ตัวร้ายในตัวเรา

20160612_villain

พวกเราส่วนใหญ่เชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี

เราจึงไม่ตะขิดตะขวงใจที่จะด่านักการเมืองโกงชาติ ดาราขี้วีน หรืออลัชชีที่หลอกลวงญาติโยม

แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า การที่เราเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดีนั้น เป็นเพราะว่าเราเป็นคนดีจริงๆ หรือเป็นเพราะเราไม่เคยมีโอกาสได้ทำเลวจริงๆ ?

ถ้าวันใดวันหนึ่ง ผมได้จับพลัดจับผลูไปเป็นรัฐมนตรี ผมอาจจะโกงมโหฬารกว่ารัฐมนตรีคนใดในประวัติศาสตร์ก็ได้

หรือถ้าผมได้เป็นคนดังมีชื่อเสียง ผมอาจจะเอาแต่ใจ ไม่แคร์สื่อ หรือใช้มันเพื่อประโยชน์ส่วนตนก็ได้

ในวันที่เราเป็นคนธรรมดา กิเลสในตัวเรามันก็ยังตัวเล็กๆ ที่ยังเหนียมๆ อยู่หลังฉาก นานๆ จะโผล่ขึ้นมาซักที

แต่ในวันที่เรากลายเป็น “คนสำคัญ” กิเลสตัวเดิมที่แฝงอยู่ก็อาจจะเติบโต และไม่เคอะเขินที่จะออกมาแสดงนำหน้าเวที

ถ้าเราไม่อยากเป็นคนสำคัญที่ถูกชาวบ้านด่า เราก็ต้องเป็นคนธรรมดาที่กิเลสบางเบาให้ได้เสียก่อน

ตั้งต้นจากการไม่คิดว่าตัวเองเลอเลิศกว่าคนอื่น

และคอยมองเห็นกิเลสบ่อยๆ เวลาที่มันปรากฎตัว

เช่นเวลาที่เรากำลังคิดดูถูกคนบางคน หรือคิดเปรียบเทียบว่าเราดีกว่าเขาในแง่ใดแง่หนึ่ง

เพราะถ้าสังเกตตัวเองดีๆ จะรู้ว่าเรานั้นคอยเปรียบเทียบและตัดสินคนอื่นตลอดเวลา

ไม่ว่าจะจากเสื้อผ้าที่เขาใส่ รถที่เขาขับ สำเนียงที่เขาพูด และทัศนคติที่เขามี

ไม่ใช่เรื่องผิดบาปที่จะเกิดความรู้สึกเหล่านี้ เพราะเราเคยชินกับมันมานาน

ถ้าจะผิดก็ผิดตรงที่เรามองไม่เห็น “ตัวร้ายในตัวเรา” และหลงคิดว่าตัวเองวิเศษกว่าคนอื่นนี่แหละ

ท่านผู้รู้บอกว่า หน้าที่ของเราคือรู้เท่าทันและเห็นตัวร้ายบ่อยๆ ไม่จำเป็นต้องไปต่อสู้ เพราะเดี๋ยวมันก็หมดแรงไปเองอยู่แล้ว

แต่ถ้าเราประมาท ไม่เคยเห็นความคิดแย่ๆ ของตัวเองเลย ตัวร้ายในตัวเราก็จะเติบใหญ่และอาจสร้างปัญหามากมายในวันที่เรามีโอกาสได้ทำเลวจริงๆ

ไม่นิ่งนอนใจ และเฝ้าระวังตัวร้ายเสียแต่วันนี้

จะได้ไม่โตไปเป็น “ผู้ใหญ่” ที่เราเองเคยรังเกียจครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Banner468x60ver1.jpg

3 ขั้นตอนหยุดความกังวลใจ

20160612_worry

เราทุกคนเคยต้องเจอเรื่องที่ทำให้กังวลใจมาแล้วทั้งนั้น

อารมณ์ของการกังวลนี่มันไม่ดีเอาซะเลย เพราะมันจะทำให้วันนั้นสีเทาๆ อารมณ์ก็อึนๆ หน้าตาก็บึ้งๆ จนพลอยทำให้คนข้างๆ ตัวกังวลไปด้วย (ว่าไอ้นี่มันเป็นอะไรมากมั้ย)

หนังสือเรื่อง How to stop worrying and start living ของ Dale Carnegie บอกวิธีการจัดการความกังวลง่ายๆ เอาไว้สามขั้นตอนครับ

1. ระบุให้ได้ว่าผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดของเรื่องที่เรากังวลอยู่คืออะไร (Define the worst case scenario)
2. ยอมรับมันซะ (Accept it)
3. ทำอะไรก็ได้เพื่อให้สถานการณ์ที่แย่ที่สุดนั้นดีขึ้น (Do what you can to improve on it)

ในหนังสือพูดถึงชายชื่อเอิร์ล พี เฮนีย์ ซึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นแผลเปื่อยที่ลำไส้เล็ก ไม่มีทางรักษาหาย หมอบอกว่าต้องระวังการกินให้มากๆ แต่ก็บอกให้เฮนีย์ทำใจไว้เลยว่าน่าจะอยู่ได้ไม่นาน

เฮนีย์จึงคิดได้ว่า ถ้าไหนๆ ก็จะตายอยู่แล้ว ขอให้เขาได้ทำความฝันคือการเที่ยวรอบโลกหน่อยเถอะ หมอพยายามทักท้วงว่าถ้าทำอย่างนั้นเขาได้ไปตายที่กลางทะเลแน่ (สมัยนั้นคนยังเที่ยวโดยการนั่งเรือเป็นหลัก) แต่เฮนีย์ก็ยังออกเดินทาง แถมยังซื้อโลงศพติดตัวไปด้วย เฮนีย์ได้ไปในที่ที่ไม่เคยไป ได้ทานอาหารที่ไม่เคยกิน ได้ร้องรำทำเพลงและรู้จักเพื่อนใหม่ เมื่อเวลาผ่านไปเฮนีย์ก็ลืมเสียสนิทว่าตัวเองป่วย พอกลับถึงบ้านก็ไม่มีอาการปวดท้องอีกแล้ว จึงขายโลงศพคืนให้กับร้าน!

เราคงไม่ได้เจอสถานการณ์ที่เลวร้ายเหมือนเฮนีย์ (และอาจไม่ได้โชคดีเหมือนเขาที่จะหายจากโรคได้ด้วยการไปเที่ยว) แต่เราสามารถนำหลักการมาใช้ได้ คือดูให้ออกว่าผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดคืออะไร ยอมรับและกล้าเผชิญหน้ากับม้น และทำอย่างไรก็ได้ที่จะทำให้ผลลัพธ์น้้นดีขึ้น

ในกรณีของเฮนีย์ เขายอมรับแล้วว่าตัวเองต้องตาย และเมื่อรู้ว่าตัวเองเหลือเวลาอยู่ไม่มากจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ปรารถนามาตลอดชีวิต ซึ่งเขามั่นใจว่าน่าจะทำให้เขามีความสุขมากกว่าการนอนรอความตายอยู่ที่บ้านหรืออยู่ในเตียงโรงพยาบาลครับ


ขอบคุณเนื้อหาโดยย่อจาก Blinkist: How to stop worrying and start living by Dale Carnegie

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

 

มองใกล้ มองไกล

20161206_longrun

ถ้าเรามองใกล้ เราจะใจร้อน

ถ้าเรามองไกล เราจะใจเย็น

 

ถ้าเรามองใกล้ เราจะให้เวลากับเรื่องเร่งด่วน

ถ้าเรามองไกล เราจะให้เวลากับเรื่องสำคัญ

 

ถ้าเรามองใกล้ การเป็น “คนถูก” สำคัญที่สุด

ถ้าเรามองไกล สัมพันธภาพสำคัญกว่า

 

ถ้าเรามองใกล้ การตัดสินใจบางอย่างก็ยากยิ่ง

ถ้าเรามองไกล การตัดสินใจบางอย่างก็ง่ายดาย

 

ถ้าเรามองใกล้ เราจะไม่เคยมีเวลาพอ

ถ้าเรามองไกล เราจะมีเวลาพอเสมอ

 

ถ้าเรามองใกล้ เราอาจจะเอาใครก็ได้ ไม่ต้องดีมาก

ถ้าเรามองไกล เราจะระลึกได้ว่า ได้คนดีปีหน้า ดีกว่าได้คนไม่เข้าท่าวันนี้

 

ถ้าเรามองใกล้ เราจะเน้นยอดไลค์และยอดแชร์

ถ้าเรามองไกล เราจะเน้นสร้างความเชื่อใจจากลูกเพจ

 

ถ้าเรามองใกล้ เราจะแย่งเค้ก

ถ้าเรามองไกล เราจะอบเค้กชิ้นใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม

 

ถ้าเรามองใกล้ เราจะพยายามทำสิบเรื่องในหนึ่งปี

ถ้าเรามองไกล เราจะพร้อมทำเรื่องเดียวเป็นสิบปี

 

ถ้าเรามองใกล้ ชีวิตคือการตามหาความสุข

ถ้าเรามองไกล ชีวิตคือการทำสิ่งที่มีความหมาย


เขียนบทความนี้หลังจากอ่านบทความของ Seth Godin: The short run and the long run

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เขาไม่ยอมให้เรามีความสุข

20160806_nothappy

เขาไม่ยอมให้เรามีความสุข

จนกว่าคนคนนั้นจะรับเราเป็นเฟรนด์

จนกว่าจะมีใครมาเม้นท์ว่าน่ารักจังเลย

จนกว่าจะได้อั๊พสเตตัสด่าใครลอยๆ

จนกว่ารูปของเราจะมี 300 ไลค์

จนกว่าเราจะมี 3,000 ฟอโล่เอ้อ

จนกว่าจะมีคนดูเราทำ Facebook Live

 

เขาไม่ยอมให้เรามีความสุข

จนกว่าเราจะมีบัตรเครดิตแพลตตินัม 8 ใบ

จนกว่าเราจะมีประกันชีวิตเพื่อคนที่คุณรัก

จนกว่าเราจะมีเงินเดือนเหยียบแสน

จนกว่าเราจะมีรถเหยียบล้าน

จนกว่าเราจะมีบ้านหลังโต

จนกว่าเราจะมีอิสรภาพทางการเงิน

 

เขาไม่ยอมให้เรามีความสุข

จนกว่าหน้าจะไร้รอยสิวฝ้า

จนกว่าเราจะมีหน้าวีเชพ

จนกว่าหน้าท้องจะแบนเรียบ

จนกว่าเราจะมีหุ่นนาฬิกาทราย

จนกว่าเราจะมีผิวขาวกระจ่างใส

จนกว่าเราจะมีรักแร้ขาวกระจ่างใส

 

เขาไม่ยอมให้เรามีความสุข

จนกว่าเราจะมีแก๊ดเจ็ทรุ่นล่าสุด

จนกว่าเราจะหัวไม่ล้าน

จนกว่าเราจะมีแฟนสวย

จนกว่าเราจะเป็นสมาชิกฟิตเนสหรู

จนกว่าเราจะมีซิกแพ็ค

จนกว่าเราจะปั่นจักรยานที่ราคาแพงกว่ามอเตอร์ไซค์

 

เขาไม่ยอมให้เรามีความสุข

จนกว่าเราจะมีแม็คบุ๊คแอร์

จนกว่าเราจะมีไอแพดโปร

จนกว่าเราจะมีไอโฟน 7

จนกว่าเราจะมีไอโฟน 8

จนกว่าเราจะมีไอโฟน 9

จนกว่าเราจะมีไอโฟน 10


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

รางวัลที่ดีที่สุด

20160610

ถาม: สำหรับคนทำงานศิลปะ นอกจากถ้วยรางวัลที่คนอื่นมอบให้แล้ว รางวัลส่วนตัวที่คุณจะได้คืออะไรบ้าง

ตอบ: ก็เข้ามาในหลากหลายรูปแบบ แต่รางวัลที่ดีที่สุดของผมก็คือการได้นอนหลับสนิท ได้นอนและตื่นขึ้นมาในทุกๆ วันโดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องเมื่อวาน แล้วผมมีความรู้สึกว่า การที่ต้องมานั่งคิดว่าวันนั้นเราไม่น่าทำอย่างนั้นเลยว่ะ น่าจะทำอีกแบบ น่าจะทำให้มันดีกว่านี้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะทำให้ผมนอนไม่หลับ ผมเป็นคนที่จะนอนไม่หลับถ้ารู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาไม่ดีพอ สิ่งที่ผมคาดหวังมากๆ เลยก็คือก็ได้นอนหลับสนิทโดยไม่ต้องสนใจอะไรแล้ว นั่นเป็นรางวัลส่วนตัวที่ผมคาดหวัง

– จิรายุ ละอองมณี

a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015 
สัมภาษณ์: เอกพล บรรลือ, ปริญญา ก้อนรัมย์
ภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี


หลังอ่านบทสัมภาษณ์ของเก้า จิรายุ ละอองมณี ความรู้สึกแรกที่มีคือ เด็กคนนี้มันเจ๋งดีว่ะ

ผมเห็นเก้าครั้งแรกในหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในบท “บุญทิ้ง” เด็กเร่ร่อนที่ได้รับการช่วยเหลือจากองค์ดำ และติดตามองค์ดำจนวันหนึ่งเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นพระราชมนู

ส่วนหนังเรื่องสุดท้ายที่ผมได้ดูเก้าแสดงก็คือเรื่องตุ๊กแกรักแป้งมาก ซึ่งน้องเขากวาดรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจากหลายสถาบันอีกด้วย

จะด้วยความที่ทำงานในวงการมาตั้งแต่เด็กหรืออย่างไรไม่รู้ ความคิดที่ถ่ายทอดลงใน a day BULLETIN จึงดูเป็นผู้ใหญ่มาก ทั้งๆ ที่เก้าเพิ่งจะอายุ 20

ถ้าได้เจอตัวเป็นๆ ผมก็อยากจะชวนให้เก้าลองเขียนบล็อกหรือเขียนหนังสือเหมือนกัน เพราะผมว่าน้องเขาน่าจะยังมีของอยู่ในตัวอีกเยอะ


เราทุกคนถูกปลูกฝังให้ขยันและตั้งใจทำงาน เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จในชีวิต

แต่อะไรคือ “ความสำเร็จ”?

มีเงินเดือนหนึ่งแสนถือว่าสำเร็จรึยัง?

มีคนไลค์เพจหมื่นคนถือว่าสำเร็จหรือยัง?

มีชื่อเสียง ได้โล่ห์รางวัล ถือว่าสำเร็จหรือยัง?

หรือจริงๆ แล้วความสำเร็จไม่ใช่เรื่องนอกกาย แต่เป็นเรื่องในใจ?

“รางวัลที่ดีที่สุดของผมก็คือการได้นอนหลับสนิท ได้นอนและตื่นขึ้นมาในทุกๆ วันโดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องเมื่อวาน”

ถ้าเราใช้ชีวิตแบบสิบเต็มสิบ ทำวันนี้ให้เต็มที่ จะได้ไม่มีอะไรต้องเสียดายหรือเสียใจ

ใครทำได้ ผมว่าคนนั้นก็ประสบความสำเร็จแล้วนะครับ


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่