ห้านาทีเปลี่ยนชีวิต

20160410_FiveMinute

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทดลองวิธีการจดไดอารี่แบบนึง

มันมีชื่อว่า Five-minute journal หรือ การเขียนไดอารี่แบบใช้เวลาไม่เกินห้านาที

ไอเดียนี้ได้มาจากบล็อกน้องใหม่ชื่อว่า anuengblog ชื่อตอน 5-minute Journal…หัดคิดบวกวันละ 5 นาที

แล้วเผอิญ Smart Passive Income podcast ตอน SPI 140: Productivity and the Early Morning Routine with Hal Elrod ก็พูดถึงเรื่องนี้ ก็เลยต้องลองเอามาใช้ซักหน่อย

คุณสามารถซื้อ Five-minute journal จากเว็บไซต์เขาได้เลย ราคา $22.95 หรือประมาณ 700 บาท

แต่ผมว่าใช้แค่สมุดเปล่าก็ได้เหมือนกัน

การเขียนไดอารี่สไตล์นี้ต้องแบ่งเวลาเขียนตอนเช้าหลังตื่นนอน และตอนกลางคืนก่อนเข้านอน

ตอนเช้า ให้เขียนเรื่องดังต่อไปนี้

I’m grateful for…(3 อย่าง)
What would make today great? (3 อย่าง)
Daily affirmations – I am…

ข้อแรกก็คือ เรารู้สึกขอบคุณหรือดีใจกับสามเรื่องอะไรบ้าง เช่น

  • I’m grateful for my wife
  • I’m grateful for my baby’s sleeping pattern
  • I’m grateful that my parents are still healthy

ข้อที่สองก็คือ สามอย่างที่จะทำให้วันนี้เจ๋งสุดๆ ไปเลย เช่น

  • Successful delivery of Connect Day event
  • Write 2 blog posts
  • Get home early

ส่วนข้อที่สาม Affirmations เหมือนเป็นประโยคเตือนใจตัวเองว่าเราเป็นคนยังไงหรือมีอะไร เช่น

  • I get out of my comfort zone every day

เจ้าตัว Affirmations นี่ถ้าได้อ่านหนังสือประเภท The Secret หรือ The Science of Getting Rich จะเห็นว่าเขาให้เขียนถึงสิ่งที่เรายังไม่มีก็ได้ แต่ให้เขียนเป็นประโยคปัจจุบันราวกับว่าเรามีแล้ว เพื่อเป็นการตอกย้ำจิตใต้สำนึกเพื่อให้เราหาช่องทางไปสู่จุดๆ นั้นให้ได้ เช่น

  • I have 10,000 Likes on my Facebook page

ทั้งๆ ที่จริงๆ ตอนนี้ผมมีแค่ 7,200 Likes เท่านั้น แต่การเขียน Affirmations นี้ฝรั่งบอกว่า มันจะเป็นการ “หลอก” ให้จิตใต้สำนึกเชื่อว่าผมมี 10,000 Likes ซึ่งส่วนตัวผมก็ยังไม่รู้สึกว่าสามารถหลอกตัวเองได้นะครับ เพียงแต่ว่าจะลองทำดูก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร

—-

ส่วนตอนกลางคืน ก่อนจะเข้านอน ก็มานั่งเขียนอีกสองข้อคือ

3 Amazing things that happened today
How could I have made today better?

ข้อแรกคือ สามเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ซึ่งคงจะไม่ได้ amazing เสมอไป แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้ย้อนมองสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีที่วันนี้เรายังมีชีวิตอยู่

  • I upgraded my WordPress blog – no more ads!
  • My wife was in a really good mood
  • Ran 6k

ส่วนข้อที่สอง (และเป็นข้อสุดท้าย) ก็คือมีอะไรที่เราควรจะทำได้ดีกว่านี้บ้าง ซึ่งส่วนตัวผมว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่สุดในบรรดาหัวข้อทั้งหมด เพราะมันจะเตือนใจให้เราไม่ผิดพลาดซ้ำสอง (หรือซ้ำสาม ซ้ำสี่!) และอาจช่วยให้เราดีขึ้นวันละ 1%

  • Drink more water

—–

อ้อ แล้วถ้าจะเขียนเป็นภาษาไทยก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดนะครับ!

ความโดดเด่นของการเขียนไดอารี่แบบนี้ก็คือ มันใช้เวลาไม่มากเลย แค่วันละ 5 นาทีเท่านั้น เผลอๆ น้อยกว่านั้นด้วยซ้ำไป ดังนั้นจึงเป็นอุปนิสัย (habit) ที่ใครๆ ก็เริ่มทำได้เลยทันที

และข้อดีที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เรามีเวลาได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ก่อนที่จะต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกและความรับผิดชอบอันมากมาย และก่อนที่จะล้มตัวลงนอนเพื่อชาร์จแบตให้ตัวเอง

ที่ผมบอกว่า 5 นาทีเปลี่ยนชีวิต ก็เพราะว่ามันช่วยเปลี่ยนให้ผม “มองเห็น” เรื่องดีๆ ในแต่ละวันมากขึ้น ทำให้มีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยที่มักจะมองข้ามไป จึงมีประจุบวกภายในใจมากกว่าเดิมครับ

ไปลองดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
anuengblog: 5-minute Journal…หัดคิดบวกวันละ 5 นาที
The Five Minute Journal 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

สุขง่ายๆ

20160408_EasilyHappy

[ถาม] พอถึงจุดหนึ่งที่อยู่กับตัวเองมากๆ คิดว่าความสุขที่แท้จริงของมนุษย์คืออะไร

[ตอบ] มันอยู่ที่เรามอง สำหรับเรา เรารู้สึกว่าความสุขในทุกวันนี้หาได้ไม่ยาก เหมือนอย่างที่เคยเล่าออกไปว่า ในวันที่เรานอนอยู่เฉยๆ ไปไหนไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ แล้วพอวันหนึ่ง แค่เราได้เดินออกไปสูดอากาศหน้าบ้านในช่วงอากาศหนาวๆ โอ้โฮ มันมีความสุขมากเลย นี่คือต้นไม้สีเขียว นี่คือเสียงมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่าน มันเหมือนกับมีความสุขง่ายขึ้นมาก จำได้ว่าวันที่ให้ยาครั้งสุดท้ายเสร็จ พออาการดีขึ้น เราก็ขับรถออกไปนอกบ้าน ยังไม่มีจุดหมายเลยว่าจะไปไหน บอกแม่แค่ว่า พิมออกไปข้างนอกนะ แม่ก็หัวเราะแล้วบอกว่า ไปเลย ไปไหนก็ไป จังหวะเดียวกับที่เพื่อนโทร.มาหาพอดี คนหนึ่งอยู่หลังสวน คนหนึ่งอยู่อีกที่ แต่เชื่อไหมเราขับไปหมดทุกที่ที่ไปได้เลย จากที่ปกติขี้เกียจขับรถมากเพราะรู้อยู่แล้วว่ากรุงเทพฯ รถติด ตอนนั้นคืออยากติดก็ติดไปเลย เราไม่เป็นไร รถติดก็นั่งฟังเพลงไปพลางๆ แค่นี้ก็มีความสุข ถ้าเป็นแต่ก่อนนะ รถติด โมโหก่อนเลย แต่เดี๋ยวนี้นั่งรถนานๆ ก็ดีนะ เพลงนี้ก็ไม่ได้ฟังนานแล้วนะ มันเลยเกิดเป็นความคิดประหลาดๆ ขึ้นมา เขาถึงบอกว่า คนเราถ้าไม่เคยเจอความทุกข์ ก็จะไม่รู้ว่าความสุขนั้นเป็นอย่างไร”

– พิมมาดา บริรักษ์ศุภกร
a day BULLETIN Issue 402 4-10 เมษายน 2559
สัมภาษณ์ : วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, วสิตา กิจปรีชา, พิมพ์อร นทกุล
ถ่ายภาพ : ภาสกร ธวัชธาตรี

 

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ถ้ามาถามผมว่าชอบนักร้องผู้หญิงคนไหน พิมพ์ ซาซ่าน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ผมนึกถึง

เจ เพื่อนผู้หญิงที่เรียนด้วยกัน รู้ว่าผมปลื้มพิมพ์มาก วันหนึ่งพอบริษัทที่บ้านของเธอจัดงานคอนเสิร์ตและเชิญวงซาซ่ามา เลยชวนผมให้ไปดูคอนเสิร์ตนี้ และให้ผมเข้าไปขอลายเซ็นถึงหลังเวที

จำได้ว่าผมเขินมากจนต้องให้เจเป็นคนกรุยทางเข้าไปคุยให้ ผมเองได้คุยกับวงซาซ่าแค่ไม่กี่ประโยค แต่สุดท้ายก็ได้ลายเซ็นมาทั้งสามคน (จริงๆ ผมอยากได้ของพิมพ์คนเดียวนะ แต่น้องน้ำหวานกับน้องแก้วเขาจะเซ็นให้ด้วย ถ้าบอกว่าไม่ให้เซ็นก็อาจดูเสียมารยาทเกินไป!)

พอทำงานแล้ว วงซาซ่าก็เริ่มเงียบๆ ไป ระดับความปลื้มของผมจึงลดลงบ้าง แต่พอรู้ว่าเล็ก เพื่อนที่อยู่ทีมเดียวกัน เป็นเพื่อนสนิทของพิมพ์สมัยเรียนมัธยม ผมก็จะคอยถามไถ่เล็กเสมอว่าเจอพิมพ์บ้างมั้ย จะมาที่ตึกเราบ้างมั้ย ฯลฯ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยได้เจอตัวจริงซักที

มารู้ข่าวของพิมพ์อีกทีก็คือตอนที่เธอออกมาประกาศว่าเป็นมะเร็งรังไข่นี่แหละ

แน่นอนว่าต้องใจหาย แต่ก็โล่งอกที่เธอตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกๆ และได้รับการดูแลจากหมออย่างจริงจัง

พิมพ์ต้องรักษาผ่านการทำคีโมถึง 6 ครั้ง และครั้งสุดท้ายเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้เอง

ในฐานะแฟนคลับคนหนึ่ง ก็ขอส่งกำลังใจให้พิมพ์กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ในเร็ววันนะครับ

—–

ในบทสัมภาษณ์ a day BULLETIN พิมพ์บอกไว้ว่า แต่ก่อน สิ่งที่ทำให้พิมพ์ทุกข์ที่สุดคือเรื่องความรัก

จนมาเจอมะเร็งนี่แหละ ที่ทำให้เธอรู้ว่าทุกข์ที่หนักหน่วงจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร

และความทุกข์นั้นมันก็มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองที่เธอมีต่อความสุข

…แค่เราได้เดินออกไปสูดอากาศหน้าบ้านในช่วงอากาศหนาวๆ โอ้โฮ มันมีความสุขมากเลย นี่คือต้นไม้สีเขียว นี่คือเสียงมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่าน มันเหมือนกับมีความสุขง่ายขึ้นมาก

…รถติด ตอนนั้นคืออยากติดก็ติดไปเลย เราไม่เป็นไร รถติดก็นั่งฟังเพลงไปพลางๆ แค่นี้ก็มีความสุข

คนอะไร ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ก็มีความสุข รถติดก็ยังมีความสุข!

เพราะคนเรามองความสุขแบบสัมพัทธ์ (Happiness is relative)

เราจะเปรียบเทียบสิ่งที่เรามีกับสิ่งที่เรายังไม่มี หรือเปรียบเทียบสิ่งที่เรามีกับสิ่งที่คนอื่นมีเสมอ

ในกรณีของพิมพ์ ที่เคยป่วยจนไปไหนมาไหนไม่ได้ การได้ออกจากบ้านคือความสุขอย่างยิ่ง

ในกรณีของผม ที่ไม่เคยป่วยหนัก การได้ออกจากบ้าน ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ ได้นั่งฟังเพลงตอนรถติด จึงไม่ได้ทำให้มีความสุขเท่าไหร่

บทสัมภาษณ์ของพิมพ์ เป็นเครื่องเตือนใจที่ดี ว่าตอนนี้ผมอาจตกอยู่ในภาวะความสุขเฟ้อ ที่ทำให้เรามองไม่เห็นความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา

ข่าวดีก็คือ ผมไม่จำเป็นต้องรอให้ป่วยหนักเสียก่อน ถึงจะมีความสุขแบบนี้ได้

มันเป็นทักษะที่ผมเริ่มฝึกได้ทันที

แค่ใส่ใจให้มากขึ้น

และเรียกร้องให้น้อยลงเท่านั้นเอง

—–

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN Issue 402 4-10 เมษายน 2559

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานถามให้เป็น

20160408_AskTheRightQuestion

แจ๊คกับแม๊กซ์เป็นเพื่อนร่วมงานที่ชอบออกไปยืนดูดบุหรี่คุยกันเป็นประจำ

วันหนึ่ง ขณะกำลังยืนดูดบุหรี่ปุ๋ยๆ อยู่ที่หน้าออฟฟิศ ทั้งสองได้ยินเสียงระฆังของโบสถ์ที่อยู่ข้างๆ แจ๊คจึงเกิดคำถามขึ้นมาว่าการสูบบุหรี่ระหว่างสวดมนต์นี่เป็นเรื่องที่ทำได้รึเปล่า

แม๊กซ์: ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมคุณไม่ลองเดินไปถามบาทหลวงดูล่ะ

แจ๊คจึงเดินเข้าไปหาบาทหลวงที่โบสถ์ “พ่อครับ ตอนสวดมนต์นี่ผมสูบบุหรี่ได้มั้ยครับ?”

บาทหลวงคิ้วขมวด หันมาตอบว่า “ไม่ได้นะลูก นั่นเป็นการดูหมิ่นศาสนาเราอย่างแรงเลย”

แจ๊คจึงเดินกลับไปบอกกับแม๊กซ์ว่าบาทหลวงห้ามสูบบุหรี่ตอนสวดมนต์

แม๊กซ์บอกว่า “ก็ไม่แปลกหรอก คุณถามคำถามผิดนี่หน่า เดี๋ยวผมขอลองอีกที”

แม๊กซ์จึงเดินเข้าไปหาบาทหลวงแล้วถามว่า “พ่อครับ ผมสวดมนต์ตอนสูบบุหรี่ได้มั้ยครับ?”

บาทหลวงตอบอย่างกระตือรือร้นว่า “ได้สิลูก การสวดมนต์นั้นเป็นสิ่งดี จะทำที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น”

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เพิ่มโอกาสที่จะได้คะแนนประเมินดีๆ ตอนสิ้นปี

20160403_Appraisal

สิ่งหนึ่งที่พนักงานประจำต้องเจอกันแทบทุกคนคือการประเมินผลงานประจำปี หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Performance Review / Performance Appraisal

งานประเมินผลเป็นงานที่ต้องใช้พลังพอสมควร เพราะเรตติ้งที่ได้จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเราจะได้โบนัสเท่าไหร่ รวมถึงจะได้ขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนขั้นหรือไม่

วันนี้ผมเลยมีเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้การประเมินผลตอนปลายปีของเรานั้นง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มความน่าจะเป็นที่เจ้านายจะให้คะแนนเราดีขึ้นด้วย

วิธีนั้นก็คือการจดผลงานตัวเองครับ

ผมแนะนำให้จดลง Excel หรือ Evernote ก็ได้

เวลาที่เราทำผลงานอะไรดีๆ มันมักจะมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในอีเมล์หรือในเอกสารอื่นๆ อยู่แล้ว ดังนั้นเราก็เพียงจดไว้ว่า วันที่เท่านี้ เดือนนี้ ผลงานที่โดดเด่นของเราคืออะไร โดยมีกำกับไว้ด้วยว่าให้ไปดูเมล์ที่ส่งโดยใคร ณ วัน และเวลาไหน

พอถึงปลายปี เราก็เปิดไฟล์ Excel นี้ขึ้นมาก็จะเห็นบันทึกงานดีๆ ที่เราทำไว้ทั้งหมด และสามารถเขียนสรุปให้กับหัวหน้าได้ว่า ในปีที่ผ่านมาเราได้สร้างผลงานอะไรออกมาบ้าง

ด้วยวิธีนี้ ก็จะมั่นใจได้ว่า ความดีที่เราทำมาจะไม่ตกหล่นและสูญหาย เพราะโดยปกติพอถึงปลายปี สิ่งที่หัวหน้าจะจำได้จริงๆ ก็คืองานที่โดดเด่นมากๆ กับงานที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงสองสามเดือนสุดท้ายเท่านั้น ดังนั้นการบันทึกงานของเราไว้ตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้หัวหน้าเห็นภาพการทำงานของเราครบทั้งปีจริงๆ ก่อนที่จะตัดสินว่าเราควรจะได้เรตติ้งเท่าไหร่

ในทางกลับกัน หัวหน้าก็ใช้วิธีนี้ได้นะครับ ลูกน้องทำดีหรือทำผิดพลาดอย่างไร ก็จดลง Excel ไว้เลย ปลายปีจะได้ไม่ต้องมานั่งระลึกชาติว่าลูกน้องคนนี้ทำอะไรมาบ้าง จะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มความมั่นใจในการประเมินงานเพิ่มขึ้นเยอะเลยครับ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ประชุมอย่างไรให้ได้เรื่องได้ราว

20160406_Meeting

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งจัดงาน Connect Day ที่บริษัทไป

งาน Connect Day เป็นงานที่พนักงานในออฟฟิศต่างๆ ทั่วโลกมาคุยกันถึงเป้าหมายหลักขององค์กรในปีนี้ เพื่อให้ เข้าใจว่าสิ่งที่เราทำมัน connect กับทิศทางของบริษัทอย่างไรบ้าง

งานที่เราจัดที่ออฟฟิศกรุงเทพมีคนมาร่วมงานหลายร้อยคน ภาพงานที่กรุงเทพถูกเลือกไปอยู่บน homepage ของ intranet ของบริษัท (ซึ่งมีพนักงานทั่วโลกห้าหมื่นกว่าคน) แสดงว่าผลงานของคนไทยมีดีพอตัวเลย

การจัดงานของเราประสบความสำเร็จขนาดนี้ โดยมีทีมงานหลักแค่ 6 คน และที่ผมคิดว่าเจ๋งมากก็คือ เราจัดงานนี้ด้วยการประชุมกันแค่สามครั้ง ครั้งละ 30 นาทีเท่านั้น

วันนี้ก็เลยอยากมาแชร์ว่า เราประชุมกันอย่างไรเพื่อให้ได้เนื้อได้หนัง ได้เรื่องได้ราวครับ

อย่าประชุมเกิน 1 ชั่วโมง
เพราะคนเราไม่สามารถโฟกัสอะไรได้นานไปกว่านั้นอยู่แล้ว ถ้าจำเป็นต้องประชุมนานกว่าหนึ่งชั่วโมงจริงๆ ก็ควรจะมีเวลาให้พักเบรค เพื่อเป็นการชาร์จแบตก่อนจะมาลุยกันใหม่

ให้ทุกคนเห็นภาพตรงกันก่อน
ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำคืออะไร ข้อมูลสำคัญๆ มีอะไรบ้าง และเนื้องานมีด้านไหนบ้าง อย่างงานของผม ก็จะมีเรื่องเกี่ยวกับการจัดเตรียมสถานที่ การเตรียมอาร์ทเวิร์ค การสื่อสารให้พนักงานในองค์กรรับทราบ การหาและบรี๊ฟตากล้อง ฯลฯ

ให้แต่ละคนเลือกงานที่ตัวเองถนัด
ในกรณีนี้ งานที่เราทำมันเป็นงานอาสา คือเป็นทีมงานที่รวมกันเฉพาะกิจเพื่อมาจัดงาน Connect Day พอทุกคนรู้แล้วว่างานที่ต้องทำมีอะไรบ้าง ก็ให้เขาได้เลือกงานที่ตัวเองถนัดและอยากทำ อย่างพี่ใหญ่ก็จะดูแลเรื่อง sourcing ทั้งหมด (เตรียมงบ สั่งอาหาร สั่งเสื้อ) ส่วนผมดูแลเรื่องการสื่อสารทั้งหมด เป็นต้น

ให้คนที่รับผิดชอบงานนั้นมีดาบกายสิทธิ์
ในความหมายที่ว่า เมื่อเขารับผิดชอบงานนั้นแล้ว เขาควรจะมีอิสระพอสมควรที่จะเลือกว่าอยากจะทำออกมาแบบไหน เช่นโอ๋กับไตเติ้ลดูเรื่องการจัดเตรียมสถานที่ ผมก็ให้เขาคิดเองเลยว่าอยากจะจัดออกมาในรูปแบบไหน และถ้าเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเรา (เช่นคำพูดหรือ wording ที่จะใช้ในฉาก) เราก็คอยช่วยเติมเต็มตรงนั้น ส่วนน้องอีกคนชื่อเดียร์ที่ดูแลด้านอาร์ทเวิร์ค ผมก็แค่บอกเขาไปว่าไอเดียหลักๆ เป็นอย่างไร จะไปเอาโปรแกรมทำภาพฟรีได้ที่ไหน ที่เหลือก็ให้เขาโซโลตามที่เห็นว่าเหมาะ และส่งงานมาให้เราดูเป็นระยะๆ

เวลาประชุม ให้ทุกคนได้พูด
ข้อดีของการที่ทุกคนมีหน้าที่ที่ชัดเจน (และมีดาบกายสิทธิ์) ก็คือ ทุกคนจะรู้สึกว่าตัวเองมีบทบาทและส่วนร่วมในการประชุมนั้น เวลาประชุมก็จะง่าย เพราะแต่ละคนก็จะผลัดกันพูดถึงงานที่ตัวเองรับผิดชอบ ซึ่งถ้าเราคิดงานให้ละเอียดและแจกจ่ายงานได้ครบถ้วนแล้วล่ะก็ การประชุมจะไหลลื่นมาก

ทุกคนมี Action ชัดเจนหลังประชุมเสร็จ
เป้าหมายหลักของการประชุมมีอยู่สามอย่างเท่านั้น คือแชร์ข้อมูลที่สำคัญ ตัดสินใจร่วมกัน ก่อนจะแยกย้ายไปทำงานที่ได้รับมอบหมายมา (อ่านเพิ่มเติมได้ที่เขียนรายงานการประชุมแบบคนรุ่นใหม่) ดังนั้น การประชุมที่ดี คือการประชุมที่ทุกคนรู้ว่า ตัวเองต้องทำอะไรบ้างเมื่อเดินออกจากห้องนี้ไปแล้ว

ทีมงานรองไม่จำเป็นต้องเข้าประชุม
นอกจากทีมงาน 6 คนแล้ว เรายังได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ (ซึ่งผมขอเรียกว่าทีมงานรอง) อย่างน้อยอีกสิบคน แต่เราไม่ได้เชิญคนเหล่านี้เข้าประชุม เพราะเราถือว่าให้เจ้าของงานไปขอความช่วยเหลือและคุยเองได้เลย ซึ่งทำให้คล่องตัวกว่าและไม่ไปรบกวนเวลาคนเหล่านั้นมากเกินไปด้วย

การประชุมนั้นเป็นเครื่องมือที่ดีในการสื่อสารและในการผลักให้งานเดินหน้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องใช้มันให้เป็นด้วย ไม่อย่างนั้นแล้วการประชุมจะเป็นเพียงข้ออ้างที่ทำให้เรา “ยุ่ง” จนไม่ได้ทำงานที่สำคัญจริงๆ ครับ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com