เงิน-ความสุข-คุณค่า

20150504_Thanonchai

“…สำหรับผมแล้ว ผลประโยชน์และเงิน มันเป็นคนละเรื่องกับความสุข และมันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรียกว่าคุณค่า

โลกไม่เคยจดจำนายโนเบลในฐานะมนุษย์ที่รวยที่สุด แต่โลกจดจำเขาในฐานะที่เป็นคนที่นำเงินทั้งหมดมาทำประโยชน์และสนับสนุนคนดีในการทำสิ่งที่มีคุณค่า

โลกนี้ไม่เคยจดจำคนรวย คนที่คิดถึงตัวเอง คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง

คุณค่าของมักกะสันจะเกิดขึ้นสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่แห่งนี้ได้ทำให้มนุษย์อย่างเรา มีความรู้ มีความคิด มีปัญญา อันนำไปสู่การทำให้เรากลายเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า

อย่างที่เรารู้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ในพระราชวัง ห้องประชุม หรือศูนย์การค้า

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่ามกลางความเป็นจริง ท่ามกลางธรรมชาติ ท่ามกลางต้นไม้ ท่ามกลางอากาศที่บริสุทธิ์ เพราะแท้จริงแล้ว เราคือสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากธรรมชาติ

แปลกที่ ณ วันนี้ ธรรมชาติกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะคิดถึง ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีลมหายใจ มีชีวิต มีความคิด มีปัญญา…”

– ธนญชัย ศรศรีวิชัย

—–
คนทั่วไปอาจไม่รู้จักคนชื่อธนญชัย ศรศรีวิชัย หรือ ต่อ ฟีโนมีน่า

แต่ผมเชื่อว่าคนไทยเคย “เสพ” ผลงานของเขาแทบทุกคน

นิตยสาร a day เคยนำภาพพี่ต่อ ขึ้นปก ในฐานะ “ผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับ 1 ของโลก

เพราะงานของเขาไปคว้ารางวัล Cannes Lion ที่เปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของนักโฆษณามาแล้วนับไม่ถ้วน (แต่เขาไม่เคยเดินทางไปรับรางวัลนะครับ)

ผลงานโฆษณาที่เรารู้จักกันดีก็อย่างโฆษณาสุดซึ้งของไทยประกันชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปู่ชิว แม่ต้อย หรือเรื่อง ลูกสาว

หรือโฆษณาของ สสส. จน เครียด กินเหล้า ก็เป็นฝีมือของคนๆ นี้

ผมไปอ่านเจอบทความข้างบนของพี่ต่อ ผ่าน Facebook ของเพื่อนที่ชื่อยุ้ย ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่ฟีโนมีน่า

มันเป็นถ้อยแถลงถึง “ผู้มีอำนาจ” (ซึ่งเท่าที่ผมเข้าใจน่าจะเป็นผู้ใหญ่ในการรถไฟแห่งประเทศไทย) ว่าเราจะใช้พื้นที่ 500 ไร่บริเวณรอบๆ สถานีแอร์พอร์ตลิงค์มักกะสันอย่างไร

ฝ่ายรัฐคิดจะสร้างเป็น “มักกะสันคอมเพล็กซ์” ที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าและคอนโดเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ให้การรถไฟฯ

แต่พี่ต่อและ “เครือข่ายมักกะสัน” ได้ออกมารณรงค์ให้สร้างป่ากลางเมืองเพื่อเป็นปอดของกรุงเทพ

แถลงการของพี่ต่อนั้นกินใจมาก ผมอยากให้ทุกคนได้เข้าไปอ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่

และถ้าสนใจอยากมีส่วนร่วม ก็เข้าไปไลค์เพจ เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ 

และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกถ้าลองศึกษาข้อมูลเพิ่่มเติม

เพราะปฏิกิริยาแรกที่ผมมีหลังจากอ่านเรื่องการรณรงค์ครั้งนี้ ก็คือรัฐเป็นตัวโกง ส่วนพี่ต่อกับเครือข่ายมักกะสันเป็นพระเอก

แล้วก็ฉุกคิดได้ว่า ตัวเองด่วนสรุปไปหน่อย

พร้อมเตือนตัวเองว่า เคยเขียนเอาไว้เองว่า อันตรายไม่ได้เกิดมาจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเราเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว

ผมเชื่อว่าม้นน่าจะมีทางออกที่ตอบโจทย์ทั้งสองฝ่ายได้

เพียงแต่เราต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ

ตั้งแต่ผมเกิดมา ยุคนี้คือยุคที่เอื้อให้เราสามารถสร้างความแตกต่างทางสังคมได้มากที่สุดแล้ว

ถ้าสนใจ ก็อยากให้เรามาช่วยกันครับ

—–

Credits:
โพสต์ทูเดย์ ผู้กำกับดังตั้งคำถามรัฐ

Facebook Page เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ 

Youtube: ปู่ชิว / แม่ต้อย / ลูกสาว / จน เครียด กินเหล้า

แค่พลิกเหรียญ

20150425_Coin

“สุขทุกข์เหมือนเหรียญสองหน้า เราเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะพลิกมันได้”

– ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

—–

ฝรั่งเคยถามผมว่า นิพพานคืออะไร

ผมก็ยกมือขึ้นมา แล้วอธิบายตามที่เคยฟังมาว่า

ถ้าฝ่ามือ เป็นความสุข หลังมือ เป็นความทุกข์

นิพพาน คือ ไม่มีมือ

—–

ความสุขกับความทุกข์เป็นของคู่กัน

เหมือนเหรียญสองด้านอย่างที่คุณขุนเขา คอลัมนิสต์นิตยสาร Secret ในเครืออมรินทร์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “รู้มากไปทำไม รู้ใจก่อนดีกว่า

ถ้าพูดตามภาษาพระ ความสุขก็คือความทุกข์อย่างหนึ่ง

เพราะความสุข ทำให้เรามีความอยาก

อยากจะให้ความสุขอยู่กับเรานานๆ

แต่ไม่มีความสุขไหนอยู่ได้นานกว่าความอยากของเราเลย

เมื่อสุขหมด ใจก็เลยทุกข์ เพราะดิ้นรนแสวงหาความสุขนั้นกลับมา หรือหาความสุขอื่นๆ มาแทนที่

และเพราะความสุขกับความทุกข์เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปที่จะพลิกเหรียญนั้นได้ หากเรามีสติและใส่ใจที่จะมองหาแง่มุมดีๆ

หงุดหงิดเพราะรถติดตอนไปส่งแฟน? ดีเลย มีเวลานั่งคุยกับแฟนมากขึ้น

เหงาเพราะไม่มีแฟน? มีอิสระเต็มที่เลย อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนกับเพื่อนก็ได้ไป รู้มั้ยว่าคนแต่งงานแล้วเค้าโหยหาช่วงเวลาโสดแค่ไหน

ทุกข์ใจเพราะไม่สบาย? ชิลล์เลย ไม่ต้องไปทำงาน แถมบริษัทยังจ่ายเงินเดือนให้เราฟรีๆ ได้พักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ต้องออกไปเจอรถติดให้หงุดหงิด!

แค่เปลี่ยนวิธีคิด ใจเราก็เบาสบายขึ้นมาได้ไม่น้อยแล้ว

แม้ปัญหาจะยังคงอยู่ แต่ถ้าเราไม่แบกมันไว้ เราจะแก้มันได้ง่ายกว่า (และบางปัญหาก็แก้ไม่ได้ หรือไม่จำเป็นต้องไปแก้ด้วยซ้ำ)

เจอความทุกข์ครั้งถัดไป ลองพลิกเหรียญดูนะครับ

ความสุขของการเดินทาง

20150404_JourneyDestination

If you are not enjoying the journey, you probably won’t enjoy the destination.
– Unknown

ถ้าคุณไม่สนุกกับการเดินทาง คุณก็อาจจะไม่ชอบปลายทางนะ
– นิรนาม

—–

เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันจะนำเราไปสู่อะไร?

งานที่เราทำ ละครที่เราดู เพื่อนที่เราคุยด้วย ความเห็นที่เราตามอ่านในเฟซบุ๊ค

สิ่งเหล่านี้ให้พลังงานบวกหรือพลังงานลบมากกว่ากัน?

แม้ว่ามันจะเป็นลบเพียงเล็กน้อยในความรู้สึกเรา แต่ถ้าเราเจอมันทุกวัน มันจะทบเท่าทวีคูณ และอาจนำพาเราไปสู่สภาพที่ไม่น่ารื่นรมย์

(ส่วนชาวพุทธ ถ้ามองข้ามช็อต มันอาจจะนำพาเราไปสู่ทุคติภูมิได้เลย)

ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน และมั่นใจว่าเป็นปลายทางที่ดี หากการเดินทางมันจะมีขลุกขลักบ้างก็ไม่เป็นไร ถือเป็นรสชาติชีวิต

แต่ถ้าเราเดินทางโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังจะไปไหน แถมยังไม่สนุกกับการเดินทางอีก อันนี้ผมว่าต้องกลับมาคุยกับตัวเอง หรือปรึกษาคนใกล้ตัวแล้วล่ะ ว่าจะปล่อยให้ชีวิตเท้งเต้งอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จริงๆ หรือ

เพราะโลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ และสิ่งดีๆ ที่ได้มาก็ไม่ใช่เพราะว่าโชคช่วย

แล้วถ้าเรายังไม่มีจุดหมายล่ะ?

ผมว่าก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เรายังมีความสุขกับการเดินทาง

ตั้งแต่ต้นปี ผมเองก็เริ่มเขียนบล็อกนี้จริงๆ จังๆ ทั้งๆ ที่ยังเห็นภาพไม่ชัดเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วผมต้องการอะไรจากการนั่งหน้าคอมเพิ่มวันละ 1-2 ชั่วโมงทุกวัน

แต่อย่างน้อยผมรู้สึกว่ากำลังสนุกกับการเดินทางครั้งนี้ชะมัด

และเมื่อเราใช้ความสุขนำ ผมเชื่อว่ามันจะพาเราไปสู่ปลายทางที่ดีได้ครับ

ระวัง! ภาวะความสุขเฟ้อ

20150319_InflationOfHappiness

วันนี้ขอพูดเรื่องความสุขอีกซักวันนะครับ

เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ลงไปทริป CSR ที่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้ (ผมจำไม่ได้แล้วจริงๆ ว่าที่ไหน)

กิจกรรมหลักของเราคือการไปเก็บขยะตามชายหาด แต่ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน เราได้แวะไปบริจาคแท็งค์น้ำและอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง

ไฮไลท์ของวันนั้นอยู่ที่ไอติมกะทิครับ

คุณผู้อ่านคงนึกภาพรถขายไอติมกะทิออกนะครับ ที่เป็นถังสแตนเลส เลือกได้ว่าจะใส่โคนหรือใส่ถ้วย แล้วก็มีเครื่องเคียงอย่างถั่วลิสง ถั่วเหลือง ลูกชิด ข้าวเหนียว มัน และฟักทองให้เลือก แถมด้วยท๊อปปิ้งช็อคโกแล็ตหรือนมตบท้าย

เราสั่งไอติมมาสองถัง และเพื่อนๆ ที่มาด้วยกัน ก็มาช่วยกันตักไอติมและแจกไอติมกันอย่างแข็งขัน

เด็กๆ เข้าคิวรอไอติมของเราอย่างใจจดใจจ่อ หน้าตาตื่นเต้นราวกับกำลังจะได้ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา

พอได้ไอติมไปแล้ว ก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย และหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าไอติมกะทิถ้วยนี้คือสิ่งที่พวกเขารอคอยมาทั้งชีวิต

ผมมองเด็กๆ แล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า “ความสุขของพวกเค้านี่ราคาถูกเหลือเกินนะ”

นี่เป็นคำชื่นชมนะครับ ไม่ใช่คำดูถูก

เพราะไอติมเพียงโคนละไม่ถึงสิบบาท แต่ทำให้เด็กเหล่านี้ยิ้มแฉ่งได้เป็นชั่วโมง

เผลอๆ กลับไปถึงบ้านอาจจะเอาไปคุยให้พ่อแม่ฟังด้วยซ้ำว่าวันนี้มีคนใจดีเอาไอติมมาเลี้ยง

แล้วก็กลับมาดูตัวเอง

ครั้งสุดท้ายที่ซื้อไอติมกะทิมากิน ผมไม่ได้ยิ้มแฉ่งอย่างนี้แน่ๆ

และต่อให้มีคนเลี้ยงไอติม “ขีดพลังแห่งความสุข” ของผมก็อาจจะไม่ได้หนึ่งในสิบของเด็กเหล่านี้

คำถามคือทำไม?

คำตอบที่ได้มีอยู่ 2 ข้อ:

1. เราเคยกินของอร่อยกว่านี้มาแล้ว

ช่วงที่ผมยังเรียนหนังสือ ผมมีโอกาสได้กินอาหารญี่ปุ่นน้อยมาก (มาม่าไม่นับ) เพราะตอนนั้นร้านอาหารญี่ปุ่นยังไม่แพร่หลาย จำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนอยู่ปี 4 พ่อของเพื่อน (ซึ่งรวยเอาการ) พาลูกและเพื่อนๆ อย่างผม ไปกินอาหารญี่ปุ่นกัน

6 คนหมดไปหมื่นกว่าบาท (นี่คือประมาณ ปี 2002 นะครับ)

พอจบออกมาได้ซักพัก ร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างฟูจิก็เริ่มมีเยอะขึ้น และราคาก็อยู่ในวิสัยที่ผมสามารถจ่ายเองได้โดยไม่รู้สึกผิด กินฟูจิมื้อหนึ่งประมาณไม่เกิน 400 บาทก็ฟินแล้ว ถือว่าเป็นการให้รางวัลชีวิต

แต่มาสมัยนี้ ที่คนบินไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเป็นว่าเล่น ได้รู้รสชาติของซูชิหรือซาชิมิต้นตำรับแล้ว

ถามว่ากลับมากินฟูจิ มันจะยังอร่อยเท่าเดิมรึเปล่า?

ผมว่าคนส่วนใหญ่จะตอบว่า “ไม่”

บางคนบอกว่าเลิกกินฟูจิไปเลยด้วยซ้ำ เพราะมันไม่อร่อยสำหรับเขาแล้ว

เงิน 400 บาทที่เคยซื้อความฟินได้ ตอนนี้ซื้อไม่ได้แล้ว

ตอนนี้ต้องจ่ายประมาณ 1,000 กว่าบาทขึ้นไป ถึงจะพอโอเค

เมื่อเราได้พบประสบการณ์ที่ดีกว่าแล้ว ประสบการณ์ที่ด้อยกว่าก็จะหมดความสามารถในการให้ความสุขกับเราไปทันที

2. เรามีเงินมากขึ้น

ฟังดูเหมือนขัดกับสามัญสำนึกนะครับ แต่ขออธิบายเพิ่มเติมนิดนึง

ผมว่าราคาของความสุขแปลผกผันกับเงินในกระเป๋าของเรา

ถ้าเราไม่มีเงินติดตัวเลย การได้กินไอติมกะทิ อาจทำให้เราสุขสุดๆ
ถ้าเรามีเงินติดตัว 100 บาท การได้กินไอติมกะทิ จะทำให้เราสุขเล็กๆ
แต่ถ้าเรามีเงินติดตัว 1000 บาท การได้กินไอติมกะทิ อาจจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเลยก็ได้ เผลอๆ แอบหงุดหงิดด้วย ต้องกินแม็กนั่มหรือฮาเก้นด๊าซสิ ถึงจะมีความสุข

ครับ ยิ่งเรามีเงินมากขึ้น ความสุขก็เฟ้อขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

เอาอีกตัวอย่างหนึ่ง

ถ้าผมมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท ผมคงฝันหวานถึงการได้ขับรถบีเอ็ม
แต่ถ้าผมมีรายได้เดือนละ 300,000 บาท ผมก็คงหยุดฝันถึงรถบีเอ็ม แต่ไปฝันเรื่องการได้ขับรถปอร์เช่แทน
และถ้าผมมีรายได้เดือนละ 3,000,000 บาท รถปอร์เช่นก็คงงั้นๆ เพราะผมอยากได้เรือยอร์ชมากกว่า!

ยิ่งเราเงินเยอะ ความต้องการของเรายิ่งเยอะเป็นเงาตามตัว

และเงาที่ว่านั้นก็มักจะใหญ่กว่าตัวเราเสมอซะด้วย

นั่นคือเหตุผลที่แม้คนบางคนจะมีเงินเป็นสิบล้าน ร้อยล้าน ก็ยังไม่รวย

และยังไม่พอซะที

ถามว่าทำอะไรได้มั้ย?

…ก็ไม่แน่!

ความต้องการที่เยอะขึ้นตามรายได้นั้น อาจจะไม่ได้เป็นกับทุกคน

ดูอย่างปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ขับรถคาดิลแล็คปี 2006 และอยู่บ้านหลังเดิมมาเกือบ 60 ปีก็ได้

ถึงจะมีเงินมากขึ้นแค่ไหน แต่กิเลสของปู่ไม่ได้โตตาม

นี่สิ ถึงจะเรียกว่า คนรวยที่แท้

การมีเงินเป็นแสนล้านเหมือนคุณปู่บัฟเฟตต์อาจจะมีไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้

แต่การหัดกินไอติมกะทิให้อร่อยและมีความสุขนั้น ใครๆ ก็ทำได้ครับ

—–

Sources: Club VI: 10 เรื่องน่ารู้ของปู่บัฟฟ์

เรามีความสุขอยู่แล้ว

20150318_HappinessTime

“เรามีความสุขอยู่แล้ว แต่เราต้องมีเวลาให้มันด้วย”
– นิ้วกลม

ผมเพิ่งกลับมาจากอยุธยาครับ

เราไปเยี่ยมโรงเรียนวัดราษฎร์นิยม ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร

โรงเรียนนี้มีเด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงป.6 โดยทั้งโรงเรียนมีแค่ 50 คน

ครูที่โรงเรียนนี้มีกัน 3 คน วนเวียนกันสอนจนครบทุกวิชาที่เด็กประถมต้องเรียน

เมื่อประมาณกลางปี 2013 บริษัทเราริเริ่มโครงการ English Learning Hub ซึ่งเป็นไอเดียจากเพื่อนพนักงานของเราที่จะสร้างโอกาสให้เด็กโรงเรียนนี้ได้เรียนภาษาอังกฤษแบบดีๆ บ้าง

พนักงานของเราจึงไปติดตั้งระบบ Video Conference ให้กับโรงเรียน และพนักงานของเราอาสาเป็นคุณครูช่วยสอนภาษาอังกฤษน้องๆ ผ่านระบบนี้จากห้องประชุมที่ออฟฟิศ

เราสอนเด็กๆ ครั้งละ 1 ชั่วโมง 4 ครั้งต่อสัปดาห์

และพอหมดเทอม เราก็จะไปหาน้องๆ ที่โรงเรียน เพื่อพบหน้า พูดคุยกับอาจารย์ และแจกรางวัลเด็กๆ กัน

การได้ออกไปนอกเมืองเพื่อทำกิจกรรมครั้งนี้ ถือว่าเป็นการบำบัดตัวเองอย่างหนึ่ง

เพราะผมมีโอกาสใช้ชีวิตให้ช้าลง

เราไปถึงโรงเรียนประมาณ 10 โมงครึ่ง อาจารย์ใหญ่ชื่อครูปรีชาก็เดินมาต้อนรับถึงรถตู้

เราเดินขึ้นอาคารเรียนที่ทำจากไม้ทั้งหลัง ครูปรีชาบอกว่าให้นั่งพักทานน้ำให้หายเหนื่อยก่อน ไม่ต้องรีบ

สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็น คือลมดีมาก ไม่ต้องใช้พัดลม ไม่ต้องมีแอร์ ก็นั่งได้ชิวๆ

มองทะลุหน้าต่างออกไปด้านหลังโรงเรียน เป็นทุ่งนากว้างขวาง ไม่มีตึกอะไรเบียดบังเลย

แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้ากรุงเทพมีทุ่งหญ้าเยอะๆ อย่างงี้ จะลมเย็นดีอย่างนี้บ้างรึเปล่า

พวกเราพาเด็กๆ ชั้น ป.4-ป.6 ไปสอนเกม Crossword (หรือ Scrabble) ที่เราซื้อมาฝาก

ผมอยู่กลุ่มเด็กป.4 มีกัน 7 คนชื่อน้องกอล์ฟ น้องเวฟ น้องแซง น้องปอ น้องนุ๊ก น้องฟิล์ม และน้องเบียร์

นั่งเล่น scrabble จนถึงเที่ยง เด็กๆ รู้คำศัพท์ใหม่ไม่น้อยกว่า 10 คำ

จากนั้นเราก็มานั่งกินข้าวเที่ยง โดยพี่ๆ แม่ครัวเตรียมอาหารไว้ให้เราอย่างดี

ผมเลือกกินก๋วยเตี๋ยวเรือ ที่เขาใส่มาให้ในถาดหลุม

จริงๆ เขาเตรียมชามไว้ให้พวกเราแล้ว แต่ผมคิดถึงสมัยประถมที่เคยกินจากถาดหลุมแบบนี้ เลยขอจัดซะหน่อย

เรากินกันไปเรื่อยๆ ซักพัก ก็มีเกาเหลามาให้ มีแกงมาเพิ่ม ต่อท้ายด้วยฝรั่งจิ้มพริกเกลือ

กินเสร็จอิ่มได้ที่จึงเรียกเด็กๆ ทั้งหมดมารวมตัวกัน

เราให้เด็กๆ เล่นเกม เช่นเปิดเพลงฝรั่งให้น้องๆ ร้องตาม (โดยมีเนื้อร้องให้อ่าน) แล้วถามว่าแต่ละคำแปลว่าอะไร (เป็นเพลงสำหรับเด็ก จึงมีแต่ศัพท์ง่ายๆ อยู่แล้ว)

เด็กทั้ง 6 ชั้นเรียน มานั่งอยู่กับเราตลอดบ่าย จนผมอดคิดไม่ได้ว่า เค้าไม่ต้องไปเรียนหนังสือกันเหรอ

แต่เด็กๆ ไม่มีทีท่าเบื่อหรือหงุดหงิดเลย พี่ใช้ให้ทำอะไรน้องทำหมด!

20150318_HappinessTimeSchool

บ่ายสามโมงครึ่ง ผมเริ่มเห็นผู้ปกครองมาจอดจักรยานยนต์ รอรับเด็ก

ผมไม่เห็นผู้ปกครองคนไหนเล่นมือถือ

ส่วนใหญ่จะมองมาที่กลุ่มเรา หรือไม่ก็คุยกันเอง

เราตบท้ายด้วยการแจกโดนัทจาก Mister Donut เด็กรุ่นเล็กๆ กินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนเสื้อเลอะช็อคโกแล็ตเต็มไปหมด

จากนั้นเราก็ทยอยแจกของรางวัลให้เด็กๆ ที่ตั้งใจเรียนวิชาภาษาอังกฤษของเรามาตลอดทั้งเทอม (เราจะมีดาวแจกให้นักเรียนที่ขยันตอบคำถามในห้อง และคนที่ได้ดาวเยอะๆ ก็จะได้รางวัลใหญ่หน่อย แต่เด็กทุกคนจะได้อะไรติดมือกลับบ้านแน่นอน)

จบพิธีการ ถ่ายรูปกับเด็กเสร็จแล้ว พวกเรานั่งรอให้เด็กๆ กลับบ้านจนหมด อาคารเรียนเงียบเชียบลงทันตา

พนักงาน 12 ชีวิต นั่งคุยกับคุณครูอยู่สักพัก ก่อนจะเก็บของขึ้นรถตู้

เรากล่าวลาครูปรีชา ที่เดินมาส่งเราถึงรถตู้เหมือนตอนขามา

เราแวะซื้อขนมสายไหมจากในตัวเมือง และไปแวะกินอาหารริมแม่น้ำกันแบบสบายๆ

นานแค่ไหนแล้ว ที่ผมไม่ได้ใช้ชีวิตนอกบ้านแบบ “ทอดหุ่ย” อย่างนี้

กินน้ำเย็นๆ สอน Crossword น้อง นั่งดูเด็กเต้นเพลงเดิมๆ

กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นได้อย่างใด

แต่เพิ่มพลังใจให้ไม่น้อย

การใช้ชีวิตแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบ
การได้ใช้ทักษะที่เรามีเพื่อช่วยให้อีกชีวิตหนึ่งดีขึ้น
การนั่งมองออกไปที่รวงข้าวแล้วปล่อยให้ลมตีหน้า

มันคือความสุขที่ใครๆ ก็สามารถมีได้

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีเวลาให้กับมันบ้างรึเปล่าเท่านั้นเอง