5 คุณูปการของบิล เกตส์ (ที่คุณอาจไม่เคยรู้)

20151412_BillGates

เมื่อวานนี้ที่ผมเขียนเรื่อง “รวยจริง” ผมก็นึกถึงบิล เกตส์ขึ้นมาครับ

คนที่รวยจริงในนิยามของพี่ซิโก้นั้น คือคนที่มีเงินแล้วนำไปช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า

และบิล เกตส์ก็เข้าตำรานี้ทุกประการ

พวกเราทุกคนรู้กันดีว่าบิล เกตส์เป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกหลายสมัยติดต่อกันจากบริษัทไมโครซอฟท์ที่เขาก่อตั้งขึ้น

และพวกเราบางก็อาจจะรู้ว่าเขากับภรรยาได้ตั้งมูลนิธินาม Bill & Melinda Gates Foundation (BMGF) ขึ้นมา

แต่เชื่อว่าน้อยคนนักรู้ว่า มูลนิธินี้ได้สร้างผลงานอะไรบ้าง

วันเลยอยากเอามาเล่าให้ฟังครับ

1. ปฏิวัติวงการการกุศล

เรารู้จักองก์กรการกุศลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น UNICEF, Red Cross หรือมูลนิธิต่างๆ ที่มีอยู่ในเมืองไทยนับร้อยนับพัน

แต่ใช่หรือไม่ว่า หลังจากเราบริจาคเงินของเราไปแล้วนั้น เราแทบไม่รู้เลยว่าเงินที่เราบริจาค ได้นำไปก่อประโยชน์จริงๆ แค่ไหน

ตัวอย่างของความไร้ประสิทธิภาพ/ความโปร่งใสขององค์กรการกุศลที่เป็นข่าวระดับโลก ก็เช่นการที่ American Red Cross ได้รับเงินบริจาคช่วยเหลือประเทศเฮตที่ประสบภัยแผ่นดินไหว รวมเป็นเงินกว่า 500 ล้านดอลล่าร์ แต่เพื่อการฟื้นฟูที่จับต้องได้ กลับเป็นบ้านเพียงแค่ 6 หลัง 

สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่มูลนิธิ BMGF ได้ทำ คือการนำมุมมองเชิงธุรกิจมาประยุกต์ใช้กับการกุศลครับ ทั้งการนำเทคโนโลยีและแรงจูงใจทางธุรกิจมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความโปร่งใสในการใช้เงินทุน และการมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ คือต้องมีผลงานจับต้องได้จริง “คนปลายทาง” ได้รับประโยชน์จริงๆ

2. สนใจแต่เรื่องระดับชาติหรือระดับโลก
บิลและเมลินดาก่อตั้งมูลนิธิ BMGF ในปี 2000 หรือเมื่อ 15 ปีที่แล้ว โดยมี Focus Areas สี่อย่าง 

Global Development Division – ช่วยเหลือคนในประเทศที่ยากไร้ให้หลุดพ้นจากความหิวโหยและความยากจน

Global Health Division – ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือชีวิตคน (save lives)

United States Division – พัฒนาการศึกษาในอเมริกาและช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสในรัฐวอชิงตัน

Global Policy & Advocacy Division – สร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลแต่ละประเทศเพื่อร่างกฎหมายและนโยบายที่จะเอื้อต่อการทำงานของมูลนิธิ

3. ข้าไม่ได้มาคนเดียว
BMGF ไม่ได้พยายามทำทุกอย่างเองคนเดียว แต่ใช้วิธีการร่วมมือกับองค์กรในพื้นที่เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงว่าควรจะจัดการอย่างไร จากนั้นหากเห็นว่าต้องใช้ความร่วมมือจากองค์กรอื่นๆ ด้วย (เช่นต้องการบริษัทที่มีเทคโนโลยีที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้) ก็จะดึงองค์กรนั้นๆ มาร่วมด้วยเช่นกัน โดยแต่ละองค์กรก็จะได้เงินช่วยเหลือแตกต่างกันไป

ดูรายชื่อองค์กรที่ได้เงินทุนจาก BMGF ได้ที่นี่ครับ

และแน่นอน แต่ละองค์กรที่ได้รับเงินช่วยเหลือจะต้องทำรายงานกลับมาว่ามีผลงานอะไรบ้าง

4. ลงไปคลุกฝุ่นเอง
อันนี้เป็นความเจ๋งที่สุดของบิลเกตส์ เพราะเขาไม่ได้นั่งอยู่ที่ออฟฟิศในอเมริกาแล้วเซ็นเช็คเงินบริจาคเท่านั้น แต่เขาลงพื้นที่จริงเพื่อจะได้พูดคุยกับคนที่เขาพยายามจะช่วยเหลือ หรือพบปะกับผู้นำประเทศโลกที่สาม (ซึ่งหลายคนมีชื่อเสียงในทางไม่ดี) เพื่อขอความร่วมมือให้ความช่วยเหลือนั้นไปถึงประชาชนจริงๆ (ไม่ใช่บริจาคเข้ารัฐบาลแล้วโดนฉ้อราษฎร์บังหลวงหมด)

รูปภาพด้านบนที่ผมแปะมาคือรูปบิลเกตส์ดื่มน้ำจากเครื่อง Omniprocessor ของบริษัท Janicki Bioenergy  ครับ

Omniprocessor คือเครื่องที่แปลงอุจจาระและปัสสาวะเป็นน้ำที่ดื่มกินได้

บิล เกตส์ ลงทุนดื่มน้ำที่จากของเสียเพื่อโชว์ให้เห็นว่ามันดื่มได้จริงๆ นะ ไม่ได้โม้
(ทั่วโลกมีคนถึงสองพันล้านคนที่ไม่ได้ใช้ส้วมที่ได้มาตรฐาน ซึ่งสุดท้ายแล้วของเสียที่ขับถ่ายออกมาเจือปนกับน้ำที่ดื่มกิน ทุกๆ ปีมีเด็ก 700,000 คนตายจากการติดเชื้อในทางเดินอาหาร )

5. ชวนเศรษฐีคนอื่นมาทำความดีด้วย
อีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ของเกตส์ก็คือการร่วมมือกับ Warren Buffet เพื่อโปรโมต The Giving Pledge หรือการชักชวนมหาเศรษฐีทั่วโลกมาแสดงเจตจำนงค์ว่าจะมอบความมั่งคั่งของตัวเองอย่างน้อย 50% ของตัวเองเพื่อการกุศล

คนดังๆ ที่เรารู้จักก็เช่น George Lucas ผู้กำกับ Star Wars, Ted Turner ผู้ก่อตั้ง CNN, Larry Ellison ผู้ก่อตั้ง Oracle, Elon Musk ผู้ก่อตั้ง Tesla และล่าสุด Mark Zuckerberg ผู้ก่่อตั้ง Facebook

ดูรายชื่อทั้งหมดได้ที่นี่ครับ http://givingpledge.org/

—–

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Quora:

บิล เกตส์และภรรยาบริจาคเงินไปแล้วไม่ต่ำกว่า 28,000 ล้านดอลล่าร์

วัคซีนจาก BMGF ช่วยชีวิตคนไปแล้วเกือบ 6 ล้านคน

ใน 15 ปีที่ผ่านมา BMGF ได้ช่วยชีวิตเด็กให้ปลอดภัยจากมาเลเรียได้มากกว่าที่ UN ทำมาตลอด 70 ปีเสียอีก

BMGF ช่วยให้อินเดียกำจัดโปลิโอได้สำเร็จในปี 2012 เหลืออีกเพียงสามประเทศคือไนจีเรีย อัฟกานิสถาน และปากีสถานที่ยังมีเด็กเป็นโรคโปลิโออยู่ โดยเป้าหมายคือโลกใบนี้จะปราศจากโปลิโอภายในปี 2020

ยังมีโรคอีกหลายตัวที่ BMGF กำลังจัดการ ยกตัวอย่างเช่นมาเลเรีย วัณโรค และไวรัสตับอักเสบบี

—–

สิ่งที่บิล เกตส์ทำ น่าจะเป็นการทำบุญ (ในทางกายภาพ) ที่ใหญ่ที่สุดที่โลกมนุษย์เคยมีมาเลยก็ว่าได้นะครับ

นี่สิคน(รวย)จริง!

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

Quora: Does Bill Gates get too much credit for his donation to charity?

Gates Notes: This Ingenious Machine Turns Feces Into Drinking Water

Pro Publica: How the Red Cross Raised Half a Billion Dollars for Haiti ­and Built Six Homes

รวยจริง

20151212_NotReallyRich

เวลาอยู่ในสโมสร นักฟุตบอลบางคนเป็นซุปเปอร์สตาร์ แต่ทำไมเมื่อมาอยู่ด้วยกันในทีมชาติ มักจะเป็นทีมที่ไม่ค่อยดี หรือทำผลงานไม่ค่อยดี

ผมว่าก่อนอื่น เมื่อมาเล่นด้วยกัน เราต้องยอมรับซึ่งกันและกัน สำหรับคนเก่ง ถ้าคุณเก่งแล้ว คุณต้องสนับสนุนคนที่อ่อนแอกว่า แต่ถ้าคุณเก่งแล้วทำตัวเหนือคนอื่น ผมไม่ถือว่าเป็นคนเก่งหรอก คนเก่งมันต้องจับมือช่วยคนอื่น เหมือนในสังคมที่คนรวยต้องช่วยเหลือคนจน แต่ถ้าคุณรวยแล้วอยู่แต่เฉพาะคนรวย ไม่สนใจคนอื่น คุณก็ไม่รวยจริงหรอก เพราะจิตใจคุณแย่ รวยแต่เงินแต่จิตใจย่ำแย่ ถ้าคุณเก่งเรื่องความรู้ก็ควรถ่ายทอดให้คนอื่นด้วย ไม่ใช่เก็บไว้คนเดียว อย่างเราเป็นโค้ช เรามีความรู้อะไร เราต้องถ่ายทอดให้เด็กทั้งหมด ต้องไม่กั๊ก อยากจะเก่งเราก็ต้องเรียนรู้เยอะๆ แล้วถ่ายทอด เด็กก็เก่ง เราก็เก่งไปด้วยกัน

– เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 

—–

พี่ซิโก้คือฮีโร่คนหนึ่งของผม

ผมติดตามพี่เขามาตลอดตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเตะทีมชาติไทยชุดดรีมทีม และคอยติดตามข่าวคราวของพี่เขาตอนที่ไปทดสอบแข้งกับมิดเดิ้ลสโบรห์และฮัดเดอร์สฟิลด์

หลังจากนั้นผมก็ไม่ค่อยได้ยินข่าวพี่เขาเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีก็มาคุมทีมชาติแล้ว แถมยังทำผลงานได้ดีเสียจนคนไทยกลับมาเห่อฟุตบอลทีมชาติอีกครั้งหลังจากห่างหายความรู้สึกแบบนี้ไปนาน

เมื่อสามปีที่แล้ว พี่ซิโก้ยังได้ก่อตั้ง Zico Foundation เพื่อส่งเสริมเด็กในต่างจังหวัดให้ได้เล่นกีฬาอีกด้วย ดูรูปกิจกรรมได้ที่นี่

—–

คนรวยต้องช่วยเหลือคนจน แต่ถ้าคุณรวยแล้วอยู่แต่เฉพาะคนรวย ไม่สนใจคนอื่น คุณก็ไม่รวยจริงหรอก

อ่านประโยคนี้ของพี่ซิโก้แล้วผมก็สะอึกเล็กน้อย

เพราะรู้ตัวว่าไม่ค่อยได้ช่วยเหลือคนจนเท่าไหร่

ถามว่าตัวเองรวยรึยัง ก็ตอบได้เลยว่ายังห่างไกลนัก

แต่ถ้าดูจากรายได้คนไทยที่เสียภาษีที่ผมเคยอ้างอิงถึงในบทความเรื่อง MLM ก็ต้องยอมรับว่ารายได้ต่อเดือนของผมนั้นมากกว่าคนไทยอีก 90%

และเชื่อว่าผู้อ่านบล็อกนี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ในสถานะไม่ต่างกัน

เรามีรายได้เยอะก็จริง แต่เราก็มีรายจ่ายไม่น้อย  เรื่องที่คิดเอาเงินที่เราหามาได้ไปให้คนที่จนกว่าจึงเป็นเพียงเรื่องหัวข้อท้ายๆ ในสมอง

—–

ถึงผมจะยังไม่ค่อยได้ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส แต่ผมก็เชื่อมาตลอดว่า “มีอะไรดีๆ ควรเอามาแบ่งปัน”

นี่คือเหตุผลหลักที่ผมเขียนบล็อก Anontawong’s Musings – เพื่อแบ่งปันมุมมองที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์

การแชร์ความรู้มันเจ๋งกว่าการให้เงินตรงที่คนให้ไม่ได้เสียอะไรไป เผลอๆ จะมีความรู้มากกว่าเดิมด้วย เพราะก่อนจะเขียนก็ต้องศึกษาค้นคว้า และพอเขียนเสร็จก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้อ่าน

พี่ซิโก้ยังกล่าวอีกว่า

อยากจะเก่งเราก็ต้องเรียนรู้เยอะๆ แล้วถ่ายทอด เด็กก็เก่ง เราก็เก่งไปด้วยกัน

ผมว่านี่เป็นความคิดที่หล่อมาก เรียนรู้เยอะๆ ไม่ใช่เพื่อให้รู้สึกว่ากูเก่งหรืออยู่เหนือใคร แต่เพื่อที่จะช่วยให้คนอื่นๆ เก่งขึ้น เพื่อมาช่วยสร้างสังคมนี้ให้ดีขึ้น

ผมเคยเขียนไว้ตอนที่ชีวิตผ่านมาครึ่งทางว่า ครึ่งแรกผมเป็นฝ่ายรับมาเยอะแล้ว ครึ่งหลังคือช่วงที่ผมตั้งใจจะเป็นฝ่ายให้บ้าง

มีแรง ให้แรง
มีเงิน ให้เงิน
มีเวลา ให้เวลา
มีความรู้ ให้ความรู้
มีความสามารถ ก็ใช้ความสามารถนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ถ้าเราทุกคนผลัดกันให้ตามแต่กำลังและสติปัญญาที่เรามี

บ้านเราก็จะมีคนเก่งจริง – รวยจริงเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia 

นิทานเมาธ์มอย

20151211_Chat

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวสองคนเมาธ์มอยกันที่ออฟฟิศ

หญิง 1: เมื่อวานเป็นไงมั่ง?

หญิง 2: ยอดแย่เลย แฟนฉันน่ะ พอกลับถึงบ้านก็กินข้าวหมดภายในสามนาที แล้วก็หลับผลอยเลย แล้วเธอล่ะ?

หญิง 1: สุดยอดมากเลยตัวเอง แฟนชั้นกลับมาบ้านแล้วก็พาฉันออกไปทานร้านอาหารสุดโรแมนติก ทานเสร็จแล้วเราก็เดินด้วยกันอีกเป็นชั่วโมง พอกลับถึงบ้านแฟนก็ยังจุดเทียนรอบบ้านอีกต่างหาก อย่างกับอยู่ในเทพนิยายยังไงยังงั้นเลย

ระหว่างนั้น สามีของทั้งสองก็กำลังเมาธ์มอยอยู่เช่นกัน

ชาย 1: เมื่อวานเป็นไงมั่ง?

ชาย 2: เยี่ยมสุดๆ เลย พอเรากลับถึงบ้านแฟนก็เตรียมข้าวไว้ให้แล้ว ก็เลยโซ้ยจนอิ่มแล้วก็ผลอยหลับไปเลย แล้วนายล่ะ

ชาย 1: โคตรแย่เลย กลับถึงบ้านก็ไม่มีข้าวกิน เพราะที่บ้านโดนตัดไฟเพราะลืมจ่ายค่าไฟน่ะ ก็เลยต้องพาแฟนออกไปกินข้าวนอกบ้าน แถมร้านนั้นก็โคตรจะแพง มีเงินสดเหลือไม่พอที่จะนั่งแท๊กซี่เลยต้องเดินกลับบ้านร่วมชั่วโมงนึงเลย พอถึงบ้านก็นึกได้ว่าที่บ้านยังไม่มีไฟเลยต้องมานั่งจุดเทียนทั่วบ้านอีกต่างหาก!

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณนิทานจาก Bear Tales

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

 

 

 

ฤกษ์งามยามดี

20151211_SecondBestTime

The best time to plant a tree was 20 years ago. The second best time is now.

เวลาที่ดีที่สุดสำหรับการปลูกต้นไม้คือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เวลาที่ดี่ที่สุดเป็นอันดับสองคือตอนนี้

– Chinese proverb

—–

วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่น่าจดจำ

เพราะจำนวนคนไลค์เพจ Anontawong’s Musings แตะ 5,000 คนแล้ว เย่!

ผมเริ่มเขียนบล็อก Anontawong’s Musings อย่างจริงจังเมื่อต้นปี 2558

ตอนนั้นจำได้ว่ามียอดไลค์ประมาณเจ็ดสิบกว่าคน โดยทั้งหมดเป็นเพื่อนในเฟซ

และด้วยกฎวันละ 1% ผมก็หวังว่าจะมียอดไลค์ประมาณ 2500 ภายในสิ้นปี

ดังนั้น 5000 ไลค์ในตอนนี้จึงถือว่าเกินคาดมามากทีเดียว

แต่ก็ยังน้อยกว่าบล็อกเกอร์มืออาชีพที่มีคนตามเป็นหมื่นเป็นแสน

ยิ่งมองคนอื่นก็ยิ่งรู้สึกว่า “รู้งี้ เขียนจริงจังไปนานแล้ว” เผื่อว่าตอนนี้จะได้เป็น blogger ชื่อดังกับเขาบ้าง

แต่อย่างน้อยก็ยังขอบคุณตัวเองที่ได้เริ่มปีนี้

เพราะยังไงก็ดีกว่าเริ่มปีหน้าแน่ๆ

—–

เชื่อว่าหลายๆ คนก็อาจจะเคยรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่เราคิดเราฝันมานาน

จะด้วยเหตุผล (ข้ออ้าง) เรื่องไม่มีเวลา ไม่มีเงิน ไม่มีทักษะ หรืออะไรก็ตามแต่

โอเคล่ะ วันนั้นเรายังไม่พร้อม

แล้ววันนี้ล่ะ เราพร้อมหรือยัง?

ถ้าพร้อม ก็ลงมือทำเลย จะมัวรออะไรอยู่

ถ้าไม่พร้อม ก็ลงมือทำเลย เพราะรอไปอีกหนึ่งปีก็คงไม่พร้อมไปกว่านี้เท่าไหร่หรอก เชื่อสิว่าถ้าสิ่งนี้มันมีความหมายกับเราจริงๆ เราก็จะหาทางไปจนได้แหละ

จริงอยู่ “ต้นไม้” ที่เราเพิ่งปลูกในวันนี้ คงต้องใช้เวลาอีกเป็นปีหรือเป็นสิบปีกว่าจะออกดอกออกผลเป็นรางวัลให้กับแรงที่เราลงไป

แต่บางทีการ “ถึงจุดหมาย” อาจไม่สำคัญเท่ากับการ “ออกเดินทาง”

การได้ทำในสิ่งที่เรารัก ได้เห็นการเติบโตของต้นไม้ที่เราหมั่นพรวนดิน-รดน้ำอยู่ทุกวัน ย่อมทำให้แต่ละวันของเรามีความหมาย

และนั่นแหละคือรางวัลที่มีคุณค่ากว่ารางวัลใดๆ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

5 เหตุผลที่เราควรเก็บเตียงทุกเช้า

20151210_BedMaking

ใครไม่ชอบเก็บเตียงยกมือขึ้น!

ผมเคยเป็นหนึ่งในนั้นครับ

สมัยเรียนม.ปลายที่นิวซีแลนด์ผมไม่ค่อยได้เก็บเตียงเท่าไหร่ หนึ่งเพราะตื่นสาย สองเพราะเห็นว่าเดี๋ยวตอนค่ำมันก็จะเละอยู่ดี จนแม่บ้านที่ดูแลผมบ่นปากเปียกปากแฉะ

เดี๋ยวนี้ผมเก็บเตียงนอนทุกวันแล้วครับ เก็บโดยไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่ามันทำให้ห้องเรียบร้อยดี (และถ้าไม่ทำแฟนคงเคือง)

แต่ระยะหลังผมได้อ่านเจอข้อดีเกี่ยวกับการเก็บเตียงหลายอย่างที่ไม่เคยนึกถึง เลยอยากมาเล่าให้ฟังครับ

1. การเก็บเตียงเป็นโอกาสทองให้เราทำงานชิ้นแรกสำเร็จ
การเก็บเตียงเป็นงานที่ง่ายมาก ใช้เวลาแค่สองสามนาทีก็เสร็จแล้ว ยิ่งถ้าเราเก็บเตียงอย่างตั้งใจ ดึงผ้าปูเตียงให้ตึงๆ พับผ้าให้เรียบร้อย เตียงของเราก็จะออกมาเพอร์เฟ็ค เป็นการเริ่มต้นวันที่ดีเพราะเราได้ทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จได้อย่างสมบูรณ์แบบ และช่วยสร้างแรงผลักดันให้เรามีพลังที่จะลุยงานชิ้นอื่นๆ ที่เราต้องเจอในวันนั้นด้วย

2. สภาพของเตียงสะท้อนสภาวะในใจเรา
Karen Maezen Miller ผู้เขียนหนังสือ Momma Zen กล่าวไว้ว่า

The state of your bed is the state of your head

การให้เวลากับตัวเองไม่กี่นาทีในการเก็บเตียง คือโอกาสที่เราจะได้ใช้ชีวิตยามเช้าให้ช้าลง ทำให้เรามีจิตใจที่สงบนิ่งยิ่งขึ้น และเตียงที่สะอาดเรียบร้อยก็จะช่วยให้สมองของเราโปร่งโล่ง เหมาะแก่การงาน

3. การเก็บเตียงเป็นอุปนิสัยที่นำไปสู่อุปนิสัยดีๆ อีกหลายอย่าง
ในหนังสือ The Power of Habit ของ Charles Duhigg มีการพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า Keystone Habit

Keystone Habit คือ “อุปนิสัยหลัก” ที่จะช่วยเหนี่ยวนำให้เกิดนิสัยอื่นๆ ตามมา

ตัวอย่างของ Keystone Habit ก็เช่นการออกกำลังกายทุกวัน ที่อาจจะทำให้เราเปลี่ยนนิสัยอื่นๆ ด้วย เช่นตื่นนอนเช้าขึ้น กินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น เลิกสูบบุหรี่ ฯลฯ

ชาลส์ ดูฮิก (ผู้เขียนหนังสือ) บอกว่าการเก็บที่นอนก็เป็น Keystone Habit อย่างหนึ่งเหมือนกัน โดยชี้ว่าคนที่เก็บที่นอนทุกเช้ามักจะเป็นคนที่มี productivity สูงกว่า มีความรู้สึกเป็นสุขมากกว่า และจัดการเรื่องรายรับรายจ่ายได้ดีกว่า

4. กลับบ้านมาเหนื่อยๆ เห็นเตียงที่เก็บแล้วมันช่าง Spark Joy
(ใครที่ยังไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์ Spark Joy แนะนำให้อ่านบล็อกเรื่องการจัดบ้านแบบ KonMari นะครับ)

ในแต่ละวันเราต้องเจออะไรมากมายหลายอย่าง ในวันแย่ๆ ที่เราบอบช้ำจากโลกภายนอก การได้กลับมาที่ห้องแล้วเห็นเตียงนอนของเราปูไว้อย่างเรียบร้อยย่อมทำให้เราชื่นใจและรู้สึกได้ว่าถึงโลกจะโหดร้ายแค่ไหน แต่บ้านหลังนี้ก็พร้อมให้เรากลับมาพักพิงเสมอ

5. คนที่เก็บเตียงมักจะนอนหลับได้ดีกว่าคนที่ไม่เก็บเตียง
จากการศึกษาของ National Sleep Foundation ในอเมริกา พบว่าคนที่เก็บเตียงทุกวันหรือเกือบทุกวันมีโอกาสที่จะหลับได้ดีกว่าคนที่ไม่เก็บเตียงถึง 19% (44% ของคนเก็บเตียงบอกว่าได้นอนหลับเต็มอิ่ม ขณะที่ 37% ของคนที่ไม่เก็บเตียงบอกว่าได้นอนหลับเต็มอิ่ม)

เมื่ออานิสงส์ของการเก็บเตียงมีมากมายขนาดนี้ แถมยังใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที ผมว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากเลยนะครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

Quora: Rizwan Aseem’s answer to What are some good “mini habits” to practice each day? 

Mother Nature Network: 6 reasons to make your bed every morning

Apartment Therapy: Make Your Bed! For Productivity, Profit and Peace

National Sleep Foundation: Bedroom Poll:Summary of Findings (หน้า 18 จะอ้างอิงถึงคนที่เก็บเตียงแล้วนอนหลับได้ลึกกว่า)

The Huffington Post: 10 Tips for a Mindful Home by Karen Maezen Miller

Google Books: The Power of Habit by Charles Duhigg

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com