แค่พลิกเหรียญ

20150425_Coin

“สุขทุกข์เหมือนเหรียญสองหน้า เราเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะพลิกมันได้”

– ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

—–

ฝรั่งเคยถามผมว่า นิพพานคืออะไร

ผมก็ยกมือขึ้นมา แล้วอธิบายตามที่เคยฟังมาว่า

ถ้าฝ่ามือ เป็นความสุข หลังมือ เป็นความทุกข์

นิพพาน คือ ไม่มีมือ

—–

ความสุขกับความทุกข์เป็นของคู่กัน

เหมือนเหรียญสองด้านอย่างที่คุณขุนเขา คอลัมนิสต์นิตยสาร Secret ในเครืออมรินทร์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “รู้มากไปทำไม รู้ใจก่อนดีกว่า

ถ้าพูดตามภาษาพระ ความสุขก็คือความทุกข์อย่างหนึ่ง

เพราะความสุข ทำให้เรามีความอยาก

อยากจะให้ความสุขอยู่กับเรานานๆ

แต่ไม่มีความสุขไหนอยู่ได้นานกว่าความอยากของเราเลย

เมื่อสุขหมด ใจก็เลยทุกข์ เพราะดิ้นรนแสวงหาความสุขนั้นกลับมา หรือหาความสุขอื่นๆ มาแทนที่

และเพราะความสุขกับความทุกข์เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปที่จะพลิกเหรียญนั้นได้ หากเรามีสติและใส่ใจที่จะมองหาแง่มุมดีๆ

หงุดหงิดเพราะรถติดตอนไปส่งแฟน? ดีเลย มีเวลานั่งคุยกับแฟนมากขึ้น

เหงาเพราะไม่มีแฟน? มีอิสระเต็มที่เลย อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนกับเพื่อนก็ได้ไป รู้มั้ยว่าคนแต่งงานแล้วเค้าโหยหาช่วงเวลาโสดแค่ไหน

ทุกข์ใจเพราะไม่สบาย? ชิลล์เลย ไม่ต้องไปทำงาน แถมบริษัทยังจ่ายเงินเดือนให้เราฟรีๆ ได้พักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ต้องออกไปเจอรถติดให้หงุดหงิด!

แค่เปลี่ยนวิธีคิด ใจเราก็เบาสบายขึ้นมาได้ไม่น้อยแล้ว

แม้ปัญหาจะยังคงอยู่ แต่ถ้าเราไม่แบกมันไว้ เราจะแก้มันได้ง่ายกว่า (และบางปัญหาก็แก้ไม่ได้ หรือไม่จำเป็นต้องไปแก้ด้วยซ้ำ)

เจอความทุกข์ครั้งถัดไป ลองพลิกเหรียญดูนะครับ

พูดให้น้อยทำให้เยอะ

20150824_SayDo
God will judge us not by what we say today, but what we do tomorrow; not by the promises we make but by the promises we keep

พระเจ้าไม่ได้ตัดสินจากคำพูดของเราวันนี้ แต่ตัดสินจากการกระทำของเราในวันพรุ่ง
พระเจ้าไม่ได้ตัดสินจากคำสัญญาที่เราให้ไป แต่ตัดสินจากคำสัญญาที่เรารักษา
– Paulo Coelho

—–

ในห้องนอนของผมนั้นจะมีชั้นหนังสือไม้อยู่สองชั้น หนึ่งในชั้นนั้นด้านบนสุดผมจะเก็บนิยายหรือหนังสือที่ผมถือว่าเป็นหนังสือ “คลาสสิค” ที่ผมรู้ว่าซักวันนึงต้องกลับมาอ่านใหม่

หนังสือที่ผมจัดอยู่ในหมวดหมู่นี้น่าจะมีอยู่ไม่เกิน 5 เล่ม

และหนังสือ The Alchemist ของ Paulo Coelho นักเขียนชาวบราซิลก็เป็นหนึ่งในนั้น

เพิ่งเปิดดู Wikipedia ถึงรู้ว่า Paulo Coelho เป็นนักเขียนที่มีผู้ติดตามออนไลน์เยอะที่สุด แฟนเพจของเขามีคนกดไลค์ 25 ล้านคน! บร๊ะเจ้า

—–

God will judge us not by what we say today, but what we do tomorrow; not by the promises we make but by the promises we keep

ประโยคนี้ถือเป็นประโยคเตือนใจที่ดีประโยคหนึ่ง

เตือนใจว่า คนเราควรพูดให้น้อยๆ ทำให้เยอะๆ

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยเจอคนประเภท พูดเยอะทำน้อย หรือ  “พูดสิบทำแค่ห้า” มาบ้างแล้ว

คนประเภทนี้นอกจากเชื่อใจไม่ได้แล้วยังน่ารำคาญอีกด้วย

ทำไมคนเราถึงพูดเกินกว่าตัวเองจะทำได้จริง?

1. ต้องการอวดเก่ง
2. ต้องการปิดบังปมอะไรบางอย่าง
3. ขาดความเคารพต่อผู้อื่น เพราะพูดแล้วไม่ทำตามที่พูด ทำให้คนอื่นรวนไปด้วย
4. ขาดความเคารพต่อตัวเอง เลยไม่คิดจะรักษาสัจจะแม้กับตัวเอง

แทนที่จะพูดสิบทำห้า จะดีกว่ามั้ยที่จะเริ่มต้นด้วยการ “พูดหนึ่งทำหนึ่ง” ?

ตั้งเป้าใกล้ๆ แต่ทำได้ชัวร์ๆ

เมื่อเราทำได้ เราก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น มากพอที่จะพูดสอง แล้วทำให้ได้สอง

พูดน้อยๆ….ทำเยอะๆ….ไปช้าๆ

วันหนึ่งเราก็จะสามารถพูดสิบทำสิบ

หรือแม้กระทั่งพูดสิบทำร้อยเลยก็ยังได้

ไม่มีคนไม่ดี

20150423_NoBadPeople

“โลกนี้ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดี กับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ”
– ฐิตินาถ ณ พัทลุง

—–

ผมชอบประโยคนี้ของคุณฐิตินาถ หรือครูอ้อย ผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิตมาก

คนที่แนะนำให้ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ก็คือเพื่อนที่ชื่อไก่ (คนเดียวกับที่เล่านิทานช้างน้อยให้ฟัง และถามว่าทำไมเราต้องพักร้อนนี่แหละ) โดยหัวหน้าเขาเป็นคนที่แนะนำมาอีกที

ผมอ่านหนังสือเข็มทิศชีวิตเกือบครบทุกเล่ม แต่ต้องบอกตามตรงว่ามีแค่เล่มหนึ่งกับเล่มสองเท่านั้นที่ผมชอบ

ประโยคข้างบนนี้ถ้าจำไม่ผิดผมว่าน่าจะมาจากเล่มที่สองครับ

—–

เคยอ่านบทความหนึ่งของคุณประภาส ชลศรานนท์ ซึ่งเล่าถึงพวกพฤติกรรมการดูละครของนักโทษในเรือนจำ

นักโทษส่วนใหญ่เชียร์พระเอกหรือนางเอกทั้งนั้น ไม่มีใครเชียร์ตัวโกงเลย

ดูย้อนแย้งมั้ยครับที่ “ตัวร้าย” ในโลกแห่งความจริง กลับเข้าข้าง “ตัวดี” ในโลกเสมือน

นั่นเพราะว่าไม่มีใครคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่ดีหรอก

ไปถามคุณทักษิณก็ได้ว่าคิดว่าตัวเองเป็นคนเลวหรือเปล่า

อย่ากระนั้นเลย ถ้ามีคนถามคำถามนี้กับฮิตเลอร์ เขาก็คงยืนยันว่าสิ่งที่เขาคิดเขาทำมันมีเหตุผลและถูกต้องชอบธรรมแล้ว

ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครตื่นเช้าขึ้นมา แล้วถามตัวเองว่า “เอ…วันนี้เราจะออกไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อนดีนะ?”

พวกแก๊งเด็กซิ่งเด็กแว้น คงไม่ได้อยากจะป่วนเมืองอะไร เขาเพียงแต่สนุกกับการไปบิดมอเตอร์ไซค์กับเพื่อนๆ

นักการเมืองที่ยักยอกภาษี ก็อาจจะไม่ได้มองว่ามันเป็นการ “โกงชาติโกงแผ่นดิน” แต่มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเขาต้องดูแลคนเยอะ และ ใครๆ ก็ต้องทำ ถ้ามาอยู่ในสถานะอย่างเขา

โจรใต้อาจจะไม่ได้มองว่ากำลังทำบาปอะไร เขาอาจจะเชื่อว่าได้ไปสวรรค์ด้วยซ้ำหากเขาช่วยให้ “ภารกิจ” สำเร็จ

ครับ ผมเชื่อว่าใครๆ ก็อยากเป็น “คนดี” กันทั้งนั้น

ที่เรายังเป็นคน “ไม่ดี” อยู่ ก็เพราะว่าเรายังเรียนรู้ไม่พอ

เรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง?

  • เราไม่สามารถทำร้ายคนอื่นโดยที่ไม่ทำร้ายตัวเองไปด้วย
  • ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องแก่งแย่ง
  • การที่ “ใครๆ ก็ทำ” ไม่ได้สร้างความชอบธรรมให้เราทำสิ่งนั้นด้วย
  • การมีความสุขกับการมีเงินเป็นคนละเรื่องกัน
  • ความทุกข์กับตัวเราก็เป็นคนละส่วนกัน
  • “ตัวเรา” ไม่มี ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเบียดเบียนคนอื่นเพื่อตัวเองหรือแม้กระทั่งคนที่ “เรา” รัก

แต่ละข้อนี่ผมแค่เข้าใจแบบตื้นๆ นะครับ แค่พูดตามทฤษฎี แต่ตัวเองก็ยังทำไม่ได้หรอก

—–

โลกนี้ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดี กับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ

ผมชอบประโยคนี้เพราะว่ามันช่วยให้เรามองโลกอย่างมีความหวัง

ว่าวันหนึ่ง หากพวกเรา “เข้าใจ” ในสิ่งที่เป็นแก่นสารสาระอย่างแท้จริง

Utopia หรือดินแดนพระศรีอาริย์ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเกินไปก็ได้

ยังไม่ต้องรีบรวย

20150422_DontGoForMoney

“In the first ten years of your working life, don’t go for money. Because if you do, that’s maybe all you’re going to get”.

“ช่วงสิบปีแรกของการทำงาน อย่าทำไปเพื่อเงิน เพราะถ้าคุณวิ่งตามเงิน นั่นอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่คุณได้”

– ดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา

—–

อาจารย์วิพรรธ์คือผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเอเชี่ยน และเป็นอธิการบดีอยู่ 17 ปี

ผมโชคดีที่มีโอกาสได้คุยกับอาจารย์อยู่บ่อยๆ และคำพูดหลายๆ คำของอาจารย์ก็ติดตัวผมมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างเช่นประโยคข้างต้น

ผมทำงานแบบพนักงานกินเงินเดือนมาเกิน 12 ปีแล้ว และได้พบว่าคำพูดของอาจารย์นั้นถูกต้อง

สิ่งที่ผมได้จากช่วง 10 ปีแรกนั้นได้แก่

  • เพื่อนร่วมงานที่ดีและเก่งกว่าเรา
  • งานที่สนุกและท้าทายให้เราออกจาก comfort zone
  • โอกาสในการพัฒนา Soft Skills เช่นการพรีเซนท์ การเจรจา การโน้มน้าว
  • วิธีการทำงานกับคนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านเชื้อชาติหรือการมองโลก
  • การดูแลอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง
  • การหาให้เจอว่าเราเองถนัดและรักงานด้านไหน

ก็ไม่แน่นะครับ คนที่ went for the money ก็อาจจะได้เรื่องข้างบนมาบ้างเหมือนกัน!

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูด เพราะตอนนี้กระแสรวยเร็วนั้นมาแรงเหลือเกิน โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่จบออกมาแล้วถ้าไม่ทำบริษัทเองก็อยากได้งานที่ไม่เหนื่อยแล้วได้เงินเยอะๆ

เงินเยอะๆ นั้นดีครับ ผมเองก็ชอบ แต่กว่าจะได้อะไรมา เราก็ต้องเอาอะไรเข้าไปแลกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลา สุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือความสงบสุขในจิตใจ

สุดท้ายแล้ว ใครจะเลือกให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรก็คงแล้วแต่คนๆ นั้น

ขอเพียงแต่อย่าลืมแล้วกันว่า

ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว

และเวลาของเรามีจำกัดครับ

เก็บพาสเวิร์ดอย่างไรดี

20150505_Password

ผมว่าเราหลายๆ คนมีปัญหาเรื่องการจัดการพาสเวิร์ด

เพราะเรามี account มากมายเหลือเกิน เอาเฉพาะพื้นฐานก็ Email / Facebook / LINE / Twitter / Instagram / Internet Banking / ยื่นภาษี

นี่ยังไม่ร่วมพาสเวิร์ดที่ต้องใช้ที่บริษัทเลยนะครับ

ผมเชื่อว่าเราหลายๆ คนมี account และ password ที่ต้องจัดการไม่ต่ำกว่า 50 รายการ

เวลาลืมพาสเวิร์ดกันทีก็วุ่นวายกันไปรอบนึง

วันนี้ผมเลยขอมาแชร์วิธีการเก็บพาสเวิร์ดของผมนะครับ อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด แต่เผื่อใครอยากจะลองเอาไปใช้ดูครับ

เอาเรื่องพื้นฐานของพาสเวิร์ดก่อน

พาสเวิร์ดของเราควรจะมีไม่น้อยกว่า 8 ตัวอักษร ไม่ใช่คำที่มีอยู่จริงในภาษาอังกฤษ ควรจะมีตัวเลข และควรจะมีคาแรคเตอร์ที่ไม่ใช่ A-Z อยู่ด้วย เช่น !, @, $

ผมใช้วิธีการตั้งพาสเวิร์ดดังนี้ครับ

1. ใช้ชื่อคนหรือกลุ่มบุคคล อาจจะเป็นคนใกล้ชิดหรือดาราก็ได้ แต่ขอให้เป็นชื่อไทย เช่น Fahsai (ที่ไม่ควรใช้ชื่อฝรั่งเพราะว่ามันถูก hack/แกะ/โดนขโมย ได้ง่ายกว่า)

2. ใส่อักษรประหลาดๆ ลงไปเช่น !

3. ใส่ตัวเลขต่อท้าย ที่ผมใช้บ่อยคือวันที่ อาจจะเป็นวันเกิด หรือวันสำคัญของคนๆ นั้น (โดยใช้ปีพ.ศ. เพราะปีค.ศ.อาจจะเดาง่ายเกินไป) เช่น ถ้าเขาเกิด 24 กรกฎา 2524 ก็ใช้เป็น 25240724 หรือถ้าขี้เกียจมานั่งจำก็อาจจะใช้วันเกิดหรือวันสำคัญอื่นๆ ของเราเองก็ได้

4. เอาข้อ 1+2+3 มาต่อกันก็จะได้พาสเวิร์ดที่ค่อนข้างแข็งแรงอย่าง Fahsai!25240724

5. จดพาสเวิร์ดลงใน Notepad หรือถ้าให้ดีใช้โปรแกรมอย่าง Evernote ก็จะสะดวกเพราะเราเปิดดูจากที่ไหนก็ได้ แต่เวลาจดห้ามจดทั้งหมด แค่ใส่ตัวหน้ากับตัวหลังแทนเช่น Account Facebook ของเราใช้ Gmail ในการล็อกอินและพาสเวิร์ดที่ใช้คือ Fahsai!25240724 เราก็จดว่า

Facebook /gmail / F*************4

หรือถ้ากลัวว่าจะลืมก็อาจจะเพิ่มอะไรลงไปอีกหน่อยก็ได้เช่น

Facebook /gmail / Fa****!******24

คราวนี้มันจะมีอีกสองประเด็นคือ จะเลือกยังไงว่าเว็บไซต์ไหนใช้พาสเวิร์ดอะไร แล้วสมมติถ้าเขาบังคับให้เปลี่ยนพาสเวิร์ดทุกสามเดือน เราจะเปลี่ยนยังไงเพื่อให้ระบบยอมรับ (คือต้องห้ามเหมือนของเดิมเกินไป และเราเองต้องจำได้)

6. ดูตัวอักษรแรกของเว็บไซต์เพื่อเลือกชื่อภาษาไทย เช่นเราอาจจะทดไว้ในใจเลยว่า

Facebook = Fahsai
Twitter = Taweesak
Line = Lalita
Instagram = Inthira
Outlook = Oranuch

(อันนี้แค่ตัวอย่างนะครับ ให้ดีเลือกชื่อที่คุณเองรู้จักหน้าจะดีที่สุด)

ส่วนวันที่เราอาจจะเอาเหมือนกันหมดเลยก็ได้โดยเอาแค่ปีกับเดือนพอเช่น

Fahsai!255805
Taweesak!255805
Lalita!255805
Inthira!255805
Oranuch!255805

7. พอครบสามเดือน ถึงเดือนสิงหาคมต้องเปลี่ยนพาสเวิร์ด เราก็เปลี่ยนยกชุดเป็น

Fahsai!255808
Taweesak!255808
Lalita!255808
Inthira!255808
Oranuch!255808

และแน่นอนเวลาเราจดพาสเวิร์ดของเราลง Evernote เราก็จดแค่นี้

Facebook / gmail / F***********8
Twitter / yahoo / T*************8
LINE / gmail / L***********8
Instagram / gmail / I************8
Outlook / corporate email / O************8

เท่านี้เราก็จะมีพาสเวิร์ดที่แข็งแรง จำได้ไม่ยาก และสามารถอัพเดตได้บ่อยๆ อย่างมีหลักการครับ