วิธีจับหมาป่าเจ้าเล่ห์

20150925_CatchingtheWilyFox

วันนี้วันศุกร์ มีเรื่องมาเล่าอีกหนึ่งเรื่อง แม้จะไม่ใช่นิทานเสียทีเดียว

เป็นเรื่องที่ได้อ่านมาจากหนังสือ The Icarus Deception โดย Seth Godin ครับ

เรื่องนี้มีชื่อว่า Catching The Wily Fox – วิธีจับหมาป่าเจ้าเล่ห์

เข้าไปในป่า สร้างรั้วความยาวประมาณสองเมตรครึ่ง วางอาหารเอาไว้ข้างๆ รั้ว และทิ้งไว้หนึ่งสัปดาห์

ช่วงแรกหมาป่านั้นฉลาดเกินกว่าจะมาติดกับง่ายๆ เพราะมันได้กลิ่นของคุณและจะพยายามหลีกเลี่ยงรั้วนี้อยู่หลายวัน แต่สุดท้ายเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร มันก็จะเข้ามากินอาหารที่คุณวางเอาไว้

พอหมดสัปดาห์แรก คุณจงเข้าไปสร้างรั้วเพิ่ม โดยทำเป็นมุมฉากกับรั้วแรก และวางอาหารไว้เหมือนเดิม

ช่วงแรกหมาป่าก็จะไม่เข้ามาใกล้ แต่พอผ่านไปสองสามวันมันก็จะเข้ามากินอาหารของคุณอีก

พอหมดสัปดาห์ที่สอง คุณก็สร้างรั้วอันที่สาม (ตั้งฉากกับอันที่สองและขนานกับรั้วอันแรก) แต่คราวนี้คุณสร้างประตูรั้วเปิดทิ้งเอาไว้ด้วย และวางอาหารทิ้งไว้เช่นเคย

พอหมดเดือน คุณก็จะเห็นหมาป่าตัวนั้นเดินเล่นไปมาอย่างร่าเริงในเขตรั้วนั้น และการจับหมาป่าก็จะเป็นเรื่องง่ายแสนง่าย เพียงปิดประตูบานนั้นก็เรียบร้อยแล้ว

—–

เรื่องวิธีการจับหมาป่าจบลงแต่เพียงเท่านี้

รู้ม้้ยครับว่านิทานเรื่องนี้สอนว่าอะไร?

ใบ้ให้นิดนึงว่าพวกเราส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างอะไรกับหมาป่าตัวนั้น

ใครที่อยากจะอ่านเฉลย ไปดูหนังสือเล่มนี้ใน Amazon คลิ้กไปที่ปกหนังสือเพื่อ Look Inside แล้วใช้เมาส์ Scroll Down ซัก 7-8 ครั้งก็จะเจอหัวข้อ Catching the Wily Fox ครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก MindTools และ Educational Business Articles

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ยุ่งเพราะขี้เกียจ

20150924_BusyLazy

Being busy is a form of laziness – lazy thinking and indiscriminate action

การทำตัวยุ่งก็เป็นรูปแบบหนึ่งของความเกียจคร้าน – เกียจคร้านทางความคิดและลงมือทำโดยไม่ไตร่ตรอง

– Tim Ferriss

—–

เชื่อว่าหลายคนที่ทำงานประจำน่าจะมีเพื่อนร่วมงานประเภท “ยุ่งตลอดเวลา”

ระหว่างวันก็มีแต่เข้าประชุม เวลาอยู่ในห้องประชุมก็ไม่ค่อยมีส่วนร่วมเพราะต้องนั่งทำงานอย่างอื่นไปด้วย เราส่งอีเมล์ไปเขาก็ไม่อ่าน ติดปัญหาอะไรเขาก็ไม่มีเวลามาช่วย แถมยังทำงานดึกๆ ดื่นๆ เป็นอาจิณอีกด้วย

ที่น่าสนใจคือ คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ น้อยคนมากที่จะมีผลงานออกมาดีหรือเป็นที่ชื่นชมของเพื่อนร่วมงาน

ทั้งๆ ที่ทุ่มเทเวลาให้กับงานวันละสิบกว่าชั่วโมงทุกวัน แต่ทำไมผลงานถึงไม่เข้าตากรรมการ?

อาจเพราะว่าเขาใช้เวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้สร้างคุณค่าต่อองค์กรเท่าไหร่นักก็ได้

—–

คุณเคยมีอาการอย่างนี้มั้ย

วิ่งวุ่นทั้งวันจนแทบจะไม่มีเวลาพักหายใจ และทำอะไรไปตั้งหลายอย่าง

แต่พอหมดวันแล้วกลับรู้สึกว่างเปล่า แถมอาจรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ เพราะรู้ตัวว่าไม่ได้ทำอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง

ผมเองก็มีอาการอย่างนี้บ่อยๆ ครับ

ไอ้ความ “เป็นชิ้นเป็นอัน” นี่มันก็นิยามยากอยู่เหมือนกัน เพราะถึงผมจะทำอะไรเสร็จหลายอย่าง แต่ถ้างานนั้นเป็นงานที่ไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าไหร่ (ทั้งในสายตาผมและในสายตาของหัวหน้า) ผมก็ไม่ถือว่างานเหล่านั้น “เป็นชิ้นเป็นอัน” อยู่ดี

และเท่าที่สังเกต ความไม่เป็นชิ้นเป็นอัน มักจะเกิดขึ้นเมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดพร้อมกัน (อาจจะบางส่วนหรือทั้งหมด)

– นอนไม่พอ
– สิ่งแรกที่ทำตอนถึงออฟฟิศคือเช็คเมล์หรือเปิดเฟซบุ๊ค
– ไม่เขียน To Do List ว่าวันนี้จะทำอะไร
– ไม่ตัดสินใจว่างานชิ้นไหนคืองานที่สำคัญที่สุดของวันนี้และต้องทำให้เสร็จ
– ทำงานจิ๊บจ๊อยเพื่อจะได้ไม่ต้องทำงานที่สำคัญและยากกว่า
– ทำงานสลับไปสลับมา
– โดนขัดจังหวะตลอดเวลา (จากการประชุม/คนมาหา/เมาธ์มอย)

ถ้าทั้งเจ็ดอย่างอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ว้นนั้นจะเป็นวันที่ผมโคตร unproductive เลย

แต่ในทางกลับกัน ถ้า “พลิก” ทั้งเจ็ดข้อนี้ได้ วันนั้นก็จะเป็นวันที่เหนื่อยแต่รู้สึกดีสุดๆ เหมือนกัน

– พักผ่อนมาเพียงพอ
– ไม่เปิดเฟซบุ๊คจนกว่าจะทำงานชิ้นแรกเสร็จ (หรืออย่างน้อยวางแผนเสร็จ)
– วางแผนว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง
– รู้ว่าอะไรคืองานที่สำคัญที่สุดของวันนี้
– เอางานสำคัญที่สุดขึ้นมาทำก่อน (ก่อนที่จะโดนคนอื่นหรืองานอื่นเข้ามาแทรก)
– จดจ่อกับงานทีละชิ้น
– ไม่เข้าประชุมที่ไม่จำเป็นและ say no with an option เวลามีคนมาขอความช่วยเหลือในจังหวะที่เรายังไม่สะดวก

ถ้าทำได้ ถึงจะยุ่งเราก็ยุ่งอย่างสบายใจ และทำงานออกมาได้ดีครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ขอบคุณข้อมูลจาก MindTools และ Educational Business Articles

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เทคนิค 5 Why’s

20150923_FiveWhys

ใครอายุเกิน 30 ขวบยกมือขึ้น!

ถ้าอายุถึง ก็น่าจะเคยได้ดูการ์ตูน อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ที่มักเอามาฉายช่วงเย็นๆ หลังเลิกเรียนนะครับ

อิคคิวซังเป็นเณรที่ฉลาดปราชญ์เปรื่อง สามารถไขปัญหาได้ทั่วราชอาณาจักร ขนาดโชกุนยังต้องมาพึ่งพาอิคคิวซังหลายครั้ง

ในการ์ตูนเรื่องนี้มีตัวละครอยู่ตัวนึงชื่อ “เจ้าหนูจำไม” ที่ชื่ออย่างนี้เพราะชอบถามว่า “ทำไม” อยู่ตลอดเวลา (แต่เผอิญพูดไม่ชัดเลยกลายเป็นจำไม)

จำไมถึงเป็นอย่างนั้น จำไมถึงเป็นอย่างนี้ ถามจี้ไปเรื่อยๆ จนแม้กระทั่งอิคคิวซังผู้ชาญฉลาดยังไปต่อไม่เป็น

ความขี้สงสัยของเจ้าหนูจำไมอาจจะดูน่ารักหรือน่ารำคาญก็ตาม แต่รู้มั้ยครับว่าเราสามารถนำนิสัยนี้มาใช้ในที่ทำงานหรือในชีวิตประจำวันได้

ฝรั่งเรียกเทคนิคนี้ว่า 5 Why’s

ผมได้ยินเทคนิคนี้ครั้งแรกสมัยที่ถูกบริษัทส่งไปเทรนเรื่อง Six Sigma โดยผู้สอนเป็น Six Sigma Black Belt จากสิงคโปร์

เทคนิคนี้ก็ง่ายๆ ตามชื่อเลยครับ

ถามคำถามว่า “ทำไม” (ห้าครั้ง หรืออาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านั้นก็ได้) จนกว่าจะค้นพบต้นตอของปัญหา

เป็นเทคนิคที่คิดค้นโดยซาคิชิ โตโยดะ (Sakishi Toyoda) ผู้ก่อตั้งบริษัทโตโยต้าและบิดาการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ

ตัวอย่างแรก 

สมมติว่าเรารับปริ๊นท์โปสเตอร์ และปัญหาที่เราเจอคือลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงิน

Why ที่ 1 ทำไมลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงิน
เพราะเราส่งของช้า ลูกค้าเอาโปสเตอร์ไปใช้ไม่ทันแล้ว

Why ที่ 2 ทำไมเราถึงส่งของช้า?
เพราะมันใช้เวลามากกว่าที่เราคิด

Why ที่ 3 ทำไมถึงใช้เวลามากกว่าที่คิด
เครื่องพิมพ์เราหมึกหมด

Why ที่ 4 ทำไมเครื่องพิมพ์ถึงหมึกหมด?
เพราะก่อนหน้านั้นมีออเดอร์ล็อตใหญ่เข้ามาในนาทีสุดท้าย เราเลยใช้หมึกหมดเกลี้ยงสต๊อก

Why ที่ 5 ทำไมหมึกถึงหมดสต๊อก
เพราะเราไม่ได้สำรองหมึกมากพอและไม่สามารถหาซื้อหมึกใหม่ได้ทันการณ์

เมื่อถาม Why ครบ 5 รอบแล้ว เราก็จะรู้วิธีแก้ปัญหาที่ “ต้นน้ำ” ได้มากขึ้น นั่นคือเราควรจะหาซัพพลายเออร์ที่พร้อมจะส่งหมึกให้เราทันทีที่เราจำเป็นต้องใช้หมึกเพิ่มกะทันหัน

ข้อดีมากๆ ของ 5 Why ก็คือ ถ้าเราถาม Why แค่ครั้งเดียว เรามักจะสรุปว่าปัญหาอยู่ที่คน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะทำให้เรามีอคติหรือแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

แต่ถ้าเราถาม Why มากเพียงพอ เรามักจะพบว่าปัญหานั้นอยู่ที่กระบวนการ (process) มากกว่า

—-
ตัวอย่างที่สอง (ดัดแปลงมาจาก Educational Business Articles)

ในโรงงานแห่งหนึ่ง มีปัญหาว่าโปรดักชั่นไลน์หนึ่งมีของเสียที่ต้องคัดทิ้งเยอะมาก สาเหตุมาจากการที่คนงานดันไปกดปุ่ม Stop แทนที่จะกดปุ่ม Start

พอผมถามผู้จัดการว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้ เขาก็แค่ตอบว่า “เป็นความผิดพลาดของคนงาน” พอผมถามว่าทำไมถึงนึกว่าปัญหาอยู่ที่คนงาน เขาก็ตอบว่า “เพราะมันเกิดขึ้นหลายหนแล้ว” ผมบอกว่าผมไม่เชื่อ เราน่าจะมีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้อีก ผู้จัดการก็ตอบว่า “ทำไม่ได้หรอก ม้นต้องเป็นอย่างนี้แหละ” จนผู้จัดการที่ยืนอยู่ข้างๆ ทนไม่ได้ จึงชวนกันเดินลงไปดูที่ไลน์ผลิตให้เห็นกับตา

Why ที่ 1 ทำไมคนงานถึงกดปุ่มผิด?
เพราะปุ่ม Start กับ Stop อยู่ใกล้กันและดูลำบากว่าอันไหนเป็นอันไหน

Why ที่ 2 ทำไมถึงดูลำบาก
เพราะทั้งสองปุ่มมันเขรอะมากจนมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างปุ่มสีแดง (Stop) กับปุ่มสีเขียว (Start)

Why ที่ 3 ทำไมปุ่มถึงเขรอะได้ขนาดนี้?
เพราะไม่มีคนทำความสะอาดมันเลย

Why ที่ 4 ทำไมถึงไม่มีคนทำความสะอาด
เพราะเราไม่มีกฎเกณฑ์หรือกระบวนการอะไรที่จะสร้างความกระตือรือล้นให้คนงานทำความสะอาดปุ่มเป็นประจำ

ในกรณีนี้ แค่ถาม Why 4 ครั้ง เราก็สามารถจะแก้ปัญหาที่กระบวนการ โดยอาจจะบังคับใช้ 5 ส หรือสั่งให้แม่บ้านมาทำความสะอาดปุ่มอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง หรือถ้าเป็นไปได้ก็ย้ายปุ่ม Stop ไปให้ไกล จากปุ่ม Start ได้ยิ่งดี

—–

การถาม 5 Why’s ไม่จำเป็นต้องใช้กับการแก้ปัญหาเท่านั้น แต่อาจจะช่วยให้เราคิดอะไรได้ชัดเจนมากขึ้นด้วยเช่น

ทำไมอยากลาออกจากงาน -> เพราะอยากทำธุรกิจส่วนตัว
ทำไมอยากทำธุรกิจส่วนตัว -> เพราะเป็นพนักงานเงินเดือนแล้วไม่รวย
ทำไมถึงอยากรวย -> ฯลฯ

แต่ละคนก็จะมีคำตอบที่แตกต่างออกไป

ซึ่งพอเราถาม Why ไปจนสุดแล้วจริงๆ เราอาจจะค้นพบว่า สิ่งที่เราต้องการจริงๆ อาจจะสามารถทำได้โดยไม่ต้องออกจากงานก็ได้

ถ้าเราถาม Why แค่ครั้งหรือสองครั้ง ทางเลือกและวิธีแก้ปัญหาของเราก็ถูกจำกัดและอาจไม่ยั่งยืน

แต่ถ้าเราถาม Why จนทะลุปรุโปร่งว่าอะไรคือแรงผลักดัน / ต้นเหตุของปัญหา ก็จะเพิ่มโอกาสให้เราหาทางออกที่ดีที่สุดได้ครับ

—–

UPDATE: 25 Aug 2017: “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก MindTools และ Educational Business Articles

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ก้อนหินในแม่น้ำ

20150922_Confident

นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 302 เมษายน 2553  สัมภาษณ์ ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์

[ถาม]: อายุมากขึ้นก็ดูจะนิ่งขึ้น
[ตอบ]: จริงๆ นะ เมื่อก่อนผมมักจะคิดว่าเรารู้ว่าคนอื่นเขาคิดอะไรอยู่ แต่เดี๋ยวนี้เราก็พูดคำว่าไม่รู้ๆ บ่อยขึ้นๆ

[ถาม]: มั่นใจในตัวเองน้อยลง
[ตอบ]: ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มั่นใจว่าไม่รู้ ยิ่งโตยิ่งไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น แล้วก็ขอเรียนรู้จากคนอื่น อาจเป็นด้วยวัย อย่างตอนเราตั้งวงสิบล้อ เรานึกว่าเราจะอยู่วงนี้ไปตลอดชีวิต ตอนเรามาอยู่เมืองไทยเราบอกจะอยู่ตลอดชีวิต ตอนเราไปประท้วงเราก็นึกว่าเรื่องหนึ่งจะเกิดขึ้น กลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเราเลิกหรือเราหมดหวังหรือสิ้นหวังกับชีวิต แต่เรารู้ว่าเราไม่รู้ เราก็ยอมรับในความเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยของเรา คล้ายกับว่าโลกนี้เหมือนหนังชีวิตที่กำลังฉายอยู่ เราไม่ได้เขียนบทเองทั้งหมด ครั้งหนึ่งเราพยายามทำตัวเหมือนปลาว่ายทวนกระแสน้ำ แต่เราไม่อาจมองเห็นกระแสน้ำทั้งหมดได้ ทุกวันนี้เราชอบพูดว่าเราเป็นก้อนหินในแม่น้ำ แล้วพอน้ำยิ่งไหลผ่านไปเราก็ยิ่งเย็นลง เราก็ยิ่งมน กลมขึ้นแต่ไม่มาก เราก็รู้สึกว่าเรากลมขึ้น ทรงตัวในน้ำ น้ำไหลผ่าน ความคม ความหยัก เหลี่ยมของเราลดลง

[ถาม]: เป็นก้อนหินในแม่น้ำ ไม่ใช่ปลาที่ว่ายทวนน้ำแล้วใช่ไหม
[ตอบ]: ไม่ใช่ปลาว่ายทวนน้ำ แต่ก้อนหินเรามีน้ำหนักถ่วงอยู่ก็ยืนสู้กับกระแสน้ำได้ กระแสน้ำไม่แรงเราก็อยู่กับที่ ถ้าแรงเราก็กลิ้งไปบ้าง เราไม่ฝืนแล้ว มีอะไรที่ดีเราก็คว้ามันไว้ อะไรที่ไม่ดีเราก็ไม่ต้องคว้าเอามา เพราะในที่สุดเราไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยว มนุษย์มันก็ต้องอยู่ด้วยกันไปตลอด

—–

ในวงการบันเทิง มีคนที่ผมชื่นชมและคอยติดตามอ่านความคิดผ่านผลงานและบทสัมภาษณ์อยู่ไม่กี่คน

ที่นึกออกตอนนี้คือ

  • ประภาส ชลศรานนท์
  • เป็นเอก รัตนเรือง
  • ตุล อพาร์ตเมนท์คุณป้า
  • ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์

ในสี่คนนี้ ฮิวโก้น่าจะเด็กสุด (และหล่อสุด)

“ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มั่นใจว่าไม่รู้ ยิ่งโตยิ่งไม่รู้อะไรเลย”

ประโยคนี้โดนใจผมมาก เพราะผมเองก็รู้สึกอย่างนี้มาเกือบสิบปีแล้ว

ช่วงปี 2548-2549 ผมติดตามข่าวการเมืองอย่างใกล้ชิด ยิ่งอ่านยิ่ง(คิดว่า)รู้เยอะ และยิ่งเครียดเยอะ และบางคราวก็มีการโต้เถียงกับเพื่อนในวงเหล้ากันอย่างดุเดือด

แต่พอคุณทักษิณโดนรัฐประหารในเดือนกันยายนปี 49 ผมสนใจข่าวสารบ้านเมืองน้อยลงแบบฮวบฮาบ

อาจจะเพราะเหนื่อยกับการตามข่าว และก็รู้สึกว่า 99% ของสิ่งที่เรารู้ก็ไม่ได้ทำให้เรามีส่วนร่วมในการช่วยให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นได้

ยิ่งเวลาผ่านไป ผมก็ยิ่งรู้ซึ้งว่าตัวเองไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย

ใครจะไปคิดว่าจะมีคนออกมาประท้วงเป็นแสนๆ คน เพียงเพราะพรบ.ฉบับเดียว? (ในขณะที่เรื่องจำนำข้าวที่เสียหายเป็นแสนล้านกลับไม่ได้สร้างแรงต่อต้านมากเท่านี้)

ใครจะไปคิดว่าเลขาธิการพรรคอย่างคุณสุเทพจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำมวลชน?

และใครจะไปคิดว่าพลเอกประยุทธ์จะทำรัฐประหาร?

“ครั้งหนึ่งเราพยายามทำตัวเหมือนปลาว่ายทวนกระแสน้ำ แต่เราไม่อาจมองเห็นกระแสน้ำทั้งหมดได้”

ใช่ เราไม่สามารถมองเห็นกระแสน้ำทั้งหมดได้

ที่เราคิดว่า เรื่องนี้ควรเป็นอย่างนั้น เรื่องนั้นต้องเป็นอย่างนี้ สุดท้ายมันอาจไม่ต่างอะไรกับความพยายามลมๆ แล้งๆ ของปลาหนึ่งตัวในลำน้ำโขงที่(หลง)คิดว่ามันเข้าใจแม่น้ำสายนี้ดีเพียงพอแล้ว

ทั้งๆ ที่จริงมันแทบจะไม่เข้าใจอะไรเลย

“เราเป็นก้อนหินในแม่น้ำ แล้วพอน้ำยิ่งไหลผ่านไปเราก็ยิ่งเย็นลง เราก็ยิ่งมน กลมขึ้น… น้ำไหลผ่าน ความคม ความหยัก เหลี่ยมของเราลดลง”

“ก้อนหินเรามีน้ำหนักถ่วงอยู่ก็ยืนสู้กับกระแสน้ำได้ กระแสน้ำไม่แรงเราก็อยู่กับที่ ถ้าแรงเราก็กลิ้งไปบ้าง เราไม่ฝืนแล้ว”

การเป็นก้อนหินมันไม่เท่ อาจจะโดนปลามองอย่างเหยียดหยามด้วยซ้ำไป (ทั้งปลาที่ว่ายทวนน้ำและว่ายตามน้ำ)

แต่อย่างน้อยก้อนหินมนๆ ก้อนนี้ก็ไม่ทำร้ายใคร และมีจุดยืนที่มั่นคงพอตัว

เมื่อเป็นก้อนหินนานๆ เข้า และได้เห็นปลาว่ายผ่านไปมาตัวแล้วตัวเล่า

ถ้าก้อนหินมีปาก มันอาจเอ่ยถามกับเหล่าปลานั้นว่า

“ที่ว่ายเวียนชุลมุนกันอยู่เนี่ย รู้แล้วหรือว่าปลายทางคือที่ไหน?”

—–

ขอบคุณภาพและเนื้อหาจาก นิตยสาร สารคดี

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

คำถามหนึ่งล้านเหรียญ

20150921_1MillionDollar

วันนี้อยากจะมาเล่าอีกหนึ่งเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ตรงกับใจมากขึ้นครับ

เป็นเทคนิคที่ได้มาจากผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมได้สัมภาษณ์

เธอเป็นคนไทยแต่เกิดและโตที่อเมริกา พูดไทยได้นิดหน่อย (เฉพาะคำพื้นๆ ที่ใช้กันในบ้านเช่น “กินข้าว” หรือ “กลับบ้าน”)

พอเรียนจบปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์ เธอก็ยังไม่รู้ว่าอยากทำงานอะไร เลยลองทำงานหลายอย่างและเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ

วันหนึ่งในช่วงที่เธอทำงานที่ห้องแสดงผลงานศิลปะ (art gallery) เพื่อนร่วมงานก็ถามคำถามที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

“ถ้าเกิดเธอถูกล็อตเตอรี่เงินรางวัลหนึ่งล้านดอลล่าร์ เธอจะทำอะไร?”

เธอตอบว่า I would travel the world and write. ฉันก็อยากจะเดินทางไปรอบโลกและเขียนหนังสือ

และนั่นคือจุดที่เธอค้นพบว่า จริงๆ แล้วเธอน่าจะเหมาะกับการเป็นนักข่าว

เมื่อรู้ตัว เธอจึงเริ่มหางานที่เกี่ยวข้องกับการทำข่าว แล้วก็จับงานสายนี้เรื่อยมา

ชีวิตนักข่าว เปิดโอกาสให้เธอได้ไปอยู่และได้เห็นความเป็นไปในประเทศอย่างอัฟกานิสถาน เนปาล อินโดนีเซีย รวมถึงเมืองไทย

และแน่นอน เธอได้เขียนจนหนำใจเลยทีเดียว

—–

The Million Dollar Question – ถ้าคุณมีเงินสามสิบล้านบาท (หรือร้อยล้าน – พันล้านก็ได้) คุณจะทำอะไร?

ไม่ใช่จะซื้ออะไรนะครับ แต่จะทำอะไร?

ถ้าเงินไม่ใช่ประเด็น อะไรคือสิ่งที่คุณอยากทำมากที่สุด?

บางคนอาจจะอยากเข้าห้องอัดเพลงที่ตัวเองแต่งไว้เมื่อนานมาแล้ว

บางคนอาจจะอยากเขียนนิยาย

บางคนอาจจะอยากเตะบอลทั้งวัน

บางคนอาจจะอยากเดินทางไปรอบโลก

บางคนอาจจะอยากเรียนทำอาหาร

หรือบางคนอาจจะอยากเขียนบล็อกวันละหนึ่งตอนเพื่อแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้มา

เมื่อได้คำตอบแล้ว ขั้นตอนถัดไปก็คือ ลงมือทำเลยครับ

ถ้ามองดีๆ เราไม่ต้องรอให้มีเงินหนึ่งล้านดอลล่าร์เราก็สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้เกือบทั้งนั้น

แน่นอน สำหรับบางเรื่องเราคงไม่สามารถทำได้เต็มร้อย แต่แม้จะทำได้แค่ 20% ถ้าสิ่งนั้นมันมีความหมายกับเรา เราก็ควรเริ่มทำแล้วไม่ใช่หรือ?

เดินทางรอบโลกไม่ได้ เราก็ยังเดินทางไปสองสามประเทศได้ เดี๋ยวนี้ตั๋วเครื่องบินถูกจะตาย ไม่เชื่อลองเข้าไปดูที่ http://google.com/flights ก็ได้

อัดเพลงในสตูดิโอไม่ได้ เราก็หาโปรแกรมอัดเพลงบนคอมดีๆ มาทำก็ได้

เขียนนิยายอาจจะหาสำนักพิมพ์ลำบาก แต่เราเขียนลงพันทิพหรือ storylog ได้

ในยุคนี้ ไม่ว่าเราจะอยากทำเรื่องอะไร ขอเพียงเราตั้งใจซะอย่าง มันมีทางไปได้ทั้งนั้น

อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดทางการเงินมาเป็นข้ออ้างอีกเลย

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่