เจ้านายกับผู้นำ

20151208_BossLeader

Remember the difference between a boss and a leader; a boss says “Go!” – a leader says “Let’s go!”

ความแตกต่างระหว่างเจ้านายและผู้นำก็คือ เจ้านายจะพูดว่า “ไปได้แล้ว!” ส่วนผู้นำจะพูดว่า “ไปกันเถอะ!”

– Anonymous

—–

สมมติว่าคุณเป็นหัวหน้าทีม ได้งานชิ้นหนึ่งมา ซึ่งเป็นงานที่จำเป็นต้องทำ แต่ดันไม่มีใครอยากทำเพราะว่างานมันไม่สนุกและสิ้นเปลืองเวลา คุณจะทำอย่างไร?

ถ้างานชิ้นนี้ต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมงถึงจะทำเสร็จ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือโยนให้ลูกน้องที่ว่านอนสอนง่ายที่สุดในทีมทำ

แต่วิธีที่ผมเชื่อว่าดีกว่าในระยะยาว ก็คือการซอยงานนี้ให้ทุกคนทำร่วมกัน

ผมเรียกวิธีนี้ว่า Share the pain

ตอนที่ผมทำงานซัพพอร์ต ทีมผมมีกัน 8 คน ดังนั้นงานแทนที่จะโยนงานให้คนๆ เดียวต้องทุกข์ทรมานถึงสองชั่วโมง ผมจะขอให้ทุกๆ คนในทีมช่วยกันทำ โดยแต่ละคนอาจใช้เวลาประมาณคนละ 20 นาทีกับงานน่าเบื่อชิ้นนี้

รวมเวลาแล้วอาจจะใช้เวลามากกว่าให้คนเดียวทำก็จริง แต่ผมถือว่าคุ้ม เพราะแน่ใจได้ว่า ปัญหาน้อยเนื้อต่ำใจจะไม่เกิดขึ้น

และที่สำคัญ การที่ทุกคน (รวมถึงหัวหน้าทีม) ร่วมกันแบ่งเบาภาระ มันก็แสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันของคนในทีม ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์เหนือใคร ทุกๆ คนยอมเจ็บปวดเล็กน้อยเพื่อให้งานลุล่วง

ดีกว่าตัวเองสบายและปล่อยให้เพื่อนต้องลำบากครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เมื่อเงินไม่ได้แก้ปัญหา

20151207_MoneyNotAWayOut

วันนี้อยู่ๆ ก็นึกถึงการทดลองหนึ่งที่ถูกพูดถึงในหนังสือเรื่อง Freakonomics ครับ

หนังสือเรื่องนี้เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์สองคนชื่อ Steven D. Levitt และ Stephen J. Dubner ว่าด้วยการอธิบายปรากฎการต่างๆ ในสังคมด้วย “เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” (behavioral economics)

การทดลองที่ว่า เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับผู้ปกครองที่มารับลูกที่เนอสเซอรี่ (ฝรั่งเรียกว่า Daycare)

นักวิจัยนาม Uri Gneezy (อูริ กนีสซี่*) ได้ลองเก็บข้อมูลเนอสเซอรี่ 10 แห่งในเมืองไฮฟา ประเทศอิสราเอล

เนอสเซอรี่แต่ละแห่งจะมีเด็กไม่เกิน 35 คน และมีกฎชัดเจนว่าผู้ปกครองจะต้องมารับเด็กตอนสี่โมงเย็น แต่เนอสเซอรี่ทั้งสิบแห่งก็จะมีผู้ปกครองมารับลูกช้ามากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป

อูริใช้เวลา 20 สัปดาห์ในการทำการทดลอง

ใน 4 สัปดาห์แรก อูริเก็บข้อมูลของเนอสเซอรี่ทั้งสิบแห่ง พบว่ามีผู้ปกครองที่มารับลูกช้าแห่งละประมาณ 7 ถึง 13 คน

ในสัปดา์ที่ 5-16 อูริขอให้เนอสเซอรี่ 6 ใน 10 แห่ง เริ่มเก็บค่าปรับผู้ปกครองที่มารับลูกช้าเกิน 10 นาที คนละ 10 NIS หรือราวๆ 100 บาท ซึ่งไม่ได้เป็นเงินเยอะมากนักเมื่อเทียบกับค่าเลี้ยงดูเด็กที่ตกราวๆ เดือนละ 1400 NIS หรือ 14000 บาท)

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนต้องแปลกใจ เพราะเนอสเซอรี่ทั้งหกแห่งที่มีค่าปรับ ทำให้จำนวนผู้ปกครองที่มารับเด็กสายเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก บางแห่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเสียด้วยซ้ำ ส่วนเนอสเซอรี่อีกสี่แห่งที่ไม่ได้มีเก็บค่าปรับ (ภาษาวิจัยเรียกว่า Control Group หรือกลุ่มควบคุม) ตัวเลขผู้ปกครองที่มารับเด็กช้ายังเท่าเดิม

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ในสัปดาห์ที่ 16-20 อูริขอให้ทางเนอสเซอรี่ยกเลิกค่าปรับเสีย แต่ผลปรากฎว่า จำนวนผู้ปกครองที่มารับลูกสายไม่ได้ลดลงจากช่วงที่มีเก็บค่าปรับเลย ซ้ำร้ายจำนวนผู้ปกครองที่มารับเด็กสายกลับเพิ่มขึันอีก ยกตัวอย่างเนอสเซอรี่เบอร์ห้า ที่มีเด็ก 33 คน ก่อนจะเก็บค่าปรับ ผู้ปกครอง 11.75 คนจะมารับเด็กช้า (30%) แต่หลังจากเก็บค่าปรับและหยุดค่าปรับแล้ว ผู้ปกครองมารับเด็กช้าถึง 29.5 คน หรือ 90% เลยทีเดียว

DayCare

การทดลองนี้ให้บทเรียนอะไรบ้าง?

ประเด็นแรกก็คือเรื่องของ “แรงจูงใจ” ของผู้ปกครองที่มารับเด็กตรงเวลา เนื่องจากเพราะว่าเกรงใจไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ดูแลเด็กต้องลำบากมารอ การมารับเด็กให้ตรงเวลาจึงเป็น “หน้าที่ที่พึงกระทำ” และหากมาไม่ตรงเวลาก็จะทำให้ผู้ปกครองกลุ่มนี้รู้สึกผิด

แต่พอมีการเก็บค่าปรับขึ้นมา ผู้ปกครองก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป เงินค่าปรับเป็นเพียง “ราคา” ที่ผู้ปกครองยินดียอมจ่าย เพื่อแลกกับการไม่ต้องตาลีตาเหลือกมารับลูกให้ทันตอนสี่โมงเย็น

ประเด็นที่สองก็คือ หลังจากยกเลิกค่าปรับไปแล้ว สถานการณ์กลับไม่ดีขึ้นเลย แถมกลับแย่ลงด้วยซ้ำ นี่อาจเป็นเพราะว่า หลังจากการมาสายถูกให้ค่าเป็นตัวเงินไปแล้ว ก็เป็นการยากที่ผู้ปกครองจะกลับมามองว่าการมาตรงต่อเวลาเป็นเรื่องของ “หน้าที่” อีกครั้ง ยิ่งพอไม่มีค่าปรับ ก็เหมือนกับการส่งสัญญาณว่า ตอนนี้ “มาสายได้ฟรีๆ” แล้วนะ ผู้ปกครองใช้สิทธิ์มาสายเพิ่มขึ้นไปอีก

ครับ สำหรับบางสถานาการณ์ การใส่ “เงิน” ลงไปทำให้สถานการณ์แย่ลงและไม่สามารถกู้กลับมาได้อีกเลย (irrecoverable damage)

ดังนั้น เวลาเราเจอปัญหาอะไร ก่อนที่จะด่วนสรุปว่าจะใช้เงินแก้ปัญหา ก็ขอให้นึกถึงการทดลองนี้ไว้นะครับ จะได้ไม่ตกที่นั่งลำบากอย่างเนอสเซอรี่ในการทดลอง (ซึ่งผมว่าป่านนี้อาจจะยังเคืองนายอูริไม่หาย)

—–

ป.ล. ผู้อ่านบางท่านอาจคิดเหมือนผมว่า จริงๆ แล้วเงินก็ยังแก้ปัญหาได้นั่นแหละ เพียงแต่ในการทดลองนี้อูริเขาตั้งค่าปรับถูกเกินไป หรือไม่ก็โครงสร้างค่าปรับไม่ค่อยเวิร์ค แต่ผมขอไม่พูดถึงแล้วกันนะครับเพราะจะทำให้สูญเสียเนื้อหาหลักครับ

—–
* อ้างอิงจาก Pronouncenames.com ชื่อ Uri อ่านว่าอูริ แต่ Gneezy ไม่มีข้อมูลครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
Freakonomics: A Rogue Economist Explores the Hidden Side of Everything by Steven D. Levitt & Stephen J. Dubner

A Fine is a Price by Uri Gneezy and Aldo Rustcichini

กฎ 10/20/30 ของการทำสไลด์

201512006_102030Rule

สวัสดีครับ วันนี้มีเทคนิคดีๆ จาก Guy Kawasaki ครับ

คุณกายคาวาซากิเคยทำงานเป็น Chief Evangelist ของ Apple มาก่อน

คำว่า Evangelist ในความหมายเดิมคือผู้ที่ออกไปพูดโน้มน้าวผู้คนให้เปลี่ยนมานับถือศานาคริสต์

ดังนั้น คงจะพอเดาได้ว่า หน้าที่ของกายคาวาซากิในตำแหน่ง Chief Evangelist ก็คือการเผยแพร่ “ศาสนาแอปเปิ้ล” นั่นเอง

ลองอ่านประวัติเขาเต็มๆ ได้บน LinkedIn ครับ

—–

นอกจากจะทำงานประจำแล้ว คุณกายคาวาซากิยังเป็น Venture Capitalist อีกด้วย

Venture Capitalist หรือ VC คือคนที่ถือเงินและมองหาการลงทุนในกิจการที่น่าสนใจ โดยเจ้าของกิจการก็จะไปเสนอรายละเอียดธุรกิจ (pitch) ให้กับ VC และถ้า VC ถูกใจก็จะร่วมลงทุน และร่วมเป็นเจ้าของ ยกตัวอย่างเช่น Wongnai ที่ได้ทุนจาก VC ของญี่ปุ่นเมื่อสองปีที่แล้วเป็นต้น

กายคาวาซากิบอกว่า เขาต้องเข้าฟังการ pitch จากเจ้าของกิจการมากมาย และการพิทช์ส่วนใหญ่ก็ทำให้เขา “สูญเสียการได้ยินและการมองเห็น” ไปเพราะว่าสไลด์ที่เจ้าของกิจการใช้มันไม่เวิร์คเอาซะเลย

เขาเลยขอเสนอกฎที่ชื่อว่า 10/20/30 สำหรับการทำ Powerpoint* ครับ

กฎ 10/20/30 แตกเนื้อหาออกได้ดังนี้

สไลด์ควรจะยาวไม่เกิน 10 หน้า
ความยาวของการพรีเซ็นต์ไม่เกิน 20 นาที
ใช้ขนาดฟอนท์ 30 พ้อยท์ขึ้นไป

อ่านรายละเอียดเต็มๆ ได้ในบล็อกที่เขาเขียน** แต่ผมขอสรุปหลักการและเหตุผลมาให้ฟังก็แล้วกันนะครับ

10 สไลด์
กายคาวาซากิบอกว่า ในการประชุมหนึ่งครั้ง คนเราไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้มากกว่า 10 เรื่องหรอก สไลด์สิบแผ่นที่ผู้ร่วมลงทุนอย่าง Venture Capitalist สนใจที่จะเห็นจากเจ้าของธุรกิจอย่างคุณก็คือ

1. ปัญหา (Problem)
2. ทางออกที่ธุรกิจคุณจะสร้างให้ (Your solution)
3. ธุรกิจของคุณจะทำเงินยังไง (Business Model)
4. เทคโนโลยีที่จะใช้ (Underlying magic / technology)
5. การตลาดและการขาย (Marketing & Sales)
6. คู่แข่ง (Competition)
7. ทีมงาน (Team)
8. คาดการณ์ยอดขาย/จำนวน users และหมุดหมายสำคัญของบริษัท เช่นปีหน้าจะมีรายได้เท่าไหร่ จะมีผู้ใช้งานครบล้านคนเมื่อไหร่ ฯลฯ (Projections & milestones)
9. สถานะและสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ (Status & Timeline)
10. บทสรุปและสิ่งที่อยากให้ผู้ฟังทำ (Summary and call to action)

แน่นอน พวกเราส่วนใหญ่คงไม่มีโอกาสได้ทำ pitching กับเหล่า Venture Capitalists ดังนั้นเนื้อหาของสไลด์ย่อมต้องแตกต่างกันไป และจำนวนสไลด์อาจจำเป็นต้องมากกว่า 10 สไลด์

แต่ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะระลึกไว้เสมอว่าคนฟังไม่สามารถจะเรียนรู้เรื่องอะไรได้มากมายนักในการพรีเซ้นท์แค่ครั้งเดียว ดังนั้นจงอย่ายัดอะไรลงไปมากเกินความจำเป็นครับ

ความยาวไม่เกิน 20 นาที
แม้จะมีเวลาในการประชุมถึงหนึ่งชั่วโมง เนื้อหาที่เราพูดก็ไม่ควรเกิน 20 นาที แล้วเอาเวลาที่เหลือใช้ไปกับการซักถามและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากกว่า

อีกอย่างเราไม่ได้มีหนึ่งชั่วโมงจริง เพราะบางคนก็เข้าประชุมสาย บางคนก็ต้องออกก่อน บางทีก็เจอปัญหาทางเทคนิคทำให้ล่าช้า เพราะฉะนั้นจงพูดแต่เรื่องที่มีความสำคัญเท่านั้น ถ้าเราพูดได้เนื้อหาครบถ้วนในเวลา 20 นาที คงไม่มีใครบ่นหรอกครับว่าเราพูดสั้นเกินไป

ขนาดฟอนท์ 30 พ้อยท์
บ่อยครั้งเหลือเกินที่กายคาวาซากิเจอสไลด์ที่ใช้ฟอนท์ไซส์ 10 ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะเกิดจากสองสาเหตุ หนึ่งคือคนพูดนำเสนอคิดว่ายิ่งมีเนื้อหาเยอะๆ ยิ่งทำให้ดูน่าประทับใจ (ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย) สองก็คือคนพูดไม่ได้เข้าใจสิ่งที่จะพูดดีพอ เลยต้องเอาเนื้อหามายัดลงในสไลด์แล้วอ่านตาม ซึ่งถ้าผู้ฟังรู้สึกว่าผู้พูดอ่านสไลด์เมื่อไหร่ ผู้ฟังก็จะหยุดฟังแล้วก็อ่านสไลด์เองเลยเพราะเร็วกว่ากันเยอะ

การใช้ฟอนท์ขนาด 30 จะเป็นการบังคับให้ผู้พูดต้องทำการบ้านมาอย่างดีว่าจะหยิบคำอะไรขึ้นมาใส่ในสไลด์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเมื่อเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสไลด์ ผู้พูดก็จะต้องเตรียมตัวฝึกซ้อมมาอย่างดีไปโดยปริยายครับ

อ้อ แล้วถ้าฟอนท์ 30 มันใหญ่เกินกว่าเราจะรับได้จริงๆ กายคาวาซากิก็ให้สูตรคำนวณขนาดฟอนท์มาด้วยนะครับ โดยบอกว่าให้เราลองดูซิว่าคนที่แก่ที่สุดในกลุ่มผู้ฟังอายุเท่าไหร่ แล้วเอาอายุนั้นหารสอง เช่นถ้าเราต้องพูดคุยกับคนในทีมที่อายุไม่เกิน 30 ปี การใช้ฟอนท์ไซส์ 15 ยังพอรับได้ แต่ถ้าคุณต้องไปนำเสนอให้กับท่านซีอีโออายุ 52 ปี ก็ไม่ควรใช้ฟอนท์ไซส์เล็กกว่า 26 pts ครับ (สงสารท่านบ้างเถอะ)

—–

ใครที่อยากอ่านบล็อกตอนอื่นๆ เกี่ยวกับการทำ Presentation ขอเชิญอ่านได้ที่นี่ครับ

8 วิธีบอกลา Powerpoint ห่วยๆ 
เหตุผลที่ Amazon ไม่ใช้ Powerpoint ในการประชุม
จะทำสไลด์ อย่าเปิด Powerpoint

—–

* แม้กายคาวาซากิจะเป็นสาวกแอปเปิ้ลเต็มตัว แต่เขากลับพูดถึง Powerpoint ของ Windows แทนที่จะเป็น Keynote ของ Apple นั่นคงเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ยังใช้ Windows อยู่นั่นเอง

** ผมอ่านเจอกฎ 10/20/30 จากหนังสือ Enchantment ก่อนจะมาเจอเขาพูดเทคนิคนี้อย่างละเอียดในหนังสือ The Art of the Start (ศิลปะแห่งการทำ Startup)

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Guy Kawasaki’s Blog: The 10/20/30 Rule of Powerpoint
ขอบคุณภาพจาก Wikimedia 

Banner468x60ver1.jpg

คนตรง

20151206_TaoSomchai

คุณคิดว่า ความเป็นลูกผู้ชายคืออะไร

ทำอะไรก็ตามให้เป็นธรรมชาติครับ คุณคิดอะไรคุณก็ทำอย่างนั้น ผมเป็นคนตรง แต่ตอนหลังผมไม่ผ่าซาก ผมก็จะตรงแบบมีหลักการ บางทีตรงเกินไป พูดไม่เข้าหูคนอื่นก็ไม่ดี

– สมชาย เข็มกลัด

In Talk, We Trust

—–

เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว สมัยแกรมมี่กับอาร์เอสแข่งกันเป็นใหญ่ เราก็จะได้เห็น “มวยถูกคู่” ที่แต่ละฝ่ายต่างส่งออกมาประมือกัน

เจ เจตริน ปะทะ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง
เต๋า สมชาย ปะทะ มอส ปฏิภาณ
UHT ปะทะ ลิฟท์กับออย

ผมเองเชียร์แกรมมี่มากกว่า แต่สุดท้ายก็ซื้อเทปของทั้งสองค่ายนั่นแหละ

เป็นช่วงเวลาที่คลาสสิคดีนะครับผมว่า

—–

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณเต๋า สมชายเป็นข่าวเรื่องทะเลาะวิวาท

ได้มาอ่านสัมภาษณ์ในหนังสือ In Talk We Trust (รวบรวมจาก a day bulletin) ถึงได้รู้ที่มาที่ไป

อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจไปคุยกับจิตแพทย์

จริงๆ จุดเริ่มต้นที่คิด คือวันหนึ่งผมไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม มีเด็กขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด เข้ามากอดผม แล้วเขาพูดว่า “พี่เป็นแบดไอดอลของผมเลย” ผมอึ้งนะ ไม่ได้รู้สึกเจ็บ แต่รู้สึกกลัว…คิดว่ามันเป็นเรื่องอันตรายกับคนอื่นนะ…มันทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เราต้องแคร์คนอื่นบ้าง เลยคิดว่าก่อนกลับมาทำงานอีกครั้งต้องไปคุยกับจิตแพทย์…จิตแพทย์เขาบอกว่าสมองผมมีสารเคมีตัวหนึ่งที่หลั่งออกมา ทำให้สมองสั่งการผิด เวลามีคนพูดกับผมไม่ถูกหูหน่อยก็จะมีเรื่องเลย แทนที่สมองจะสั่งการให้ค่อยๆ ฟัง อย่าเดินเข้าไป แต่ของผมมันสั่งให้มีเรื่องไปเลย…หมอเรียกผมว่าพวกระเบิดชนวนสั้น คือจุดแล้วระเบิดเลย…ผมเริ่มปรับตัวด้วยการคุยกับจิตแพทย์ เริ่มกินวิตามินบำรุงสมอง งดกินเหล้าด้วย 6 เดือน ค่อยๆ ปรับโน่นนี่นั่น พอผมบอกหมอว่าจะกลับกรุงเทพฯ แล้ว ปรากฎว่าหมอก็เปิดไวน์ฉลองเลย บอกว่ากินได้แล้วนะครับ (หัวเราะ)

ดาราแต่ละคนมีภาพลักษณ์ไม่เหมือนกัน หลายคนอาจจะมองว่าคุณเต๋าเป็นนักเลง อารมณ์ร้อน

แต่ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่าหลายคนเชื่อว่าคุณเต๋าเป็นคนจริงใจไม่มีมารยาเยอะ

“บางทีมีคนมาคุยกับผม ผมก็จะมีหน้าเดียว หมายความว่าเดินออกไปจากตรงนี้ ผมก็จะไม่นินทาใครหรือเอามีดมาแทงข้างหลังใคร คุณเห็นผมหน้านี้ ผมเดินออกไปผมก็เป็นหน้านี้ หันกลับมาผมก็เป็นหน้านี้”

ประโยคสัมภาษณ์ที่กระทบใจผมที่สุดคือ

“ผมเป็นคนตรง แต่ตอนหลังผมไม่ผ่าซาก”

นั่นแสดงว่า คุณเต๋า สมชายน่าจะเรียนรู้ที่จะพูดจาให้ฉลาดขึ้น โดยที่ไม่ได้สูญเสียความเป็นคนตรงไปตรงมาของตัวเองไป

ตัวผมเองก็เป็นคนพูดตรง จนบางทีก็ตรงเกินไป

ครั้งหนึ่งเคยเข้าร่วมประชุมกับรุ่นพี่ พอเห็นว่าการคุยกันเริ่มออกทะเล ผมเลยโพล่งขึ้นมากลางที่ประชุมเพื่อชี้ให้เห็นว่าเขากำลังเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ จนรุ่นพี่คนหนึ่งหน้าเสียแล้วเดินออกจากห้องประชุมไปเลย

แฟน: รุ่นพี่คนนั้นเขาเคืองเธอแน่ๆ
ผม : ก็เราพูดเรื่องจริงนี่
แฟน: ถึงจะพูดเรื่องจริง แต่ก็มีวิธีพูดให้ดีกว่านี้ได้ไม่ใช่เหรอ

ซึ่งก็ถูกของแฟนผม

บางทีเราเองก็ยึดติดกับนิยามของการเป็น “คนตรง” เกินไป

และต่อให้เรามีเจตนาดีหรือบริสุทธิ์แค่ไหน ถ้าสิ่งที่เราเปล่งออกไปเป็นมะนาวไม่มีน้ำหรือไม่ใช้วาทศิลป์เพื่อถนอมน้ำใจอีกฝ่ายเลย คำพูดและเจตนาของเราก็อาจถูกตีความอย่างผิดๆ

ซึ่งนั่นย่อมเป็นสิ่งที่น่าเสียดายสำหรับทุกฝ่ายเลยทีเดียว

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 
ขอบคุณภาพจาก Wikimedia 

Pic & Pause: ตาเนื้อ

20151204_BareEyes

สวัสดีครับ วันนี้วันศุกร์ ถ้าไม่มีนิทานมาเล่า ผมก็จะเอารูปเจ๋งๆ มาฝากนะครับ

Pic & Pause คือภาพที่เห็นแล้วทำให้ “หยุด” และคิดอะไรไปได้ต่างๆ นาๆ

ดังเช่นรูปนี้เป็นต้น

SeeWithTheEyes

เหตุใดคุณยายถึงไม่หยิบมือถือขึ้นมา?

ก. คุณยายไม่มีมือถือ
ข. มือถือคุณยายถ่ายรูปไม่ได้
ค. มือถือคุณยายถ่ายรูปได้ แต่ถึงถ่ายไปก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปเปิดโชว์ให้ใครดู
ง. คุณยายอยากซึมซับบรรยากาศและความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ วินาทีนี้ให้มากที่สุด
จ. อื่นๆ (โปรดระบุ ……….)

หนึ่งคนใช้ตาเนื้อ อีกร้อยคนใช้ตาพลาสติก

คุณล่ะ ใช้ตาอะไรเป็นหลัก?

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
Quora: Ankit Anand’s answer to What are the best things in the world that the coming generations will miss?