อานนฯอินอินเดีย ตอนที่ 3

20150805_075743วิวสวนจากทางเข้าโรงแรม The Leela Palace

เช้าเมื่อวานหลังจากที่เขียนตอนที่สองเสร็จ ลงไปทานข้าวก็เจอหัวหน้ากำลังนั่งทานอยู่คนเดียวพอดีเลยไปทานด้วย ซักพักน้อง HR ที่ไปด้วยอีกคนก็ตามมาแจม วันนี้ก็เลยนั่งรถคันเดียวกันไปบริษัท

ระหว่างทางเจ้านายก็ชี้ไปที่ฟุตบาทของถนนอีกฝั่งนึงให้ดูวัว

จริงด้วย ตั้งแต่มาอินเดียผมยังไม่เห็นวัวเลย ทั้งๆ ที่พี่ๆ เมืองไทยที่เคยมาที่นี่บอกแล้วว่าให้ระวังวัวด้วยนะ ที่นี่วัวเยอะ

วัวร่อนเร่อินเดียในจินตนาการของผมก็คล้ายๆ กับวัวที่เมืองไทย สีน้ำตาลๆ ผอมๆ หน่อย แต่วัวตัวแรกที่ผมได้เห็นที่บังกาลอร์นั้น เหมือนวัวฝรั่งที่อยู่ในทุ่งหญ้าสีเขียวไม่มีผิด ตัวสีขาวและมีลายสีดำ หน้าตาดูมีสง่าราศรีมาก เสียดายถ่ายรูปไม่ทัน

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ตอนแรกว่ารถยนต์ที่นี่ส่วนใหญ่จะคันเล็กๆ ผมเลยลองยี่ห้อและรุ่นมาให้ดูครับ

Suzuki Alto
Maruti Suzuki Swift
Tata (ไม่เห็นเขียนว่ารุ่นอะไร)
Toyota Etios
Fiat Paleo
Hyundai Sanro
Skoda Laura
Hyundai i20

อ้อ แล้วที่ผมบอกว่าถนนที่บังกาลอร์ไม่ค่อยมีเส้นขาวแบ่งเลนนั้นผมเข้าใจผิดนะครับ เมื่อวานนี้เห็นแล้วว่ามันมี แต่มีเฉพาะเลนขวาสุดเท่านั้น

หัวหน้าผมยังบอกอีกว่าที่บังกาลอร์นี่ตอนค่ำจะยุ่งกว่าตอนกลางคืน เพราะความที่เขาต้องบริการลูกค้าที่อยู่ฝั่งอเมริกาค่อนข้างเยอะ คนที่นี่เลยทำงานกะดึกันเยอะมากซึ่งทำให้ตอนกลางคืนรถติดมาก อย่างตอนขามา (ตอนเที่ยงคืน) เราใช้เวลา 45 นาทีจากสนามบินถึงโรงแรม แต่ขากลับ (ซึ่งต้องออกจากโรงแรมประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง) น่าจะใช้เวลา 90 นาทีกว่าจะฝ่ารถติดออกจากตัวเมืองได้

การทำเวิร์คช็อปวันที่สองยุ่งมาก เพราะโดยหลัก The Lean Startup เราต้องเอาฟีดแบ็คของลูกค้าทางอีเมล์ที่ตอบมาคืนวันก่อนมาวิเคราะห์และวางแผนว่าต่อว่าจะต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม (iterate) เปลี่ยนทิศ (pivot) หรือเดินหน้าต่อ (persevere) จากนั้นก็ต้องเตรียมสไลด์และพรีเซ้นต์ในวันเดียวกันถึงสองรอบ เหนื่อยแต่ก็มันดีครับ

ตอนเย็นหลังเลิกงานเขาไม่มีเลี้ยงข้าวอะไร ตัวแทนจากกรุงเทพสามคน เลยกลับมาทานที่โรงแรม ซึ่งมีร้านอาหารอยู่สี่ร้าน ตอนแรกหัวหน้าจะกินด้วยแต่เปลี่ยนใจอยากไปทำงานต่อให้เสร็จก่อน ผมกับน้องอีกคนเลยไปลองร้านที่ชื่อว่า Zen ซึ่งมีทั้งอาหารจีน ญี่ปุ่น และไทย ลองกินซาชิมิและซูชิที่นี่ดู พอดีช่วงสั่งอาหารผมโทร.คุยกับแฟนอยู่เลยให้น้อง HR เขาสั่งให้ อีท่าไหนไม่รู้ได้ไข่ปลามาเต็มเลย ได้กินเนื้อปลาไหลเล็กๆ แห้งๆ แค่สองชิ้น สรุปไม่ประทับใจเท่าไหร่ โดยเฉพาะตอนบิลมาเพราะตกหัวละ 2500 บาทแน่ะ

อ้อ อีกอย่างที่น่าสนใจคือโต๊ะนั่งสองคนที่นี่จะยาวๆ นั่งครั้งแรกแล้วดูห่างเหิน แต่พอนั่งไปซักพักก็เข้าใจว่าที่มันต้องยาวเพราะต้องใช้พื้นที่วางอาหารเยอะ (จานเขาใหญ่แต่อาหารน้อยนะครับ!) และผมว่าโต๊ะเขามันแคบว่าโต๊ะที่เมืองไทยด้วย เลยดูยาวผิดปกติ

ทานข้าวเสร็จสามทุ่มครึ่งก็นัดกันมานั่งทำงานกันต่อ มีคนจีนมาช่วยทำด้วย สงสารเขาเหมือนกันเพราะเพิ่งบินจากปักกิ่งผ่านฮ่องกงและมาถึงโรงแรมเมื่อเช้านี้ตอนตี 3 ยังไม่ทันได้นอนก็ต้องมาทำเวิร์คช็อปเลย ทานข้าวเสร็จยังพอช่วยกันเตรียมพรีเซ้นต์ถึงห้าทุ่ม ถือว่าอึดมากๆ

วันนี้ (6 ส.ค.) ถือเป็นวันสุดท้ายของเวิร์คช็อปแล้ว น่าจะเสร็จไม่เกินห้าโมงเย็น จากนั้นต้องตุหรัดตุเหร่ซักพักก่อนจะไปที่สนามบินเพื่อเตรียมออกเดินทางตอนเที่ยงคืนครึ่ง น่าจะได้เก็บภาพอะไรมาพอสมควร ถึงเมืองไทยวันศุกร์แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ

20150805_081538
ถนนที่นี่จะต้นไม้เยอะพอดู

20150805_193213
โรงแรมมีเครื่องเอ๊กซ์เรย์ด้วย

20150805_205219
โต๊ะห่างเหิน

20150805_200145
น้ำเปล่าที่ฝาเป็นหมวกอินเดีย

20150805_204119
นึกว่าสั่งเนื้อปลาแซลมอนได้แต่ไข่ปลาๆๆๆ

อานนฯ อินอินเดีย ตอนที่ 2

????

หลังจากที่เขียนตอนแรกเสร็จ ผมก็ลงไปทานอาหารเช้าที่ช้้นล๊อบบี้ของโรงแรม จึงได้เห็นว่าลูกค้าไม่มีชาวอินเดียเลย มีฝรั่ง (หรือคนดำ) ประมาณ 95% ที่เหลือเป็นคนเอเชีย ดังนั้นอาหารที่เสิร์ฟจึงเอาใจฝรั่งโดยเฉพาะ แค่ cereal (อย่างคอนเฟล็ก) ก็มีให้เลือกประมาณ 6 ชนิดแล้ว

แต่ก็มีอาหารอินเดียให้กินนะครับ ผมก็พยายามลองตักทุกอย่างที่ดูแปลกตามาทานดู รสชาติก็โอเค ไม่มีอะไรที่แปลกแหวกแนวเสียจนต้องคายทิ้ง

แปดโมงเช้าก็มีรถมารับไปส่งที่บริษัท เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นความเป็นไปบนถนนหนทางในอินเดีย (เพราะเมื่อคืนนี้กว่าเราจะออกจากสนามบินก็เที่ยงคืนแล้ว) ที่ผมสังเกตเห็นอย่างหนึ่งก็คือถนนที่รถผมวิ่งผ่านส่วนใหญ่ไม่เส้นสีขาวแบ่งเลน รถราขับกันค่อนข้างวุ่นวายทีเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วก็อาจจะไม่ต่างจากกรุงเทพเท่าไหร่ เพียงแต่ว่ามันรู้สึกวุ่นวายเพราะว่าเขาบีบแตรกันบ่อยเหลือเกินเท่านั้นเอง

ออฟฟิศของทอมสันรอยเตอร์ที่เมืองบังกาลอร์มีอยู่สองจุดคือที่ Divyaree และที่ Technopolis ออฟฟิศที่ผมไปทำเวิร์คช็อปคือที่เทคโนโปลิศ โดยที่ตึกทั้งตึกเป็นของทอมสันรอยเตอร์หมดเลย (ผิดกับที่กรุงเทพที่เราใช้ออฟฟิศร่วมกับบริษัทอื่นๆ ในตึกอื้อจื่อเหลียง)

เวิร์คช็อปที่ผมมาร่วมชื่อว่า Enterprise Innovation Workshop และเราทดลองเอาหลักการของ The Lean Startup มาประยุกต์ใช้ ก็ต้องรอดูต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ขอข้ามเรื่องงานไปเลยแล้วกันนะครับ

เสร็จจากงานตอนหกโมงกว่าๆ เขาก็พาไปเลี้ยงข้าวเย็น โดยมีรถมารับเราจากออฟฟิศและนั่งรถไปประมาณ 40 นาทีเพื่อเข้าไปในเมือง มองไปรอบๆ ก็จะเห็นสภาพการจราจรที่วุ่นวายยิ่งกว่าตอนเช้าและบีบแตรกันหนักยิ่งกว่าตอนเช้า มีเสียงแตรเกือบทุกวินาทีเลยก็ได้ สถิติสูงสุดของ “ความเงียบจากเสียงแตร” คือสามวินาที (จากการนับเลขในใจของผมเอง) ที่เมืองไทยใครมีบ้านติดถนนคงจะบ่นว่าเสียงรถรบกวน แต่ผมว่าที่บังกะลอร์ใครมีบ้านติดถนนนี่อาการน่าจะหนักกว่ากันเยอะเพราะเสียงแตร แถมที่บังกะลอร์ยังเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับอย่างแท้จริงด้วย (เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังว่าทำไม)

อ้อ! ที่นี่มีรถตุ๊กๆ ด้วยนะครับ แถมใช้สีเหลืองเขียวโทนเดียวกับแท๊กซี่มิเตอร์เป๊ะเลย ตุ๊กๆ ที่นี่จะคันเล็กกว่า คนนั่งกันได้เต็มที่ 2 คน (ของเมืองไทยนั่งได้สี่คนถ้าจัดวางกันดีๆ)

20150804_184750

ระหว่างที่นั่งรถก็คุยกับเพื่อนร่วมงานชาวอินเดียที่มาจากเมืองมุมไบ (บอมเบย์) เขาก็เล่าให้ฟังว่าคนอินเดียชอบไปเมืองไทยกันมาก เพราะตั๋วเครื่องบินไปเมืองไทยราคาค่อนข้างถูก ราคาพอๆ กับบินจากมุมไบมาบังกาลอร์เลยทีเดียว แถมจะไปเมืองไทยก็ทำวีซ่าง่าย คือบินไปถึงเมืองไทยแล้วค่อยทำที่เมืองไทยเลย (Visa on Arrival) อยู่ได้ 30 วันหรืออะไรประมาณนี้

ร้านตามริมทางส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านสัญชาติฝรั่ง ที่เห็นเด่นชัดสุดก็คือร้าน iStudio (ที่นี่ใช้ชื่อว่า iPlanet จนตอนแรกผมไม่แน่ใจว่าของจริงหรือของก๊อป)

20150804_190017

ร้านอาหารที่เราไปดูจะเป็นร้านหรูทีเดียว อยู่บนชั้นดาดฟ้า สิ่งแรกที่เห็นตอนเดินออกจากลิฟต์คือซุ้มถ่ายรูป โดยเขาจะมีอุปกรณ์แต่งตัวให้ ทั้งหมวก ทั้งผ้าคลุม หรือแม้กระทั่งหนวดปลอม!

20150804_19085820150804_200430

แถมซุ้มข้างๆ ยังมีคนคอยเขียนตัวอักษรชื่อของเรา (ผมไม่แน่ใจว่าใช่ภาษาฮินดีรึเปล่า) ลงบนผ้าเพื่อให้เราเก็บเป็นที่ระลึกอีกด้วย

20150804_192010

ช่วงชั่วโมงแรกงานจะเป็นสไตล์ “ค็อกเทลเคลื่อนที่” คือคนก็จับกลุ่มยืนคุยกันไป แล้วจะมีเด็กเสิร์ฟประมาณสามคนเดินถือถาดแวะไปนำเสนอ เราก็แค่เอาไม้จิ้มฟันจิ้มอาหารของเขาขึ้นมากิน รสชาติดีหลายอย่างเลย โดยเฉพาะมันฝรั่งราดซ้อส

20150804_191822

ระหว่างงานผมหาโอกาสลงไปเดินเล่นข้างล่างด้วย อยากไปสัมผัสบรรยากาศการเดินในเมืองว่าจะเป็นอย่างไร ร้านส่วนใหญ่ที่เจอเป็นร้านเสื้อผ้าและขึ้นป้ายว่าลด 50% แต่ผมขี้เกียจเดินเข้าไปดู ที่ผมสนใจมากกว่าคือร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า อยากรู้ว่าราคาจะถูกจะแพงกว่ากันอย่างไรบ้าง

ร้านที่ผมเดินเข้าไปเป็นร้านกว้างประมาณสองคูหา สิ่งแรกที่เห็นคือลำโพงสีดำสูงประมาณเอว หน้าตาเหมือนลำโพงของเครื่องเสียงใหญ่ๆ ประมาณ 20 ปีที่แล้ว พอหันไปทางซ้ายก็เจอทีวีจอแบนขนาดใหญ่มาก ตั้งราคาไว้ที่ 799,999 รูปีหรือประมาณสี่แสนบาท!

พวกหูฟังที่ขายเป็นยี่ห้อที่ผมไม่รู้จัก ราคาประมาณพันกว่าบาทขึ้นไปทั้งนั้น เดินไปอีกนิด ก็จะมีทีวีจอแบนที่เขาจัดโชว์ติดผนังกันเรียงราย วัดกันไปเลยว่าของใครสวยกว่าใคร

ตรงทางเดินเข้าไปดูทีวี เขาวางเครื่องซักผ้าไว้สองข้างเลย (ดูผิดที่ผิดทางไปหน่อยรึเปล่า?) เป็นยี่ห้อ LG ที่หน้าตา (ในความรู้สึกผม) โคตรเชยเลย ไม่ว่าจะเป็นสี หรือทรวดทรง อารมณ์เหมือนเครื่องซักผ้าสมัยเรายังเด็ก สงสัย LG คงวิจัยการตลาดมาแล้วว่าต้องหน้าตาประมาณนี้ถึงจะขายได้

อ้อ ผมแวะเข้าร้านมินิมาร์ทด้วยนะ (มาที่นี่ผมยังไม่เห็นเซเว่น) ร้านจะได้อารมณ์บ้านๆ หน่อย เหมือนร้านโชว์ห่วยบ้านเรา แต่มันจะมีความเป็นตลาดสดรวมอยู่ด้วยเพราะความรู้สึกมันแฉะๆ และการจัดวางของดูไม่งามตานัก

ราคาของที่ผมจดมามีประมาณนี้ครับ (แปลงเป็นเงินไทยก็หารสองได้เลย)

ขนมปังห่อละ 30 รูปี
นูเทลล่าไซส์เล็ก 170 รูปี
กล้วย 39 รูปีต่อหนึ่งกิโล

(เพิ่งรู้ตัวว่าจดมาน้อยไปหน่อย)

ที่น่าสนใจคือตอนเดินไปดูตู้เครื่องดื่ม น้ำดำจะมีสามยี่ห้อคือโค้ก เป๊ปซี่ และ Thums Up (ไม่มีตัว b) ทำฝาและรูปลักษณ์คล้ายๆ เป๊ปซี่! แต่พอดูใกล้ๆ มันกลับผลิตโดย Coca-Cola อืม…น่าสนใจ

20150804_195810

ออกจากร้านอาหารตอนสามทุ่มกว่า ร้านขายของก็ยังเปิดกันอยู่ หัวหน้าผมบอกว่าที่เมืองนี้เป็นเมืองที่ “Truly 24×7” (เมืองที่ตื่นตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเจ็ดวันต่อสัปดาห์) เพราะบังกาลอร์มีบริษัทข้ามชาติมาตั้งอยู่เยอะมาก ซึ่งรวมไปถึงงานพวก customer support ที่ต้องคอยรับโทรศัพท์ลูกค้าในยุโรปและอเมริกาด้วย ดังนั้นคนในเมืองนี้จึงทำงานเป็นกะวนเวียนกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่แล้ว และด้วยวิถีชีวิตอย่างนี้จึงทำให้บังกาลอร์เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับอย่างแท้จริงนั่นเอง

เจ็ดโมงเช้าแล้ว สายแล้วครับ (ยังไม่ได้อาบน้ำ & ทานข้าวเลย)

ไว้เจอกันพรุ่งนี้!

อานนฯ อินอินเดีย ตอนที่ 1

นมัสเต!

ขณะนี้ผมกำลังนั่งพิมพ์บล็อกในห้องพักของโรงแรม The Leela Palace ในเมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดียครับ!

วันอังคาร-พฤหัสฯ นี้ผมมี Workshop (ประชุมประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ) และก็ยังไม่แน่ใจว่าจะประชุมเสร็จกี่โมง ช่วงนี้เลยอาจต้องตื่นมาเขียนบล็อกแต่เช้าหน่อย และไม่สามารถเขียนแบบเอ้อระเหยได้ เลยจะขอมาแชร์เรื่องที่พบเจอในการเดินทางมาที่บังกะลอร์นะครับ

เมืองบังกะลอร์ได้ชื่อว่าเป็น Silicon Valley แห่งเอเชีย เพราะมีบริษัทด้านเทคโนโลยีอยู่เยอะมาก บริษัทที่ผมอยู่ (ทอมสันรอยเตอร์) ก็มีสาขาที่นี่ด้วย มีพนักงานหลายพันคน ถือเป็นออฟฟิศของทอมสันรอยเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแล้ว

สัปดาห์นี้มีงานเวิร์คช็อปที่ให้ตัวแทนของหลายๆ ออฟฟิศในเอเชียมาคุยกันเรื่องการสร้างนวัตกรรมด้านกระบวนการ (process) หัวหน้าผมเป็นตัวแทนจากเมืองไทยแล้วก็หนีบผมกับน้องอีกคนมาด้วย รวมเป็น 3 คน

เราบินสายการบินไทย ซึ่งน่าจะเป็นสายการบินเดียวที่บินตรงจากกรุงเทพถึงบังกะลอร์เลย ออกจากเมืองไทย 21.20 ถึงที่นี่ 23.25 (หรือ 00.55 เมืองไทย) ใช้เวลาบินสามชั่วโมง 15 นาที คนที่บินส่วนใหญ่เป็นคนอินเดีย

ระหว่างเดินเข้ามาในสนามบินเบงกาลูลู่ (ชื่อน่ารักมั้ย?) ของบังกาลอร์ก็ผ่านห้องปฏิบัติการที่ดูเท่ห์น่าดู

20150804_005230

ด่านตรวจคนเข้าเมืองของเขาดูอลังการมาก เสียดายที่รูปที่ถ่ายมากากไปหน่อย เพราะกลัวเจ้าหน้าที่หันมาเห็น

20150803_233100

ที่น่าสนใจคือผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วยังต้องเจอตรวจกระเป๋าอีกรอบ (ใช้เครื่อง X-Ray และเดินผ่านประตูตรวจโลหะ) แถมโดนพนักงาน (ที่ไม่ได้ใส่เครื่องแบบ) ขอดูพาสปอร์ตอีกรอบด้วย

ทีมงานได้จัดแท๊กซี่มารอรับอยู่แล้ว คนขับแท๊กซี่ชื่อกูระดี้บ (Gourdeep) ใช้เวลา 45 นาทีถึงจะเดินทางมาถึงโรงแรม ระหว่างรอโชเฟอร์ไปเอารถ ก็เก็บรูปสนามบินมาฝาก

20150803_234731

ที่นี่รถขับเลนซ้าย (ตามแบบอังกฤษ) รถส่วนใหญ่เป็นคันเล็กๆ ทะเบียนรถยาวพอดู เช่น KA 56 AE 1893

คนขับรถในอินเดียเปิดไฟสูงใส่กันบ่อยมาก และหลายครั้งมาก ครั้งแรกสุดตอนเพิ่งออกมาจากสนามบินโดนรถตัดหน้า คนขับรถของผมเปิดไฟสูงใส่ไปหลายครั้ง (ไม่ทันนับ) และระหว่างทางเจอรถขับขวางทาง ผมเลยลองนับเล่นๆ ดู คราวนี้นับได้ 8 ครั้ง (คือถ้าเป็นที่เมืองไทยเปิดไฟสูงใส่กันขนาดนี้น่าจะมีลงมาต่อยกันแล้ว)

ถึงโรงแรมประมาณเที่ยงคืนครึ่งของบังกะลอร์ พนักงานทักว่า Good Morning! (เออ ก็จริงของเขา)

ก่อนจะเข้าประตูโรงแรมก็ต้องเอากระเป๋าเข้าเครื่องเอ๊กซ์เรย์อีกรอบ

เดินผ่านประตูมาก็มีพนักงานเอาขมิ้นสีแดงๆ มาเจิมให้ที่หน้าผาก รู้สึกเหมือนคนอินเดียขึ้นมาทันที

ห้องพักใหญ่มาก อยู่กันสี่คนได้สบายๆ เชิญดูรูปได้

20150804_005258   20150804_005515

คงต้องขอลาแต่เพียงเท่านี้ก่อน ถึงเวลาไปกินข้าวเช้าแล้วครับ!

10 สิ่งอำนวยความสะดวกของคนไทยที่ฝรั่งไม่มี

20150803_WhatFarangsDontHave

การได้ไปเที่ยวเมืองนอกเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน

แต่ก็มีไม่น้อยที่เมื่อไปอยู่เมืองนอกมาซักพักก็จะได้ข้อสรุปว่าอยู่เมืองไทยดีที่สุดแล้ว

เรื่องที่หยิบยกมาพูดว่าอยู่เมืองไทยแล้วสบายกว่าก็มักจะเป็นเรื่องภาษาที่สื่อสารกันเข้าใจ อาหารถูกปาก และความง่ายๆ สบายๆ ของคนไทย

นอกจากเหตุผลหลักต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ผมก็มานั่งคิดเล่นๆ ว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรอีกบ้างที่เมืองไทยมี แต่ฝรั่งไม่มี (เอาเฉพาะฝรั่งนะครับ ไม่นับเอเชีย) โดยใช้ประสบการณ์ตัวเองล้วนๆ ดังนั้นอาจจะผิดพลาดหรือไม่เป็นความจริงทั้งหมดก็ได้ครับ

สิ่งอำนวยความสะดวกที่คิดได้มีดังนี้

1. หนังยาง – ไม่รู้ทำไมฝรั่งเค้าไม่เห็นค่อยใช้หนังยางกันเลย เวลาปิดถุงเขามักจะใช้วัสดุที่ทำมาจากพลาสติกหรือไม่ก็จากโลหะ แต่ผมว่าหนังยางที่แหละที่สะดวกที่สุดแล้ว จะมัดถุงกับข้าวก็ง่ายและรวดเร็ว จะมัดหนังสือพิมพ์ส่งตามบ้านก็ได้ แถมตอนเด็กๆ เรายังเอามาร้อยไว้โดดเล่นหรือเอามาเหนี่ยวยิงใส่เพื่อนก็ได้ (ผมลองเปิดประวัติ rubber band ดูถึงรู้ว่าอังกฤษคิดค้น แต่กลับไม่รู้สึกว่าเค้าใช้กันแพร่หลายเหมือนบ้านเรา)

2. เชือกฟาง – เชือกที่ฝรั่งมีไม่ว่าจะเป็นเส้นเล็กหรือเส้นใหญ่มักจะเป็นเชือกจริงจังที่มันสากๆ แต่ผมว่าเชือกฟางนี่ทั้งถูก ทั้งเบา แข็งแรง แต่ก็ตัดง่าย ยิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเก็บหนังสือเพื่อเตรียมย้ายบ้าน ก็ยิ่งเห็นคุณค่าของเชือกฟางเพราะเอาไว้มัดหนังสือเป็นแพ็คๆ ขนาดเหมาะมือได้ชิลล์ๆ

3. สายฉีดก้น – ฝรั่งใช้แต่กระดาษเช็ดก้นกัน (ซึ่งถ้าเช็ดหลายๆ ทีก็อาจเป็นแผลได้) ผมเคยถามครูฝรั่งชาวอังกฤษที่มาอยู่เมืองไทย เค้ายังยอมรับเลยว่าสายฉีดก้นทำความสะอาดได้ดีกว่ากระดาษทิชชู่เยอะเลย แถมยังพูดถึงคนในประเทศเขาเองด้วยว่า “We are very unclean”

4. ห้างร้านที่เปิดถึงสามทุ่ม 7 วันต่อสัปดาห์ – ที่ยุโรปหลายประเทศวันเสาร์ร้านจะเปิดถึงแค่ทุ่มเดียวหรือเร็วกว่านั้น ส่วนวันอาทิตย์นี่แทบจะหาร้านที่เปิดทำการไม่ได้เลย เพื่อนชาวสวิสผมบอกว่าเพราะวันอาทิตย์ผู้คนถือว่าเป็นวันพักผ่อน (พระเจ้าสร้างโลกหกวันแล้วพักวันอาทิตย์) ดังนั้นก็เลยพักผ่อนกันหมดทั้งลูกค้าทั้งเจ้าของร้าน ซึ่งบางทีมันก็ทำให้เราเดือดร้อนเพราะวันอาทิตย์เราก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน ขณะที่เมืองไทยเราจะไม่มีวันเจอห้างที่ปิดวันอาทิตย์แน่ๆ

5. เซเว่นอีเลฟเว่น – ร้านสะดวกซื้อของฝรั่งส่วนใหญ่เปิดไม่ดึก อย่างมากก็แค่สามทุ่ม ตอนที่ผมไปเที่ยวปารีส สังเกตเห็นว่าร้านที่จะเปิดดึกกว่าสามทุ่มมักจะเป็นร้านมินิมาร์ทเล็กๆ ที่มีเจ้าของเป็นคนเอเชียซะมากกว่า แต่สำหรับเมืองไทย ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน ก็ไม่มีทางอดตายเพราะออกไปเซเว่นเมื่อไหร่ก็จะมีขนมจีบซาละเปาให้กินแน่นอน

6. วินมอเตอร์ไซค์ – กรุงเทพรถติดก็จริง แต่ผมว่าบ้านเราเป็นเมืองที่การจราจรครอบคลุมที่สุดเมืองหนึ่งของโลกเลยนะ ตอนผมไปเที่ยวแมนเชสเตอร์ต้องทนหนาวยืนรอรถเมล์เป็นสิบนาที แต่ถ้าอยู่กรุงเทพ แค่เดินไปนิดหน่อยก็จะเจอยานพาหนะที่จะพาเราไปถึงไหนต่อไหนอย่างง่ายดาย

7. ซาเล้ง – เวลาฝรั่งเขามีของเก่า ถ้าไม่ขนไปทิ้งหรือบริจาค ก็ต้องเปิด Garage Sale* ให้คนแถวนั้นผ่านมาซื้อ แต่ที่บ้านเรามีบริการมาซื้อของเก่าถึงบ้าน ไม่ต้องเสียแรง เสียเวลา เปลืองน้ำมันขับรถออกจากบ้านให้เมื่อยตุ้ม

8. พนักงานที่หยิบของใส่ถุงให้เราเวลาซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต – คำอธิบายยาวเชียว แต่รู้หรือไม่ว่าเวลาเราไปซื้อของตามซูเปอร์มาร์เก็ตที่เมืองนอก พนักงานคิดเงินเขาไม่ได้หยิบของใส่ถุงให้เรานะครับ เขาก็แค่สแกนบาร์โค้ดแล้วก็ผลักสินค้าไปตรงท้ายเคาท์เตอร์ เราจ่ายเงินเสร็จแล้วต้องเอาของใส่ถุงเอง บางทีต้องจ่ายเงินซื้อถุงเพิ่มด้วยเพราะนโยบายรักษ์โลกของซูเปอร์มาร์เก็ตเขา

9. หาหมอที่โรงพยาบาล – อันนี้เป็นความรู้ใหม่จากหัวหน้าซึ่งเป็นชาวอังกฤษอีกเช่นกัน เขาบอกว่าคนประเทศเขาเวลาป่วยจะไปหาหมอที่คลีนิค ไม่ใช่ที่โรงพยาบาล คุณจะเข้าโรงพยาบาลได้ก็ต่อเมื่ออาการคุณหนักหนาสาหัสจริงๆ เท่านั้น ในขณะที่เมืองไทย แค่เป็นหวัดเราก็ไปโรงพยาบาลกันแล้ว (โดยเฉพาะถ้าบริษัทสวัสดิการดี!) ที่สำคัญถ้าคุณเป็นหวัดแล้วจะไปหาหมอคุณต้องโทร.นัดล่วงหน้าหลายวันด้วย!

10. ปากซอย – ฝรั่งไม่น่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ปากซอย” เพราะผังเมืองเค้าออกแบบมาเป็นบล็อกๆ ไม่ได้เป็นตรอกซอกซอยเหมือนบ้านเรา แต่ผมว่า “ปากซอย” เรานี่แหละคือทีเด็ด เพราะสิ่งละอันพันละน้อยจะอยู่ที่ปากซอยกันเกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นวินมอเตอร์ไซค์ปากซอย เซเว่นปากซอย รถเข็นหมูปิ้งปากซอย ป้ายรถเมล์ปากซอย ร้านตัดผมปากซอย ฯลฯ จะบอกว่าปากซอยเป็นแหล่งรวบรวมอารยธรรมและความเจริญก็คงไม่ผิดนัก เพราะ แค่เดินไปปากซอยเราก็มีครบเกือบทุกอย่างแล้ว ขณะที่ฝรั่งต้องขับรถเข้าเมืองถึงจะได้รับบริการเหล่านี้

ผมเชื่อว่ามันยังมีอะไรอีกเยอะแน่ๆ ที่ช่วยให้เมืองไทยสะดวกกว่าเมืองนอก ใครคิดออก รบกวนมาบอกกันผ่านหน้า Anontawong’s Musings Facebook Page นะครับ

—–

* EDIT 9:40pm 7 ส.ค. 2558: ตอนแรกผมเข้าใจผิดว่า Garage Sale คือการขนของไปขายที่ตลาดนัด แต่ได้รับการท้วงติงมา (ดูคอมเม้นท์ด้านล่าง) จึงขอแก้ไขให้ถูกต้องครับ

ภาพจากกล้องผู้เขียน ถ่ายที่เมืองไทยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2558

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

จะรีบไปไหน

20150802_HurryFor

ช่วงนี้ผมกำลังทดลองการเก็บบ้านแบบ KonMari ซึ่งเรียนรู้มาจากหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up ของ Marie Kondo โดยตั้งใจว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะนำมาเล่าสู่กันฟังแบบเต็มๆ นะครับ (อ่านน้ำจิ้มได้ในตอนถุงเท้าร่ำไห้)

แต่วันนี้ขอเล่าเรื่องที่เพิ่งคิดได้เมื่อเช้าก่อนครับ

ที่ห้องผมจะมีราวแขวนผ้ายาว 3.6 เมตรที่แม่ผมสั่งทำพิเศษ เป็นราวเหล็กที่แข็งแรงและรับน้ำหนักได้เยอะมาก ดังนั้นเสื้อผ้าส่วนใหญ่ของผมกับแฟนจึงถูกแขวนไว้ที่ราวนี้ ยกเว้นพวกเสื้อเชิ๊ต กางเกงยีนส์ ถุงเท้าและชุดชั้นในที่จะเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า

เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมาเป็นวันหยุดอาสาฬหบูชา ผมก็เลยลองปรับเปลี่ยนการเก็บเสื้อผ้าด้วยวิธี KonMari โดยการเอาเสื้อยืดมาพับใส่กล่องแทนที่จะแขวนเอาไว้บนราวเหล็ก

และเมื่อวานนี้ (วันเสาร์) แฟนผมก็ลองพับชุดนอนและกางเกงของเธอลงกล่องด้วยวิธี KonMari เช่นกัน ใช้เวลาไปไม่น้อย แต่เสื้อผ้าก็จัดวางเป็นระเบียบดูสบายตาน่าใช้งาน

20150730_124800

เมื่อเช้านี้ร้านซักรีดมาส่งผ้า ผมก็เลยนำจัดเก็บให้เข้าที่

เริ่มจากคลี่ถุงเท้าที่เขาขมวดเป็นปม มาพับสามทบและจัดเข้ากล่อง เอาเสื้อยืดออกจากไม้แขวนเสื้อมาพับแล้ววางเป็นแนวตั้งลงในกล่อง รวมถึงพับชุดนอนของแฟน (ที่ทำจากผ้าลื่นๆ) มาพับใส่กล่องเช่นกัน

สิ่งที่พบคือวิธีการนี้เสียเวลาพอสมควรเลย แต่ก่อนผมใช้เวลาเก็บไม่เกิน 2 นาทีก็เสร็จแล้ว เพราะเสื้อยืดก็แค่แขวนเอาไว้ ถุงเท้าก็โยนใส่ลิ้นชัก ส่วนชุดนอนก็วางซ้อนกับชุดที่มีอยู่เดิม

แต่ด้วยวิธีเก็บแบบใหม่ผมต้องใช้เวลาถึง 20 นาที เพราะบางทีพับแล้วขนาดไม่เท่ากับชุดอื่นๆ ที่อยู่ในกล่องก็ต้องพับใหม่ หรือจัดเรียงแล้วไม่สวยงามก็ต้องหยิบออกมาจัดใหม่ (โดยเฉพาะชุดนอนแฟนที่เป็นผ้าลื่นๆ นี่จัดให้สวยงามยากมาก)

สำหรับคนที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเรื่อง Productivity* อย่างผม จึงอดไม่ได้ที่จะมีเครื่องหมายคำถามอันใหญ่ในใจว่า วิธี KonMari นี่มันดีจริงๆ เหรอ เพราะเห็นอยู่ชัดๆ ว่าต้องใช้เวลาเพิ่มไม่รู้ตั้งกี่เท่า

แล้วผมก็เกิดความเข้าใจขึ้นมาอย่างหนึ่ง

ทำไมเราถึงคิดว่าวิธีที่เสร็จเร็วกว่าถึงดีกว่าวิธีที่เสร็จช้ากว่า?

หรืออีกนัยหนึ่ง ทำไมเราถึงให้ค่ากับการทำอะไรโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด?

คำตอบที่ตามมา ก็คือเราอยากทำเรื่องนี้ให้เสร็จเร็วๆ จะได้มีเวลาไปทำเรื่องอื่น

แล้วเรื่องอื่นที่ว่า เราก็อยากทำให้เสร็จเร็วๆ เพื่อที่จะไปทำอย่างอื่นต่ออีกเช่นกัน

ยิ่งกิจกรรมหนึ่งๆ ใช้เวลาน้อยลงเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทำกิจกรรมได้หลายอย่างมากขึ้น ภายใต้ระยะเวลาจำกัดที่เรามี 24 ชั่วโมงต่อวัน

แล้วทำไมเราถึงให้ค่ากับการทำกิจกรรมได้หลายๆ อย่างในหนึ่งวันล่ะ?

เคยเห็นคนที่ชอบขับรถจี้ตูดรถคนอื่น เปิดไฟสูงใส่ และบีบแตรไล่มั้ยครับ?

คนๆ นี้อาจจะอยากรีบกลับให้ถึงบ้าน เพียงเพื่อสุดท้ายแล้วเขาจะได้มีเวลานอนเล่นเฟซบุ๊คเพิ่มขึ้น

หรือเคยเห็นหัวหน้าที่สั่งงานตอนบ่าย และจะเอางานภายในวันนั้น แต่พอเราทนอยู่ดึกเพื่อจะได้ส่งงานตามที่ขอ หัวหน้าก็ดันไม่มีเวลาดูจนถึงวันมะรืนอยู่ดี

ความเร่งรีบของคนเรานั้นสร้างความเดือดร้อนให้คนรอบข้างไม่น้อยเลย

ทำไมคนเราถึงรีบ?

ในยุคบริโภคนิยม เราถูกถาโถมด้วยสินค้าและบริการที่จะช่วยให้เราประหยัดแรงและเวลา โดยเค้าบอกกับเราว่าถ้าเราใช้สินค้าตัวนี้ เราจะมีเวลามากขึ้น เพื่อไปทำอย่างอื่นที่จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น

ตกลงก็คือ เรารีบเพื่อจะมีความสุขใช่มั้ย?

ผมคิดว่าเรากำลังติดอยู่ในกับดักความเชื่อที่ว่า ยิ่งทำได้เยอะ และใช้เวลาน้อยลงเท่าไหร่ เราจะยิ่งมีความสุข นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรากลายเป็นคนเร่งรีบโดยไม่รู้ตัว

และด้วยความที่เราให้ค่ากับการทำอะไรเร็วๆ จนเคยชิน ตอนนี้เราหลายคนจึง “รีบเพื่อรีบ” ไปอย่างนั้นเอง เพราะเราหลงลืมจุดประสงค์หลักไปนานแล้ว

ถ้าเราระลึกอยู่เสมอว่า สุดท้ายแล้ว ทุกๆ สิ่งที่เราทำก็เพื่อมีความสุขหรือบรรเทาความทุกข์ การทำอะไรโดยใช้เวลาน้อยที่สุด จึงอาจเป็นแค่หนึ่งในหลายวิธีการที่จะนำพาเราไปสู่จุดนั้นได้

การเก็บผ้าแบบ KonMari นั้นใช้เวลาเยอะกว่าแบบเก่าพอสมควร แต่มันก็นำมาซึ่งความชื่นใจทุกเช้าเวลาที่ผมเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อที่จะเลือกชุดมาใส่

ขณะที่วิธีการเก็บผ้าแบบเดิมนั้นไม่เคยทำให้ผมรู้สึกดีอย่างนี้ได้เลย แม้ว่ามันจะใช้เวลาน้อยกว่าแค่ไหนก็ตาม

เพราะฉะนั้น การวัดว่ากิจกรรมใดๆ มีคุณค่าแค่ไหน จึงไม่ควรดูแค่ว่ามันใช้เวลามากน้อยเพียงใด

แต่ต้องดูด้วยว่า สุดท้ายแล้วกิจกรรมแบบไหนจะนำพาความสุขมาให้เราได้มากที่สุดครับ

—–

* EDIT: 10:30 2/8/2015 มีคนแนะนำให้แปลด้วยว่า Productivity คืออะไร ผมเลยขออนุญาตลิงค์ไปที่บล็อกนี้ของ CC: Somkiat นะครับ

ภาพจากกล้องผู้เขียน ถ่ายที่เมืองแมนเชสเตอร์เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2558

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)