เมื่อหัวหน้าไม่ใส่ใจ

20160525_planet

คนทำงานหลายคนอาจเคยเจอสภาวะ “น้อยใจหัวหน้า”

ส่งเมล์ไปก็ไม่ค่อยอ่าน ให้ฟีดแบ็คอะไรไปก็ไม่เห็นจะเอาไปทำอะไรต่อ อธิบายอะไรก็ไม่ค่อยจะฟัง แถมบางทียังพูดจาทำร้ายน้ำใจเราอีก

ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นคนเก่ง และโดยพื้นฐานแล้วก็น่าจะเป็นคนจิตใจดี แต่ทำไมเขาถึงไม่ให้ความสำคัญกับเราเลย

บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ครับ – เราเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในสุริยจักรวาลของเขา

หัวหน้าของเราคือพระอาทิตย์ ยิ่งถ้าเขาเป็นคนเก่ง ยิ่งมีความรับผิดชอบ ก็ยิ่งมีดาวบริวารหลายดวงจนอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง

แต่เรามักจะลืมประเด็นนี้ เพราะว่าเราเห็นเขาตลอดเวลา และเผลอคิดว่าเขาควรจะเห็นเราตลอดเวลาเช่นกัน

ดาวเคราะห์มองเห็นพระอาทิตย์ได้ง่ายเพราะพระอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างและมีอยู่ดวงเดียว แต่จะให้พระอาทิตย์มองเห็นดาวเคราะห์ทุกดวงตลอดเวลานั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

ดังนั้นก็จงอย่าน้อยใจไปถ้าหัวหน้าจะดูแลเราไม่ได้ดังที่เราคาดหวัง

ดีเสียอีก ที่เรามีโอกาสเลือกได้ว่าจะรักษาระยะห่างกับเขามากแค่ไหน

ถ้าอยู่ไกลมากเหมือนดาวเนปจูน ก็อาจหนาวเหน็บและโดดเดี่ยว แต่ถ้าเราอยู่ใกล้กับเขาเหมือนดาวพุธก็อาจจะร้อนจนอยู่ยากเหมือนกัน

ทำตัวเองให้เป็น “ดาวเคราะห์โลก” นี่แหละดีที่สุด ใกล้พอให้ได้รับแสงแดด ไกลพอที่จะไม่โดนแผดเผา ฤดูร้อนอาจจะอบอ้าวหน่อย ฤดูหนาวอาจต้องทนสักนิด แต่ก็สบายใจได้ว่าแต่ละฤดูมันก็จะผ่านมาและผ่านไป

และอย่าลืมว่าถึงหัวหน้าจะเป็นดาวฤกษ์สำหรับเราก็จริง แต่เขาก็เป็นดาวเคราะห์สำหรับเจ้านายเขาด้วย

และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ แม้เราจะเป็นดาวเคราะห์ของหัวหน้า แต่เราก็เป็นดาวฤกษ์ของใครบางคนเช่นกัน (เพียงแต่คนเหล่านั้นอาจไม่ได้อยู่ที่ทำงาน)

ดังนั้น แทนที่จะมัวมานั่งน้อยใจหัวหน้า สู้หันมารักษาระยะห่างให้เหมาะสม และทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

และใช้เวลาที่เหลือมาใส่ใจดาวเคราะห์ของเราดีว่า (เขาอาจจะแอบน้อยใจเราอยู่ก็ได้นะ)


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีดับสุขที่ง่ายที่สุด

20160524_happygone

คืออยากมีความสุขให้มากกว่านี้

มนุษย์เราเป็นนักดับสุขมือฉมัง (และเป็นนักดับทุกข์ที่ไม่ได้เรื่อง)

มีวิออสก็อยากขับแคมรี่ มีแคมรี่ก็อยากขับเบนซ์ มีเบนซ์ก็อยากขับเฟอรารี่

ได้เงินเดือนสามหมื่นก็ฝันถึงเงินเดือนหกหมื่น พอได้หกหมื่นก็อยากได้หนึ่งแสน

ความสุขของเราจึงอายุสั้นเสมอ เพราะพอใจได้เดี๋ยวเดียวเราก็เริ่มมองหาสิ่งที่ดีกว่าแล้ว

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์

แต่มันคงจะดีมาก ถ้าระหว่างที่เราแสวงหาสิ่งที่ดีกว่านั้น เราพอใจและเห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีอยู่แล้วด้วย

เราจะได้ไม่เผลอ “ฆ่าตัดตอนความสุข” ก่อนเวลาอันควรครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

บ่นแล้วไม่ทำอะไรคือไทยแท้

20160523_whine

เป็นประโยคที่พ้องกับ “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้”

ตั้งชื่อเรื่องอย่างกับกระทู้ล่อเป้าเลย

บทความนี้มีที่มาจากกระทู้ในพันทิปเรื่อง “วิธีแก้แค้นแท็กซี่ที่โบกแล้วไม่ยอมไป อยากให้ทุกคนช่วยกันทำตามนี้ครับ” เขียนโดย “สมาชิกหมายเลข 3195339

เห็นว่าดีเลยอยากเอามาแชร์ครับ

1. เวลาโบกรถ เลือกสถานที่ที่คนค่อนข้างพลุกพล่าน

2. เตรียมมือถือเข้าแอพกล้องรอไว้

3. เรียกตามปกติ ถ้าไปก็จบตรงนี้

4. ถ้าถูกปฏิเสธก็บอกเค้าไปว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวผมร้องเรียนพี่เอง
– เท่าที่เจอ บางคันพอบอกจะร้องเรียนมันรีบเรียกให้เราขึ้นรถเลย ผมไม่ไปหรอก กลัวอันตราย

5. พอรถออกไปแล้วก็ถ่ายรูปทะเบียนรถไว้

6. เข้าเว็บไซต์ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/ เพื่อร้องเรียนแท็กซี่คันนั้น

ผมทำทุกครั้งที่ใช้บริการรถแท็กซี่ ซึ่งตอนแรกก็แค่ร้องเรียนเพื่อระบายอารมณ์หงุดหงิด

แต่มันมี sms แจ้งผลเข้ามา เลยคิดว่า อย่างน้อยทางกรมการขนส่งฯ ก็น่าจะได้รับรู้ปัญหาเหล่านี้

แต่…ครั้งนึง ผมเบลอ ร้องเรียนไป 5 คัน แต่ดันบอกสีสลับกันไป 2 คัน

ทำให้มีเจ้าหน้าที่โทรกลับมา บอกว่าที่เราแจ้งไป มี 2 คันที่สีกับทะเบียนสลับกัน

ให้ช่วยยืนยันข้อมูลด้วย เพราะถ้ามันผิดคันขึ้นมาเจ้าหน้าที่จะซวยเพราะแท็กซี่โวยวาย

ผมก็เลยถามว่า ที่ร้องเรียนไปนี่ดำเนินการกันจริงๆ ใช่มั้ย ไม่ใช่แค่รับเรื่องเฉยๆ ใช่มั้ย

เค้าตอบว่าใช่ แล้วเค้าก็ขอบคุณผมด้วย บอกว่าช่วยร้องเรียนมาเถอะ จะได้จัดการมันได้

อยากให้ทุกคนช่วยกันทำ ช่วยกันร้องเรียนครับ ให้มันโดนปรับกันบ่อยๆ จะได้สำนึกบ้าง

บางครั้งคันหลังเห็นเราถ่ายรูปทะเบียน เค้ากลัวโดนด้วยเค้าก็รับนะครับ เดี๋ยวโดนปรับเหมือนกัน5555

ขสมก ก็มีให้ร้องเรียนได้นะครับ ผมเคยร้องเรียนเรื่องพนักงานขับรถสูบบุหรี่ เค้าโทรกลับมาบอกด้วยว่าปรับคนนั้นเรียบร้อยแล้ว

ตอนนี้สำหรับผม ผมชอบการร้องเรียนมาก เพราะมันทำให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม


เมืองไทยของเราน่าอยู่ แต่ก็มีเรื่องน่าเบื่ออยู่หลายเรื่องเหมือนกัน

เรื่องบางเรื่อง ก็ไกลเกินกว่าที่เราจะทำอะไรมันได้ แต่ก็มีอีกหลายๆ ปัญหาที่คนธรรมดาอย่างเรามีส่วนร่วมในการแก้ได้ อย่างเช่นเรื่องแท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสารเป็นต้น

ติดตรงที่เราคิดกันไปเองว่า ถึงร้องเรียนไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา (ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้) เราก็เลยแค่บ่นให้แฟนฟัง หรือไม่ก็ระบายทางเฟซบุ๊ค

และปัญหาทุกอย่างก็ยังคงอยู่สภาพเดิม

ผมแค่คิดเล่นๆ ว่าถ้าวันนี้คนกรุงเทพทุกคนที่โดนแท๊กซี่ปฏิเสธ ตัดสินใจร้องเรียนเข้าเว็บของกรมการขนส่งทางบกจริงๆ อะไรจะเกิดขึ้น?

อาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้

อย่างน้อยก็ในวันนี้

แต่ถ้าเราไม่หยุดร้องเรียนทุกครั้งที่เจอปัญหา เดือนหน้า หรือปีหน้า คนขับแท๊กซี่กลุ่มหนึ่งอาจจะเปลี่ยนก็ได้


เมื่อสามปีที่แล้วประชาชนออกมาเรียกร้องให้ “ปฏิรูปประเทศ”

เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็อาจจะเคยไปร่วมขบวนกับเขาด้วย

พอเกิดรัฐประหาร เราก็กลับมาใช้ชีวิตคนธรรมดา ปล่อยให้การปฏิรูปเป็นเรื่องของทหารและรัฐบาล

แต่เราจะปฏิรูปประเทศกันได้อย่างไรถ้าเราไม่ปฏิรูปตัวเองก่อน?

ผมนึกถึงประโยคที่ว่า If you are not part of the solution, then you are part of the problem – ถ้าเราไม่ช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไข แสดงว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

กลับมาที่เรื่องแท๊กซี่

ผมบอกไม่ได้หรอกครับว่าถ้าเราร้องเรียนไปเรื่อยๆ จะทำให้แท๊กซี่เลิกพฤติกรรมปฏิเสธผู้โดยสารรึเปล่า

รู้แต่ว่าถ้าเราเอาบ่นแล้วไม่ทำอะไร เขาไม่เลิกแน่ๆ

เมื่อเห็นตัวอย่างจากพันทิปแล้วว่าเจ้าหน้าที่เอาจริงกับการร้องเรียน จากนี้ไปถ้าผมเจอแท๊กซี่ปฏิเสธอีก ผมก็มีสองทางเลือก

1. ทำตามความเคยชิน คือปิดประตู  บ่นพึมพัม แล้วมองหาแท๊กซี่คันต่อไป หรือ

2. ระลึกถึงกฎสิบเต็มสิบ ถ่ายรูปเอาไว้ เรียกแท๊กซี่คันต่อไปจนกว่าจะได้ พอได้ขึ้นมานั่งแล้วค่อยส่งเรื่องร้องเรียนไปที่กรมขนส่งทางบก 

ผมคงเลือกทางที่สอง เพราะถ้ายังเลือกทำแบบเดิม แสดงว่าผมก็กำลังทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเหมือนกัน

คุณล่ะครับ สนใจจะมาร่วมขบวนการปฏิรูปตัวเองกับผมมั้ย?


ป.ล. เพื่อนที่ทำอู่แท๊กซี่เคยอธิบายให้ผมฟังว่ามันก็เข้าใจหัวอกคนขับว่าทำไมถึงปฏิเสธผู้โดยสาร เพราะค่าโดยสารแท๊กซี่มิเตอร์บ้านเรามันถูกมาก จนบางทีการต้องไปไกลๆ มันไม่คุ้มจริงๆ ซึ่งนั่นก็เป็นประเด็นที่คนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไป


ขอบคุณข้อมูลจาก Pantip: วิธีแก้แค้นแท็กซี่ที่โบกแล้วไม่ยอมไป อยากให้ทุกคนช่วยกันทำตามนี้ครับ 

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia: Khon Dance Frankfurt Germany 2006

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Banner468x60ver1.jpg

คิดมากไป ทำน้อยไป

20160522_think

ขี้เกียจมากไป ขยันน้อยไป จึงไม่ก้าวหน้า
ใช้เงินมากไป หาเงินน้อยไป จึงชักหน้าไม่ถึงหลัง
หาเงินมากไป ให้เงินน้อยไป จึงกลายเป็นคนตระหนี่
ซื้อของมากไป ซื้อประสบการณ์น้อยไป จึงไม่ลุ่มลึก

พูดมากไป ฟังน้อยไป จึงไม่เข้าใจปัญหา
สั่งมากไป สอนน้อยไป จึงขาดความน่าเชื่อถือ
ใจดีมากไป เด็ดขาดน้อยไป จึงเสียการปกครอง
อารมณ์มากไป เหตุผลน้อยไป จึงสูญเสียความเคารพ

ไลน์มากไป โทร.น้อยไป จึงเข้าใจผิด
จับผิดมากไป ไว้ใจน้อยไป จึงทะเลาะง่ายดาย
ตัวเรามากไป ตัวเขาน้อยไป จึงตัวใกล้ใจห่าง
เอาชนะมากไป ยอมแพ้น้อยไป จึงแพ้ทั้งคู่

เสพมากไป สร้างน้อยไป จึงสมองฝ่อ
กลัวมากไป กล้าน้อยไป จึงฝันแท้ง
สุขมากไป ทุกข์น้อยไป จึงไม่เห็นความจริง
คิดมากไป ทำน้อยไป…จึงไม่ถึงไหนซักที


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion

20160521_Passion

ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา กระแสการ “ลาออกเพื่อไปทำสิ่งที่เรารัก” นั้นมาแรงมาก

เห็นได้จากชื่อปกหนังสือขายดีเช่นการลาออกครั้งสุดท้าย ลาออกซะถ้าอยากรวย งานไม่ประจำทำเงินกว่า ฯลฯ ก็พอจะบอกได้ว่าการ follow your passion นั้นได้กลายเป็น fashion ไปแล้ว

วันนี้เลยขอมาสวนกระแสซักหน่อยนะครับ

ด้วยเหตุผลเดิม คืออยากจะเพิ่มมุมมองใหม่ๆ ให้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังคิดจะลาออกจากงานประจำเพื่อไปตามล่าความฝัน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ของบทความนี้จะมาจากหนังสือ So Good They Can’t Ignore You: Why Skills Trump Passion in the Quest for Work You Love ของ Cal Newport ครับ


The Passion Hypothesis – สมมติฐานความหลงใหล
สมมติฐานนี้กล่าวไว้ว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุขกับงานที่ทำ คือหาให้เจอว่าอะไรคือสิ่งที่คุณหลงใหล แล้วจงทำงานที่สอดคล้องกับความหลงใหลนั้น

แต่คาล ผู้เขียนหนังสือ บอกว่าสมมติฐานนี้อาจจะไม่เวิร์คก็ได้

เพราะตอนเราเริ่มทำงาน เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เรารักและหลงใหลจริงๆ คืออะไรกันแน่ และการได้ทำสิ่งที่หลงใหลนั้นเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่จะทำให้เรามีความสุขกับงาน

คนที่เอาแต่ตามหางานที่ตัวเองหลงใหล จึงมีความเสี่ยงที่จะไม่มีความสุขกับงานที่อยู่ตรงหน้า และเปลี่ยนงานบ่อยเพราะมัวแต่ “ตามหางานที่ใช่”

แต่นั่นไม่ใช่ทางเดียวที่จะมีความสุขกับการทำงานนะครับ

แล้วความสุขจากการทำงานเกิดจากอะไรได้อีกบ้าง?

เคยมีการสำรวจความเห็นของเลขาจำนวนหนึ่ง ว่าพวกเขามีความรู้สึกต่องานเป็นอย่างไรระหว่าง job, career และ calling

สามอย่างนี้คือ “งาน” เหมือนกัน แต่มีความลึกซึ้งไม่เท่ากัน

job คืองานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วได้เงินมาเลี้ยงชีพ
career คืองานที่เราเห็นภาพว่าอยากจะเติบโตและก้าวหน้าในทางนี้
calling คืองานที่เรารู้สึกว่า เราเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้

ในจำนวนเลขาที่ถูกสำรวจนั้น หนึ่งในสามบอกว่างานตัวเองเป็นเพียง job หนึ่งในสามบอกว่ารู้สึกเหมือนเป็น career และไม่น่าเชื่อว่าหนึ่งในสามของคนที่ทำงานเลขาอันดูแสนน่าเบื่อ จะมองว่างานนี้คือ calling ของตัวเอง

ทราบหรือไม่ครับว่า อะไรคือปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนกลุ่มสุดท้ายมองว่างานเลขาคือ calling ของตัวเอง?

ปัจจัยหลักคือระยะเวลาที่อยู่กับงานนั้นครับ

โดยนักวิจัยมองว่ายิ่งได้อยู่กับงานนั้นนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำพามาซึ่งอีกสองอย่างคือ ความสามารถในการทำอะไรโดยไม่ต้องให้ใครมากะเกณฑ์ และยิ่งอยู่นานก็จะยิ่งรู้จัก สนิทสนม และผูกพันกับคนที่ทำงานด้วยมากยิ่งขึ้น

สามสิ่งนี้ – mastery (ความเชี่ยวชาญ), autonomy (การได้ทำงานโดยไม่มีใครมาจ้ำจี้จำไช) และ relatedness (ความรู้สึกผูกพันกับคนรอบข้าง) คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีความสุขกับงานไม่แพ้การได้ทำสิ่งที่เรารัก


ลอร่า เป็นนักบัญชีที่หลงใหลโยคะมาก ขนาดลงทุนไปลงเรียนคอร์สโยคะถึงอินเดีย เมื่อเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งจึงตัดสินใจลาออกจากงานบัญชีมาเปิดโยคะสตูดิโอของตัวเอง ซึ่งในช่วงแรกก็ทำได้ดี แต่พอปี 2008 ที่อเมริกามีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ลอร่าไม่สามารถจะนำพาสตูดิโอให้อยู่รอดได้ เพราะเธอมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสตูดิโอโยคะน้อยมาก สุดท้ายเธอจึงจำต้องปิดสตูดิโอลง และใช้ชีวิตอยู่อย่างกระเบียดกระเสียร

สิ่งที่เธอทำให้ไม่ถึงฝั่งฝัน ทั้งๆ ที่เธอทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะว่าเธอมี “ต้นทุนทางวิชาชีพ” ไม่พอ

ต้นทุนทางวิชาชีพ หรือ career capital คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการประสบความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ลอร่าซึ่งมีต้นทุนทางวิชาชีพเรื่องงานบัญชี กลับทิ้งมันไปและเลือกสร้างธุรกิจที่เธอมีไม่มีต้นทุนทางวิชาชีพเลย (การบริหารจัดการโยคะสตูดิโอ)

สำหรับเด็กไทยรุ่นใหม่ ที่ฝันอยากจะออกไปทำธุรกิจของตัวเอง ต้องถามด้วยว่า เรามี career capital หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดจะจ่ายเงินให้เราก็ต่อเมื่อเรามีทักษะหรือมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าต่อตลาด ถ้าเราออกไปทำอะไรเองโดยที่ไม่มีต้นทุนทางความสามารถเลย สินค้าหรือบริการของเราก็จะไม่มีความแตกต่างกับสินค้าที่มีอยู่แล้ว และไม่สามารถดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจได้

ดังนั้น ก่อนจะลาออกไป follow your passion เราควรจะใช้เวลาในการสะสม career capital บ้าง

แล้วเราจะสะสมต้นทุนทางวิชาชีพได้อย่างไร?

ด้วยการใช้ craftsman mindset ครับ

เวลาเราทำงาน เราสามารถมีทัศนคติกับงานได้สองแบบ คือแบบ passion mindset และแบบ craftsman mindset

passion mindset คือทำเฉพาะงานที่ตัวเองชอบเท่านั้น เราจะคอยถามตัวเองตลอดเวลาว่างานนี้ให้ความสุขกับเรารึเปล่า – what value does the job bring to me? ถ้างานที่เราทำไม่สร้างความสุขให้เรา เราก็หางานใหม่

ส่วน craftsman mindset คือใช้ทัศนคติแบบช่างฝีมือ ที่ต้องการจะเก่งงานนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ คำถามที่เราถามจึงไม่ใช่ว่างานนี้ทำให้เรามีความสุขรึเปล่า แต่เป็นคำถามว่าเราสามารถสร้างคุณค่าอะไรให้กับงานนี้ได้บ้าง – what value can I bring to this job?

passion mindset คือเน้นที่ความสุขที่ได้จากงานในตอนนี้

craftsman mindset คือเน้นที่การพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้สร้างคุณค่ากับงานของเราได้มากยิ่งกว่าเก่า

คนที่ใช้ passion mindset พอเจองานที่ไม่ถูกใจ ก็จะลาออกไปอยู่ที่อื่น หรือไปทำงานสายอื่น จนไม่มีโอกาสได้สะสมต้นทุนทางวิชาชีพอย่างจริงจังเสียที

ขณะที่คนที่ใช้ craftsman mindset จะมีความอดทนและมีวิริยะพอที่จะอยู่กับงานชิ้นนั้นๆ จนกว่าเขาจะเก่งขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เขาสนุกกับงานมากขึ้นด้วย

คนที่มี craftsman mindset คือคนที่พัฒนาตัวเองไม่หยุดหย่อนจนมีทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาด คนกลุ่มนี้จะมีพลังในการต่อรองสูง ทั้งในแง่ค่าตอบแทนและอิสรภาพในการทำงาน


ยังมีอีกหลายประเด็นที่หนังสือ So good they can’t ignore you กล่าวถึง แต่เกรงว่าจะทำให้บล็อกตอนนี้เยิ่นเย้อเกินไป เลยจะขอเก็บไว้เล่าในโอกาสต่อๆ ไปนะครับ

ประเด็นหลักของบทความนี้ก็คือ การออกตามหาสิ่งที่รักหรือ follow your passion เป็นเรื่องดี แต่บางทีก็อาจจะเป็นวิธีมองโลกที่จำกัดตัวเองเกินไป และอาจทำให้เราด่วนตัดสินใจเกินไปหน่อย

เพราะการได้ทำสิ่งที่รัก ไม่ใช่วิธีเดียวที่จะมีความสุขกับงานได้ แต่การรักในสิ่งที่ทำและมุ่งสู่ความเป็นเลิศในทางนั้นก็ทำให้เรามีความสุขได้เช่นกัน

ดังนั้น ก่อนจะลาออกไปทำสิ่งที่รัก ลองมา “เอาจริง” กับงานที่อยู่ตรงหน้ากันซักตั้งก่อนมั้ย

มาทำตัวเองให้เก่งจนใครๆ ก็ต้องมองมาที่เรา – be so good they can’t ignore you

แล้วโอกาสที่จะได้ทำในสิ่งที่รัก (แถมยังได้เงินดี) จะวิ่งเข้าหาเราแน่นอนครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ So good they can’t ignore you by Cal Newport

(ผมเองซื้อหนังสือมาอ่านหนึ่งรอบ และก่อนจะเขียนบทความนี้ผมก็เปิด Blinkist เพื่อสรุปหนังสือให้ฟังอีกรอบ โดย Blinkist คือแอพ/เว็บที่สรุปหนังสือให้อ่าน/ฟังภายในเวลา 15 นาที ถ้าคุณผู้อ่านใจดีสมัครฟรีผ่านลิงค์นี้ ผมจะได้ค่าขนม 50 เซ็นต์ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Banner468x60ver1.jpg