ทื่อๆ บ้างก็ได้

20150826_Inspiration

[ถาม]: ยุคนี้เขาฮิตการไปพูดสร้างแรงบันดาลใจ ทำไมเราไม่ค่อยเห็นคุณไปพูดไปบรรยายเรื่องพวกนี้บ้างเลย

[ตอบ]: เออ ชอบคำถามนี้นะ เพราะคิดเหมือนกันว่าประเทศนี้แรงบันดาลใจมันเยอะเกินไปแล้วว่ะ สังคมไทยตอนนี้มันเต็มไปด้วยคำคมกับแรงบันดาลใจ ซึ่งของที่มันเยอะเกินไปมากๆ มันก็เป็นขยะได้ไง ซึ่งสิ่งที่เราต้องการก็คือ อยากให้คนลุกขึ้นมาทำอย่างที่ตัวเองคิด ไม่ใช่นั่งหาแรงบันดาลใจกันอยู่นั่นแหละ…

ทั้งที่ประเทศเรามีแรงบันดาลใจเยอะมาก…แต่ก็ไม่เห็นผลงานที่มันปี๊ดออกมาเลย สองปีมานี้รู้สึกตลกไหมที่เราไม่มีเพลงใหม่ๆ จะฟังกัน มันไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราจะรู้ว่าเดี๋ยวเดือนหน้าเราก็จะได้ฟังอัลบั้มใหม่ๆ มันยังมีความสร้างสรรค์อะไรบ้าง มีความเคลื่อนไหวดีๆ ให้เห็น มันไม่มีเลย มันเหี่ยวเฉามากเลย…

แล้วไหนจะคำคมอีก มันเยอะมากจนรู้สึกว่าตอนนี้มีใครไม่คมบ้างวะ…แทนที่จะเอาเวลาไปคิดคำคมนั้น มึงก็เอาเวลาไปใช้ชีวิตของมึงนั่นแหละ ไปทำอะไรที่มันทื่อๆ บ้างก็ได้…เหมือนเป็นกองหน้าทีมฟุตบอลก็ต้องก้มหน้าก้มตายิงไปก่อนเลย ยังไม่ต้องไซด์โค้งเหมือนเบ็กแฮมหรอก ยิงไปเถอะ ไม่ต้องง้าง กูว่าประเทศกูง้างมาพอละ

– อุดม แต้พานิช
a day ฺBULLETIN issue 363, 6-12 July 2015

—–

ผมเป็นคนที่ชอบคำคมเป็นชีวิตจิตใจ

จำได้ว่าตั้งแต่สมัยวัยรุ่น พออ่านเจอคำคมอะไรก็จะจดเก็บไว้หรือเขียนเป็นตัวใหญ่ๆ แปะตามฝาผนังในห้องนอน

ในบล็อก Anontawong’s Musings หลายต่อหลายครั้งผมก็เอาคำคมดังๆ มาเป็นจุดเริ่มต้นในการเขียนบทความ

ถึงจะโปรดปรานคำคมมากแค่ไหน แต่ผมก็เห็นด้วยกับสิ่งที่พี่โน้ส อุดม แต้พานิชให้สัมภาษณ์ไว้ใน a day bulletin นะครับ ว่าตอนนี้เราชักจะมีคำคมและแรงบ้นดาลใจกันเยอะไปหน่อยแล้วรึเปล่า

(เมื่อไม่กี่เดือนก่อน พี่โน๊สออกมาจิกกัดเรื่องชีวิต Slow Life จนกลายเป็นประเด็นฮอตในสังคมออนไลน์ ผมก็หวังว่าการที่ผมเอาเรื่องที่พี่โน๊สจิกกัดเรื่องคำคมและแรงบันดาลใจขึ้นมาเขียนในบล็อกนี้จะไม่ทำให้พี่โน๊สโดนก้อนอิฐนะครับ)

ผมคิดว่าประเด็นที่พี่โน๊สอยากบอก คือคุณควรจะลงมือทำ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความคิดเจ๋งมากๆ ก็ได้

เพราะถ้ามัวแต่รอจังหวะนั้น พวกเราก็คงต้อง “ง้าง” ต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด

เราทุกคนมีไอเดียดีๆ ที่พร้อมจะปล่อยออกมาอยู่แล้ว แต่เราอาจกังวลว่าสิ่งที่เราคิดยังไม่ดีพอ ไม่คมพอ ไม่เท่พอ สุดท้ายก็เลยเก็บมันเอาไว้คนเดียว หรือทำอย่างมากก็แค่แชร์ความคิดลงในเฟซบุ๊คให้มีคนกดไลค์นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ปล่อยให้มันหายไปกับกาลเวลา

ผมนึกถึง “คำคม” ของโทมัส เอดิสัน ผู้คิดค้นหลอดไฟให้คนได้ใช้กันทั้งโลกว่า

“Genius is one percent inspiration and 99 percent perspiration”

อัจฉริยภาพ เกิดจากแรงบันดาลใจ 1 เปอร์เซ็นต์ และหยาดเหงื่อแรงกาย 99 เปอร์เซ็นต์

และอีก “คำคม” หนึ่งจากจิตกรและช่างภาพอย่าง Chuck Close

“Inspiration is for amateurs — the rest of us just show up and get to work”

แรงบันดาลใจมีไว้สำหรับมือสมัครเล่นเท่านั้น ส่วน(มืออาชีพอย่าง)พวกเราก็แค่ก้มหน้าก้มตาทำงานไป

คำคมและแรงบันดาลใจต่างๆ ถ้าแค่อ่านแล้วกดไลค์ ก็แทบไม่มีคุณค่าอันใด

ผลงานที่เราสร้างสรรค์และจับต้องได้ต่างหากที่มีความหมาย

ต่อให้มันเป็นงานที่ดูทื่อๆ ไม่มีความเท่ และไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็อาจสร้างประโยชน์ได้มากกว่าโวหารอันว่างเปล่านะครับ

—–

พบหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำได้ที่ร้านซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬา bit.ly/tgimannounce

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

ขอบคุณคำสัมภาษณ์พี่โน๊ส อุดมจาก a day BULLETIN issue 363, 6-12 July 2015

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

 

ฮิตเลอร์และคานธีในตัวเรา

20150825_HitlerGandhi

เมื่อวันที่ 2 มกราคม ผมเขียนบล็อกแรกของปีนี้ในชื่อตอน “เกิดใหม่” ซึ่งเอามาจากหนังสือชื่อเดียวกันที่ผมพิมพ์แจกเป็นของชำร่วยในงานแต่งงาน

เนื้อหาของเรื่องเกิดใหม่ ก็คือทุกๆ หนึ่งปีอะตอม 98% ในร่างกายของเราจะถูกเปลี่ยนถ่ายไปเกือบหมด

นั่นเพราะว่าแค่เราหายใจเข้าเพียงครั้งเดียว เราก็ได้นำอะตอมจำนวน 10,000,000,000,000,000,000,000 อะตอมเข้าสู่ร่างกาย และการหายใจออกก็นำอะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของเราออกสู่โลกภายนอกเช่นเดียวกัน

การดื่มน้ำ ทานข้าว เสียเหงื่อ และขับถ่าย ก็เป็นช่องทางในการเปลี่ยนถ่ายอะตอมเช่นกัน

—–

นานมาแล้วผมได้ฟังการบรรยายของดีพัค โชปร้า (Deepak Chopra) ผู้เขียนหนังสือ The Seven Spiritual Laws of Success (7 กฎด้านจิตวิญญาณเพื่อความสำเร็จ) ที่กล่าวถึงคอนเซ็ปต์ “เราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน” ในแง่มุมที่น่าสนใจ

แง่มุมนั้นก็คือ อะตอมที่อยู่ในตัวเราตอนนี้นั้น เคยอยู่ในตัวคนอื่นมาแล้วทั้งสิ้น

ถ้าให้มองอย่างง่ายที่สุด เวลาเรายืนคุยกับเพื่อน เราย่อมหายใจเอาอะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายเพื่อนเข้ามาในปอดของเราไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

และโมเลกุลน้ำที่เราดื่มกิน ก็คงผ่านการเดินทางมาไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนกิโล ผ่านพืช สัตว์ และคนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าจะบอกว่า อะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของดาราหรือบุคคลที่เราชื่นชอบ บัดนี้ก็ได้มาอยู่ในร่างกายเราแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเบิร์ด ธงไชย ตูน บอดี้แสลม โอปอล์ ปาณิสรา อีเจี๊ยบเลียบด่วน ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือทักษิณ ชินวัตร

รวมถึงคนที่อยู่ต่างประเทศอย่าง เมสซี่ ทอมครูซ เทย์เลอร์สวิฟท์ หรือ โอปร้า

ยิ่งถ้ามองให้ไกลออกไปอีก อะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของคนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ ก็มาอยู่ในร่างกายของเราแล้วเช่นกัน

ถ้าผมจำไม่ผิด ดีพัค โชปร้าบอกว่า ณ วินาทีนี้ เรามีอะตอมอย่างน้อยหนึ่งพันล้านอะตอม (1,000,000,000) ที่เคยอยู่ในร่างกายของพระพุทธองค์

และอย่างน้อยอีกหนึ่งพันล้านอะตอมที่เคยไหลผ่านพระเยซู

คานธี ฮิตเลอร์ ไอน์สไตน์ มาริลินมอนโร และแม่ชีเทเรซา – อะตอมของบุคคลสำคัญเหล่านี้ก็อยู่ในร่างกายของเราเช่นกัน

ผมพยายามหาการคำนวณของนักวิทยาศาสตร์ที่จะมายืนยันคำพูดของดีพัค โชปร้า ซึ่งที่เจอก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ตัวอย่างที่เห็นด้วย: Newsvine, Quora
ตัวอย่างที่ไม่เห็นด้วยหรือบอกว่าโอกาสเกิดต่ำมากๆ: Gawker, Marquette
—–

ถามว่ามีอะตอมของฮิตเลอร์อยู่ในร่างกายเราแล้วไง?

ผมก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน แค่รู้สึกว่ามันเจ๋งดี

การที่อะตอมของเราเปลี่ยนใหม่ทุกๆ ปี และอะตอมเหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลที่ประเสริฐที่สุดและร้ายกาจที่สุดในประวัติศาสตร์  อาจหมายความว่า เราจะเป็นคนดีแค่ไหนก็ได้ ชั่วแค่ไหนก็ได้ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกทางไหน

สำหรับผม แค่คิดว่าเรามีส่วนหนึ่งของพระพุทธเจ้าอยู่ในตัวเรา ก็ไม่อยากจะทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรแล้วครับ
—–
ขอบคุณภาพฮิตเลอร์และคานธีจาก Wikimedia

ขอบคุณข้อมูลจาก Newsvine, Gawker, QuoraMarquette

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

5 ความคิดจากหนังเรื่อง Inside Out

20150825_InsideOut

ผมกับแฟนไม่ได้ดูหนังมาเป็นเดือนแล้ว และก็ไม่รู้สึกอยากดูเรื่องอะไรด้วย

จนกระทั่งแฟนมาบอกผมว่าบอย โกสิยพงษ์เขียนไว้ในเฟซบุ๊คว่า Inside Out เป็นหนังครอบครัวที่ดีที่สุดที่เขาเคยดูมา

เมื่อวานมีจังหวะว่างช่วงบ่ายๆ ก็เลยไปดูกันที่พาราไดซ์พาร์คซะเลย

ผมชอบมาดูหนังที่นี่เพราะคนไม่พลุกพล่าน ถ้าเข้าแถวซื้อตั๋วก็ไม่เคยต้องรอนานเกิน 5 นาที สมัยก่อนตอนที่ยังเป็นเสรีเซ็นเตอร์แทบไม่มีคิวเลยจนผมกลัวว่ามันจะเจ๊งด้วยซ้ำ

หนังเรื่องนี้พูดถึงตัวละครเล็กๆ ซึ่งเป็นอารมณ์ในหัวของเด็กสาวที่ชื่อ “ไรลี่ย์”

อารมณ์ต่างๆ มีชื่อว่า

Joy – ลั้นลา
Sadness – เศร้าซึม
Anger – ฉุนเฉียว
Fear – กลั๊วกลัว
Disgust – หยะแหยง

อารมณ์ทั้งห้าตัวนี้อยู่ในห้องปฏิบัติการ โดยส่วนใหญ่ “ลั้นลา” จะเป็นผู้คุมบังเหียนตรงแท่นบัญชาการอารมณ์ของไรลี่ย์มากที่สุด แต่ก็มีหลายหนที่อารมณ์อื่นๆ ขึ้นมาเป็นใหญ่ แล้วแต่ว่าจะเจอกับสถานการณ์ไหน

เรื่องเนื้อหาผมคงไม่ลงลึกไปกว่านี้ เพราะมีคนเขียนให้อ่านไว้มากมายแล้วในพันทิพ

เพียงอยากจะแค่เล่าให้ฟังว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงอะไรบ้าง

1. หนังเรื่อง Inception
เพราะทั้งสองเรื่องก็มีการพูดถึงความฝันและจิตใต้สำนึก และหนังทั้งสองเรื่องนี้ดูแล้วเกิดความรู้สึกว่า “เฮ้ย คิดได้ไงอ่ะ” ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเรื่องหรือฉากบางฉากที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน

2. ลูกสาว
อีกประมาณสองเดือน ผมก็จะมีลูกสาวคนแรก

แฟนบอกกับผมเมื่อเช้านี้ว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเลยว่าพ่อแม่มีความสำคัญมากแค่ไหน ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะเด็กที่ยังเปราะบางย่อมต้องการใครซักคนที่เขาสามารถ “เชื่อมั่นได้อย่างหมดใจ” ซึ่งถ้าพ่อแม่ไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ เด็กก็คงเคว้งคว้างน่าดู และคงโดนความคิดในหัวมะรุมมะตุ้มจนไปไหนไม่เป็น

3. การเกิด-ดับ ของจิต
ครูบาอาจารย์สอนว่า จิตทุกดวงเกิด-ดับเป็นขณะๆ ไป เช่นจิตที่เกิดตอนเราเห็นภาพก็เป็นจิตดวงหนึ่ง จิตที่เกิดตอนที่เราได้ยินก็เป็นจิตอีกดวงหนึ่ง ก็คงคล้ายๆ กับการที่ Joy / Sadness / Anger / Fear / Disgust “ผลัด” กันขึ้นมาควบคุมจิต เวลาจิตที่มีความสุขเกิด ก็คือตอนที่ Joy ขึ้นมายืนสั่งการตรงแผงควบคุมนั่นเอง

4. อารมณ์ต่างๆ “ไม่ใช่ตัวเรา”
เพราะถึงแม้ “ลั้นลา” จะอยู่ในตัวไรลี่ย์ แต่ลั้นลา ไม่ใช่ไรลี่ย

เวลาเรามีความสุขเราจะพูดว่า I am happy เวลาเราโกรธเราจะบอกว่า I am angry แต่จริงๆ แล้ว I กับ Happiness ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และ I กับ Anger ก็เป็นคนละตัวกัน ดังนั้น คำกิริยา “am” ที่แปลว่า “เป็น อยู่ คือ” อาจจะไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงเท่าไหร่ คำกิริยาที่เหมาะสมกว่าน่าจะเป็น have เช่น I have anger มากกว่า หรือถ้าจะให้ถูกยิ่งกว่านั้น ต้องบอกว่า anger is arising within me – ความโกรธกำลังก่อตัวขึ้นในตัวเรา

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่โกรธ แทนที่จะเครียดหรือทุรนทุรายเพราะคิดว่า “เราเป็นความโกรธ” ก็ควรจะนึกภาพว่า “ฉุนเฉียว” ตัวสีแดงในหนังเรื่องนี้เข้ามายืนตรงแผงควบคุมแค่ “ชั่วคราว” พอมันหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้วมันก็เปิดทางให้อารมณ์อื่นเข้ามาแทน

5. จงเป็นกลางกับทุกอารมณ์
ดูหนังช่วงแรกผมจะรู้สึกเลยว่า “เศร้าซึม” นี่ม้นตัวปัญหาชัดๆ คนเค้ากำลังมีความสุขอยู่ดีๆ แต่เศร้าซึมเข้ามาทำให้เรื่องราวป่วนไปหมด แต่ยิ่งหนังดำเนินไป เราก็จะยิ่งเห็นความสำคัญของเศร้าซึมความมากขึ้นเรื่อยๆ และหนังเรื่องนี้จะจบแบบ Happy Ending ไม่ได้เลยถ้าลั้นลาไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเศร้าซึม

ดังนั้นเราจึงไม่ควรเลือกที่รักมักที่ชังกับอารมณ์ใด เพราะทุกตัวมีหน้าที่ของมันและหากขาดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งไป ชีวิตก็คงขาดรสชาติ

—–

โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังการ์ตูนที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเลยจริงๆ ครับ และดีวีดีออกมาผมคงซื้อมาเก็บไว้ค่อนข้างแน่ (ถ้ามัน spark joy หรือทำให้ลันล้าน่ะนะ)

—–

* มารู้จากการอ่านใน Pantip วันนี้ว่าพากษ์ไทยก็ทำออกมาได้เจ๋งมากๆ เช่นกัน http://pantip.com/topic/34044704

ขอบคุณภาพจาก Flickr 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ได้ออกทีวีเพราะ KonMari

20150823_TVKonMari

เมื่อวานนี้ผมไปออกรายการทีวีมาครับ!

ชื่อรายการ Home Room ช่อง TPBS ออกอากาศตอน 18.30 – 19.30 ทุกเย็นวันเสาร์ครับ

เรื่องของเรื่องคือเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม คุณวรรณซึ่งเป็นทีมงานรายการโฮมรูมทักมาทาง Inbox ของเพจ Anontawong’s Musings อยากจะเชิญมาออกรายการเพื่อพูดคุยเรื่องวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari

บล็อกเรื่อง KonMari ที่ผมเขียนเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วเป็นบทความที่ผมใช้พลังในการเขียนเยอะที่สุดตอนหนึ่ง (พอๆ กับเรื่องแต่งงานและเรื่องลดน้ำหนัก) และเป็นตอนที่มีคนแชร์ต่อถึง 32,000 ครั้ง จำนวนแชร์เป็นรองแค่เรื่องความเคารพของคุณโอปอล์ที่มีคนแชร์เจ็ดหมื่นครั้ง

พอเขาติดต่อมาอยากจะให้ไปคุยเรื่องนี้ผมเลยตอบตกลงทันที เพราะผมเชื่อจริงๆ ว่ามันเป็นแนวคิดที่จะมีประโยชน์มากๆ

จากนั้นคุณวรรณก็โทร.มาคุยกับผม ไอเดียแรกคือเขาอยากจะมาถ่ายที่บ้านด้วย แต่ผมออกตัวว่าไม่สะดวกเพราะหนึ่ง กำลังจะย้ายบ้าน ดังนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านจึงรกผิดปกติ (เนื่องจากขนชั้นและอะไรต่อมิอะไรไปบริจาคเกือบหมดแล้ว) และสองคือไม่มีคนที่จะมาคอยเปิดบ้านให้ทีมงานเข้ามาถ่าย

สุดท้ายจึงสรุปกันว่าจะหาตู้เสื้อผ้า กล่อง และเสื้อผ้ามาพับให้ดูกันสดๆ ในสตูดิโอเลย

—–

พอถึงวันเสาร์ (เมื่อวานนี้) ผม แม่ ภรรยา และพี่เขย ก็เดินทางไปยังสถานี Thai PBS ซึ่งอยู่ติดกับสโมรสรตำรวจบนถนนวิภาวดี-รังสิต

ไปถึงตอน 17.15 คุณวรรณก็เดินออกมารับและพาไปห้องรับแขก จากนั้นก็บรี๊ฟให้ฟังว่า รายการเริ่มตอนหกโมงครึ่ง แต่ช่วงของผมจะเป็นเบรคสอง ประมาณ 18.50 และบอกให้ผมฟังว่าพิธีกรจะถามคำถามประมาณไหน เช่น KonMari คืออะไร ถ้ามีเสื้อผ้ายังไม่ได้ใส่เลยจะทำยังไง สามารถใช้วิธีนี้ได้ทุกคนรึเปล่า ฯลฯ

พิธีกรสามท่านในวันนี้คือ พี่แอ๊ดไชยวัฒน์ อนุตระกูลชัย,  คุณโบว์ลิ่ง ปริศนา กัมพูสิริ และ คุณท๊อป ทศพล หมายสุข

ผมถามคุณวรรณว่าจะมีโอกาสได้ซักซ้อมคิวกับพิธีกรรึเปล่า คุณวรรณบอกว่าไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวไปคุยกันสดๆ ในรายการเลย (เพื่อความเป็นธรรมชาติสินะ!)

จากนั้นคุณวรรณก็ขอยืมหนังสือ The Life Changing Magic of Tidying และ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ที่ผมติดมาด้วย เพื่อจะเอาไปเตรียมไว้โชว์ในรายการ

—-

ระหว่างนั่งรอเวลา พี่แอ๊ดที่เพิ่งแต่งหน้าเสร็จเดินเข้ามาที่ห้อง ตอนแรกนึกว่าเขาจะเข้ามาทักผม แต่ดูเหมือนเขาจะมองหาใครซักคนมากกว่า พอไม่เจอก็เลยเดินกลับออกไป สงสัยเค้าอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำแฮะว่าผมเป็นแขกรับเชิญ (เพราะคงไม่เคยเห็นหน้า)

จากนั้นช่างก็มาตามไปแต่งหน้าทำผม ตอนแต่งหน้าใช้เวลาแค่ 5 นาทีคือประแป้ง เติมคิ้ว (ผมคิ้วขาด) และทาลิปสติกบางๆ ให้ แต่ตอนทำผมใช้เวลาสิบกว่านาที ดูช่างทำผมจะหนักใจพอสมควรเพราะจัดยังไงก็ไม่ยอมเข้าทรง ซึ่งเป็นเรื่องที่เพื่อนกับแฟนผมบ่นมานานแล้วว่าผมของผมจัดทรงยากมาก ดังนั้น ถ้าเห็นในรายการผมหัวยุ่ง ขอบอกว่าช่างทำดีที่สุดแล้วนะครับ!

แต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จเรียบร้อย เดินกลับมาที่ห้องรับรองก็เห็น “ผู้ติดตาม” ทั้งสามคนกำลังกิน cracker ที่ติดรถกันมาอย่างเอร็ดอร่อยเพื่อประทังหิว ผมเลยให้แฟนป้อนให้กินมั่ง แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ลิปสติกเลอะเทอะ (นึกนับถือผู้หญิงขึ้นมาเลย)

18.25 เจ้าหน้าที่มาตามให้เข้าไปในสตูดิโอ จุดที่ผมไปนั่งรออยู่ตรงหลังห้อง ห่างจากเวทีที่พิธีกรนั่งอยู่ประมาณ 15 เมตร อีกไม่กี่นาทีรายการจะเริ่ม พิธีกรนั่งอยู่ที่เก้าอี้กันครบแล้ว และทุกคนกำลังก้มดูมือถือกันอยู่! (ส่วนสคริปต์ถืออยู่อีกมือหนึ่ง) แสดงให้เห็นว่าชิลล์กันสุดๆ

แล้วพี่คนหนึ่งในห้องส่งก็ตะโกนบอกว่ากำลังจะตัดเข้ารายการแล้ว พิธีกรทุกคนเก็บมือถือ หันหน้าขึ้นมองกล้อง ดนตรีมา และยกมือไหว้ทักทายแขกเข้ารายการกันอย่างพร้อมเพรียง

พอรายการเริ่มขึ้นแล้วจริงๆ ผมก็ชักจะเริ่มตื่นเต้นแฮะ เลยต้องลุกเดินไปเดินมาเพื่อให้พลังงานมันผ่องถ่ายไปทางอื่นบ้าง

เมื่อพิธีกรพูดทักทายเสร็จแล้ว พี่แอ๊ดกับคุณโบว์ลิ่งก็เดินไปที่ฉากข้างๆ เพื่อคุยกับเชฟบุ๊ค บุญสมิทธิ์ที่มาสาธิตวิธีการทำแกงอ่อมบุก (ครับ ผมเองก็เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกัน) ส่วนคุณท๊อปที่ยังไม่ต้องเข้าฉาก ก็เดินลงมาจากเวที พอเดินผ่านจุดที่ครอบครัวผมนั่งอยู่ คุณท๊อปก็ยกมือไหว้ทุกคนเลย

(ดาราอีกคนที่นอบน้อมมากคือคุณเป้ อารักษ์วงเสลอที่ชอบไปเล่นปีนเขาที่สปอร์ตคลับแห่งหนึ่งแถวทองหล่อ เจอพี่พนักงานทุกคนเข้าไหว้หมดเลย)

ทำอาหารกันอยู่ประมาณเกือบยี่สิบนาทีก็เป็นอันจบเบรคแรก อยากบอกว่ากลิ่นแกงอ่อมบุกหอมมาก ผมนั่งอยู่ห่างจากเวทีราว 20 เมตรยังได้กลิ่นจนอยากลองชิม

พอจะเข้าเบรคสอง เจ้าหน้าที่ก็ให้ผมไปยืนรอด้านข้างเพื่อที่จะเดินขึ้นเวทีตรงมุมเวที ผมยังคิดเล่นๆ เลยว่าถ้าเข้าฉากแล้วเกิดสะดุดบันไดล้มนี่คงฮาน่าดู

พอพิธีกรแนะนำชื่อผมเสร็จ ก็เดินขึ้นเวทีด้วยความระมัดระวัง เข้ามาถึงพี่แอ๊ดก็บอกให้แนะนำตัวเลยว่าทำอะไรอยู่ ผมก็บอกไปว่าตอนนี้ทำงานสื่อสารองค์กรที่ทอมสันรอยเตอร์ บริษัทพัฒนาซอฟท์แวร์รายใหญ่เจ้าหนึ่งในเมืองไทยนะ เสร็จแล้วพี่แอ๊ดก็ถามต่อเลยว่า KonMari คืออะไร

(จริงๆ มาคิดได้ทีหลังว่าเขาน่าจะถามซักนิดว่าทำงานสื่อสารองค์กรแล้วมาพูดเรื่องการจัดบ้านได้ยังไง พอเค้าไม่ถามผมก็เลยอดโปรโมตบล็อกตัวเองเลย)

จากนั้นทุกๆ อย่างก็เป็นไปตามครรลอง

เรื่องหนึ่งที่ประทับใจพิธีกรคือความเป็นธรรมชาติของทั้งสามคน อย่างตอนที่ทีมงานผิดคิวเล็กน้อยเอาวีดีโอพับผ้าเร็วหนึ่งวินาทีขึ้นมาโชว์แทนที่จะเป็นการพับเสื้อแขนยาวแบบคอนมาริ คุณโบว์ลิ่งก็ดูแล้วทำตามได้เลย (เธอบอกด้วยว่าไม่เคยดูมาก่อน) หรือตอนพับถุงเท้า พี่แอ๊ดก็พับตามแล้ววางตั้งไว้บนโต๊ะให้ทีมงานได้ซูมกล้องให้ดูกันจะจะ ส่วนคุณท๊อปก็มีการช่วยสรุปประเด็นได้ตรงเป้า แสดงถึงความคิดความอ่านที่เป็นผู้ใหญ่เกินตัว

—–

มีคำถามหนึ่งที่พี่แอ๊ดถามแล้วผมรู้สึกว่าตอบได้ไม่ดี

คือเขาถามว่า การปฏิบัติกับของทุกชิ้นราวกับว่ามันมีชีวิตนี่มันช่วยสร้างความแตกต่างยังไง

ผมคิดว่าที่เขาถามอย่างนี้เพราะคุณผู้ชมหลายคนอาจจะมองว่าการจินตนาการว่าของทุกชิ้นนั้นมีชีวิตนั้น ถ้าพูดกันแบบไม่เกรงใจก็เหมือนเป็นเรื่องหลอกเด็ก

ซึ่งก็อาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้

เพราะในหนังสือก็ไม่ได้ตอบตรงๆ ว่าทำไมเราควรปฏิบัติราวกับของทุกชิ้นมีชีวิต

แต่ “สาร” หนึ่งที่ส่งออกมาจากหนังสือก็คือ ถ้าคุณคิดว่าสิ่งของเป็นสิ่งมีชีวิต คุณจะหาคำตอบได้ไม่ยากว่าคุณควรจะปฏิบัติกับข้าวของคุณยังไง

อย่างเสื้อผ้าที่เราคัดทิ้ง เราไม่ใช่แค่จับมันโยนลงถุงเฉยๆ แต่เราควรจะขอบคุณมันด้วยที่เคยดูแลกันมาก (ประเด็นนี้ผมเลยพูดไปเสียสนิท ทั้งๆ ที่มันสำคัญมากๆ)

หรืออย่างคุณมาริเอะบอกว่า เสื้อผ้าส่วนใหญ่ให้พับเก็บ แต่ถ้าตัวไหนดูน่าจะแฮปปี้กว่าถ้าโดนแขวน ก็จงแขวนมันซะ (อย่างพวกเสื้อโค้ทหรือเสื้อสูทเป็นต้น)

แถมคุณมาริเอะย้งบอกอีกว่า ที่เก็บของในบ้านมีมากเกินพอ ถ้าเราคัดของของเราเรียบร้อยแล้ว และลอง “ถาม” ข้าวของของเราดีๆ ว่ามันควรจะอยู่ตรงไหน เราจะรู้คำตอบเอง

สิ่งที่คุณมาริเอะอาจไม่ได้เขียนในหนังสือ แต่ผมคิดเอาเองก็คือ ถ้าคุณปฏิบัติต่อข้าวของซึ่งไม่มีชีวิตด้วยความเคารพ คุณก็จะปฏิบัติต่อคนอื่นๆ ด้วยความเคารพเช่นกัน และเมื่อเราใช้ชีวิตด้วยการให้เกียรติคน สัตว์ สิ่งของเป็นสรณะแล้ว เราก็ย่อมจะมีชีวิตที่เจริญยิ่งขึ้น

—–

อีกประเด็นหนึ่งที่คุณท๊อปหันมาคุยด้วยตอนจบรายการก็คือ ความยากของ KonMari อยู่ที่การเก็บนี่แหละ เพราะมันต้องใช้เวลาเยอะกว่าปกติ แถมคนกรุงเทพก็ไม่ค่อยมีเวลาว่าง ถึงบ้านแล้วก็อยากจะพัก ดังนั้นการจะใช้วิธีนี้ได้ คงต้องจัดเวลาว่างเพื่อมานั่งเก็บผ้ากันทุกสัปดาห์

พอดีคุณท๊อปคงไม่เคยอ่านบล็อก anontawong.com ไม่อย่างนั้นผมจะบอกให้เขาลองไปอ่านตอน จะรีบไปไหน

การที่เรารู้สึกว่าไม่มีเวลามานั่งจัดบ้านหรือพับผ้า ก็เพราะว่าเรามองว่ามันเป็น “งาน” (chore)

แต่ถ้าเรามองว่ามันเป็น “กิจกรรมผ่อนคลาย” หรือ “งานอดิเรก” ไม่ต่างจากการเล่น Facebook หรือเล่น LINE เราจะมีความรู้สึกต่อการพับผ้าที่เปลี่ยนไป

ผมว่าการนั่งพับผ้านี่คือวิธีง่ายๆ ที่จะมี Slow Life โดยไม่ต้องเปลืองตังค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรารู้ว่า การพับผ้าพวกนี้จะนำพาความสุขมาให้เราทุกครั้งที่จะหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาใช้

กาารพับผ้าจะกลายเป็นช่วงเวลาของการได้อยู่กับตัวเอง ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องจ้องจอแสงจ้าให้ปวดตา

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราสามารถมีความสุขแม้กระทั่งกับการพับผ้าได้ เราก็น่าจะมีความสุขกับเรื่องอื่นๆ ได้มากขึ้นเช่นกัน

——

สุดท้ายนี้ ผมต้องขอขอบคุณคุณวรรณ และทีมงานรายการ Home Room ทุกๆ ท่านที่ให้โอกาสผมได้มาออกรายการนี้นะครับ

และต้องขอโทษจริงๆ ที่ผมยังพูดเร็วและ”พูดหวัด” อยู่มาก ทั้งๆ ที่ที่บ้านก็กำชับแล้วกำชับอีก

ทั้งนี้เพราะผมเป็นคนพูดเร็วอยู่แล้ว และชั่วโมงบินเรื่องการพูดคุยออกสื่อยังต่ำมาก

สงสัยทางเดียวที่จะแก้ได้คือต้องเชิญผมไปออกรายการทีวีบ่อยๆ แล้วล่ะครับ!

—–

ขอบคุณภาพจาก Youtube ช่อง Thai PBS รายการ Home Room

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ความเคยชินทำให้คนตาบอด

20150822_Blind
ธรรมดาเวลาผมขับรถไปทำงาน ผมจะขึ้นทางด่วนตรงแยกคลองตันแล้วไปลงตรงพระราม 4

แต่เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา เปิด Google Maps แล้วเห็นว่าถ้าขึ้นทางด่วนตรงมอเตอร์เวย์จะไปถึงเร็วกว่า ก็เลยลองดู

ปรากฎว่าคิดผิดถนัด รถเยอะตั้งแต่ริมมอเตอร์เวย์แล้ว แถมก่อนจะถึงด่านจ่ายเงินด่านแรก (25 บาท) รถก็ติดยาวเป็นกิโลเมตร ต้องค่อยๆ กระดึ๊บๆ ไป

อีกประมาณ 100 เมตรก่อนถึงด่าน จึงถึงบางอ้อว่าทำไมรถติดขนาดนี้

ด่านนี้มีเลน Easy Pass อยู่ไม่ต่ำกว่า 4 เลน แต่แทบไม่มีใครใช้เลย ขณะที่เลนจ่ายเงินสดคิวยาวมาก และรถที่ทะลักออกมาจากคิวที่ยาวๆ นี่แหละที่ทำให้รถติดเป็นกิโล ทั้งๆ ที่ถ้ามีรถใช้ Easy Pass ซักครึ่งนึง ด่านนี้รถจะไม่ติดเลย*

ผมเองใช้ Easy Pass มาปีกว่าๆ แล้ว และรู้สึกว่ามันสะดวกมาก ไม่ต้องมาคอยเตรียมเงิน ไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหน้าที่จะทอนผิด และที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องมาเข้าคิว

โอเคล่ะ การจะมี Easy Pass เราต้องจ่ายเป็นเงินก้อน แถมบางทีก็มีปัญหาเครื่องไม่อ่านบัตร แต่สำหรับผม คุณค่าที่ได้จากบัตร Easy Pass ก็ยังมีน้ำหนักกว่าการจ่ายค่าทางด่วนด้วยวิธีเดิมอยู่ดี

ผมเลยเดาว่า ที่คนไม่ยอมใช้ EasyPass เป็นเพราะ “ความเคยชิน” มากกว่าเหตุผลอื่นๆ

ยอมเจอปัญหาเดิมๆ (เข้าคิวนานๆ) มากกว่าจะลองระบบใหม่ๆ ที่อาจต้องเจอปัญหาที่ไม่คุ้นเคย

—–

ไปส่งแฟนถึงออฟฟิศ ผมก็อาสาไปซื้ออาหารเช้าที่โอปองแปงให้แฟนและตัวเอง จ่ายเงินเสร็จ ได้ของกินเรียบร้อยแล้ว พอเดินออกจากร้านจึงเพิ่งเหลือบไปป้ายโฆษณาว่า “ใช้บัตร Rabbit ลด 10%”

ผมเองก็ใช้บัตร Rabbit ขึ้นรถไฟฟ้าอยู่ประจำ แต่ไม่เคยคิดจะใช้บัตร Rabbit ซื้อของเลย

แล้วผมก็คิดได้ว่า เมื่อชั่วโมงที่แล้วยังนึกตำหนิ “คนอื่น” อยู่หยกๆ ว่าเป็นทาสของความเคยชินจนมองไม่เห็นประโยชน์ของ EasyPass

ตอนนี้รู้แล้วว่า ผมเองก็ไม่ต่างกัน ที่เคยชินกับการซื้อของด้วยเงินสด จนลืมอ่านป้ายโฆษณาตัวเป้งของ Rabbit

—–

ออกจากออฟฟิศแฟนมา ปั่นจักรยานปันปั่นมาจอดที่สถานีสาทรมาร์ทแล้ว ผมก็เดินลัดเข้าทางด้านหลังตึกสิริสาทร ตอนที่เดินไปถึงด้านหน้าตึกก็เผอิญเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเพิ่งลงมอเตอร์ไซค์มาแล้วหยุดไหว้ตรงแท่นสีดำที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้าสิริสาทร

ผมงงว่าเขาไหว้อะไร พอเดินไปใกล้ๆ จึงเห็นว่าแท่นนี้มีตุ๊กตาคนใส่ชุดไทยร่ายรำและตุ๊กตาสัตว์บริวารอื่นๆ อีกร่วมร้อย เดาเอาว่าอารมณ์คงคล้ายๆ ศาลตายาย

ในหนึ่งปีที่ใช้เส้นทางนี้ ผมเดินผ่านแท่นสีดำนี้ไม่ต่ำกว่า 300 ครั้ง แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะรู้ว่ามันเป็นศาลที่คนจะมากราบไหว้

นี่เป็นอีกครั้งที่ผม “ตาบอด” เพราะความเคยชิน

—–

เมื่อเจอสามสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันภายในหนึ่งวัน ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า “นี่เราน่าจะยังมองอะไรไม่เห็นอีกเยอะเลยนะ” เพราะความเคยชินได้บดบังสิ่งของและคุณค่าต่างๆ จนเราไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด

เชื่อว่าคุณผู้อ่านก็น่าจะมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน (ส่วนจะรู้ตัวหรือไม่นั่นก็อีกเรื่อง)

ผมยังนึกไม่ออกว่าจะมีวิธีแก้ปัญหานี้อย่างไร ตอนนี้จึงได้แต่ระลึกไว้ว่า “ยังมีอีกหลายสิ่งที่เรามอง แต่ยังไม่เห็น”

จากนี้ไปจะได้ไม่มั่นใจอะไรจนเกินงาม

—–

* อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถติดตรงด่าน 25 บาท ก็คือการควบคุมรถของตำรวจจราจรที่ต้องคอยสับหว่างระหว่างรถที่วิ่งมาจากมอเตอร์เวย์และรถที่วิ่งมาจากรามอินทรา แต่นี่เป็น “รถติด” ที่เกิดโดยเจตนาที่จะจัดระเบียบและดูแลความปลอดภัย ไม่ใช่รถติดที่เกิดจากปริมาณรถเยอะเกินไป

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่