คนทุกคนเป็นคนดี

20150218_EverybodyIsGood

สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับการฟังเพลง คือการฟังเนื้อร้องผิด

และบางทีการฟังผิดก็มีประโยชน์

“คนทุกคนดี อยู่ที่เขาเอาใจใคร”

นี่คือประโยคสุดท้ายในท่อนฮุคของเพลง “รู้สึกสบายดี” ของเฉลียง ซึ่งผมฟังและจำได้มาตั้งแต่ตอนเด็กๆ

เพิ่งมารู้เมื่อปีที่แล้วว่าจริงๆ วงเฉลียงเค้าร้องไว้อย่างนี้ครับ

ผู้คนมากมายก่ายกอง จ้องมองตั้งใจจะมองหา
รอถึงเวลาจะไขว่จะคว้าทำความดี
แต่ใครเล่าใคร จะไปตั้งใจอะไรจะมาชี้
คนเรียกคนดี ติดที่เขาเอาใจใคร

ไม่เป็นไร ฟังผิดนิดหน่อย เราต้องให้อภัยตัวเอง

เพราะประโยคที่ว่า คนทุกคนดี อยู่ที่เขาเอาใจใคร มันช่วยให้ผมมองคนในแง่ดีมาหลายสิบปีแล้ว

ไม่มีใครดีพร้อมทุกอย่าง

และไม่มีใครชั่วบริสุทธิ์เช่นกัน

ไม่ว่าใครคนนั้นจะนิสัยแย่แค่ไหน แต่ก็ใช่ว่าเขาจะเลวกับทุกคน

นักการตลาดที่มอบเมาประชาชนด้วยการชิงโชค อาจเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องรักมากก็ได้
เผด็จการที่สั่งฆ่าคนนับล้าน อาจรักชาติรักแผ่นดินมากกว่าเราก็ได้
สาวที่ขับรถชนคนตายบนทางด่วน อาจตั้งใจเรียนกว่าเราก็ได้
นักการเมืองที่โกงกิน อาจเป็นพ่อที่อบอุ่นกว่าเราก็ได้
นักธุรกิจขายน้ำเมา อาจทำบุญมากกว่าเราก็ได้
โจรใต้ อาจเป็นคนรักเพื่อนมากกว่าเราก็ได้
ฆาตกร อาจรักแม่มากกว่าเราก็ได้

เมื่อตระหนักว่า เขาเองไม่ได้เลวในทุกมิติ และเราเองก็อาจจะด้อยกว่าเขาในบางมิติด้วยซ้ำ อาการดูถูกว่าเขาเป็นมนุษย์ที่ต่ำชั้นกว่าเราก็จะเจือจางลง

และไม่แน่ ถ้าเรามีปัญญามากพอ เราอาจจะมองเห็นว่า ทุกๆ คนต่างก็เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ และกำลังเดินหลงอยู่บนเส้นทางอันยาวไกลไม่ต่างกับเรา

คนทุกคนดี อยู่ที่เขาเอาใจใคร

เช่นนั้นแล้ว คุณจะยังเกลียดใครได้หมดใจอีกหรือ?

นิ่งเสียตำลึงทอง

20150217_SilenceGoodAnswer

บางทีความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด

แต่ละวัน เราจะเจอสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เราอ้าปากเสมอๆ

เคยมั้ย ที่ใครเอาเรื่องอะไรที่เรารู้แล้วมาบอกเรา เราจะตอบออกไปว่า “รู้แล้ว” หรือ “อ๋อ เคยคิดแล้วล่ะ”

ทั้งๆ ที่จริงๆ คำตอบที่ดีที่สุดน่าจะเป็นคำว่า “ขอบคุณ” มากกว่า วันหลังเขาจะได้เอาเรื่องอื่นๆ มาเล่าอีก

อัตตาคือสิ่งที่ผลักให้เราพูดคำว่า “รู้แล้ว” ออกไป เพราะมันต้องการจะเติบใหญ่ด้วยการโชว์คู่สนทนาว่าเราเก่งแค่ไหน

และยิ่งเราตามใจอัตตาบ่อยเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งตัวโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเราเลย

—–

เวลาใครโพสต์อะไรไม่ถูกใจเราใน Facebook

ไม่ว่าจะเป็นจุดยืนทางการเมืองที่ตรงข้ามกับเรา หรือการโจมตีบุคคลที่เราชื่นชม เราก็อดไม่ได้ที่จะลงไป “ปกป้อง”

คำถามคือปกป้องใคร?

ปกป้องคนที่เราเคารพ หรือปกป้องความคิดตัวเอง?

เถียงกันร้อยครั้ง จะมีสักกี่ครั้งที่เรามีเจตนาจะแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือเรียนรู้จากคนที่เราเถียงด้วย

ส่วนใหญ่เป็นการเถียงกันเพื่อจะเอาชนะเสียมากกว่า

ทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตรงไหนถึงจะเรียกว่าชนะ

สุดท้ายจึงก็ได้แค่ความสะใจ  ได้อวดรู้  และได้ความขุ่นมัวไปนอนกอดเล่นๆ

พอตื่นขึ้นมา ต่างฝ่ายต่างก็ยังยึดมั่นความเชื่อเดิมอยู่ดี เผลอๆ ยึดแน่นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานและสิ้นเปลืองเวลาที่ไร้สาระขั้นเทพเลยนะผมว่า

—–

เวลาทะเลาะกับแฟน ถ้าแฟนพูดอะไรออกมาด้วยอารมณ์และไม่ตรงความจริง เราก็จะมีแรงผลักดันที่จะอธิบาย “ข้อเท็จจริง”

แต่สิ่งเดียวที่คำอธิบายของเราก่อให้เกิด ก็คือการทำให้แฟนรู้สึกว่าเรากำลังโทษเขาอยู่

ซึ่งก็ยิ่งจะทำให้แฟนโกรธหนักกว่าเก่า และใช้อารมณ์ยิ่งกว่าเดิม

สองชั่วโมงก็คุยกันไม่จบล่ะครับอย่างนี้

จะดีกว่ามั้ย ที่จะอยู่นิ่งๆ เงียบๆ ให้เขาระบายสิ่งที่อัดอั้นให้หมดก่อน

ไว้อารมณ์เย็นลงทั้งคู่แล้วค่อยกลับมาจับเข่าคุยกันด้วยเหตุผลอีกครั้ง

—–

การไม่พูดเป็นเรื่องยากมาก เพราะธรรมชาติของมนุษย์ย่อมต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อปกป้องความคิดของตัวเอง

แต่ถ้าเราไม่พยายามปกป้องความคิดของเราล่ะ?

เค้าจะมองว่าเราคิดผิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา

เราจะมองว่าเขาคิดผิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขาเช่นกัน

ถ้าทำได้ ชีวิตน่าจะง่ายขึ้นนะ

โดมิโนสู่ดวงจันทร์

20150216_DominoesToTheMoon

เมื่อสองวันก่อนนี้ผมเขียนถึงดวงจันทร์ของแต่ละคน

วันนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวกับดวงจันทร์มาเล่าให้ฟังอีกเช่นกัน

ถ้าใครเข้าร้านหนังสือสัญชาติฝรั่งอย่าง Kinokuniya หรือ Asia Books อาจจะเห็นหนังสือเล่มนี้ผ่านหูผ่านตาบ้าง

หนังสือชื่อเชยๆ เรื่อง The ONE Thing เป็นหนึ่งในหนังสือที่ดีที่สุดที่ผมได้อ่านเมื่อปีที่แล้วครับ

ในช่วงแรกๆ ของหนังสือเล่มนี้ แกรี่ เคลเล่อร์ (Gary Keller) ได้เปรียบเปรยคววามหมายของการทำ The One Thing กว่าคล้ายๆ กับโดมิโน

เชื่อว่าหลายท่านอาจจะเคยเอาโดมิโน่มาวางเรียงกัน แล้วพอสะกิดให้ตัวแรกล้ม โดมิโนตัวถัดไปก็จะล้มตามกันไปเรื่อยๆ

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ

ในทศวรรษ 1980 (ยุคเอทตี้ส์) นักฟิสิกส์เคยทำการทดลองเอาโดมิโนมาวางเรียงกัน แต่โดมิโนแต่ละตัวจะมีขนาดไม่เท่ากัน โดยโดมิโนตัวถัดไปจะใหญ่กว่าโดมิโนชิ้นก่อนหน้า 1.5 เท่า

สมมติว่าโดมิโนชิ้นแรกสูง 2 นิ้ว
ชิ้นที่สองก็จะสูง 3 นิ้ว (2×1.5)
ชิ้นที่สามสูง 4.5 นิ้ว (3×1.5)
ชิ้นที่สี่สูง 6.75 นิ้ว (4.5×1.5)
ฯลฯ

และในการทดลอง นักฟิสิกส์กลุ่มนี้สามารถจัดเรียงโดมิโนจากเล็กไปใหญ่ และเมื่อล้มโดมิโนตัวแรกแล้ว มันก็พาโดมิโนตัวอื่นๆ ล้มตามไปด้วย  ซึ่งรวมถึงตัวสุดท้ายที่โดมิโนขนาด 3 ฟุต หรือ 36 นิ้ว

สิ่งนี้คือกระบวนการที่เรียกว่า geometric progression หรือการก้าวหน้า/เติบโตแบบทวีคูณ

ถ้าโลกมีพื้นที่พอ และเราสามารถสร้างโดมิโนที่ใหญ่ขึ้น 1.5 เท่าไปได้เรื่อยๆ ลองเดามั้ยครับว่า ต้องใช้โดมิโนกี่ตัวถึงจะล้มโดมิโนที่สูงเท่าหอไอเฟลได้?

คำตอบคือ 23 ตัวครับ

น้อยกว่าที่คิดใช่มั้ย?

แล้วคุณลองเดาซิว่า โดมิโนตัวที่เท่าไหร่ที่จะล้มไปแตะดวงจันทร์ได้?

57 ตัวครับ* (น้อยกว่าที่คิดอีกแล้วใช่มั้ย)

The One Thing คือการทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเดี๋ยวนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายปัจจุบัน อันจะนำไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ยิ่งๆ ขึ้นไป

และนี่คือความเจ๋งของ geometric progression ครับ เพราะแม้ในช่วงแรกเราอาจจะไม่ค่อยเห็นความแตกต่าง แต่ถ้าเราเพียรทำในสิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างไม่ลดละ เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว อาจจะติดลมบนจนฉุดไม่อยู่เลยก็ได้

คล้ายกับบล็อกที่ผมเคยเขียนเอาไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า เพียงแค่เราทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานแค่ 1% พอครบปีเราจะเก่งขึ้นถึง 36 เท่า

หากเราจัดเรียงโดมิโนให้ดีๆ แล้วมุ่งความสนใจไปที่การล้มโดมิโนแต่ละตัวอย่างตั้งใจ

ไม่ช้าไม่นาน เราก็จะไปถึงดวงจันทร์ได้เช่นกันครับ

—–

* หมายเหตุ 57 ตัวจริงรึเปล่า? ในฐานะเด็กเก่งเลขอย่างเราต้องขอพิสูจน์หน่อย วิธี เพียงเอา 1.875 (ความสูงมาตรฐานของโดมิโน หน่วยเป็นนิ้ว) คูณ 1.5 ไป 56 ครั้ง แล้วคูณด้วย * 0.0000254 เพื่อแปลงเป็นกิโลเมตร

1.875*1.5^56*0.0000254 = 345,896 กิโลเมตร

ส่วนระยะทางจากโลกถึงพระจันทร์คือประมาณ 384,400 กิโลเมตรโดยเฉลี่ย (ระยะทางระหว่างพระจันทร์กับโลกจะอยู่ในช่วง 363,104 ถึง 405,696 กิโลเมตร)

Source: The ONE Thing

กังวลไปไย

20150215_WorryingWorks

Worrying works! 90% of the things I worry about never happen.
– Unknown

ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว ผมตั้งใจจะจัดงานมินิมาราธอนของบริษัท

ที่จัดเดือนนี้ เพราะอากาศเย็นสบาย (เช้านี้ก็อากาศเย็นสบาย) และเราอยากให้สอดคล้องกับวันวาเลนไทน์ด้วย ถึงขนาดดีไซน์เสื้อที่มีโลโก้รองเท้าวิ่งผูกเชือกรองเท้าเป็นรูปหัวใจ และมีคำขวัญว่า Love to Give, Live To Run.

แต่บังเอิญงานของเราจัดที่สวนลุม

แล้วบังเอิญสวนลุมไม่ว่าง เพราะมีคนชุมนุมอยู่

เราจึงจำเป็นต้องเลื่อนงานมาราธอนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดรัฐประหารปลายเดือนพฤษภาคม พอมั่นใจว่าสวนลุมน่าจะว่างแล้วแน่ๆ เราจึงประกาศว่างานมินิมาราธอนที่เลื่อนมาหลายรอบจะกลับมาจัดวันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฏาคม

จริงๆ แล้วตอนแรกผมอยากจะให้เลื่อนไปจัดสิ้นปี จะได้ไม่ต้องลุ้นเรื่องฝน แต่ที่ประชุมเห็นว่าเราควรจะมีกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกันได้แล้ว หลังจากต้องคร่ำเครียดกับเรื่องการเมืองมาหลายเดือน

สุดท้ายก็เลยต้องเดินหน้า แม้มีความเสี่ยงว่างานจะล่มเพราะฝนก็เถอะ

หัวหน้าชาวอังกฤษของผมเป็นคนค่อนข้างขี้กังวลอยู่แล้ว ช่วงสองสัปดาห์ก่อนงาน เขาเลยเปิดพยากรณ์อากาศเกือบทุกวัน เพื่อดูว่าโอกาสที่ฝนจะตกมีเท่าไหร่

ส่วนผมตัดสินใจไม่เปิดดูเลย เพราะถึงจะบอกว่าโอกาสฝนตกน้อย ก็ใช่ว่าจะไม่ตก หรือถ้าเขาบอกว่าโอกาสฝนตกมาก ก็ไม่ได้แปลว่าจะตก

ช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนงานนั้น ฝนตกแทบทุกวันเลยครับ และชอบตกเวลาใกล้ๆ เลิกงานด้วย (เหมือนจะแกล้งให้พวกเรารถติด) ช่วงเช้าอากาศจะดี ตอนบ่ายจะเริ่มครึ้มๆ และสี่ห้าโมงค่อยเทลงมา

ตามกำหนดการ เราจะออกวิ่งกันตอน 5 โมงเย็น เป็นช่วง Prime Time ของฝนเลยก็ว่าได้

วันที่มีงานนั้น ผมไปถึงลานตะวันยิ้มที่สวนลุมพินีตั้งแต่บ่ายสองโมง เพื่อเตรียมสถานที่ให้เรียบร้อย เห็นเมฆดำครึ้มๆ ลอยอยู่ไกลๆ

บ่ายสาม เมฆดำก้อนใหญ่เริ่มลอยใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

ผมเงยหน้ามองเมฆทุก 5 นาทีเลยก็ว่าได้ จนใกล้ๆ สี่โมงเย็นแล้วนั่นแหละ ที่เริ่มเห็นว่าลมจะพาเมฆก้อนนั้นไปทางอื่น ผมเลยโทร.ขึ้นไปบอกหัวหน้าว่า งานนี้น่าจะเดินต่อไปได้

สี่โมงครึ่งพนักงานในชุดวิ่งร่วม 400 ชีวิตก็มารวมตัวกันที่ลานตะวันยิ้ม และออกวิ่งพร้อมกันตอนห้าโมงพอดี

6 โมงครึ่ง งานวันนั้นก็จบลงด้วยดีครับ

ต้องขอบคุณพระพิรุณที่ทรงมีเมตตา และช่วย “อั้น”เอาไว้

เพราะวันถัดมา (ซึ่งเป็นวันศุกร์) จำได้เลยว่าฝนตกหนักมากจนมองไม่เห็นสวนลุม ทั้งๆ ที่ออฟฟิศผมและสวนลุมห่างกันแค่ความกว้างของถนนพระราม 4

—–

เขียนมาซะยืดยาว เพียงเพื่อจะบอกว่า กังวลไปก็เท่านั้น อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เราเพียงแต่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอ

กิต เพื่อนของผมที่เรียนป.ตรีด้วยกัน เคยพูดประโยคนี้ตอนพวกเราหนุ่มๆ ว่า

“ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน”

ทำตามความฝัน

20150213_HadIKnown

นี่คือประโยคหนึ่งในหนังสือ “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” ที่มีคำโปรยด้วยว่า “เหมาะกับมนุษย์เดินดินที่มีความฝัน แต่ชอบคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม”

ผมว่ามันเป็นหนังสือที่ตั้งชื่อได้ “กินขาด” ที่สุดเล่มหนึ่ง

แค่เห็นชื่อก็อยากซื้อแล้ว แม้จะราคาถึง 255 บาทก็ตาม

ผมอ่านคิดจะไปดวงจันทร์ฯ ช่วงหยุดปีใหม่ ร่วมกับหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “มองไกลบนไหล่ยักษ์” ของคุณบอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

หนังสือทั้งสองเล่มถือเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้ผมตั้งใจเขียนบล็อกนี้อย่างจริงๆ จังๆ จนผมต้องส่งข้อความไปขอบคุณท่านทั้งสองทาง Facebook

เพราะผมเองก็มีความฝันของผมเหมือนกัน แต่ผมขออุบไว้ก่อน เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ไว้ดูเข้าที่เข้าทางเมื่อไหร่จะมาเล่าให้ฟัง

ไม่ใช่อะไร กลัวหน้าแตกครับ

—–

ผมอ่านประโยคด้านบนนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงหนังเรื่อง “ยอดมนุษย์เงินเดือน” ที่นำแสดงโดยติ๊ก เจษฎาพร ผลดี กับนางเอกหน้าใหม่ชื่อโบ ณัฐชลัยย์ สุขะมงคล

นางเอกเป็นเด็กติสท์เอามากๆ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ และเพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทของพระเอก

พระเอกเป็นผู้บริหาร เป็นยอดมนุษย์เงินเดือนตัวเอ้ มีความซื่อสัตย์ต่อองค์กร และขยันทำงานสุดๆ

พระเอกมีแฟนอยู่แล้วคนหนึ่ง แฟนก็มีความฝันว่าวันหนึ่งอยากเปิดร้านเบเกอรี่ แต่เพราะพระเอกดูจะทุ่มเทให้กับงานบริษัทเสียเหลือเกิน แฟนของพระเอกจึงห่างเหินกับพระเอกขึ้นเรื่อยๆ

วันหนึ่งพระเอกก็เลยปรับทุกข์ให้นางเอกฟังว่า

“ถามอะไรหน่อยสิ…ไอ้ที่เค้าเรียกว่าความฝันน่ะ มันต้องเป็นแบบ…เปิดร้านขนม…เขียนหนังสือ…แต่งเพลง…ทำหนัง…อะไรแค่นั้นเหรอ แล้วไอ้ที่ผมอยากจะมีเงินเก็บมากๆ อยากจะดูแลคนที่เรารักให้ดีที่สุด มันเรียกว่าความฝันไม่ได้เลยหรือไง”

เออ…จริง

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตและโซเชี่ยลมีเดียครองโลก ทางเลือกมีมากมาย

Passive Income, Financial Freedom, New Rich, ทำงานที่บ้าน คือแฟชั่นใหม่ล่าสุดที่หลายคนเลือกสวมใส่

อาชีพที่อินเทรนด์และดู cool สุดๆ คือการออกหนังสือมาซักหนึ่งเล่ม และทำหน้าที่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเดินตามฝันของตัวเอง มีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ต้องยึดติดกับการเข้างาน 8 โมงเช้าเลิก 5 โมงเย็น มีเวลาเล่นกับลูกได้เต็มที่ และไม่มีเพดานของรายได้

พอเจอกระแสนี้หนักๆ เข้า การเป็นมนุษย์เงินเดือนเลยดู uncool สุดๆ

แต่ก็อีกนั่นแหละ

ทุกคนต่างก็มีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน ความเชื่อแตกต่างกัน และให้ความสำคัญในแต่ละมิติของชีวิตไม่เท่ากัน

เพราะฉะนั้น การเป็นมนุษย์เงินเดือนอาจจะไม่ใช่เรื่องแย่อะไร ตราบใดที่เรายังพอใจกับวิถีชีวิตแบบนี้

และเหล่าคนที่เป็นเจ้าของกิจการ เป็นโค้ช หรือเขียนหนังสือ โดยเนื้อแท้แล้วเขาก็ต้องพึ่งพามนุษย์เงินเดือนอยู่ดี ถ้าไม่ใช่ในฐานะคนที่ทำงานให้ ก็ในฐานะลูกค้า

ผมไม่ได้ต่อต้านวิถีชีวิตแนวใหม่นะครับ

เพียงแต่เราไม่ควรไปดูแคลนคนที่ยังเต็มใจที่จะเป็นพนักงานประจำ ว่าเขาไม่มีความฝัน หรือฉลาดไม่เท่าเรา

คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย…

แต่ดวงจันทร์ไม่ได้มีดวงเดียว

นักเขียนก็มีดวงจันทร์ของเขา
คนขายของออนไลน์ก็มีดวงจันทร์ของเขา
เจ้าของกิจการก็มีดวงจันทร์ของเขา
ครูประถมเงินเดือนหมื่นเศษก็มีดวงจันทร์ของเขา
พนักงานบริษัท ก็มีดวงจันทร์ของเขาเช่นกัน

เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าดวงจันทร์ดวงไหนสวยที่สุดครับ

Sources: คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย, ยอดมนุษย์เงินเดือน