ช้อยส์หลอก

20151011_Choice

เรื่องที่จะมาเล่าในวันนี้ เป็นสิ่งที่อ่านมาจากหนังสือเรื่อง Predictably Irrational ของ Dan Ariely ครับ

แต่เนื่องจากผมหาหนังสือเล่มนี้ไม่เจอแล้ว เลยต้องอ้างอิงข้อมูลจากบล็อกของ Dan Ariely และ The Economist แทนนะครับ

แดนเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งระหว่างที่เขากำลังเล่นเน็ตอยู่ ก็เหลือบไปเห็นโฆษณาชักชวนให้สมัครสมาชิกกับนิตยสาร The Economist ซึ่งมีทางเลือกให้สมัครอยู่สามแบบ

excerpt

1. $59 : อ่านบทความออนไลน์บน economist.com ได้หนึ่งปี
2. $125: รับนิตยสาร The Economist รูปเล่มเป็นเวลาหนึ่งปี
3. $125: รับนิตยสาร The Economist + อ่านบทความออนไลน์บน economist.com ได้หนึ่งปี

คุณผู้อ่านเห็นอย่างนี้แล้ว คิดว่าจะเลือกช้อยส์ไหนครับ?

ผมว่าผู้อ่านบางส่วนน่าจะเลือกช้อยส์แรก และผู้อ่านอีกบางส่วนคงจะเลือกช้อยส์ที่สาม

และคงไม่มีใครเลือกช้อยส์สอง เพราะเรื่องอะไรจะเลือกช้อยส์นี้ในเมื่อจ่ายเท่ากันก็สามารถอ่านออนไลน์ได้ด้วย

เผอิญแดนเป็นอาจารย์สอนหนังสือด้วย เลยเอาประกาศโฆษณานี้ไปให้เด็กในห้องเรียนเขาเลือกว่าจะเอาช้อยส์ไหน

ปรากฎว่า 84% เลือกช้อยส์ที่สาม ($125) และ 16% เลือกชอยส์แรก ($59) ส่วนช้อยส์สองไม่มีใครเลือกเลย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร

แล้ว The Economist จะใส่ช้อยส์สองลงไปทำไม ในเมื่อน่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าไม่มีใครเลือกช้อยส์นี้ (หรือถึงมีก็คงน้อยมากๆ)

เขามีเหตุผลครับ และเป็นเหตุผลที่ลึกซึ้งซะด้วย

แดนทำการทดลองใหม่ ในเมื่อช้อยส์ที่สองไม่มีคนเลือกอยู่แล้ว อย่ากระนั้นเลย ตัดมันทิ้งเสียดีกว่า แล้วเอาไปให้นักเรียนเลือกอีกครั้ง (เดาว่าน่าจะเป็นนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่ง)

ปรากฎว่ามีเพียง 32% ที่เลือกช้อยส์ $125 และ 68% เลือกช้อยส์ $59 กลับตาลปัตรกับครั้งแรกอย่างเห็นได้ชัด

สมมติว่าโฆษณาของ The Economist มีนักเรียนตัดสินใจสมัคร 100 คน

ซึ่งก็หมายความว่าหาก The Economist มีตัวเลือกแค่สองช้อยส์จะได้ค่าสมัคร 32 x $125+ 68 x $59= $8012

แต่หาก The Economist มีสามช้อยส์ นิตยสารจะได้เงินค่าสมัคร 84 x $125 + 16 x $59 = $11,444

รายได้ของ The Economist เพิ่มขึ้นถึง 42% จากการเพิ่มช้อยส์ที่ไม่มีใครเลือกลงไป!

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

แดนอธิบายว่า เพราะมนุษย์เราไม่สามารถรู้ได้ว่า “มูลค่าที่แท้จริง” (absolute value) ของสิ่งของหรือบริการนั้นควรเป็นเท่าไหร่ แต่เรา “ให้มูลค่า” ด้วยการเทียบเคียงกับสิ่งของที่คล้ายคลึงกัน

เช่นเราไม่รู้หรอกว่าบ้านขนาด 60 ตรว. ควรจะราคาเท่าไหร่ แต่เรารู้ว่ามันควรจะถูกกว่าบ้านขนาด 100 ตรว.ในละแวกเดียวกัน

เราเห็นข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวราคา 60 บาท เราบ่นว่าแพง

แต่ถ้าเราเห็นซูชิฟัวกราส์ราคาคำละ 150 บาท เราบอกว่าถูก

ทั้งนี้ เพราะเราไม่ได้ตีราคาจากปริมาณอาหารหรือการลงแรง แต่เราให้มูลค่ากับสิ่งๆ นั้นด้วยการเทียบเคียงกับทางเลือกอื่นๆ ที่เรามี

กะเพราไก่ไข่ดาว 60 บาทถือว่าแพง เพราะแถวบ้านเราขายแค่ 45 บาท
ซูชิฟัวกราส์ราคาคำละ 150 บาท เราถือว่าถูกเพราะร้านอื่นเขาขายคำละ 300 บาท

ดังนั้น เวลาเราเห็นค่าสมัครอ่านนิตยสาร The Economist ออนไลน์ราคา $59 เราก็ไม่แน่ใจหรอกว่ามันถูกหรือแพง

และเราก็ไม่แน่ใจอีกเช่นกันว่าค่าสมัครนิตยสารเป็นเล่มที่เขาตั้งไว้ $125 นั้นมันถูกหรือแพง

แต่เรารู้ว่า อ่านออนไลน์ + รับนิตยสาร ที่ราคา $125 นั้นมัน “คุ้ม” กว่าช้อยส์ที่จ่าย $125 แล้วได้รับแค่นิตยสารแน่ๆ

และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่นักเรียนของแดนถึง 84% เลือกช้อยส์นี้เพราะว่ามัน “คุ้มกว่าเห็นๆ” – It’s a no brainer!

นักการตลาดเข้าใจจุดนี้แหละครับ ถึงมักตั้งราคาให้คนรู้สึกว่า “ไม่ต้องคิดมาก” อยู่เป็นประจำ ยิ่งกลุ่มเป้าหมายพร้อมกดปุ่มซื้อโดยไม่ต้องใช้สมองมากเท่าไหร่ คนขายยิ่งชอบ

จากนี้ไป เวลาเว็บไซต์เขาชักชวนให้เราสมัครบริการอะไร ลองสังเกตดูนะครับว่าเขามี “ช้อยส์หลอก” เพื่อ “ผลัก” ให้เราไปสมัครช้อยส์ที่เขาอยากให้เราเลือกมากที่สุดรึเปล่า

ถ้าเจอช้อยส์หลอก ก็ลองตัดช้อยส์นั้นทิ้ง เพื่อที่เราจะได้ตัดสินใจโดยไม่โดนจูงจมูกมากเกินไปครับ

—–

อ้อ การเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ที่ชอบ “ให้คุณค่าด้วยการเทียบเคียง” นั้นยังมีประโยชน์มากกว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ อีกด้วย

เช่นถ้าคุณจะออกไปเที่ยวกลางคืน แดนแนะนำให้คุณชวนเพื่อนที่หน้าตาแย่กว่าคุณออกไปเที่ยวด้วย เพราะถึงคุณจะหน้าตาไม่ได้หล่อขั้นเทพ แต่เวลาที่สาวๆ โต๊ะข้างๆ มองเห็นคุณกับเพื่อนของคุณอยู่ด้วยกันแล้วล่ะก็ คุณจะดูหน้าตาดีขึ้นมาทันที!

ถึงว่า…แต่ก่อนเพื่อนชวนผมไปเที่ยวบ่อยจัง

—–

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Alberto G.

ขอบคุณเนื้อหาจาก  Dan ArielyThe Economist

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

แค่ทำก็สำเร็จ

20151010_Try

“ผมว่าคนไปโฟกัสที่ความสำเร็จมากกว่าการกระทำ เหมือนคนบางคนชอบบอกว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แต่ผมว่าไม่จริง เพราะว่าความสำเร็จเป็นเรื่องของคนอื่นที่มาตัดสิน ฉะนั้นถ้าเราได้ทำแล้ว งานที่เราทำเสร็จมันสำคัญที่สุด ความสำเร็จที่คนอื่นยกมาให้มันก็ไม่ใช่เรื่องของเรา เราควบคุมไม่ได้เลยว่าคนอื่นจะชอบเพลงของเรารึเปล่า ชุดหน้าทำแล้วคนอาจจะไม่ชอบก็ได้ โลกมันก็เป็นแบบนี้ ความสำเร็จมันเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุมของคน”

– ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า
a day 100 idols ธันวาคม 2551
หน้า 74 The Poetic Rocker
เรื่องโดยดุสิตา อิ่มอารมณ์
—–

เค้าว่ากันว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

และเค้าก็ว่ากันอีกว่า ตั้งเป้าให้เร้าใจ มีเดดไลน์ที่ชัดเจน เขียนมันลงกระดาษ วางแผน ตั้งใจลงมือทำ และไม่ยอมแพ้ ยังไงก็ประสบความสำเร็จแน่ๆ

แล้วเราจะเชื่อ “เค้า” พวกแรก หรือ “เค้า” พวกหลังดี?

พี่ตุล นักร้องนำวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ดูเหมือนจะอยู่ในเค้าพวกแรก

อ้อ ถ้าผู้อ่าน Anontawon’gs Musings คนไหนไม่รู้จักวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า แสดงว่าคุณยังวัยรุ่นไม่พอนะครับ ขอแนะนำให้ลองไปฟังดูใน Youtube จะได้รู้ว่าผู้เขียนโตมากับเพลงแบบไหน

วงอพาร์ตเมนต์คุณป้าคือวงสุดโปรดของผม อาจไม่ถึงขนาดคลั่งไคล้ตามติดทุกฝีก้าว แต่ผมก็ซื้อแผ่นจริงเค้าครบทุกอัลบั้ม (อัลบััมล่าสุดอย่าง “สมรสและภาระ” ผมซื้อสองรอบด้วยเพราะทำแผ่นหาย) และผมกับแฟนก็ไปดูคอนเสิร์ตสุขสิบสามของพวกพี่ๆ เขาเมื่อปีที่แล้ว

ที่สำคัญ ผมเอาเนื้อเพลงของวงนี้มาใช้ในการทำ Independent Study จนจบปริญญาโทที่นิด้าอีกด้วย! (Independent Study ที่ภาษาไทยเรียกว่า “วิจัยอิสระ” อารมณ์คล้ายๆ วิทยานิพนธ์ฉบับมินิ ไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง)

แวะข้างทางซะนาน กลับมาที่ประเด็นของพี่ตุล

“ผมว่าคนไปโฟกัสที่ความสำเร็จมากกว่าการกระทำ เหมือนคนบางคนชอบบอกว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แต่ผมว่าไม่จริง เพราะว่าความสำเร็จเป็นเรื่องของคนอื่นที่มาตัดสิน ฉะนั้นถ้าเราได้ทำแล้ว งานที่เราทำเสร็จมันสำคัญที่สุด”

ความสำเร็จเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่พี่ตุลก็พูดไว้อย่างน่าคิดว่า “ความสำเร็จ” ในนิยามของกระแสหลักมักจะหนีไม่พ้นที่จะต้องได้รับความยอมรับผู้อื่น โดยอาจสะท้อนมาเป็นยอดวิว ยอดไลค์ ยอดแชร์ ยอดขาย หรือการได้ไปออกรายการของสรยุทธ์

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ขึ้นกับคนอื่นทั้งนั้นเลย

ดังนั้นถ้าเราเอาความสำเร็จของเราไปแขวนไว้กับสิ่งเหล่านี้ ก็เหมือนกำลังเอาความสุขของเราไปแขวนไว้กับคนอื่นนั่นเอง

ผมเองก็ฝากความสุขของตัวเองไว้กับการตัดสินของคนอื่นเป็นประจำ เขียนบล็อกเสร็จแล้วต้องคอยมาดูว่ามีคนแชร์เท่าไหร่แล้ว ถ้าวันไหนได้เกิน 100 แชร์หัวใจจะพองโต ถ้าวันไหนต่ำกว่า 30 แชร์มันก็จะรู้สึกแฟ่บๆ พิกล

เคราะห์ดีที่ผมต้องเขียนตอนใหม่ทุกวัน จึงไม่มีเวลามานั่งภูมิใจกับ “ความสำเร็จ” หรือนั่งจิตตกกับ “ความล้มเหลว” ได้เกิน 24 ชั่วโมง

และที่สำคัญ บล็อกบางตอนที่ผมรู้สึกว่าเขียนออกมาได้ดีมากๆ อาจจะมีคนแชร์ไม่เท่ากับบล็อกตอนที่ผมไม่ได้รู้สึกว่าดีเด่อะไร

บทความที่คนแชร์เยอะ จึงไม่ได้แปลว่าเป็นบทความที่ดีเสมอไป

ดังนั้น ผมจึงต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอ ว่าวันไหนที่เขียนได้ดั่งใจและได้นำเสนอประเด็นที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน วันนั้นผมควรจะพอใจได้แล้ว ไม่ต้องรอให้ได้ร้อยแชร์ก่อนซะหน่อย

และหากเรานิยามว่า “ความสำเร็จ” คือความพอใจในผลงานของตัวเอง

เราก็จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้ทุกวัน โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Slowlylife.net (ที่บอกว่าเอามาจาก Facebook Page Apartment Khunpa อีกที)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานก้อนกรวด

20151009_pebble

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เป็นนิทานฝรั่งที่มีมานานแล้วแค่ google คำว่า ก้อนกรวด สีดำ สีขาว ลูกสาว ก็จะเจอนิทานเรื่องนี้ที่แปลเป็นภาษาไทยแชร์อยู่ในหลายเว็บไซต์

น่าแปลกที่เกือบทุกเว็บไซต์ไม่มีที่ไหนบอกแหล่งที่มาที่ชัดเจนเลย

แต่ผมคิดว่า ต้นฉบับของนิทานเวอร์ชั่นนี้น่าจะมาจากเว็บของคุณวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนอีกที่ผมชื่นชมมากๆ  คุณวินทร์โพสต์เรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อ 11 ปีที่แล้ว เก่าแก่กว่าใครเพื่อน

ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากเห็นคนไทยที่ทำเว็บให้เครดิตกับ “คนต้นเรื่อง” มากกว่านี้

อ๊ะ เผลอบ่นเป็นคนแก่ไปเสียได้ มาฟังนิทานกันดีกว่านะครับ

—–

เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว

เศรษฐีบอกชาวนาว่า “ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า จะยกเลิกหนี้สินทั้งหมดให้”

ชาวนาไม่ตกลง

เศรษฐีบอกว่า “ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวนกรวดใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว ให้ลูกสาวของท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกับข้า และแน่นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย”

ชาวนาตกลง

เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ากรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ

เธอจะทำอย่างไร?

หากเธอไม่เปิดโปงความจริง ก็ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้ แต่บิดาของเธอก็ยังคงเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน

—–

ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน พลันเธอปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่พื้น กลืนหายไปในสีดำและขาวของสวนกรวด

เธอมองหน้าเศรษฐี เอ่ยว่า “ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละหนึ่งก้อนลงไปในถุงนี้ ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูสีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่ากรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร”

ที่ก้นถุงเป็นกรวดสีดำ

“…ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว”

ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้ และลูกสาวไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น

—–

ขอบคุณนิทานจาก Winbookclub.com

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วางแผนการทำงานด้วย Weekly Focus

20151008_WeeklyFocus

สวัสดีครับคุณผู้ชม

นี่คือเรื่องที่จะเขียนตั้งแต่เมื่อคืนแต่เผอิญมีเรื่อง “วิธีคลายกังวล” มาแทรกเสียก่อน

ดั่งที่เคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนผมเคยทำงานเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ตด้วย โดยทั้งทีมมีกันอยู่ทั้งหมด 8 คน และแต่ละคนก็จะมีไอเดียดีๆ มานำเสนอให้กับทีมอย่างเช่นโปรเจ็ค I’m Farang ที่ช่วยให้พวกเราคุยกันเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่เก้อเขิน

สิ่งที่จะมาเขียนวันนี้ก็เป็นเรื่องที่คนในทีมเสนอมาอีกเช่นกัน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นพี่เอ้ ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้หญิงคนเดียวภายในทีม

งานหลักๆ ของซัพพอร์ตคือรับเคสจากลูกค้า ซึ่งทีมเรามีโปรดักท์ที่ต้องดูแลอยู่หลายตัว และแต่ละตัวก็จะมีอย่างน้อยสองคนที่มีความรู้โปรดักท์ตัวนั้นๆ (เพื่อที่ว่าหากใครคนใดคนหนึ่งลางาน ก็ยังมีอีกคนที่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้)

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นระดับหนึ่งที่คนในทีมควรจะรู้ว่า เพื่อนๆ แต่ละคนถือเคสอะไรอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าทีมที่ต้องดูภาพรวมว่าเคสไหนต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษ และลูกทีมคนไหนงานหนัก-งานเบา

จึงมีการนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า Weekly Focus ขึ้นมาครับ

หลักการก็ง่ายๆ เพียงให้ทุกคนลิสต์งานที่ต้องทำ 5-6 อย่างภายในสัปดาห์นี้ แล้วส่งเมล์ให้ทุกคนในทีม คนอื่นๆ ก็ทำเช่นเดียวกันด้วยการ Reply All

นอกจากจะบอกว่าสัปดาห์นี้จะทำอะไรแล้ว ยังให้แปะลงไปด้วยว่า ที่ตั้งใจว่าจะทำเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ทำเสร็จจริงรึเปล่า (อันไหนที่ทำเสร็จก็ย้อมฟอนท์ให้เป็นสีเทา อันไหนไม่เสร็จก็ย้อมฟอนท์ทำให้เป็นสีแดง)

จากอีเมล์ที่มีแต่ Text ธรรมดาก็ค่อยๆ วิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็น Template ใน Excel ที่ผมโชว์อยู่ที่ด้านล่างนี้ครับ

สามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้ที่ https://goo.gl/d3Lutx แล้วไปที่ File-> Download as -> Microsoft Excel

WeeklyFocusFull

ชื่อคอลัมน์ก็มีความหมายดังนี้

Type = งานชิ้นนี้ตกอยู่ใต้ Objective ข้อไหน*
Task Name = ชื่อของงานชิ้นนั้น
Action = สิ่งที่จะทำในสัปดาห์นี้ (สังเกตว่าประโยคจะขึ้นต้นด้วย Verb)
Mon-Fri = จะทำงานชิ้นนี้วันไหน เช้าหรือบ่าย?

* พนักงานทุกคนจะต้องมี Objectives ประจำปีที่ชัดเจน ประมาณ 4-6 ข้อ ดังนั้นงานที่เราทำส่วนใหญ่ควรจะสอดคล้องกับ Objective ข้อใดข้อหนึ่ง โดย Mapping ของ Type/Objective Detail อยู่ในตารางด้านล่างสุดครับ

และแน่นอน ในเทมเพลตเราก็มีตารางสำหรับ Last Week’s Review เพื่อดูว่างานของสัปดาห์ที่แล้วสำเร็จไปมากน้อยแค่ไหน

เมื่อทุกคนในทีมแชร์ว่าตัวเองจะทำอะไรบ้าง (และทำอะไรไปแล้วบ้าง) ความโปร่งใสก็จะเกิดขึ้น หัวหน้าทีมก็จะรู้แล้วว่า สัปดาห์นี้ควรจะดูแลเรื่องไหนเป็นพิเศษ

และหากบางคนตกหล่นเรื่องอะไรไป (หรือเอาเวลาไปลงกับเรื่องที่เรายังไม่เห็นว่าจำเป็นต้องทำตอนนี้) เราก็สามารถไปบอกให้เขาปรับ Weekly Focus ได้

การใช้ Weekly Focus น่าจะเหมาะกับทีมที่คนส่วนใหญ่ยังค่อนข้างใหม่ (ทำงานมาไม่เกิน 5 ปี) ใจกว้างและซื่อสัตย์พอที่จะเปิดเผยงานที่สำเร็จและยังไม่สำเร็จให้เพื่อนๆ ได้รับทราบครับ

(ส่วนคนที่ทำงานมาเป็น 10 ปีแล้ว อาจจะไม่จำเป็น เพราะเก๋าแล้ว รู้ว่าเรื่องไหนควรทำตอนไหนและทำเยอะแค่ไหน)

ใครสนใจ เอาไปใช้ได้เลยนะครับ ไม่คิดค่าลิขสิทธิ์!

—–

ป.ล. ตัวอย่างที่เอามาโชว์นั้นดัดแปลงมาจาก Weekly Focus สมัยที่ผมหันมาทำงานด้าน communication แล้ว เนื้อหาของงานจึงไม่มีอะไรเกี่ยวกับซัพพอร์ต

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีคลายกังวล

20151007_Worrying

“Worrying is the same thing as banging your head against the wall. It only feels good when you stop.”

การกังวลก็เหมือนกับการเอาหัวโขกกำแพงนั่นแหละ จะรู้สึกดีก็ต่อเมื่อคุณหยุดเท่านั้น

– John Powers

—–

จริงๆ วันนี้ผมก็กังวลนิดๆ นะว่าจะเขียนบล็อกไม่ทัน

เพราะตอนเย็นต้องไปร่วมงานแต่งงานของรุ่นน้องที่โรงแรมเรอเนสซองส์ จากนั้นก็ย้อนกลับไปรับแฟนที่รออยู่ที่ออฟฟิศ ก่อนจะกลับถึงบ้านตอนสี่ทุ่มกว่าๆ

แถมในหัวผมไม่รู้ด้วยว่าจะเขียนเรื่องอะไร!

กลับมาถึงบ้านอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็มาพลิกหนังสือเล่มโน้นเล่มนี้ แต่ก็ยังหาอะไรมาจุดประกายไม่เจอ

ผมมีลิสต์หัวข้อเรื่องที่ “น่าจะ” เขียนได้ไว้ประมาณสี่สิบกว่าหัวข้อ แต่เรื่องส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะเขียน คงต้อง “หมัก” และ “บ่ม” มันไว้อีกสักพักถึงจะ “สุกงอม” พอที่จะเอามานำเสนอ

กวาดสายตาไปเจอเรื่อง Weekly Focus เลยคิดว่าเออ เรื่องนี้แหละ เขียนได้เลย

แต่พอเปิดไฟที่ผมเคยเก็บเทมเพลตของ Weekly Focus ก็เจอรายการคำคมดีๆ ที่เคยจดเก็บเอาไว้ตั้งแต่สมัย 5 ปีที่แล้วจนนึกขอบคุณตัวเองในอดีตไม่ได้

คำคมที่โดนใจมากและนำมาเขียนบล็อกในวันนี้ก็คือ

“Worrying is the same thing as banging your head against the wall. It only feels good when you stop.”

คนเราชอบกังวลเพราะว่ากลัวมันจะออกมาไม่ดี

เรื่องที่เรากังวลนั้นมีสองประเภท

คือเรื่องที่เราทำอะไรกับมันได้ และเรื่องที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้ (Things which are inside your circle of influence and things which are outside of it).

ถ้าเรื่องที่เรากังวลอยู่ในขอบเขตที่เราน่าจะทำอะไรได้บ้าง ก็ควรหยุดกังวลและลงมือทำอะไรบางอย่างก่อนที่มันจะสายเกินไป

แต่ถ้าเรื่องนั้นเราไม่สามารถทำอะไรได้ ก็ควรหยุดกังวลเพราะถึงกังวลให้หัวแตกก็ไม่ได้ช่วยอะไร

แน่นอน การ “หยุดกังวล” นั้นพูดง่ายแต่ทำยากชะมัด

วิธีที่ผมเคยใช้เพื่อคลายกังวลและเห็นว่าได้ผล ก็มีดังต่อไปนี้

– กลับมาดูลมหายใจ
– ระลึกว่า ณ ชั่วขณะนี้ ทุกอย่างมันยัง “โอเค” อยู่
– ส่วนความ “ไม่โอเค” ในอนาคตนั้น เป็นภาพลวงตาที่เรามโนขึ้นมาเอง
– ดูความกังวลในใจเรา เหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมที่แวะเวียนเข้ามา ซักพักมันก็จะไปเอง
– เตือนตัวเองว่า In the end, everything will be OK. If it’s not OK, then it’s not the end.

เมื่อเราคลายความกังวลลง สมองเราก็จะเบาสบายขึ้น

เมื่อเราหยุดเอาหัวโขกกำแพง เราอาจจะมองเห็นประตูครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่