อโรคยา

20151017_Arokaya

อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

พระพุทธภาษิต

——

วันนี้ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย

นอนตื่นสาย ทานข้าวกับแม่ พาแฟนไปตรวจครรภ์ กลับมานอนดู The Voice เข้าไปดูบ้านใหม่ตอนเย็น พอแฟนไปหาหมอเพราะแฟนบ่นเจ็บหู แล้วจึงทานข้าวเย็น กลับมาก็นอนต่ออีกหน่อย ก่อนต้องฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นมาเขียนบล็อก แต่กว่าจะทำได้ก็มัวแต่เถลไถลดูโน่นดูนี่จนหมดไปอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง

สาเหตุหลักของการใช้ชีวิตสะเปะสะปะอย่างนี้ก็เพราะว่าผมไม่ค่อยสบาย

จริงๆ ผมไม่สบายมาสามวันแล้ว คืนวันพุธนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน วันพฤหัสฯ จึงลางานนอนอยู่กับบ้านแล้วดีขึ้นมาก แต่พอวันศุกร์กลับไปทำงานก็อาการแย่ลงหน่อย ส่วนวันนี้อาการทรงๆ จนไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

นี่แค่ป่วยแบบเป็นหวัดเจ็บคอนิดๆ หน่อยๆ ความสามารถยังลดลงไปมากกว่า 50%

ถ้าป่วยหนักกว่านี้ ความสามารถอาจจะลดลงเป็น 0% หรือติดลบก็ได้ (ติดลบเพราะคนอื่นต้องสละเวลามาดูแลเราด้วย)

มาลองคิดดู การที่เราทำอะไรในแต่ละวันได้น้อยลงครึ่งหนึ่ง ก็มีค่าเท่ากับชีวิตของเราสั้นลงไปครึ่งวัน

เพราะแทนที่จะทำสิบเรื่องได้ในวันเดียว เรากลับทำได้แค่ห้าเรื่อง ส่วนเวลาที่เหลือหมดไปกับการนอนซมหรือท่องเน็ตเพราะหัวสมองมันตื้อเกินกว่าจะคิดทำเรื่องที่มีประโยชน์

ผมได้ยินพระพุทธภาษิต อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ สมัยยังอยู่ชั้นประถม

เวลาผ่านไป 25 ปี ร่างกายถึงเริ่มออกแววชำรุด และผมเพิ่งจะเริ่มรู้สึก “อิน” กับประโยคนี้

ความเจ็บป่วย จะว่าไปก็เป็นเหมือนกัลยาณมิตรที่มากระซิบบอกเราว่า “จะใช้ชีวิตเหมือนสมัยวัยรุ่นไม่ได้แล้วนะ” แม้ว่าความรู้สึกของเราจะคัดค้านแค่ไหนก็ตาม

คงต้องกินให้ดีกว่านี้ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอกว่านี้ และพักผ่อนให้เพียงพอกว่านี้

Take care of your body and your healthy body will take care of the rest.

ผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เมื่อ CEO Wongnai ตัดสินใจลดน้ำหนัก

20150706_WongnaiWeFit

“ผมว่าผมเป็น CEO ที่อ้วนที่สุดในวงการแล้วพี่”

นี่คือคำตอบของยอดตอนที่ผมถามเขาว่าทำไมถึงอยากลดน้ำหนัก

คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักว่ายอดเป็นใคร

ยอด ชินสุภัคกุล คือ CEO และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Wongnai (วงใน) ครับ

“วงใน” คือเว็บไซต์และแอพบนมือถือที่ช่วยตอบคำถามคลาสสิคของคนไทยว่า “กินอะไรดี” ด้วยการรวบรวมข้อมูลร้านอาหารตามหัวเมืองใหญ่ๆ เพื่อให้เราหาร้านอร่อยๆ ทานกันได้ง่ายๆ

ที่รู้ว่ามันอร่อย เพราะว่าคนที่เคยไปทานมาแล้วเขาเขียนรีวิวแบ่งปันเอาไว้ โดยไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถเขียนรีวิวได้ ลองดูตัวอย่างได้ที่นี่

ถ้ายังไม่เห็นภาพก็ลองเข้าไปดูในเว็บ wongnai.com หรือดาวน์โหลดแอพสำหรับ iPhone / Android / Windows Phone ได้ครับ

—–
ที่มาที่ไป Wongnai WeFit

ผมกับยอดรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยอยู่ทอมสันรอยเตอร์ โดยยอดเป็นคนรับผมเข้าทีม Support และเป็นหัวหน้าของผมอยู่สามปีก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อโทที่เมืองนอก

พอยอดเรียนจบก็คิดจะทำวงใน และผมเองก็เข้าไปมีส่วนช่วยตั้งแต่ช่วงตั้งไข่ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ แล้วแต่จังหวะและทักษะจะเอื้ออำนวย

เมื่อปลายเดือนมกราคมปีนี้ ยอดก็บอกกับผมว่าเขาอยากจะทำโครงการ Wongnai WeFit โดยจะชวนพนักงานของวงในมาออกกำลังกายและลดน้ำหนักร่วมกัน

และยอดอยากให้ผมช่วยไปเป็นโค้ช!

ผมเองไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเป็นโค้ชลดน้ำหนักให้กับใคร เพราะไม่ได้โดดเด่นด้านกีฬาเป็นพิเศษ

แต่ยอดคงเห็นว่าเรื่องบางเรื่องที่ผมรู้ วิธีการสื่อสาร และความอาวุโสกว่า (เพียงเล็กน้อย!) ของผม ก็น่าจะทำให้ผมเหมาะที่จะทำหน้าที่นี้

โปรเจ็คนี้ถือว่าท้าทายอย่างยิ่ง เพราะคิดถึงวงในก็ต้องคิดถึงเรื่องอาหาร พนักงานหลายคน (รวมถึงยอดด้วย) มีความจำเป็นต้องออกไปชิมอาหารหรือไปเป็นกรรมการตัดสินอาหารอร่อยๆแทบทุกวัน เพราะฉะนั้นการลดน้ำหนักย่อมมีอุปสรรคมากกว่าคนทั่วไป

แต่ยิ่งท้าทายก็ยิ่งน่าสนุก!

—–

เหตุผลที่เข้าร่วมโครงการ

มีพนักงานสมัครเข้าโครงการ Wongnai WeFit ทั้งสิ้น 15 คน เป็นชาย 6 หญิง 9 และในจำนวนนี้มีหนึ่งคนที่อยากจะเพิ่มน้ำหนักเพราะกินยังไงก็ไม่อ้วน

ผมเข้าไปคุยที่ออฟฟิศวงในเพื่อถามไถ่ว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้แต่ละคนอยากลดน้ำหนัก

นี่คือตัวอย่างครับ

  • ตรวจสุขภาพแล้ว Indicator เกินเกือบทุกตัว
  • เป็น CEO ที่อ้วนสุดในวงการ แสดงถึงความไม่มีระเบียบวินัย
  • แต่ก่อนเคยพยายามลดแล้วก็ไม่สำเร็จ
  • อยากสวย อยากดูดี อยากลดพุง
  • แฟนด่า / โดนกดดันจากคนรอบข้าง
  • เคยผอมมาก่อน อยากกลับไปหนักเท่าเดิม
  • อยากมีเงินเก็บเพราะใช้เงินกับการกินเยอะเกินไป

—–

แนวทาง

เมื่อคุยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมก็ร่างยุทธวิธีและส่งเมล์หาผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนดังนี้

Wongnai WeFit คือโครงการที่พนักงานวงใน 15 ชีวิตจะทำร่วมกันเป็นเวลาประมาณ 12 สัปดาห์ (28 ม.ค. – 22 เม.ย) เพื่อลดน้ำหนักและมีสุขภาพที่ดีขึ้น

โดยผู้เข้าร่วมทุกคนตกลงใจว่าจะออกกำลังกายทุกวันและทานมื้อเย็นให้น้อยลง

เป้าหมายคือลดน้ำหนักรวมกันให้ได้ 40 กิโล (ตกคนละ 3 กิโล)

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้การออกกำลังกายและทานอาหารให้พอดีกลายเป็นอุปนิสัยของเรา เพื่อให้มันติดตัวเราไปโดยตลอดแม้จะจบ Wongnai WeFit ไปแล้วก็ตาม

ซึ่งจะทำได้โดย

1. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกายและลดการกินอาหารเกินความจำเป็น
a. เอากางเกงขาสั้นและรองเท้าออกกำลังกายมาไว้ที่ออฟฟิศ
b. เอาขนมขบเคี้ยวที่อยู่ในลิ้นชักหรืออยู่บนโต๊ะไปวางไว้ในที่ๆ หยิบยากๆ
c. เอาน้ำเปล่ามาใส่ไว้ในตู้น้ำตรงทางเข้าออฟฟิศ
d. เอาเครื่องออกกำลังกายมาไว้ที่ออฟฟิศ -> เดี๋ยวยอดจะไปซื้อมาวางไว้ให้ชั้นละหนึ่งตัว
e. ซื้อผลไม้แบบเก็บได้นานๆ และกินง่ายๆ มาไว้ทานเผื่อหิวตอนเย็น เช่นแอปเปิ้ล เงาะ ส้ม

2. หาบั๊ดดี้ เพื่อ make sure ว่าบั๊ดดี้ของตัวเองได้ออกกำลังกายแล้วในวันนี้ (อาจจะนัดไปพร้อมกันเลยก็ได้)

3. ตั้งเป้าให้ง่ายที่สุด – Set a goal that’s so easy it is impossible to fail. ยกตัวอย่างเช่น ปั่นจักรยานให้ได้วันละ 2 นาที หรือตักข้าวออกไปสองช้อนก่อนเริ่มกินมื้อเย็น

4. รายงานผล – เมื่อวิ่งหรือปั่นจักรยานได้ตามเป้าแล้ว มารายงานตัวที่ Wongnai We Fit Daily Journal

5. ทำให้ได้ทุกวัน – อันนี้สำคัญมากๆ ช่วงหนึ่งเดือนแรก การออกกำลังกายวันละ 2 นาทีให้ได้ทุกวัน ยังดีกว่าออกวันละ 15 นาทีแบบวันเว้นวัน

6. ค่อยเป็นค่อยไป เราใช้เวลาตั้งหลายเดือนหรือหลายปีกว่าจะอ้วนได้เท่านี้ ดังนั้นตอนจะลดก็ต้องใช้เวลาเยอะเหมือนกัน ถ้ารีบไปกว่านั้นมันจะผิดธรรมชาติ และโอกาส “แพ้” สูง

7. หนึ่งสัปดาห์ค่อยว่ากัน อย่าเปลี่ยนเป้าหมายระหว่างสัปดาห์ ให้เราทำตามเป้าติดต่อกันให้ได้หนึ่งสัปดาห์แล้วค่อยเปลี่ยนเป้าให้มันยากขึ้นอีกนิดนึง ด้วยวิธีนี้ การออกกำลังกายจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป ถ้าเราใจร้อนแล้วออกกำลังกายจนเหนื่อยเกินไป จิตใต้สำนึกจะบันทึกมันเป็นความเจ็บปวด แล้วจะหลอกล่อให้เราไม่อยากกลับมาออกกำลังกายอีก

8. อย่าเปรียบเทียบ ในช่วงหนี่งเดือนแรกยังไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นเขาจะออกกำลังเยอะแค่ไหน สิ่งเดียวที่เราควรใส่ใจคือสร้างนิสัยใหม่ ส่วนเรื่องลดน้ำหนักค่อยมาดูช่วงสองเดือนสุดท้าย

9. อยู่บ้านก็ทำได้ เช่นกระโดดตบ ซิทอัพ ชกลม เล่นฮูล่าฮูป หรือลองกูเกิ้ล 2 minute workout ก็ได้ เช่น http://neilarey.com/workouts/2minute-workout.html

—–

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • คนสมัยก่อนๆ ที่ยังต้องออกล่าสัตว์ ไม่ได้กินอาหารครบสามมื้อเหมือนอย่างทุกวันนี้ ร่างกายมนุษย์จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กินอิ่มตลอดเวลาอย่างในยุคปัจจุบัน
  • อย่าเกลียดหรือกลัวความหิว เพราะเวลาเราหิว ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอด้วยยีนที่ชื่อ เซอร์ทูอิน (Sirtuin) ในขณะเดียวกันร่างกายก็จะผลิต Growth Hormone ออกมา ทำให้เราคงความหนุ่มสาวเอาไว้ ดังนั้นการปล่อยให้ท้องหิวบ้างจะทำให้เราสุขภาพดีขึ้น หน้าเด็กลง และอายุยืนขึ้น
  • ไม่ต้องกลัวว่าปล่อยให้ท้องร้องแล้วจะเป็นโรคกระเพาะ เพราะแท้จริงแล้วโรคกระเพาะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย 
  • ตอนแรกแม้แต่คุณหมอส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครเชื่อว่าโรคกระเพาะเกิดจากแบคทีเรีย แต่สุดท้ายคนที่พิสูจน์และนำเสนอทฤษฏีนี้ก็ได้รับรางวัลโนเบลไปเรียบร้อยแล้ว
  • จากการทดลองกับสัตว์ทุกชนิดพบว่า เมื่อลดปริมาณอาหารลง 40% จะทำให้อายุยืนขึ้น 1.5 เท่า
  • ถ้าเรามีเงิน 1 ล้านบาท แล้วไปลงทุนที่ผลตอบแทน 15% ต่อปี ภายใน 5 ปี เราจะมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านบาท เพราะฉะนั้นการที่คุณมีอายุยืนยาวขึ้นก็เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะรวยมากขึ้นด้วย
  • ดร.สนอง วรอุไร ทานอาหารวันละแค่มื้อเดียวมาหลายสิบปีแล้ว โดยท่านถือว่าอาหารก็คือซากศพ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ตายแล้วหรือพืชที่ตายแล้ว ดังนั้นไม่ควรจะเก็บซากศพไว้ในร่างกายของเราเกินความจำเป็น
  • ขนาดสิงโตเวลาเห็นกระต่ายเดินผ่าน หากมันอิ่มแล้ว มันก็ไม่กิน แต่ถ้าเราอิ่มแล้วยังกิน การกระทำเราแย่กว่าสัตว์ซะอีก!
  • การลดอาหาร แทนที่จะคำนวณแคลอรี่ อาจจะใช้วิธี ลดปริมาณ แทนก็ได้ เช่น กินของอย่างเดิม แต่ใช้จานที่เล็กลง คือใช้หลักการ กับข้าว 1 จานเล็ก คือกินกับข้าวอะไรก็ได้ ที่อยู่ในจานเล็กๆที่เรากำหนดว่ามันน้อยกว่าปกติที่เรากิน และห้ามเติมแล้ว
  • ช่วงที่ลดปริมาณอาหาร ให้ดีก็ควรจะลดขนาดที่เขาตักมาให้ (เช่นขอข้าวน้อยๆ หน่อย) แต่ถ้าทำไม่ได้ กินเหลือแล้วรู้สึกเสียดาย ก็ให้อุทิศให้กับสัมภเวสีซะ (เราได้บุญ เขาได้อิ่ม)
  • ถ้าไม่เชื่อสิ่งที่มองไม่เห็น ก็ยังมีเหตุผลทางการเงินอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ โดยเฉลี่ยแล้ว คนที่ดูดีจะได้เงินเดือนสูงกว่าคนที่หน้าตาไม่ดีหรือบุคลิกแย่ถ้าเราผอมลง สุขภาพแข็งแรง หน้าตาก็จะดีขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าไปเสียดายตังค์ที่กินอาหารเหลือ เพราะตอนที่เราดูดีและมีความมั่นใจในตัวเอง เราจะได้เงินกลับมาเกินคุ้ม
  • ถ้าเราไม่ดูแลสุขภาพเราตอนนี้ ตอนแก่ๆ จะเสียตังค์ค่าหมออีกเยอะเลย
  • การที่เรากินตามใจปาก นอกจากจะทำให้กระเพาะและร่างกายใหญ่ขึ้นแล้ว ยังทำให้กิเลสใหญ่ขึ้นด้วย ยี่งกิเลสเยอะ ยิ่งมีความสุขยาก ยิ่งเราตามใจปาก ความสุขของเราก็จะราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ

—–

อุปกรณ์ที่ทางวงในจัดเตรียมไว้ให้

  • มีเครื่องชั่งน้ำหนักหน้าห้องประชุมของชาว Wongnai WeFit
  • ยอดซื้อจักรยานและเครื่องเดินมาวางไว้ที่ออฟฟิศ
  • มีไฟล์ Google Sheets ที่เอาไว้ให้ทุกคนจนบันทึกน้ำหนักและสิ่งที่ตัวเองกินในแต่ละวัน

—–

วิธีการของแต่ละคน

ทุกๆ สองสัปดาห์ผมจะเข้าไปที่ออฟฟิศวงในเพื่อพูดคุยถามไถ่ถึงความก้าวหน้าและอุปสรรคที่น้องๆ พบเจอ โดยมีป่าน ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนหนึ่งมาร่วมกันให้คำปรึกษาแก่น้องๆ

วิธีการออกกำลังกายของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป เช่น

  • เล่นฮูล่าฮูปไป ดูทีวีไป
  • ลงเรียนคลาสเต้นอาทิตย์ละสองว้น
  • เล่นโยคะ
  • โดดเชือก / ปั่นจักรยาน
  • วิดพื้น
  • กระโดดตบทุกวัน วันละ 300 ครั้ง โดยไม่เปิดพัดลม
  • เดินขึ้นบันไดที่ออฟฟิศ / ที่หอ

การปรับพฤติกรรมการกิน

  • หลีกเลี่ยงขนมหวานและน้ำหวาน
  • ทำสลัดไว้กินก่อนหกโมงเย็น
  • กินผักให้มากขึ้น
  • กินแป้งน้อยลง
  • กินน้ำเต้าหู้ใส่เม็ดแมงลัก

สิ่งอื่นๆ ที่ทำ

  • เสพคนหุ่นดีๆ (ดูคนหุ่นดีๆ เพื่อเป็นกำลังใจ)
  • ชั่งน้ำหนักทุกวัน
  • ใช้ Jawbones เตือนเรื่องการกิน

—–

อุปสรรคและวิธีการรับมือ

แน่นอน การลดน้ำหนักย่อมต้องมีอุปสรรคอยู่แล้ว และนี่คือปัญหาที่หลายๆ คนเจอ และวิธีการที่ผู้ร่วมโครงการแนะนำให้กัน

คนในครอบครัวไม่เห็นความสำคัญ ทำให้บางทีแม่เตรียมอาหารไว้เยอะ ไม่กินก็กลัวจะเสียใจ วิธีแก้ก็คือบอกสิ่งที่เรากำลังทำให้พวกเขารู้ และขอความร่วมมือและความเข้าใจในช่วงสองสามเดือนนี้

เสาร์-อาทิตย์น้ำหนักมักจะขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เช่นเพื่อนชวนไปกินบุฟเฟ่ต์ วิธีรับมือก็คือเราต้องใจแข็งปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ อาจจะตามไปเจอกันทีหลังแต่ควรจะหลีกเลี่ยงบุฟเฟ่ต์ให้มากที่สุด

ถ่ายงาน (ที่ต้องชิมอาหารเยอะ) ถ้ากินไม่หมดก็กลัวเสียมารยาท – เรื่องนี้ถ้าแค่เราเอ่ยปากว่า ขอโทษนะคะช่วงนี้กำลังเข้าโครงการลดน้ำหนักที่บริษัทอยู่ ทำให้ต้องควบคุมปริมาณอาหาร เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ย่อมเข้าใจ

ข้อเท้าพลิกเลยออกกำลังกายไม่ได้ – อันนี้โชคร้ายหน่อย แต่เราก็ยังสามารถคุมอาหารได้

ถ้าไม่กินข้าวเย็น จะหิวตอนดึกๆ จนบางทีตะบะแตกกินเยอะไปเลย – ควรจะกินช่วงเย็นๆ รองท้องไว้บ้าง ตอนค่ำจะได้ไม่หิวจนตาลายและขาดสติ

นอนดึก ตื่นสาย ไม่มีเวลากินข้าวเช้า ทำให้กินหนักตอนเที่ยงและตอนเย็น – ดูทีวี/ดูซีรี่ส์/เล่นคอม/เล่นมือถือให้น้อยลง เข้านอนให้เร็วขึ้น

ถ้าช่วงไหนงานเยอะ ก็จะไม่มีเวลาออกกำลังกายที่ออฟฟิศ – จริงๆ การออกกำลังกายถือเป็นการพักเบรกที่ดีอย่างหนึ่ง ผมไม่เชื่อว่าเราจะยุ่งจนไม่มีแม้แต่เวลาจะออกกำลังกายซัก 5 นาที – If you really want to do something, you will find a way. If you don’t, you will find an excuse.

ไม่อยากออกกำลังกายที่ออฟฟิศเพราะกลัวจะมีกลิ่นตัว – จริงๆ ก็ออกกำลังกายตอนเย็นได้ แล้วกลิ่นตัวเราคงไม่ได้แรงขนาดนั้น ถ้าใช้ที่ดับกลิ่นซักหน่อยก็น่าจะโอเคแล้ว แต่ก็เข้าใจว่าสำหรับผู้หญิงนี่อาจเป็นเรื่องใหญ่ หลังจบโครงการยอดเลยสร้างห้องอาบน้ำในออฟฟิศซะเลย

ไม่มีแรงจูงใจเพียงพอ น้ัำหนักเลยไม่ค่อยลดเท่าไหร่ – ผมเลยลองใช้วิธีวางเดิมพันว่า อีกสองสัปดาห์ใครลดไม่ได้ตามเป้าจ่าย 100 บาท ปรากฎว่าทุกคนมีแรงจูงใจขึ้นมาทันที

ช่วงสงกรานต์ไปเที่ยว กินกันอย่างเมามันส์ น้ำหนักขึ้นจนน่าละอาย – เป็นสิ่งคาดได้ว่าจะต้องเจอกันอยู่แล้ว ไม่เป็นไร ขึ้นได้ก็ต้องลดได้

—–
ผลลัพธ์

ผลลัพธ์จะเห็นได้ชัดมากในบรรดาเหล่าผู้ชายเพราะออกกำลังกายกันจริงจัง โดยเฉพาะคนที่อ้วนที่สุดสามคน ลดกันไปไม่ต่ำกว่าคนละ 6 กิโล

โดยเฉพาะยอดที่ลดไปถึง 12.5 กิโล จาก 92.5 เหลือ 80 กิโลตามเป้าที่ตั้งไว้ แม้กว่าจะทำได้ก็ล่วงเลยไปถึงเดือนพฤษภาคมแล้ว

ส่วนผู้หญิง น้ำหนักลดลงเฉลี่ยคนละครึ่งกิโล อาจจะเพราะว่าน้องๆ เค้าไม่ได้อ้วนอะไรมากมาย

สรุปโครงการนี้ลดกันไปได้รวมทั้งสิ้น 35.2 กิโล (จากเป้าหมายเดิม 40 กิโล) ซึ่งถือได้ว่าน่าพอใจ เพราะมีสองคนที่ถอนตัวไประหว่างทาง

เรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นได้แก่

  • น้ำหนักลดลง (ก็ควรจะนะ!)
  • เวลาลงรูปในเฟซบุ๊ค เพื่อนๆ ทักว่าผอมลง
  • กลับมาใส่กางเกงสมัยเรียนได้อีกครัั้ง
  • แม้บางทีจะกินข้าวเย็น น้ำหนักก็ไม่ขึ้นแล้ว
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • กินอาหารเป็นมื้อมากขึ้น
  • กินข้าวเย็นน้อยลงหรือไม่กินเลย
  • รู้สึกอิ่มง่ายขึ้น (กระเพาะเล็กลง)
  • เลิกกินขนมไปเลย (แต่ยังกินเบียร์อยู่)
  • เลิกทานชานมไข่มุกไปเลย ประหยัดเงินไปได้ไม่น้อย

—–

สิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้จาก Wongnai WeFit

  • การลดน้ำหนักมี “ความลับ” แค่สองข้อ คือลดอาหาร กับออกกำลังกาย
  • ทั้งสองอย่างนี้เรามีอำนาจควบคุมเต็มที่
  • ครอบครัวและเพื่อนอาจเป็นอุปสรรรค แต่อุปสรรคหลักคือตัวเอง
  • การวางเดิมพัน อาจเป็นตัวกระตุ้นชั้นดี
  • ถ้าเราต้้งใจจนเห็นผลที่คนสังเกตได้ คำชมของคน และความหลวมขึ้นของเสื้อผ้าจะเป็นแรงผลักดันให้เราตั้งใจลดน้ำหนักต่อไป
  • เมื่อลดกิโลแรกได้ ก็จะมีความมั่นใจแล้วว่า กิโลถัดไปก็ลดได้

—-

ขอบคุณยอด และน้องๆ พนักงานวงในที่มาร่วมกิจกรรม Wongnai WeFit นะครับ

นอกจากความสุขที่ได้จากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว เราทุกคนยังได้ “เปลี่ยนชีวิต” ของตัวเองอีกด้วย

เพราะสุดท้ายแล้ว Wongnai WeFit ไม่ใช่เรื่องการลดน้ำหนัก

แต่มันคือการใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีสมอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเราในระยะยาวครับ

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings