เป็นเจ้าของร้านอาหาร คริสติน่าที่เคยได้เป็นนางงาม คนที่ลุงทอมเคยเห็นว่ามีรอยยิ้มเปื้อนหน้า ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ขับรถคันหรู ล้วนแล้วแต่มีห่อผ้าห่อใหญ่ทั้งนั้น

ลุงทอมชักไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะเข้าไปที่โบสถ์ดีมั้ย แต่ในเมื่อคิดได้ว่าเขาอ้อนวอนขอพรนี้มาทั้งชีวิต เลยตัดสินใจว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลองดูซักตั้งแล้วกัน

เมื่อทุกคนเข้าไปถึงในตัวโบสถ์แล้ว ก็มีพระสุรเสียงก้องกังวานเอ่ยว่า

“จงวางห่อผ้าของเจ้าไว้รอบๆ โบสถ์นี้”

เมื่อทุกคนวางห่อผ้าของตัวเองแล้ว พระเจ้าก็ประกาศอีกครั้ง

“เอาล่ะ เจ้าจงไปหยิบห่อผ้าของใครก็ได้”

แล้วเรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ทุกคนรีบวิ่งรี่เข้าไปหยิบห่อผ้าของตัวเอง แม้กระทั่งลุงทอมก็วิ่งสุดชีวิตไปที่ห่อผ้าของเขา

ทุกคนได้ห่อผ้าของตัวเองกลับมาด้วยความรู้สึกโล่งอก แต่ละคนถือห่อผ้าแห่งความทุกข์กลับบ้านด้วยความสุขใจ ไม่เว้นแม้กระทั่งลุงทอม เพราะเขาก็คิดได้ว่า

“ใครจะไปรู้ว่าห่อผ้าของคนอื่นมีอะไรอยู่บ้าง? อย่างน้อยข้าก็รู้ว่าในห่อของข้ามีอะไร และข้าก็เริ่มชินกับความทุกข์แบบนี้แล้ว”


ขอบคุณนิทานจาก Osho Stories: Bundle of Misery

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia: Furoshiki

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่