บันทึกการนั่งมอเตอร์ไซค์เมื่อเช้านี้

20150915_Motorcycle

ขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าวันนี้จะเล่าเรื่องที่ไม่ค่อยมีข้อคิดอะไรเท่าไหร่!

ดังที่เคยเล่าไปว่า ปกติผมจะมาส่งแฟนที่ออฟฟิศตรงแยกนราธิวาส-สาทร แล้วก็ปั่นจักรยานปันปั่นมาที่ตึกอื้อจื่อเหลียง

แต่วันนี้ออกจากบ้านสายนิดหน่อย กว่าจะทานข้าวกับแฟนที่ออฟฟิศเขาเสร็จก็แปดโมงครึ่งแล้ว แถมผมต้องเป็นเทรนเนอร์วิชา Time Management ตอนเก้าโมงเช้าด้วย ถ้าคนสอนวิชานี้ไปสายเสียเองคงจะน่าเกลียดพิลึก

แฟนก็เลยยื่นเงินมาให้ 40 บาทเพื่อให้นั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปแทน

ผมเดินข้ามสะพานลอยเพื่อจะมาวินมอเตอรไซค์ที่เคยใช้บริการ โดยวินมอเตอร์ไซค์นั้นอยู่ห่างจากสี่แยกไปอีกประมาณ 40 เมตร แต่ขณะเดินลงสะพานลอยก็เห็นคนขี่รถมอเตอร์ไซค์คันนึงมาจอดรออยู่ตรงตีนสะพาน

คนขี่มอเตอร์ไซค์คันนี้ไหล่กว้างและแผ่นหลังใหญ่มาก หุ่นออกจะตุ้ยนุ้ยเลย ในมือถือแก้วน้ำพลาสติกแล้วเอาหลอดโกยอะไรบางอย่างเข้าปาก (เดาว่าถ้าไม่ใช่น้ำแข็งก็น่าจะเป็นไข่มุก)

เขาคนนี้สวมเสื้อยืดสีดำ และไม่มีเสื้อวินสวมทับ

ระหว่างที่ผมพยายามจะดูว่าเขามาจอดรถรอเพื่อนหรือมารอลูกค้า เขาก็เห็นผมพอดี และยกมือแล้วเอ่ยปากถามว่าไปรึเปล่า ผมก็พยักหน้าหงึกๆ

ตกลงมาหาลำไพ่พิเศษสินะ ผมคิดในใจ

พอเดินเข้ามาใกล้พอที่จะคยุกันได้ ถึงเห็นว่า อ้าว ผู้หญิงนี่ อายุน่าจะประมาณยี่สิบห้าปี

ผมถามว่าเขาว่าอื้อจื่อเหลียงไปมั้ย เธอก็พยักหน้าหงึกๆ (เปลี่ยนสรรพนามจาก “เขา” มาเป็น “เธอ” แทน)

ธรรมดามอเตอร์ไซค์เขาจะไม่ค่อยข้ามถิ่นกันอยู่แล้ว แต่นี่เล่นไม่มีเสื้อวิน แถมเป็นผู้หญิงมาจอดตัดหน้าลูกค้าวินมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบเมตรอีก ก็อดชื่นชมในใจไม่ได้ว่า เออ น้องมันกล้าดีแฮะ (ส่วนจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ผมขอไม่เสนอความเห็นนะครับ)

รถวิ่งไปได้แค่ 20 เมตรน้องเค้าก็หยิบหมวกกันน๊อคมาให้ผมใส่

นับเป็นหนึ่งในมอเตอร์ไซค์ไม่กี่คันที่ผมใช้บริการแล้วเจอคนขี่ที่ส่งหมวกกันน็อคให้ผู้โดยสาร (ธรรมดาเขาจะแขวนเอาไว้เฉยๆ หรือไม่เราก็ต้องเอ่ยปากขอ)

รถวิ่งไปได้อีก 40 เมตร น้องเค้าก็พูดออกมาว่า “บอกทางหนูด้วยนะพี่”

อื้อจื่อเหลียงเป็นอาคารใหญ่มาก และอยู่ห่างไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตรยังไม่รู้จักเลย แต่ก็ยังกล้ามาเป็นวินมอเตอร์ไซค์อีก ถือเป็นความกล้าคำรบสอง

ผมบอกว่าตรงไปเรื่อยๆ ครับ แล้วเข้าซอยธนาคารทิสโก้

ระหว่างทางก็คิดในใจว่า มือใหม่ขนาดนี้ ไม่รู้ทางขนาดนี้ เค้าจะเก็บตังค์เราซักเท่าไหร่นะ?

พอน้องเค้าขับไปได้ซักพัก ผมก็บอกว่า อีกนิดนึงก็จะถึงทิสโก้แล้วนะ เตรียมเลี้ยว น้องเค้ารีบตอบทันที อ๋อค่ะๆ หนูรู้จักซอยทิสโก้ดีค่ะ (โอเคฮะ!)

เข้าซอยมาแล้วและเลี้ยวขวาเข้าศาลาแดงซอย 1 น้องเค้ามีวิ่งแซงรถยนต์ในซอยจนเกือบไปชนกับรถอีกคันที่สวนมาด้วย หวาดเสียวไม่ใช่น้อย

แต่สุดท้ายก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ ผมลงจากรถแล้วก็ถามเค้าว่า “เท่าไหร่?” (โดยในใจแอบลุ้นระหว่าง 20 กับ 30 บาท)

น้องเค้าก็ถามกลับมาทันทีว่า ธรรมดาพี่มาเท่าไหร่คะ

ไอ้เราก็ไม่อยากโกหก เลยตอบไปตามตรงว่า บางทีก็ 30 บางทีก็ 40 บาท โดยก็คิดในใจว่า มือใหม่อย่างเขาน่าจะขอแค่ 30 บาทพอ

แต่แล้วผมก็เจอประโยคที่คาดไม่ถึง

“งั้นแล้วแต่พี่ค่ะว่าจะให้หนูเท่าไหร่”

ถ้าผมให้ 30 บาทก็จะดูเขียมทันทีใช่มั้ยเนี่ย?

สุดท้ายก็เลยให้เค้าไปทั้ง 40 บาท

น้องเค้ารับเงินไปกำเอาไว้ แล้วยกมือไหว้ผม “ขอบคุณค่ะพี่”

เฮ้ย วินมอเตอร์ไซค์มารยาทงาม มีไหว้ผู้โดยสารตอนรับเงินด้วย!

ในใจก็รู้สึก “เสียท่า” เล็กๆ ตรงที่ต้องจ่ายราคาเต็มจากการที่น้องเค้าผลักอำนาจการตัดสินใจมาให้ผม

(บางทีเรื่องนี้อาจจะเอาไปใช้ในการต่อรองทางธุรกิจได้ก็ได้นะ)

แต่มาคิดดูอีกที ก็ไม่เสียดายตังค์เท่าไหร่ ถือซะว่าเป็นค่าหมวกกันน็อคละกัน

แถมยังนึกขึ้นได้อีกว่า เงินแฟนนี่หว่า

คิดได้อย่างนั้น ผมก็ยิ้มเล็กน้อย

และรีบจ้ำอ้าวไปขึ้นลิฟต์เพื่อไปสอนคอร์ส Time Management ให้ทัน

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

กับดักของคนหน้าตาดี

20150914_GoodLookingPeopleTrap

ช่วงนี้ทีวีในลิฟต์ที่บริษัท จะมีโฆษณาอาหารแมวยี่ห้อหนึ่งที่ผมเห็นบ่อยมาก

พระเอกของเรื่องคือแมวสีขาวตัวฟูๆ ขึ้นไปเล่นดอกไม้บนหลังตู้จนแจกันตกลงมาแตก หญิงสาวที่เป็นเจ้าของรีบวิ่งมาดู พอเห็นแจกันแตกเลยเงื้อมไม้จะตีแมว

แล้วกล้องก็ซูมไปที่หน้าของน้องแมวทำสีหน้าอ้อนวอน (เดาว่าคงต้องการให้ได้อารมณ์เหมือนเจ้าแมว Puss in Boots จากเรื่อง Shrek 2)

สุดท้ายเจ้าของก็ยิ้ม และหยิบแมวขึ้นมาอุ้ม

พร้อมกับเสียงพากษ์ว่า “ยังไงก็รัก”

ราวกับโฆษณาจะสื่อว่า หน้าตาน่ารักซะอย่าง ถึงจะทำผิด เจ้าของก็ให้อภัย

—–

One Piece คือการ์ตูนเรื่องโปรดของผม

พระเอกของเรื่องนี้คือลูฟี่ ชายผู้มีความฝันที่จะได้เป็นเจ้าแห่งโจรสลัด

วันหนึ่งลูฟี่ถูกส่งตัวมาที่เกาะอเมซอนลิลลี่ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรหญิงล้วนภายใต้การนำของจักรพรรดินีโบอา แฮนค็อก หนึ่งในเจ็ดเทพโจรสลัด

แฮนค็อกมีใบหน้าที่สวยงามและรูปร่างสมส่วน แม้เธอจะมีนิสัยที่เอาแต่ใจและขี้โมโหแบบไร้เหตุผลจนมักทำอะไรที่รุนแรงออกมา (เช่นเตะหมา-แมวที่มายืนขวางทาง!) แต่ผู้คนรอบข้างก็พร้อมให้อภัยเธอเสมอ เพราะว่าเธอนั้นสวยบาดใจ

—–

เมื่อปีที่แล้วผมได้อ่านบทความฝรั่งที่อ้างว่า คนที่หน้าตาดีจะมีรายได้สูงกว่าคนที่หน้าตาไม่ดีราว 12% โดยนักวิจัยให้เหตุผลสามข้อคือ

  1. คนหน้าตาดี มักจะถูกมองว่าเก่งกว่าคนหน้าตาไม่ดี
  2. คนหน้าตาดี มักจะมีความมั่นใจตัวเองสูงกว่า ซึ่งก็ทำให้ได้รับการดูแลดีกว่า และนำไปสู่ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาว
  3. คนหน้าตาดีมีทักษะการเข้าสังคมมากกว่าคนที่หน้าตาขี้เหร่ และยิ่งเข้าสังคมบ่อยเท่าไหร่ ทักษะด้านการสื่อสารดีขึ้นเรื่อยๆ และนั่นก็เป็นการเพิ่มโอกาสการเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

อ้อ! แทนที่คนหน้าตาธรรมดาอย่างพวกเราจะตีโพยตีพายว่าโลกนี้ไม่แฟร์ ก็ขอบอกว่ามันยังพอมีทางออกนะครับ

เพราะเราสามารถเสริมสิ่งที่เราขาดไปได้ด้วยการแต่งตัวให้ดีขึ้นและพัฒนาบุคลิกภาพ ซึ่งก็อาจจะช่วยให้เราได้รับผลประโยชน์สามข้อที่กล่าวมาเช่นกัน

—–

เคยเห็นคู่รักที่หน้าตาไม่สมน้ำสมเนื้อมั้ยครับ?

ประมาณว่าคนหนึ่งหน้าตาดีมากจนจะหาแฟนหล่อ/สวยแค่ไหนก็ได้ แต่กลับควงแฟนหน้าตาธรรมด๊าธรรมดาหรือออกแนวขี้เหร่ด้วยซ้ำไป

ผู้หญิงสวยที่ควงหนุ่มหน้าตาธรรมดานั้นยังพอเข้าใจได้ เพราะอาจชอบคารม ความเป็นผู้ใหญ่ หรือฐานะที่มั่นคง

แต่ผู้ชายหล่อๆ ที่ควงผู้หญิงหน้าตาธรรมดาล่ะ?

ผมเคยเจอคู่หนึ่งเป็นอย่างนี้ครับ ผู้ชายหล่อระดับเดือนมหาลัย ส่วนผู้หญิงนั้นหน้าตาธรรมดา ผิวเข้ม แถมผอมกะหร่อง

แต่พอผมได้คุยกับน้องผู้หญิงคนนี้ จึงรู้ว่าน้องเขานิสัยน่ารัก คุยสนุก แถมยังฉลาดอีกต่างหาก

—–

สมมติฐานของผมก็คือ คนที่เกิดมาไม่มีต้นทุนทางผิวพรรณและหน้าตา ก็ย่อมรู้ตัวมาตั้งแต่เด็กว่าต้องพยายามสร้างส่วนอื่นๆ ขึ้นมาเสริม เช่นตั้งใจเรียน เอาอกเอาใจ ขยันขันแข็ง พูดจาไพเราะ

เพราะถ้าหน้าตาไม่น่าเอ็นดูแล้วยังนิสัยแย่ด้วย คงจะอยู่ในโลกนี้ได้ลำบากน่าดู

ในขณะที่คนที่หน้าตาดีระดับดารา ย่อมถูกเอาอกเอาใจและให้อภัยมาตั้งแต่เด็ก (เหมือนแมวในโฆษณาและจักรพรรดินีโบอาแฮนค็อกผู้เลอโฉม) ดังนั้นจึง “ไม่มีความจำเป็น” ที่จะต้องนิสัยดีก็อยู่ได้อย่างสบายๆ

ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ยินได้ฟังเรื่องนางเอกขี้วีนหรือพระเอกนิสัยถ่อยอยู่เรื่อยๆ

ขณะที่บางคนไว้หนวดไว้เคราเหมือนโจร แต่พอได้คุยด้วยกลับเป็นคนธรรมะธรรมโม น่ารักน่าคบหา

—–

ถ้าคุณอายุยังน้อยและหน้าตาดี ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะใช้ชีวิตแบบสวยไปวันๆ หล่อไปวันๆ

แต่อย่าชะล่าใจจนลืมไปว่า ต่อให้หน้าตาเราดีอย่างไร ใช้ครีมฝรั่งราคาแพงแค่ไหน สุดท้ายสังขารก็ย่อมร่วงโรย

ถ้าพึ่งพาแต่หน้าตาอย่างเดียว โดยไม่พัฒนามิติอื่นๆ ของชีวิต วันที่เราหมดสวย-หมดหล่อ อาจจะเป็นวันที่เราไม่เหลืออะไรเลย

ถึงตอนนั้นจะมาเริ่มเปลี่ยนนิสัยให้ดีขึ้นก็อาจไม่ทันการ เพราะไม้มันแก่เสียแล้ว (และคนอาจจะเลิกคบเราไปเกือบหมดแล้ว)

ดังนั้น ถ้าจะปร้บปรุงตัวเอง ก็ควรรีบขวนขวายเสียแต่วันนี้

จะได้ไม่มีใครมาตำหนิเราได้ว่า “นอกจากหน้าตาแล้วมีอะไรดีมั่ง?”

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก IMDBWonder12Business Insider 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

8 สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังหยุดเล่นเฟซบุ๊คบนมือถือ

20150913_FacebookFast

เค้าว่ากันว่าทุกวิกฤตินำมาซึ่งโอกาส

เมื่อประมาณกลางเดือนที่แล้วมือถือผมเจ๊งครับ

ซัมซุงกาแล๊กซี่โน๊ตสองที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาสองปีครึ่ง จู่ๆ ก็บู๊ธไม่ขึ้น

ระหว่างที่เอาเครื่องไปซ่อมอยู่นั้น ก็ได้เครื่องสำรองมาใช้ไปพลางๆ ก่อน

เมื่อต้องเริ่มจากเครื่องเปล่า ผมเลยถือโอกาสเริ่มต้นใหม่

สิ่งแรกที่ทำก็คือลองลงโปรแกรมเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

แต่ก็ยังไม่วายลง Facebook อยู่ดี เพียงแต่ไม่ได้ล็อกอินเอาไว้

ครั้งสุดท้ายที่ผมล็อกอินเฟซบุ๊คทางมือถือคือวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม หลังจากถ่ายรายการโฮมรูมเรื่องการเก็บบ้านแบบคอนมาริครับ ต้องรีบเข้าไปคอมเม้นท์เพื่อจะได้โปรโมตบล็อกตัวเอง เพราะในรายการไม่ได้พูดถึงเลย 😛

2015-09-13_195047

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ 21 วันพอดี ซึ่งฝรั่งเค้าเชื่อกันว่า ถ้าจะสร้างนิสัยใหม่ๆ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 21 วันก่อนที่นิสัยนั้นจะติดแน่นคงทน

วันนี้เลยมาขอเล่าให้ฟังว่า หลังจากหยุดเล่นเฟซบุ๊คไปแล้ว เจอความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างครับ

1. ใช้เวลากับมือถือน้อยลงไปเยอะ นอกจากจะไม่เล่นเฟซบุ๊คแล้ว ผมยังเลิกเล่น Quora ผ่านมือถือด้วย โดยจะมานั่งอ่าน Quora ช่วงพักเที่ยงแทน พอไม่ต้องเล่นสองโปรแกรมนี้ เวลาที่ใช้จ้องมือถือก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ

2.ไม่ต้องห่วงเรื่องแบตเตอรี่ พอเล่นมือถือน้อยลง จึงไม่เคยต้องกังวลเรื่องแบตหมดระหว่างวันเลย บางวันจะเข้านอนแล้วแบตยังเหลือเกินหกสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยตอนที่ยังเล่นเฟซบุ๊คบนมือถืออยู่

3. ได้อ่านบทความดีๆ เยอะขึ้น เวลาผมเจอบทความอะไรที่น่าสนใจ ผมจะเซฟลงแอ็พชื่อ Pocket (ดาวน์โหลดได้จาก Google Play Store และ Apple iTunes)

แต่บทความส่วนใหญ่มักจะได้แค่เซฟไว้แต่ไม่เคยได้อ่าน เพราะพอเราหยิบมือถือขึ้นมาทีไรก็เปิดเฟซบุ๊คหรือไม่ก็โควร่าก่อนทุกครั้ง แต่พอเลิกเล่นเฟซบุ๊คสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป ได้อ่านบทความที่ตัวเองเซฟไว้อย่างน้อยวันละสอง-สามบทความ

4. เล่นเฟซบุ๊คได้สะใจมากขึ้น เมื่อก่อนผมจะเปิดดูเฟซบุ๊คอย่างน้อยชั่วโมงละสองครั้ง ซึ่งบางทีก็มี notification (ที่เป็นตัวเลขสีแดงๆ ตรงลูกโลก) แค่หนึ่งหรือสองชิ้น หรือบางทีเปิดมาแล้วไม่มี notification เลยผมก็อดไม่ได้ที่จะห่อเหี่ยวเล็กๆ (โดยเฉพาะหลังจากที่เราโพสท์อะไรใหม่ๆ แล้วลุ้นว่าจะมีใครมาไลค์หรือคอมเม้นท์รึเปล่า)

เวลาเปิดเฟซขึ้นมาแล้วเจอ notification แค่หนึ่งเรื่อง อารมณ์มันคล้ายกับเปิดก๊อกแล้วเจอน้ำที่ไหลเบาราวเยี่ยวแมว ทำให้เราต้องใช้น้ำอย่างกระเบียดกระเสียร

แต่พอผมเล่นเฟซบุ๊คน้อยลง ตอนกลางคืนหลังเลิกงานแล้วไม่ได้เล่นเลย มาเช็คอีกทีเช้าวันถัดมา พอเปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาคราวนี้จะเจอ notifications เป็นสิบเรื่อง อารมณ์เหมือนเอาขันตักน้ำในโอ่งแล้วราดใส่หัว โดยรวมแล้วจำนวนน้ำก็เท่าเดิมแหละ แต่มันชื่นใจกว่าจริงๆ

5. เลิกเล่นมือถือระหว่างรถติด รู้อยู่แก่ใจนะครับว่าเล่นมือถือระหว่างรถติดนั้นเป็นอันตราย แต่บางทีพอรถติดหนักๆ มันก็อดไม่ได้จริงๆ

แต่มาตอนนี้ มือถือไม่มีอะไรให้ดูแล้ว (จะอ่านบทความจาก Pocket ก็ใช่ที่เพราะยาวเกิน) ความรู้สึกอยากหยิบมือถือขึ้นมาเล่นนั้นยังมีอยู่เรื่อยๆ แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าหยิบขึ้นมาก็ไม่มีอะไรดูอยู่ดี การหยุดเล่นเฟซบุ๊คจึงถือเป็นวิธีเลิกเล่นมือถือระหว่างขับรถที่ทรงพลังที่สุดสำหรับผม

6. เลิกเล่นมือถือที่โต๊ะกินข้าว อันนี้ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว แฟนผมก็เล่นมือถือระหว่างนั่งกินข้าวน้อยลงไปเยอะ อาจเป็นเพราะว่า เวลาเราอยู่กับใครสักคน ถ้าเขาหยิบมือถือขึ้นมาเล่น เราก็เหมือนโดนบังคับกลายๆ ให้หยิบมือถือขึ้นมาเล่นไปด้วย (เพราะไม่มีใครคุยด้วย) แต่มาตอนนี้ เมื่อผมไม่เล่นมือถือแล้ว แฟนก็คงไม่รู้สึกอยากหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเท่าแต่ก่อน นั่งคุยกันเองสนุกกว่าเยอะ!

7. เข้านอนตรงเวลามากขึ้น สมัยก่อนเวลาผมกับแฟนกลับถึงบ้านมาเหนื่อยๆ ก็จะขอเอนกายลงบนเตียงนอนเล่นเฟซบุ๊ค “แป๊บนึง” ประมาณว่าไม่เกินสิบนาที แต่สิ่งที่เกิดจริงๆ ก็คือมันมักจะกินเวลาไปถึงครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ซึ่งย่อมไปเบียดบังเวลานอนของเราอย่างช่วยไม่ได้ สมัยนี้กลับมาถึงบ้าน ผมก็จะอาบน้ำเลย แล้วมานอนคุยกับลูก (ในท้องแฟน) หรือไม่ก็อ่านหนังสือเป็นเล่มๆ แทน

8. มีเวลาภาวนามากขึ้น คนที่อ่านบล็อกผมมาซักพักอาจจะพอระแคะระคายบ้างว่าผมสนใจเรื่องการภาวนา ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการตามรู้กายตามรู้ใจตนเอง การภาวนาเป็นเรื่องที่ทำที่ไหนก็ได้ เช่นตอนรถติด ตอนรอลิฟต์/ขึ้นลิฟต์ และตอนรออาหาร เพียงแต่สมัยก่อนเวลาว่างสั้นๆ เหล่านี้โดนมือถือเอาไปกินเรียบ แต่พอมือถือมีบทบาทต่อชีวิตน้อยลง ผมก็เอาเวลาช่วงนี้ไปทำสิ่งที่มีความหมายต่อตัวเองได้มากขึ้นครับ

แน่นอน การเลิกเล่นเฟซบุ๊คบนมือถือก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีอย่างเดียว ข้อเสียที่ผมสังเกตได้ก็คือผมเปิดเฟซบุ๊คผ่านคอมบ่อยขึ้น แต่บวกลบคูณหารแล้วผมก็ใช้เวลากับเฟซบุ๊คน้อยลงอยู่ดี

อ้อ อีกสิ่งหนึ่งที่พบก็คือ แม้ว่าบางครั้งจะมี Notifications มานับสิบเรื่อง แต่พอกดเข้าไปดู หลายๆ ครั้งก็รู้สึกว่า “ไม่เห็นจะมีอะไรเลย”

ยิ่งทำให้คิดได้ว่า แต่ก่อนที่เรากดเฟซบุ๊คดูบ่อยๆ มันเป็นเพราะเราหมกมุ่นเกินไปจริงๆ

—–
ป.ล. ความเสี่ยงของการเขียนโพสต์นี้ก็คือ ถ้าผู้อ่านเล่นเฟซบุ๊คน้อยลง บทความผมก็อาจจะถูกอ่านน้อยลงด้วยเช่นกัน แต่ชั่งน้ำหนักแล้วคิดว่าเขียนแล้วมีประโยชน์กว่าไม่ได้เขียนครับ ใครที่กดไลค์เพจแล้วไม่อยากพลาดบทความก็สามารถกด “See First” ใต้ปุ่ม Following ได้นะครับ หรือถ้าใคร scroll down ไปอีกหน่อย ก็จะมีช่องให้กรอกอีเมล์เพื่อรับบล็อกใหม่ส่งตรงถึง Mailbox ทุกวันครับ ใครหาที่กรอกไม่เจอลองดูรูปนี้ครับ)

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อย่าเล่นกับหมู

20150912_PigMud

“When you get in the mud with a pig, you get dirty and the pig gets happy.”

– James Altucher

—–

ผมคิดว่า หนึ่งในเหตุผลที่หลายคนไม่กล้าเขียนบล็อกทั้งๆ ที่มีไอเดียดีๆ อยู่เต็มไปหมด ก็เพราะว่า เรากลัวการถูกวิจารณ์

“รู้ๆ กันอยู่แล้ว ไม่เห็นเจ๋งตรงไหนเลย”

“ก่อนจะวิจารณ์คนอื่น ดูตัวเองรึยัง?”

“เขียนอะไรวะ อ่านไม่รู้เรื่อง”

แค่คิดว่าจะมีใครมาด่าเราอย่างนี้ เราก็หงอแล้ว

การเขียนบล็อกแล้วปล่อยให้คนเข้ามาคอมเม้นท์ได้ จะทำให้เรา vulnerable ขึ้นมาทันที

vulnerable = บาดเจ็บได้ง่าย ถูกทำลายได้ง่าย

เพราะการปล่อยงานของเราสู่สายตาสาธารณชน ย่อมหมายความว่าเราเปิดโอกาสให้คนแปลกหน้าเข้ามาทำร้ายเราทางวาจาได้ตลอดเวลา

คำพูดบางคำก็เสียดแทงเสียจนอดคิดไม่ได้ว่า อยู่เงียบๆ เฉยๆ ดีกว่ามั้ย ไม่ต้องเสี่ยงโดนคนด่า

—–

เขียนบล็อกมาแปดเดือน ยังโชคดีที่ยังไม่ค่อยมีคนเข้ามาทำร้ายผมมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองมากกว่า ซึ่งผมย่อมยินดี

แต่ถ้าใครเข้ามาคอมเม้นท์ แล้วผมอ่านแล้วรู้สึกได้ว่า เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะมาแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อเรียนรู้ แต่เข้ามาเพื่ออยากเอาชนะ

ก็ป่วยการที่จะต่อล้อต่อเถียงกับคนพวกนี้

ยิ่งเราเถียงกับเขามากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งลงไปคลุกโคลนกับเขามากยิ่งขึ้น

“When you get in the mud with a pig, you get dirty and the pig gets happy.”

วิธีการรับมือของผม ก็คือกดไลค์คอมเม้นท์ของเขา ขอบคุณสำหรับความคิดเห็น และจบบทสนทนา

แน่นอน อารมณ์ความขุ่นเคืองย่อมมีคั่งค้าง

แต่ไม่เกินสามวันก็หายครับ

แทนที่จะใช้เวลาอันจำกัดของเราไป “เอาชนะ” หรือ “พิสูจน์ว่าตัวเองถูก” กับน้องหมูเปื้อนโคลน

สู้เก็บแรงไว้เขียนงานใหม่ๆ เพื่อตอบแทนผู้อ่านที่น่ารักอีก 99% จะดีกว่า

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานเด็กโข่ง

2015090911_StrangeBoy

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันครับ

ขณะนั่งรถไฟ เด็กชายวัย 24 ปีมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วตะโกนด้วยความตื่นเต้นว่า

“พ่อครับพ่อ ดูนี่สิ ต้นไม้วิ่งถอยหลัง!!!”

พ่อยิ้มให้ลูก แต่คู่สามี-ภรรยาที่นั่งเก้าอี้ตรงข้ามมองเด็กชายคนนั้นด้วยความฉงนปนสมเพช

เด็กวัย 24 ร้องตะโกนขึ้นอีกครั้ง

“พ่อๆ ดูสิ เมฆวิ่งไปพร้อมเราเลยเนอะ”

คู่สามีภรรยาไม่อาจทนได้อีกต่อไป

“ทำไมคุณไม่พาลูกไปหาหมอล่ะ”

“พาไปแล้วครับ เพิ่งออกจากโรงพยาบาลเมื่อเช้านี้ ลูกชายผมเขาตาบอดแต่กำเนิด วันนี้เป็นวันแรกที่เขามองเห็นครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: What are some transformative short stories? 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่