Pic & Pause: Pride will make you strong, but not happy

20150306_PicPause_UseHeartNotHead

ผมเคยอ่านเจอซักที่นึงว่าดร.ประเวศ วะสี มักจะให้คำอวยพรแก่คู่บ่าวสาวในงานแต่งงานว่า “เวลาทะเลาะกัน อย่าใช้เหตุผล”

ซึ่งคงขัดกับ common sense ของหลายๆ คนว่า แล้วจะให้ใช้อารมณ์หรือไง

แต่อาจารย์ประเวศก็ขยายความว่า การใช้เหตุผล หรือใช้หัวสมองนั้น คือการงัดเอาตรรกะหรือหลักฐานมาต่อสู้กัน ซึ่งสุดท้ายแล้ว อาจจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นมา

แต่ถ้าเราคุยกันโดยใช้หัวใจ ใช้ความรักที่เรามีให้กัน การคุยกันจะง่ายขึ้น

เพราะมันไม่ใช่เรื่องของหัวสมองอีกต่อไป

แต่เป็นเรื่องของหัวใจสองดวงที่พร้อมจะโอบกอดกัน

—–

Photo Credit: Karan Bansal on Quora

สองเอสที่ควรจำไว้เสมอ

20150305_2S

เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว บริษัทผมจัดเทรนนิ่งเรื่อง Emotional Intelligence หรือ EQ นั่นเอง

คนสอนเป็นชาวสิงคโปร์ชื่อ Dr.Leonard Young ครับ

เรื่องที่เขาสอนนั้นผมเก็บเข้ากรุไปเกือบหมดแล้ว ตอนนี้ที่พอนึกออกมีแค่สามเรื่อง

1. เรื่องอาหารทะเล
2. เรื่องการติดกับดักทางความคิด
3. เรื่องสองเอสในชีวิตคนเรา

เรื่องแรก ลีโอนาร์ดบอกว่า ควรจะหลีกเลี่ยงสัตว์ทะเลที่มีกระดองทั้งหลาย เพราะไม่ดีต่อสุขภาพแถมยังสกปรกเพราะหาอยู่หากินในก้นทะเล

เขาเปรียบเทียบง่ายๆ ว่าพวก กุ้ง กั้ง หอย ปู พวกนี้มันคือ sea cockroach หรือ แมลงสาบทะเลดีๆ นี่เอง

ก็ฟังดูมีเหตุผลครับ ตอนนี้ผมก็ยังกินอยู่ดี เพียงแต่ไม่ค่อยบ่อยเพราะมันแพง

เรื่องที่สอง เรื่องการติดกับดักทางความคิดนั้น ผมขอเก็บไว้เล่าวันหลังนะครับ

มาเข้าเรื่องที่สามซึ่งเป็นประเด็นหลักของวันนี้ดีกว่า

เขาบอกว่าคนเราทุกคนต้องการจริงๆ แค่สองอย่างเท่านั้น:

  • Security
  • Significance

ทุกคนอยากรู้สึกปลอดภัย และทุกคนอยากรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ

เราสามารถใช้แค่สองเอสนี้มาทำความเข้าใจและอธิบายเรื่องต่างๆ ในชีวิตเราได้ดีทีเดียว เช่น

–ชีวิตทำงาน–
เราทำงานเพื่อจะมีรายได้
เรามีเงินเพื่อที่ได้ซื้อปัจจัยสี่และสิ่งอื่นๆ ที่เราต้องการ
การมีปัจจัยสี่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย (security)
ส่วนคนที่เอาไปเงินไปทำสิ่งอื่นที่เกินจากปัจจัยสี่ ก็เพราะมันทำให้เรารู้สึกสำคัญหรือมีความหมาย (เช่นไปซื้อของแบรนด์เนม หรือนำเงินไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส)

ในขณะเดียวกัน การทำงานไม่ได้ให้แค่เงินเท่านั้น
แต่ให้โอกาสเราได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ได้ใช้ความสามารถที่เรามี และได้พัฒนาตัวเอง
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนตอบโจทย์เรื่อง Significance

ในฐานะเจ้านาย ถ้าอยากให้ลูกน้องอยู่กับเรานานๆ ก็ต้องช่วยให้เขาได้รับทั้ง Security และ Significance

อาจจะเป็นการให้กำลังใจ หรือให้ข้อมูลเวลาที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ (Security) หรือจะเป็นการชมเชยเวลาที่เขาทำงานได้ดี (Significance)

–ชีวิตคู่–
การแต่งงานกัน นอกจากจะเป็นเรื่องของความรักแล้ว ยังเป็นเรื่อง Security อีกด้วย

จริงๆ แล้วการแต่งงานในสมัยก่อน ใช้เหตุผลเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากกว่าความรู้สึกทางจิตใจด้วยซ้ำไป

เวลาชีวิตคู่มีปัญหา ก็มักเป็นเพราะว่าเราไม่ตอบโจทย์ security หรือ significance ของอีกฝ่าย

ถ้าเราเป็นฝ่ายชาย ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่มีความก้าวหน้า ผู้หญิงก็ต้องเริ่มคิดแล้วว่าจะฝากชีวิตไว้กับคนๆ นี้ได้มั้ย

หรือถ้าเราไปมีเล็กมีน้อยกับคนนั้นคนนี้ ย่อมทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นธรรมดา

หรือถ้าผู้ชายไม่เคยชม ไม่เคยโทร.หาผู้หญิง หรือลืมวันสำคัญๆ ผู้หญิงก็ย่อมรู้สึกขาด significance

ในทางกลับกัน ถ้าผู้หญิงไม่ช่วยดูแลบ้านช่องหรือเอาใจสามีบ้าง ความรู้สึกเรื่อง security และ significance ของผู้ชายก็ย่อมถูกกระเทือนเช่นกัน

– ชีวิตธรรม —

เราสวดมนต์ ไหว้พระ เพราะเชื่อว่าท่านจะคุ้มครองเราให้รอดพ้นจากอันตราย ซึ่งก็ตอบโจทย์ด้าน Security

บางคนก็มุ่งไปไกลกว่านั้น คือทำบุญเป็นอาจิณและรักษาศีลเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่า ชาติหน้าจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี

หรือบางคนอาจจะหวังมากขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการฝึกวิปัสสนา และถ้าปัจจัยทุกอย่างเกื้อหนุนจนได้เป็นพระโสดาบัน ก็ถือเป็นการปิดประตูอบายภูมิ ไม่มีวันไปเกิดในภพที่ต่ำกว่าภพมนุษย์ได้อีก นี่ก็นับเป็นเรื่อง security อีกเช่นกัน

ถ้ามองในแง่ Significance การปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้มรรคผลหรือดำเนินตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้านั้น ก็คือการเชื่อมั่นว่าชีวิตของเรามีเป้าหมายมากกว่าการก้าวหน้าแค่ทางกายภาพอย่างเดียว

—–

ถ้าเรามอบ security & significance ให้ใคร ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเขาจะมอบสิ่งดีๆ กลับมาให้เราด้วยเช่นกัน

ลองดูนะครับ ผมว่าเราสามารถเอาคอนเซ็ปต์สองเอสนี่นำไปใช้ได้กับเกือบทุกสถานการณ์เลยล่ะ

ได้ผลยังไงอย่าลืมมาบอกกันบ้างนะครับ

หรือจะแพ้เรื่อยไป?

20150304_SpoilYourself

ถ้าเราตามใจตัวเอง เราจะเป็นผู้แพ้เรื่อยไป
– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

โดยธรรมชาติ น้ำจะไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ

คนเราก็เช่นกัน ถ้าปล่อยให้ว่างมากๆ ก็มีโอกาสสูงที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำ

อาจจะเป็นการนอนกินบ้านกินเมือง ตามอ่านดราม่า หรือเลื่อน Feed หน้า Facebook ไม่รู้จบ

เพราะว่ามัน “เพลินดี”

ไอ้ความเพลินดีนี่แหละตัวดี เพราะยิ่งเราตามใจตัวเองเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการป้อนอาหารให้กิเลสของเราเท่านั้น

แถมกิเลสมันก็กินจุมาก ป้อนเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม

เพื่อนผมคนนึงชื่อกวิน เคยบวชพระอยู่เจ็ดเดือน ตอนสึกใหม่ๆ มันเคยพูดกับผมว่าคนเราต้องหัด “ทรมานกิเลส” เสียบ้าง

วิธีการทรมานกิเลสแบบง่ายๆ ก็คือ ถ้ารู้สึกว่าอยากทำอะไร ก็อย่าเพิ่งทำ

หรือถ้าจะให้สนุกกว่านั้น ก็ทำตรงกันข้ามซะเลย เช่น

อยากกินน้ำหวาน ก็ดื่มน้ำเปล่าแทน
อยากนอนกลางวัน ก็ลุกขึ้นมากวาดห้อง
อยากเล่น Facebook ก็มานั่งเขียนบล็อก
อยากอ่านดราม่า ก็มาอ่านหนังสือธรรมะ

ผมไม่ได้บอกว่าเราต้องขัดใจกิเลสเรื่อยไปนะครับ เพราะยังไงเราก็ยังเป็นปุถุชน ยังมีรักโลภโกรธหลงเป็นธรรมดา และกิเลสก็เป็นช็อคโกแล็ตที่ช่วยให้ชีวิตมีรสชาติ แม้จะต้องยอมฟันผุบ้าง

แต่ถ้าเราตามใจตัวเอง และกลายเป็นเป็นผู้แพ้ต่อกิเลสเรื่อยไป ก็เท่ากับเราปล่อยให้วันนี้ผ่านไป โดยที่ไม่ได้ทำประโยชน์ให้ใครเลย (รวมถึงตัวเองด้วย)

ถึงจะเป็นแค่หนึ่งวัน แต่ก็ถือว่าไม่น้อยสำหรับชีวิตอันแสนสั้นที่มนุษย์เรามี

เราตามใจกิเลสเพื่ออะไรไม่รู้มาเยอะแล้ว

ลองขัดใจกิเลสเพื่อตัวเองบ้างก็น่าจะดีนะครับ

12 เรื่องสุดเจ๋งที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ Thomson Reuters

ผมเริ่มทำงานที่ทอมสันรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2546

หรือถ้าเขียนเป็นตัวเลขภาษาอังกฤษก็จะได้ วันที่สามเดือนสามปีศูนย์สาม (03/03/03)

วันนี้จึงเป็นวันครบรอบ 12 ปีที่ทำงานที่นี่พอดีครับ

เลยขออนุญาตนำเสนอ 12 เรื่องราวสุดเจ๋งของ Thomson Reuters ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

0. เราเปลี่ยนชื่อเป็น Thomson Reuters มา 7 ปีแล้ว

ผมนับเป็นข้อ 0 เพราะไม่นับว่าเป็นเรื่อง “สุดเจ๋ง” แต่เป็นเรื่องที่ควรรู้เพื่อปูพื้นนะครับ

บริษัทรอยเตอร์ ก่อตั้งโดยชาวยิวชื่อ Paul Julius Reuter (ไม่มี ‘s’) ที่ประเทศอังกฤษเมื่อปีค.ศ.1851  หรือ พ.ศ.2394 ตรงกับปีที่พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์พอดี

บริษัททอมสัน ก่อตั้งโดยชาวแคนเนเดียนนาม Roy Thomson ที่ประเทศแคนาดาเมื่อปีค.ศ.1934 หรือพ.ศ.2477 หรือหลังจากที่เมืองไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ 2 ปี

และเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ช่วงสงกรานต์ พ.ศ.2551 บริษัท Thomson ก็ได้ควบรวมกับบริษัท Reuters กลายเป็น Thomson Reuters โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไทม์สแควร์ นิวยอร์ค

thomson_reuters_logo

ส่วนที่เมืองไทยเรามีบริษัท Reuters (Thailand) Ltd. และ Reuters Software (Thailand) Ltd. ซึ่งบริษัทแรกนั้นดูแลเรื่องงานข่าวและงานขายเป็นหลัก ส่วน Reuters Software ก็พัฒนาซอฟท์แวร์ตามชื่อครับ โดยทั้งสองบริษัทยังคงใช้ชื่อนี้อยู่แม้บริษัทแม่จะเปลี่ยนชื่อเป็น Thomson Reuters แล้วก็ตาม

1. เราไม่ได้เป็น (แค่) สำนักข่าว

พ่อผมชอบแนะนำคนอื่นๆ ว่า “ลูกทำงานอยู่สำนักข่าวรอยเตอร์”

ก็ได้ครับพ่อ!

เพราะคนไทยจะรู้จักรอยเตอร์ในฐานะสำนักข่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีนักข่าวสองพันกว่าคน และมีคนหนึ่งพันล้านคนที่ได้เสพข่าวจากรอยเตอร์ทุกวัน

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า สำนักข่าวรอยเตอร์คือธุรกิจที่เล็กที่สุดของเรา!

โปรดดูพายชาร์ทด้านล่าง

TRBusiness

จะเห็นว่ารายได้ของข่าว (Reuter News) เป็นเพียง 2% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น

ส่วนรายได้เกินกว่าครึ่งมาจากธุรกิจด้านการเงิน (Financial & Risk) ซึ่งก็คือการขายซอฟท์แวร์และข้อมูลให้กับโบรคเกอร์และสถาบันการเงินเพื่อใช้ในการซื้อขายหุ้นและเงินตราต่างประเทศนั่นเอง

รายได้ของ Thomson Reuters เมื่อปี 2014 คือ 12,600 ล้านดอลล่าร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 408,000 ล้านบาท

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ทอมสันรอยเตอร์มีรายได้มากกว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่สามเจ้าในเมืองไทยรวมกัน (AIS+TRUE+DTAC = 359,000 ล้าน)

2. เราเป็น Software Development Center ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย

บริษัทของเราตั้งอยู่ที่ตึกอื้อจื่อเหลียง ถนนพระราม 4 (ตรงข้ามสวนลุมพอดี) มีออฟฟิศอยู่ทั้งหมด 8 ชั้น และ 90% เป็นพนักงานด้าน IT ไม่ว่าจะเป็น software engineer, quality assurance engineer, support consultant, project manager, network engineer, software process specialist, technical specialist และ architect

เราเป็นบริษัทแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้ CMMI Level 5 (CMMI นั้นคล้ายกับมาตรฐานอุตสาหกรรม ISO ครับ แต่ใช้กับพวกบริษัทซอฟท์แวร์  ส่วน Level 5 คือระดับสูงสุด)

นอกจากนั้นเรายังเป็นองค์กรที่ใช้ Agile methodology ในการทำซอฟท์แวร์ที่มีคนใช้งานอยู่ทั่วโลกอีกด้วย

3. คนไทยเป็นตัวหลักในการสร้างหนึ่งในโปรดักท์ที่สำคัญที่สุดของบริษัท

อย่างที่เล่าให้ฟังไปในข้อที่หนึ่งว่าธุรกิจใหญ่ที่สุดของเราคือธุรกิจด้านการเงิน (มูลค่าธุรกิจเกินสองแสนล้าน)

และ Thomson Reuters Eikon ก็คือโปรดักท์ชูโรงของเรา ซึ่งสถาบันการเงินทั่วโลกใช้กัน โดยมีคู่แข่งหลักคือ Bloomberg Terminal ครับ

นี่คือหน้าตาของ Eikon ครับ

Eikon - Single Equity View

อย่างน้อย 40%-50% ของสิ่งที่คุณเห็นใน Eikon  นั้น เป็นฝีมือของคนไทยครับ

ซึ่งก็เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก

4. พนักงานผู้หญิงที่นี่มีโอกาสเติบโตสูงพอๆ กับผู้ชาย

หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ !

สัดส่วนพนักงานชายกับหญิงคือ 60:40 ซึ่งถือว่าโอเคเลย เพราะงาน IT มักจะมีผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอยู่แล้ว

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง…

1 ใน 5 ของพนักงานหญิงจะเป็นระดับ manager

ขณะที่ 1 ใน 7 ของพนักงานชายจะเป็นระดับ manager

ซึ่งแปลว่า ถ้าคุณเป็นผู้หญิง คุณจะมีโอกาสเป็นเมเนเจอร์มากกว่าเพื่อนพนักงานชายซะอีก

แน่นอน จริงๆ แล้วการเติบโตที่นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นหญิงหรือชาย แต่เป็นเรื่องความสามารถ โอกาส และจังหวะครับ

แต่ประเด็นก็คือ ถ้าคุณเก่งซะอย่าง ไม่ว่าคุณจะเป็นหญิงหรือชาย คุณก็จะมีโอกาสได้เติบโตที่นี่

Female

 5. สวัสดิการดีสุดๆ

เท่าที่คุยกับเพื่อนๆ ที่บริษัทอื่น ผมยังไม่เจอที่ไหนสวัสดิการเจ๋งกว่าของที่นี่นะครับ

เอาเฉพาะที่ใช้กันบ่อยๆ นะครับ

  • เรามีเงินอุดหนุนสำหรับสมัครสมาชิกฟิตเนสรายปี แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ก็สามารถจะขอคูปองเพื่อลองเล่นได้ 24 ครั้งต่อปี
  • ประกันสุขภาพ – ค่ารักษาพยาบาลทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ซึ่งสามารถเบิกได้ทุกวัน
  • สวัสดิการเรื่องประกันสุขภาพนี้ครอบคลุมไปถึงสามี/ภรรยา และลูกๆ ด้วย เหมาะสำหรับคนมีครอบครัวอย่างมาก
  • สามารถเลือกได้ว่าจะตัดเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเท่าไหร่ ตั้งแต่ 6% – 9.75% และองค์กรก็จะสมทบให้ 9.75% (แม้เราจะหักแค่ 6% เขาก็จะสมทบให้ 9.75% อยู่ดี)
  • ทุนเรียนโท (แบบพาร์ทไทม์) 170,000 บาทตลอดหลักสูตร
  • ลาหยุด 15 วันต่อปี และมีวันลาเพิ่มขึ้นตามอายุงาน
  • วันหยุดตามธนาคารแห่งประเทศไทย บวกวันคริสต์มาส (แต่ไม่ได้หยุดตรุษจีนนะฮะ!)
  • มีวันลาสำหรับสถานการณ์พิเศษ เช่น แต่งงาน (ห้าวัน) คลอดบุตร (คุณแม่ลาได้สี่เดือน คุณพ่อลาได้สองอาทิตย์) อ่านหนังสือสอบปริญญาโท (ห้าวันต่อปี) ฯลฯ
  • มีบ้านพักตากอากาศ 3 หลัง ที่เขาใหญ่และระยอง ให้เราไปพักได้ฟรีๆ

6. ให้เสรีภาพสำหรับเวลาเข้างาน (Flexible working hours)

ที่นี่เราไม่มีตอกบัตร เพราะถือว่าโตๆ กันแล้ว และควรจะมีความเป็นมืออาชีพมากพอที่จะรับผิดชอบต่องานที่เรามี

และด้วยความที่เราต้องทำงานกับเมืองนอก บางทีเลยต้องอยู่ประชุมดึกๆ ผ่านระบบ teleconference หรือ telepresence จึงอะลุ่มอล่วยให้มาทำงานสายได้ แต่ก็ไม่ควรเกินสิบโมง

ถ้าต้องมี teleconference ตอนหัวค่ำ และไม่อยากทำที่ออฟฟิศ ก็อาจจะออกเร็วเพื่อกลับไปทำที่บ้านได้เช่นกัน

และในบางสถานการณ์ ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้านในบางวันหรือเป็นระยะเวลาช่วงหนึ่ง (เช่นลูกเพิ่งเข้าโรงเรียน และต้องไปรับไปส่งทุกวัน) ก็สามารถคุยกับเจ้านายเป็นกิจจะลักษณะเพื่อที่จะขอเวลาเข้างานและออกงานที่สอดคล้องกับตารางเวลาของเรา

ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้เจ้านายเชื่อมั่นในตัวเราก่อนนะครับ

7. ให้โอกาสคน

ยกตัวอย่างตัวเองแล้วกัน

ผมจบวิศวะไฟฟ้า แต่มาทำงานบริษัทซอฟท์แวร์ แถมยังได้ทำเป็น developer (หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า programmer) ทั้งๆ ที่ผมเรียน programming มาน้อยมาก

จากนั้นก็ได้ไปทำงาน support (ซึ่งไม่ต้องโค้ด แต่ต้องรับมือการความกดดันจากลูกค้าที่ประสบปัญหากับซอฟท์แวร์ของเรา)

และพอรู้สึกว่าอิ่มตัวกับงานสาย technical ก็ได้มาทำงานสื่อสารองค์กร ทั้งๆ ที่เราไม่มีพื้นฐานมาก่อน แต่คนที่สัมภาษณ์เราเห็นว่าเรามีศักยภาพพอที่จะทำได้

ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่เปลี่ยนงานข้ามสาย เช่นเคยดูแล facilities ตอนนี้กลายมาเป็น product manager ของ Eikon

หรือเคยเป็น software engineer มาก่อน แล้วตอนนี้ไปเป็น product manager ที่นิวยอร์ค หรือ development manager ที่ลอนดอน

เพราะที่นี่ไม่ได้ดูแค่วุฒิการศึกษา แต่ดูผลงานและศักยภาพของเราเป็นหลักครับ

8. Facilities ดีสุดๆ

Lounge สำหรับกิจกรรมที่ต้องรองรับคนเยอะๆ

ห้องพยาบาล มีพยาบาลประจำ และมีคุณหมอเข้ามาสัปดาห์ละสองครั้ง

มีห้อง multi-faith prayer room คือห้องสำหรับศาสนิกชนใดก็ได้มาทำละหมาด / สวดมนต์ / นั่งสมาธิ

มีห้อง mother room หรือที่เรียกกันติดปากว่าห้องปั๊มพ์นมลูก สำหรับคุณแม่ลูกอ่อน

มีหนังสือดีๆ ให้ยืมเยอะแยะ

Pantry

20150227_16465920150227_164635

20150227_164935

9. โต๊ะทำงานใหญ่มว้าาากก

จะนับเรื่องนี้เป็น Facilities ก็ได้ แต่อยากแยกออกมาเพราะประทับใจจริงๆ

นี่คือรูปโต๊ะทำงานครับ วางจอคอมได้ห้าจอสบายๆ  (นายแบบคือน้องชายผมเอง)

บางชั้นที่อยู่กันหนาแน่นหน่อยก็อาจจะโต๊ะเล็กกว่านิดนึง วางได้แค่ 4 จออะไรงี้

20150227_165423

10. ศิษย์เก่าทอมสันรอยเตอร์ดังๆ เยอะแยะ

เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวบรวมคนเก่งๆ ไว้เยอะมาก จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่หลังออกจากทอมสันรอยเตอร์ไปแล้ว ศิษย์เก่าของที่นี่จะประสบความสำเร็จในหลายๆ วงการ

ไม่ว่าจะเป็น ยอด CEO ของ Wongnai ซึ่งเคยเป็น manager ทีม support ที่ผมเคยอยู่

Yod3ยอด Wongnai

Yod2ยอด Thomson Reuters

และบอย ภัทราวุธ CTO ของ Wongnai ซึ่งมี followers กว่า 60,000 คนบนวงใน ก็เคยเป็นมือกลองให้ Thomson Reuters Music Group วงดนตรีของบริษัท

Boy2บอย วงใน

Boy4บอย TRMG

เอ็ม ขจร @khajochi เจ้าของเว็บ macthai.com และรองแชมป์แฟนพันธุ์แท้ Steve Jobs ก็เคยทำงานเป็น Lead software engineer ที่นี่

KhajornFanpuntaeเอ็ม แฟนพันธุ์แท้สตีฟ จ๊อบส์

KhajornReuters เอ็ม นักบาสรอยเตอร์ (รูปนี้เก่าแค่ไหนก็ดูที่โลโก้เอานะครับ)

พี่อ๊อบ อรรถพล (Ob Oberon) หนึ่งใน mobile application developers ที่รุ่งที่สุดคนหนึ่งในพ.ศ.นี้ ก็เคยเป็น developer ที่ดูแลโปรดักท์ตัวเดียวกันกับผม และไปเทรนที่ฝรั่งเศสมาด้วยกันเมื่อสิบปีที่แล้ว

ObTVอ๊อบ นักพัฒนาเกมบนมือถือ

Obอ๊อบ ตากล้องประจำก๊วนที่ไปปารีสด้วยกัน

หรือกระทั่งตากล้องดังๆ อย่าง ตั๊กกับออมแห่ง Coffeoto หรืออู๋ แห่ง Auzypand5 ก็เคยอยู่ที่นี่เช่นกัน

OomCoffeeOtoตั๊กกับออมแห่ง Coffeoto

Oom3ออมเคยเป็นนักร้องของ TRMG (ในรูปนี้คือนักร้องประจำวงบางส่วน)

Au2อู๋ตากล้องยอดติสท์แห่ง Auzypand5

Auzypand5อู๋ มือกีต้าร์ TRMG

11. HR ที่นี่เฟรนด์ลี่สุดๆ

ภาพจำของแผนกบุคคลหรือ HR นั้น คือดินแดนสนธยาที่เต็มไปด้วยมนุษย์ป้าและบรรยากาศมาคุ

แต่ที่นี่ไม่ใช่อย่างนั้นครับ

HR ที่นี่เป็นกันเองสุดๆ คอยช่วยเหลือทุกอย่าง มีขนมให้ผมไปแย่งกินตลอด และที่สำคัญ ไม่ได้ทำแค่เรื่องเงินเดือนและเรื่องสัมภาษณ์  เพราะมีไอเดียใหม่ๆ เพื่อเพื่อนพนักงานตลอด ไม่ว่าจะเป็นงาน career day,  movie night, เปิดสอนโยคะที่ออฟฟิศ, หรืองาน Appreciating You

HR_Fixed

12. เรารับนักศึกษาฝึกงานตลอดปี

ที่นี่มีรับนักศึกษาฝึกงานตลอดปี ทั้งแบบช่วงปิดเทอมและแบบสหกิจ (อยู่ด้วยกันทั้งเทอมเลย) ถ้าใครเรียนทางด้าน IT มาก็สามารถส่งเรซูเม่มาที่ thailand.internship@thomsonreuters.com ได้เลยนะครับ

เข้ามาแล้วได้ทำงานจริงๆ แน่นอน เพราะที่นี่เราค่อนข้างจริงจังกับการฝึกงาน ตอนที่ผมเคยเป็นหัวหน้าทีม ก็ให้น้องฝึกงานทำ ระบบ eLearning ให้กับโปรดักท์เราตัวนึงเลยครับ

ถ้าใครโชว์ผลงานดี พอเรียนจบแล้วถ้าเรามีตำแหน่งว่างก็พร้อมจะพิจารณาเป็นพิเศษครับ

Intern

—–

และนี่คือ 12 เรื่องราวเกี่ยวกับบริษัท Thomson Reuters ที่ผมอยากให้ชาวไทยได้รับทราบกัน

ด้วยหวังลึกๆ ว่าเวลาผมบอกใครว่าทำงานที่ทอมสันรอยเตอร์ จะไม่ถูกถามกลับมาอีกว่า “เป็นนักข่าวเหรอ”

ถ้าใครอยากติดตามความเคลื่อนไหวของ Thomson Reuters ประเทศไทย เชิญกดไลค์ Facebook fan page  Reuters Software (Thailand) Ltd. ได้เลย!

และถ้ายังไม่จุใจ ก็ตามไปอ่าน “7 เรื่องที่ได้เรียนรู้จาก Reuters Software Thailand” ของเอ็ม ขจรได้นะครับ

—–

Sources

Stock Exchange of Thailand ADVANC , TRUEDTAC

Wongnai.com: Yod Chinsupakul, Pattrawoots

Ob Oberon: facebook.com/ob.oberon

@Khajochi: khajochi.com, macthai.com, twitter.com/khajochi

Coffeoto: facebook.com/coffeoto

Auzypand5: facebook.com/auzypand5photo

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

คิดก่อนซื้อ

20150302_WeBuyThingsWeDontNeed

คนเราชอบซื้อของที่ไม่จำเป็น ด้วยเงินที่เรายังไม่มี เพื่ออวดคนที่เราไม่ชอบ
– เดฟ แรมซี่ย์

อ่านข้อความนี้แล้วก็ต้องมาสำรวจตัวเองว่าเป็นอย่างที่เขาว่ารึเปล่า

ตามความเข้าใจของผม money we don’t have คงหมายถึงเงินที่กู้ยืมเขามา หรือเงินที่ยังไม่เข้าบัญชีแต่ใช้บัตรเครดิตจ่ายไปก่อน

ผมมีใช้บัตรเครดิตซื้อของอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เพื่อความสะดวก หรือเพราะซื้อของออนไลน์ มากกว่าใช้บัตรเพราะยังไม่มีเงินจ่าย

พยายามทบทวนตัวเองว่าเคยซื้อของเพื่อจะอวดใครรึเปล่า ตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออก (หรืออาจจะทำไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้)

แสดงว่าอย่างน้อยโดยนิสัยแล้ว ผมก็ไม่ได้ซื้อของเพื่ออวดใครหรือใช้เงินที่ตัวเองไม่มี (ยกเว้นเรื่องซื้อบ้าน)

เหลือแค่เรื่องเดียวคือ Buy things we don’t need

ผมเองเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบชอปปิ้งเท่าไหร่

สินค้าที่ผมเคยใช้เงินเกินหนึ่งหมื่นบาทซื้อมีแค่สามอย่าง คือ แม็คบุ๊คโปร รถยนต์นิสสันอัลมีรา และซัมซุงสมาร์ททีวี (ผมไม่เคยซื้อสมาร์ทโฟน ก่อนหน้านี้ได้รับมรดกจากน้องชาย และเครื่องล่าสุดที่กำลังใช้อยู่ก็เป็นเครื่องที่บริษัทให้มา)

ในบรรดาสามอย่างนี้ เหมือนจะมีแค่รถเท่านั้นที่ใช้คุ้ม

แม็คบุ๊ค จำได้ว่าเพราะโบนัสเพิ่งออก และอยากจะลองเอามาอัดเพลงและตัดต่อหนัง แต่เหตุผลจริงๆ คือมันก็ดูโก้ชะมัด

แต่มา ณ ตอนนี้ ผมเปิดใช้เดือนละครั้งสองครั้งเท่านั้นเอง เพราะรู้ตัวแล้วว่าไม่ค่อยถูกโฉลกกับผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลเท่าไหร่ (เคยลองใช้ทั้ง iPod และ iPhone แล้วก็ไม่ชอบ ผมคงเป็นคนส่วนน้อยสินะ)

ส่วนสมาร์ททีวี ผมกับแฟนที่หุ้นกันซื้อทีวีเครื่องนี้ก็แซวกันเองบ่อยๆ ว่าสมาร์ททีวี แต่สติ๊วปิดยูสเซอร์นะ! เพราะซื้อโดอยใช้อารมณ์ล้วนๆ ไม่ได้ศึกษาก่อนว่ายี่ห้อไหนดี ไม่ดี แค่คิดว่าเออมือถือที่เราใช้มันเจ๋ง ทีวีก็คงเจ๋งด้วยมั้ง แต่ปรากฎว่าพอซื้อมาจึงพบว่าฟังชั่นยังขาดๆ เกินๆ  แถมธรรมดาเราก็แทบไม่ได้ดูทีวีเลย โดยเฉลี่ยแล้วเปิดทีวีไม่เกินสัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมง คุ้มจริงๆ

เวลาเราซื้อ things we don’t need นอกจากเสียเงินแล้ว ยังเสียพื้นที่ว่างถึงสามรอบ

ทั้งพื้นที่ว่างทางกายภาพ พื้นที่ว่างทางสมอง และพื้นที่ว่างทางเวลา

เพราะพอมีของ ก็ต้องหาที่วาง ต้องมานั่งคิดว่าจะทำยังไงกับมัน และต้องเสียเวลาทำความสะอาดและดูแลรักษา ทั้งๆ ที่เราแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันเลย

คราวหน้าจะเอาอะไรเข้าบ้าน คงต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้