พูดเมื่อดีกว่าเงียบ

20150405_SpeakOrSilence

Do not speak unless it improves on silence
– Unknown

อย่าพูด ยกเว้นเสียแต่มันจะดีกว่าความเงียบ
– นิรนาม

—–

สมองของคนเรานั้นคิดตลอดเวลา

บางสำนักบอกว่าเรามีความคิดวันละ 20,000 ความคิด

บางสำนักก็บอกว่าวันละ 50,000

และส่วนหนึ่งของความคิด ก็หลุดออกมาเป็นคำพูด

—–

เคยรู้สึกมั้ยว่าถ้าเราต้องนั่งเงียบๆ กับคนที่ไม่คุ้นเคย ความเงียบนั้นจะกลายเป็น dead air ที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัดและผลักให้เราหยิบเรื่องอะไรก็ได้ขึ้นมาคุยกับเขา

ที่เราพูดออกไปเพราะว่าอะไร?

เพราะอยากรู้จักเขามากขึ้น? เพราะกลัวเสียมารยาท? หรือเพราะว่าความเงียบมันอึดอัดเกินไป?

ถ้าอยากรู้จักกันมากขึ้นจริงๆ ผมก็สนับสนุนให้คุยกันนะ เพราะการพูดคุยทำให้เราสนิทกันมากขึ้น

แต่ในบางสถานการณ์ ถ้าเราไม่รู้จะคุยอะไรจริงๆ การบังคับตัวเองให้พูดออกมา อาจจะได้เพียงประโยคอันว่างเปล่า และทำให้ dead air หนักกว่าเดิมหลังจากพูดจบแล้ว

ในสถานการณ์อย่างนี้ ความเงียบอาจจะช่วยให้เราสื่อสารกันได้ดีกว่าคำพูดใดๆ นะครับ

ความสุขของการเดินทาง

20150404_JourneyDestination

If you are not enjoying the journey, you probably won’t enjoy the destination.
– Unknown

ถ้าคุณไม่สนุกกับการเดินทาง คุณก็อาจจะไม่ชอบปลายทางนะ
– นิรนาม

—–

เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันจะนำเราไปสู่อะไร?

งานที่เราทำ ละครที่เราดู เพื่อนที่เราคุยด้วย ความเห็นที่เราตามอ่านในเฟซบุ๊ค

สิ่งเหล่านี้ให้พลังงานบวกหรือพลังงานลบมากกว่ากัน?

แม้ว่ามันจะเป็นลบเพียงเล็กน้อยในความรู้สึกเรา แต่ถ้าเราเจอมันทุกวัน มันจะทบเท่าทวีคูณ และอาจนำพาเราไปสู่สภาพที่ไม่น่ารื่นรมย์

(ส่วนชาวพุทธ ถ้ามองข้ามช็อต มันอาจจะนำพาเราไปสู่ทุคติภูมิได้เลย)

ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน และมั่นใจว่าเป็นปลายทางที่ดี หากการเดินทางมันจะมีขลุกขลักบ้างก็ไม่เป็นไร ถือเป็นรสชาติชีวิต

แต่ถ้าเราเดินทางโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังจะไปไหน แถมยังไม่สนุกกับการเดินทางอีก อันนี้ผมว่าต้องกลับมาคุยกับตัวเอง หรือปรึกษาคนใกล้ตัวแล้วล่ะ ว่าจะปล่อยให้ชีวิตเท้งเต้งอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จริงๆ หรือ

เพราะโลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ และสิ่งดีๆ ที่ได้มาก็ไม่ใช่เพราะว่าโชคช่วย

แล้วถ้าเรายังไม่มีจุดหมายล่ะ?

ผมว่าก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เรายังมีความสุขกับการเดินทาง

ตั้งแต่ต้นปี ผมเองก็เริ่มเขียนบล็อกนี้จริงๆ จังๆ ทั้งๆ ที่ยังเห็นภาพไม่ชัดเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วผมต้องการอะไรจากการนั่งหน้าคอมเพิ่มวันละ 1-2 ชั่วโมงทุกวัน

แต่อย่างน้อยผมรู้สึกว่ากำลังสนุกกับการเดินทางครั้งนี้ชะมัด

และเมื่อเราใช้ความสุขนำ ผมเชื่อว่ามันจะพาเราไปสู่ปลายทางที่ดีได้ครับ

นาฬิกายังไม่ตาย

20150403_WorkLifebalance

“ผมว่าชีวิตคนเรามันไม่มีช่วงที่สมดุล
คนเราต้องเอียงซ้ายและเอียงขวาตลอดเวลา
ถ้ามันอยู่สมดุลตรงกลางก็คงเหมือนกับลูกตุ้มนาฬิกา
ที่ถ้าจะให้อยู่ตรงกลางได้นานๆ ก็คงเป็นตอนที่นาฬิกาตาย”
– เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข

ผมเป็นคนที่มีความมั่นใจกับการใช้ชีวิตแบบมี work-life balance (ความสมดุลระหว่างการมีชีวิตกับการทำงาน) เสมอมา

แต่ก็มีบางคำพูดที่ทำให้ผมไม่ค่อยแน่ใจว่า Work-life balance เป็นเรื่องที่ดีอย่างที่เขาว่าจริงรึเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น

1. หัวหน้าผม ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ เคยบอกว่า “Work-Life balance is a myth” (myth = เรื่องเล่าที่ไม่เป็นความจริง คล้ายๆ นิทานปรัมปรา) ผมจำไม่ได้แล้วว่าเขาอธิบายความต่อว่ายังไง แต่คงเป็นเพราะด้วยเนื้องานที่ต้องคุยกับคนในหลายทวีป ทำให้หลายๆ ครั้ง การประชุมจนดึกดื่นและการเอางานกลับไปทำที่บ้านเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

2. โจนาธาน ฟีลด์ (Jonathan Fields) ผู้สร้าง Good Life Project ด้วยการไปสัมภาษณ์คนที่เจ๋งๆ ในหลายๆ วงการว่า ชีวิตที่ดีคืออะไร มีคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “ผมไม่คิดว่าชีวิตที่ดีคือแค่การได้เลิกงานห้าโมงเย็นแล้วไปเล่นโยคะนะ ชีวิตที่ดีคือการได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำในสิ่งที่เราเชื่อ แม้มันจะเหนื่อยมาก แต่เราก็เข้านอนด้วยความอิ่มเอมใจ”

3. แกรี่ เคลเล่อร์ (Garry Keller) ผู้เขียนหนังสือ The One Thing เคยบอกไว้ว่า การใช้ชีวิตแบบ Work Life Balance นั้นคือจะทำให้เราทำทุกอย่างกลางๆ ไม่สุดโต่ง แต่ก็ไม่ได้สร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน (Magic doesn’t happen in the middle) ลองมาคิดดูว่า ถ้าไอน์สไตน์หรือสตีฟจ๊อบส์ใช้ชีวิตแบบมี Work-life balance ทำงานห้าโมงกลับบ้านไปดื่มชา โลกเราจะเป็นอย่างทุกวันนี้มั้ย

4. ผู้บริหารใหญ่อีกคนหนึ่งของบริษัทที่ผมทำงานอยู่เคยพูดไว้ว่า “People talk about work-life balance, as if they are two different things. But work IS life! So you’d better enjoy your work to enjoy your life. “คนเราพูดถึงสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานราวกับว่ามันเป็นสองสิ่งที่แยกขาดออกจากกัน แต่การทำงานก็คือชีวิตนั่นแหละ ดังนั้นถ้าอยากมีชีวิตที่ดี เราก็ควรสนุกกับงานที่ทำด้วย”

5. ลองเข้าไปที่ https://books.google.com/ngrams แล้วพิมพ์คำว่า work-life balance ลงไปดู แล้วจะพบว่า คำๆ นี้เพิ่งจะเริ่มมีการใช้งานช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง หรือจะพูดในอีกแง่หนึ่ง มันอาจเป็นเพียงวาทะประดิษฐ์ที่เข้ามาอยู่ในแฟชั่นเพียงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น

ผมไม่ได้จะบอกว่า work life balance ไม่ดี หรือไม่มีอยู่จริง

สุดท้ายแล้วพวกเราทุกคนจะต้องนิยามเองว่า อะไรคือความ “พอดี” ของตัวเอง เพราะคนที่ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง อาจจะมี work-life balance ที่ดีกว่าคนทำงานวันละ 8 ชั่วโมงก็ได้

ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำอะไร และมีความสุขกับชั่วโมงเหล่านั้นแค่ไหนมากกว่า

—–

Credits

a day bulletin issue 290, 7-13 February 2014

ปากกาในความทรงจำ

20150402_Pen

ปากกาในความทรงจำ

ย้อนกลับไปประมาณเดือนกันยายน ปี 2537

ผมกำลังเรียนชั้นมัธยมปลายอยู่ที่โรงเรียน Temuka High School* บนเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์

เทมูก้าไฮคูลมีนักเรียนอยู่ประมาณ 450 คน โดยมี Overseas Students (นักเรียนต่างชาติ) 14 คน เป็นเด็กไทย 9 คนและเด็กฮ่องกง 4 คน

เด็กไทยที่ผมสนิทด้วยในช่วงนั้นคือกวิน สมบูรณ์ สิธี และโยน

กวินเป็นนักเรียนไทยคนแรกที่มาเรียนที่โรงเรียนนี้ เขาอายุมากกว่าผมหนึ่งปี เรียนอยู่ชั้น Form 5 (เทียบเท่าม.5) เหมือนสมบูรณ์ ขณะที่ผมอยู่ Form 4 ร่วมกับสิธีและโยน

ผมมีปากกาอยู่ด้ามนึง ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยู่เมืองไทย เป็นปากกาแลนเซอร์ทรงมนๆ ตัวด้ามสีขาว ท่อนบนสีน้ำเงิน และมีฝาปิดสีน้ำเงิน

ที่ผมเอาปากกาด้ามนี้มาจากเมืองไทย เพราะว่ามันเขียนดี

แต่เหตุผลที่สำคัญกว่าก็เพราะว่าผมเห็นว่าหมึกในปากกามันลดลงจนเกือบจะหมดหลอดแล้ว ผมเลยตั้งใจว่า จะเอาปากกาด้ามนี้มาใช้ที่นิวซีแลนด์จนกว่าหมึกจะหมดให้จงได้

พอมาอยู่นิวซีแลนด์ได้ประมาณสามสัปดา์ ผมก็ใช้ปากกาจนหมึกหมดจริงๆ

ผมภูมิใจมากจนตอนพักเที่ยง ผมก็มาเล่าให้กวินฟังว่า ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ใช้ปากกาจนหมึกหมด จะเก็บปากกาด้ามนี้ไว้เป็นที่ระลึกเลย

ตอนเย็นหลังเลิกเรียน อยู่ๆ กวินก็มาหาเรื่องผม

ด้วยความที่กวินเป็นคนขี้เล่นอยู่แล้ว ผมเลยไม่แน่ใจว่ามันหาเรื่องจริงๆ หรือแกล้งหาเรื่องอำผมกันแน่

ผมจำได้เพียงแค่ว่า กวินเอาปากกาผมไป ผมจะขอคืนก็ไม่ให้

แย่งกันไปแย่งกันมา สุดท้ายปากกาของผมหัก

ท่อนบนสีน้ำเงินกระเด็นลงพื้น ส่วนด้ามติดอยู่ที่มือผม

ผมยืนนิ่ง พูดอะไรไม่ออก แล้วน้ำตาผมก็ไหลออกมา (ตอนนั้นเพิ่ง 14 ปี อารมณ์ยังอ่อนไหวเกิ๊น)

คงจะเพราะว่าทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ แต่ไม่รู้จะทำยังไง

กวินหน้าถอดสี ก้มลงไปเก็บปลอกและท่อนสีน้ำเงินขึ้นมาแล้วขอด้ามสีขาวของผมไปเพื่อเอาไปพันสก๊อตเทป แล้วพูดว่า “ขอโทษว่ะเพื่อน” ซ้ำๆ ซึ่งก็ทำให้ผมรู้ว่า ที่กวินมาหาเรื่องผมคงกะจะแกล้งเล่นๆ เฉยๆ แต่พอมันเลยเถิดจนทำให้ปากกาที่ผมเฝ้าทะนุถนอมต้องหักลง ก็คงรู้สึกผิดไม่น้อย

ผมเก็บปากกาคอหักที่ใส่เฝือกด้วยสก๊อตเทปไว้จนจบม.ปลาย

และผมไม่เคยใช้ปากกาหมดด้ามอีกเลยนับจากวันนั้น

—–

ทำไมวันนี้ผมมาเล่าเรื่องปากกาให้ฟังเหรอครับ?

พอดีเมื่อสองสามวันก่อน ผมได้ยินข่าวทางทีวีว่าจะมีหนังสือเล่มใหม่กำลังจะวางแผง

ผมจำชื่อหนังสือไม่ได้แล้ว รู้แค่ว่าเป็นหนังสือที่ผู้ใหญ่ในเมืองไทยหลายท่านเล่าถึงความประทับใจที่มีต่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้เล่าไว้ว่า คนไทยจะรู้ดีว่าเวลาที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงเสด็จฯ ไปที่ไหนก็ตาม ท่านจะมีสมุดและปากกาติดตัวอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่คนไทยอาจไม่รู้ก็คือพระองค์ทรงใช้ปากกาจนหมึกหมดทุกด้าม

“พระองค์ยังทรงเป็นนักจดบันทึก สมัยก่อนคนเรียนอักษรไม่จดไม่ได้ ท่านจะมีสมุดบันทึก 2 อย่าง แบบแรกเป็นเล่มเล็ก จดย่อๆ แบบเร็วๆ จดเฉพาะคำสำคัญ พอมีเวลาว่างระหว่างนั่งรถ หรือเสวยพระกระยาหารเสร็จ ถึงจะนั่งบันทึกสิ่งที่จดมาในสมุดเล่มใหญ่อย่างถูกต้อง ท่านจดทุกเรื่อง แม้แต่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ผมคิดว่า ถ้าบันทึกเล่มใหญ่คงมีเป็นพันเล่ม ท่านทรงใช้หมดทุกเล่ม ไม่มีหน้าเปล่า ปากกาก็เหมือนกัน ทรงใช้หมดทุกแท่ง”

– ผศ.ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ คณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผมนึกถึงปากกาที่กวินทำหัก

แล้วผมก็นึกถึงปากกานับร้อยนับพันที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงใช้อย่างคุ้มค่า

ผมรู้สึกละอายใจ

แล้วก็รู้สึกว่า คนไทยโชคดีจริงๆ

ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ

—–

Credits

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์: สมเด็จพระเทพรัตนฯ “เจ้าฟ้านักปราชญ์ขวัญใจมหาชน”

Office Mate: ปากกาลูกลื่น 0.8 มม. น้ำเงิน แลนเซอร์ 915

—–
* ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Opihi College แล้ว

อย่าแบกความหวังจนเกินไป

20150401_RewardForConformity

“The reward for conformity is that everyone likes you except yourself.”
– Rita Mae Brown

“รางวัลของการทำตัวเหมือนคนอื่นๆ คือทุกๆ คนจะชอบคุณยกเว้นตัวคุณเอง”
– ริต้า เม บราวน์

—–

นานแค่ไหนแล้วที่เราใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่นเสมอมา

มีแค่ช่วงสองขวบแรกเท่านั้นที่เราทำอะไรได้ตามใจแต่หลังจากนั้น…

2-6 ปี เราทำตามความคาดหวังของพ่อแม่
6-12 ปี พ่อแม่+อาจารย์
12-17 ปี พ่อแม่+อาจารย์+เพื่อน
17-21 ปี พ่อแม่+อาจารย์+เพื่อน+แฟน
21-25 ปี พ่อแม่+เพื่อน+แฟน+หัวหน้า
25-30 ปี พ่อแม่+เพื่อน+แฟน+หัวหน้า+ลูกน้อง
30-35 ปี พ่อแม่+เพื่อน+แฟน+หัวหน้า+ลูกน้อง+สังคม
35-40 ปี พ่อแม่+เพื่อน+หัวหน้า+ลูกน้อง+สังคม+สามี/ภรรยา
40-60 ปี พ่อแม่+เพื่อน+หัวหน้า+ลูกน้อง+สังคม+สามี/ภรรยา+ลูก
60-80 ปี ?

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับคนรอบข้าง

แต่ถ้าเรามัวแต่ทำความคาดหวังของคนอื่น จนละทิ้งความต้องการของตัวเองไป วันหนึ่งเมื่อเรามองย้อนกลับมา อาจจะนึกเสียใจก็ได้ว่า “แล้วนี่ชีวิตของใครกัน”

ขอให้ได้ใช้ชีวิตที่ซื่อตรงกับตัวเองนะครับ