2.การได้อยู่ที่ตีนบันไดที่เราอยากปีนนั้นดีกว่าการไปอยู่ที่หัวบันไดที่เราไม่ได้อยากปีน – It’s better to be at the bottom of a ladder you want to climb, than the top of one you don’t.
ตอนที่สตีเฟ่นอายุได้ 19 ปี เขาทำงานขายโฆษณาให้กับนิตยสาร และเขาก็ทำได้ดีเสียด้วย แต่มาวันหนึ่งสตีเฟ่นก็ได้รับโทรศัพท์ติดต่อให้ลองมาเล่นดนตรีที่ร้านสเต๊กแถวบ้าน เจ้าของบอกสตีเฟ่นว่าจะให้เล่น 4 ชั่วโมง แถมตอนขึ้นเวทีสตีเฟ่นยังต้องใส่เสื้อเชิ๊ตเชยๆ ที่มีโลโก้ร้านแปะอยู่บนเสื้อด้วย ส่วนค่าจ้างนั้นต่ำมากเพราะเจ้าของอ้างว่าสตีเฟ่นจะได้กินอาหารฟรี
3. หญ้าข้างบ้านนั้นจะดูเขียวกว่าเสมอ -The grass is always going to look greener.
หนี่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เราไร้ความสุขกับการทำงานก็คือการมองไปที่คนอื่นและอิจฉาคนเหล่านั้น แต่สตีเฟ่นเชื่อว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร มันก็มีความทุกข์ที่ทุกคนต้องเจอทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่เรื่องมากและไม่ค่อยเข้าใจ หรือเพื่อนร่วมงานที่น่ารำคาญหรือสไตล์การทำงานไม่ตรงกับเรา ไม่ว่าคุณจะอยู่ตำแหน่งสูงหรือต่ำแค่ไหน ปัญหาเหล่านี้ก็ต้องเกิดขึ้นกับคุณแน่ๆ ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้ได้ว่าหญ้าบ้านอื่นมันไม่ได้เขียวกว่าหรอก เราก็น่าจะเลิกอิจฉาคนอื่นและเห็นข้อดีของงานตัวเองได้บ้าง
4. มองให้ออกว่างานของเราสร้างผลกระทบทางบวกอย่างไรบ้าง – Understand the positive effects of your work
สตีเฟ่นชอบกินพิซซ่ามาก เขาจึงรู้สึกขอบคุณเด็กส่งพิซซ่าอยู่เสมอ เพราะเด็กคนนี้ส่งความสุขให้เขาด้วยการนำอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกมาเสิร์ฟถึงหน้าประตู
5. จงซื่อสัตย์ต่อคุณค่าที่เรายึดถือ – Maintain your integrity and core values.
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สตีเฟ่นคิดว่าอยากจะมีเพลงฮิตติดตลาดออกมาซักเพลง เขาจึงบินไปที่ลอสแองเจลิสเพื่อให้นักแต่งเพลงมืออาชีพช่วยแต่งเพลงให้ โดยหวังจะให้เพลงอารมณ์เดียวกับเพลงของ Paul Simon นักร้อง-นักแต่งเพลงของวง Simon & Garfunkel วงดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยเดียวกับ The Beatles
“If I know why I’m working, if I climb ladders worth climbing, if I don’t spend all my time dreaming that the grass is greener on the other side, if I can understand the positive impacts of my work, and if I can keep my soul intact in the process, I’m going to get more out of my job.”