เรื่องแปลก

20151014_Pramote

แปลกมั้ย?
ยิ่งรู้จักทุกข์ เรายิ่งมีความสุข
ยิ่งวิ่งหาความสุข เรายิ่งทุกข์

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–

ใครที่อ่าน a day น่าจะรู้จักการ์ตูน hesheit ของคุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร

(ส่วนคนที่ไม่รู้จัก ชื่อการ์ตูนอ่านว่า he-she-it นะครับ)

มีตอนหนึ่งที่ผมประทับใจมาก

หนุ่มออฟฟิศคนหนึ่งเพิ่งได้โบนัส 9 เดือน (ขอเรียกว่า “เม่น” แล้วกัน) เม่นดีใจมาก เลยไล่ถามเพื่อนๆ ในทีมว่าได้โบนัสกี่เดือนกันบ้าง

เพื่อนคนแรกบอกว่าได้ 6 เดือน…เม่นรู้แล้วก็กระหยิ่มในใจ

ถามคนที่สอง บอกว่าได้ 3 เดือน…เม่นยิ้มไม่หุบ

ถามคนที่สาม บอกว่าได้ 4 เดือน…เม่นยิ่งดี๊ด๊า

ถามคนที่สี่ บอกว่าได้ 12 เดือน…

เม่นจ๋อยเป็นหมาหงอยเลยครับ

ความสุขเต็มปรอทเมื่อกี๊หายวับไปกับตา

ในเฟรมสุดท้ายของการ์ตูน นางเอกที่เห็นพฤติกรรมของเม่นมาตั้งแต่ต้นก็พูดขึ้นว่า “เพราะเธอโลภมากความสุขน่ะสิ”*

—–

มีคนบางกลุ่มวิจารณ์ว่าพระพุทธเจ้ามองโลกในแง่ร้าย เพราะบอกว่าชีวิตนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ

ถ้าบอกว่าชีวิตเป็นทุกข์ แล้วจบอยู่แค่นั้น ก็คงจะมองโลกในแง่ร้ายจริงๆ นั่นแหละ

แต่นี่ท่านช่วยชี้ทางออกให้ ด้วยการเชื้อเชิญให้เราเข้าไปศึกษาเรื่องความทุกข์ แถมยังได้ “ปักหมุด” บอกหมดเลยว่าระหว่างทางเราจะเจออะไรบ้าง

พวกเราเกือบทุกคน ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อวิ่งหนีสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ และวิ่งหาสิ่งที่ตัวเองพึงพอใจ

ซึ่งนั่นหมายความว่าเราต้อง “ดิ้นรน” อยู่ตลอดเวลา

และเมื่อไหร่ที่ดิ้นรน เมื่อนั้นก็ย่อมทุกข์

ไหนๆ ก็หนีความทุกข์ไม่พ้นแล้ว สู้เผชิญหน้ากับมันซักตั้งดีกว่ามั้ย

เหมือนอย่างที่แมรีคูรีเคยกล่าวไว้ว่า Nothing in life is to be feared, it is only to be understood.

ในชีวิตไม่มีอะไรน่ากลัว มีแต่เรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจเท่านั้นเอง

—–

* เนื่องจากอ่านมานานมากแล้ว รายละเอียดคงคลาดเคลื่อนไปไม่น้อย ถ้าใครมีต้นฉบับก็วานบอกหน่อยนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก ชุมชนธรรมอารีย์

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สุขอย่างทาส

20150901_Slave

ความสุขของคนเราสมัยนี้ล้วนแต่ต้องพึ่งพาสิ่งนอกตัว

เราพึ่งพาสิ่งใด เราก็กลายเป็นทาสของสิ่งนั้น

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–

วันนี้ตอนสองทุ่มผมลงจากรถ BTS เพื่อไปรอแฟนที่ห้างหรูในเมือง

ขณะเดินผ่านประตูเข้าห้างที่มีเครื่องเอ๊กซ์เรย์แบบในรถใต้ดิน ผมก็เห็นเจ้าหน้าที่กำลังนั่งยองๆ อยู่ใต้โต๊ะ

ดูลักษณะท่าทางแล้วเขากำลังเล่นมือถืออยู่

ถ้าผมถือวัตถุอันตราย แล้วเดินเลี่ยงประตูเอ๊กซ์เรย์เข้าไปในห้าง ผมเชื่อว่าเขาจะไม่เห็น

นึกแล้วก็แอบเศร้าเล็กน้อยที่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนจะพลิกผันกันได้เพียงเพราะคนเราบกพร่องต่อหน้าที่โดยมีสาเหตุจากอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์เครื่องนี้

เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยเห็นภาพประมาณนี้

วินมอเตอร์ไซค์ขี่รถไปคุยโทรศัพท์ไป

ตำรวจจราจรยืนเช็คเฟซบุ๊คกลางท้องถนน

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ส่งข่าวลือและรูปภาพ “สวัสดีวันจันทร์” ในไลน์กันรัวๆ

วันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นคุณหมอและพยาบาลส่งสติกเกอร์หาเพื่อนระหว่างอยู่ในห้องผ่าตัดก็ได้

—–

ถ้าคนจากปี 1995 ปี มาเห็นพวกเราก็คงรู้สึกประหลาดใจที่พวกเราทุกคนก้มหน้ากันตลอดเวลา

หรือแม้กระทั่งปี 2035 (ซึ่งผมเดาว่าเราน่าจะเปลี่ยนไปเล่นของเล่นชิ้นอื่นกันแล้ว) ได้เห็นรูปถ่าย/วีดีโอชีวิตประจำวันของคนสมัยนี้ ก็คงขำเหมือนกันว่า ทำไมมนุษย์ปี 2015 ถึงเสียบุคลิกกันขนาดนี้

มือถือมันมีเสน่ห์เพราะเราใช้มันทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง

และการที่เราต้องพึ่งพามันตลอดเวลาจนขาดไม่ได้นี่แหละ ที่ทำให้เรากลายเป็นทาสของมัน

เราไม่ได้เป็นเจ้าของมือถืออีกต่อไป มือถือต่างหากที่เป็นเจ้าของเรา

ไม่ใช่เฉพาะมือถือ ยิ่งความสุขของเราแขวนอยู่กับสิ่งนอกกายมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีจำนวน “เจ้านาย” มากขึ้นเท่านั้น

ลองถามตัวเองก็ได้ว่า นอกจากปัจจัยสี่แล้ว ทุกวันนี้มีอะไรที่เราขาดไปแล้วจะทุรนทุรายบ้าง?

เงินสด บัตรเครดิต แล็ปท๊อป อินเตอร์เน็ต Facebook LINE แป้งรองพื้น มัสคารา หรือแม้กระทั่งกาแฟดีๆ สักแก้ว

ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดี

เพียงแต่ในบางวัน เราควรจะลองมีชีวิตโดยไม่ต้องใช้สิ่งเหล่านี้ดู

มีความสุขโดยพึ่งพาของนอกกายให้น้อยที่สุด

ดีกรีความเป็นทาสของเราจะได้ลดลงบ้าง

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

จะรีบไปไหน

20150802_HurryFor

ช่วงนี้ผมกำลังทดลองการเก็บบ้านแบบ KonMari ซึ่งเรียนรู้มาจากหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up ของ Marie Kondo โดยตั้งใจว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะนำมาเล่าสู่กันฟังแบบเต็มๆ นะครับ (อ่านน้ำจิ้มได้ในตอนถุงเท้าร่ำไห้)

แต่วันนี้ขอเล่าเรื่องที่เพิ่งคิดได้เมื่อเช้าก่อนครับ

ที่ห้องผมจะมีราวแขวนผ้ายาว 3.6 เมตรที่แม่ผมสั่งทำพิเศษ เป็นราวเหล็กที่แข็งแรงและรับน้ำหนักได้เยอะมาก ดังนั้นเสื้อผ้าส่วนใหญ่ของผมกับแฟนจึงถูกแขวนไว้ที่ราวนี้ ยกเว้นพวกเสื้อเชิ๊ต กางเกงยีนส์ ถุงเท้าและชุดชั้นในที่จะเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า

เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมาเป็นวันหยุดอาสาฬหบูชา ผมก็เลยลองปรับเปลี่ยนการเก็บเสื้อผ้าด้วยวิธี KonMari โดยการเอาเสื้อยืดมาพับใส่กล่องแทนที่จะแขวนเอาไว้บนราวเหล็ก

และเมื่อวานนี้ (วันเสาร์) แฟนผมก็ลองพับชุดนอนและกางเกงของเธอลงกล่องด้วยวิธี KonMari เช่นกัน ใช้เวลาไปไม่น้อย แต่เสื้อผ้าก็จัดวางเป็นระเบียบดูสบายตาน่าใช้งาน

20150730_124800

เมื่อเช้านี้ร้านซักรีดมาส่งผ้า ผมก็เลยนำจัดเก็บให้เข้าที่

เริ่มจากคลี่ถุงเท้าที่เขาขมวดเป็นปม มาพับสามทบและจัดเข้ากล่อง เอาเสื้อยืดออกจากไม้แขวนเสื้อมาพับแล้ววางเป็นแนวตั้งลงในกล่อง รวมถึงพับชุดนอนของแฟน (ที่ทำจากผ้าลื่นๆ) มาพับใส่กล่องเช่นกัน

สิ่งที่พบคือวิธีการนี้เสียเวลาพอสมควรเลย แต่ก่อนผมใช้เวลาเก็บไม่เกิน 2 นาทีก็เสร็จแล้ว เพราะเสื้อยืดก็แค่แขวนเอาไว้ ถุงเท้าก็โยนใส่ลิ้นชัก ส่วนชุดนอนก็วางซ้อนกับชุดที่มีอยู่เดิม

แต่ด้วยวิธีเก็บแบบใหม่ผมต้องใช้เวลาถึง 20 นาที เพราะบางทีพับแล้วขนาดไม่เท่ากับชุดอื่นๆ ที่อยู่ในกล่องก็ต้องพับใหม่ หรือจัดเรียงแล้วไม่สวยงามก็ต้องหยิบออกมาจัดใหม่ (โดยเฉพาะชุดนอนแฟนที่เป็นผ้าลื่นๆ นี่จัดให้สวยงามยากมาก)

สำหรับคนที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเรื่อง Productivity* อย่างผม จึงอดไม่ได้ที่จะมีเครื่องหมายคำถามอันใหญ่ในใจว่า วิธี KonMari นี่มันดีจริงๆ เหรอ เพราะเห็นอยู่ชัดๆ ว่าต้องใช้เวลาเพิ่มไม่รู้ตั้งกี่เท่า

แล้วผมก็เกิดความเข้าใจขึ้นมาอย่างหนึ่ง

ทำไมเราถึงคิดว่าวิธีที่เสร็จเร็วกว่าถึงดีกว่าวิธีที่เสร็จช้ากว่า?

หรืออีกนัยหนึ่ง ทำไมเราถึงให้ค่ากับการทำอะไรโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด?

คำตอบที่ตามมา ก็คือเราอยากทำเรื่องนี้ให้เสร็จเร็วๆ จะได้มีเวลาไปทำเรื่องอื่น

แล้วเรื่องอื่นที่ว่า เราก็อยากทำให้เสร็จเร็วๆ เพื่อที่จะไปทำอย่างอื่นต่ออีกเช่นกัน

ยิ่งกิจกรรมหนึ่งๆ ใช้เวลาน้อยลงเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทำกิจกรรมได้หลายอย่างมากขึ้น ภายใต้ระยะเวลาจำกัดที่เรามี 24 ชั่วโมงต่อวัน

แล้วทำไมเราถึงให้ค่ากับการทำกิจกรรมได้หลายๆ อย่างในหนึ่งวันล่ะ?

เคยเห็นคนที่ชอบขับรถจี้ตูดรถคนอื่น เปิดไฟสูงใส่ และบีบแตรไล่มั้ยครับ?

คนๆ นี้อาจจะอยากรีบกลับให้ถึงบ้าน เพียงเพื่อสุดท้ายแล้วเขาจะได้มีเวลานอนเล่นเฟซบุ๊คเพิ่มขึ้น

หรือเคยเห็นหัวหน้าที่สั่งงานตอนบ่าย และจะเอางานภายในวันนั้น แต่พอเราทนอยู่ดึกเพื่อจะได้ส่งงานตามที่ขอ หัวหน้าก็ดันไม่มีเวลาดูจนถึงวันมะรืนอยู่ดี

ความเร่งรีบของคนเรานั้นสร้างความเดือดร้อนให้คนรอบข้างไม่น้อยเลย

ทำไมคนเราถึงรีบ?

ในยุคบริโภคนิยม เราถูกถาโถมด้วยสินค้าและบริการที่จะช่วยให้เราประหยัดแรงและเวลา โดยเค้าบอกกับเราว่าถ้าเราใช้สินค้าตัวนี้ เราจะมีเวลามากขึ้น เพื่อไปทำอย่างอื่นที่จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น

ตกลงก็คือ เรารีบเพื่อจะมีความสุขใช่มั้ย?

ผมคิดว่าเรากำลังติดอยู่ในกับดักความเชื่อที่ว่า ยิ่งทำได้เยอะ และใช้เวลาน้อยลงเท่าไหร่ เราจะยิ่งมีความสุข นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรากลายเป็นคนเร่งรีบโดยไม่รู้ตัว

และด้วยความที่เราให้ค่ากับการทำอะไรเร็วๆ จนเคยชิน ตอนนี้เราหลายคนจึง “รีบเพื่อรีบ” ไปอย่างนั้นเอง เพราะเราหลงลืมจุดประสงค์หลักไปนานแล้ว

ถ้าเราระลึกอยู่เสมอว่า สุดท้ายแล้ว ทุกๆ สิ่งที่เราทำก็เพื่อมีความสุขหรือบรรเทาความทุกข์ การทำอะไรโดยใช้เวลาน้อยที่สุด จึงอาจเป็นแค่หนึ่งในหลายวิธีการที่จะนำพาเราไปสู่จุดนั้นได้

การเก็บผ้าแบบ KonMari นั้นใช้เวลาเยอะกว่าแบบเก่าพอสมควร แต่มันก็นำมาซึ่งความชื่นใจทุกเช้าเวลาที่ผมเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อที่จะเลือกชุดมาใส่

ขณะที่วิธีการเก็บผ้าแบบเดิมนั้นไม่เคยทำให้ผมรู้สึกดีอย่างนี้ได้เลย แม้ว่ามันจะใช้เวลาน้อยกว่าแค่ไหนก็ตาม

เพราะฉะนั้น การวัดว่ากิจกรรมใดๆ มีคุณค่าแค่ไหน จึงไม่ควรดูแค่ว่ามันใช้เวลามากน้อยเพียงใด

แต่ต้องดูด้วยว่า สุดท้ายแล้วกิจกรรมแบบไหนจะนำพาความสุขมาให้เราได้มากที่สุดครับ

—–

* EDIT: 10:30 2/8/2015 มีคนแนะนำให้แปลด้วยว่า Productivity คืออะไร ผมเลยขออนุญาตลิงค์ไปที่บล็อกนี้ของ CC: Somkiat นะครับ

ภาพจากกล้องผู้เขียน ถ่ายที่เมืองแมนเชสเตอร์เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2558

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

มุ่งหวังแต่ไม่คาดหวัง

20150714_NoExpectations

ทุกสิ่งนั้นดีเสมอถ้าหากว่าเราไม่ได้คาดหวังอะไร

และชีวิตก็เป็นอนันต์ แต่ความอดทนของเราช่างเล็กจ้อย

– จวงจื่อ

—–

“ลองใช้ชีวิตแบบมุ่งหวังแต่ไม่คาดหวังดูสิ” คือประโยคที่ผมเคยพูดกับเจ ผ่านโปรแกรมแชต MSN

เจคือเพื่อนผู้หญิงคนเดียวในรุ่นที่เรียนวิศวะด้วยกันที่เอเชี่ยนยู

ตอนที่เราคุยกันเรื่องนี้ น่าจะผ่านมาร่วมสิบปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เจยังเรียนโทอยู่ที่อังกฤษ จนตอนนี้เธอเรียนจบเอกมาได้สองปีแล้ว

ผมจำไม่ได้แล้วว่าเราคุยกันเรื่องอะไร จำได้แค่ว่า “มุ่งหวังแต่ไม่คาดหวัง” เป็นประโยคที่พูดแล้วฟังดูเท่ชะมัด แม้ว่าตัวเองยังทำไม่ได้ก็เถอะ

มุ่งหวังกับคาดหวังต่างกันยังไง?

ผมเองก็ไม่เคยคิดถึงมันจริงจังซะที จนเมื่อตัดสินใจว่าจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยต้องมานั่งคิดให้ละเอียดขึ้น

พอเราพูดคำว่า “คาด” อาจจะทำให้เรานึกถึงคำว่า “คาดเข็มขัด” ซึ่งก็คือเอาเข็มขัดมา “ผูก” ไว้กับเอวเรา

การคาดหวัง จึงมีความ “ตายตัว” เป็นจุดที่เราเอาความหวังไปผูกไว้กับผลลัพธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

ถ้าเราทำได้ตามที่คาดหวังไว้เราก็จะ “สมหวัง”

แต่ถ้าผลลัพธ์มันไม่ใช่จุดที่เรา “คาด” ไว้ เราก็จะ “ผิดหวัง” ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผลลัพธ์มันก็ไม่ได้แย่อะไรหรอก

ขณะที่คำว่า “มุ่ง” ไม่ได้พูดถึงจุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็น “ทิศทาง” ที่เรากำลังจะไป

คนที่มุ่งหวัง ก็คือคนที่หันหน้าและเดินทางไปยังจุดที่เขาเชื่อแล้วว่าดี แต่เพราะไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องไปให้ถึงจุดนั้นจุดนี้ภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ ความผิดหวังก็เลยไม่เกิด

ขอเพียงได้รู้ว่ากำลังเดินมาถูกทางก็แฮปปี้แล้ว

—–

มีนิทานเรื่องหนึ่งที่ผมเคยฟังจาก Podcast ของฝรั่ง*

ชายคนหนึ่งต้องการจะบรรลุธรรม จึงออกแสวงหาและได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับปรมาจารย์ตั๊กม้อ

ลูกศิษย์ถามอาจารย์ว่า “ท่านครับ ผมต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะบรรลุครับ”

อาจารย์ตอบว่า “ยี่สิบปี”

“โหยอาจารย์ ไม่มีวิธีที่เร็วกว่านี้เหรอ ผมสัญญานะครับว่าผมจะตั้งใจฝึกให้หนักกว่าใครๆ จะนอนแค่วันละ 4 ชั่วโมง เสาร์อาทิตย์ก็จะตั้งใจปฏิบัติไม่มีหยุด ถ้าผมทำอย่างนี้ได้ จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนครับ”

อาจารย์ตอบว่า “ถ้าเจ้าจะทำอย่างนั้นก็คงใช้ต้องเวลาสี่สิบปีเลยล่ะ”

ครับ กับเรื่องบางเรื่อง ยิ่งรีบก็ยิ่งไม่ถึง ยิ่งตั้งใจก็ยิ่งพลาดเป้า

—–

ผมว่า “คาดหวัง” เป็นวิธีคิดแบบตะวันตก

ในโลกธุรกิจเราจึงมี “เป้าหมาย” เพื่อเอาไว้พุ่งชน

ตั้งเป้าให้ชัด จับต้องได้ มีเดดไลน์ที่ชัดเจน ถ้าทำได้ตามเป้าก็ได้โบนัส ถ้าทำไม่ได้ก็อาจโดนเพ่งเล็ง

วิธีคิดแบบ results-oriented ได้สร้างความก้าวหน้าทางโลกมานักต่อนักแล้ว

แต่ผมไม่มั่นใจว่ามันทำให้เรามีความสุขขึ้นรึเปล่า

ขณะที่ “มุ่งหวัง” เป็นวิธีคิดแบบตะวันออก

พระท่านบอกว่าหน้าที่ของชาวพุทธคือการ “มุ่ง”สู่นิพพาน แต่ท่านไม่เคยพูดว่า “จงไปคว้านิพพานมาให้ได้ภายในปี 2558”

สิ่งที่ท่านแนะนำ คือให้เจริญศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งก็รวมเป็นมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง

“มรรค” แปลว่า “ทาง” ดังนั้นการเจริญมรรคก็คือการออกเดินบนเส้นทางที่พาเราไปสู่จุดหมาย

มุ่งหวัง คือ action-oriented คือลงมือทำไปเถอะ ทำเหตุให้ตรง ส่วนผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็ยอมรับมัน เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามใจเรา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

—–

ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีความสุข ก็อาจเป็นไปได้ว่าคุณกำลังคาดหวังมากเกินไป

ความหวังมีได้ครับ แต่อย่าไป “คาด” มันไว้จนตายตัว กระดุกกระดิกไม่ได้เลย

ขอเพียงแค่เรารู้ว่าเรากำลัง “มุ่ง” ไปถูกทาง

แล้วทุกๆ ก้าวที่เราเดิน จะทำให้เราสมหวังครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ขอบคุณ Quote จากหนังสือคุรุวิพากษ์คุรุ หน้า 92 โดย OSHO

—–

* EDIT 15 JULY: ตอนแรกผมบอกว่าคนที่เล่าเรื่องนี้คือ David Allen แต่คิดไปคิดมา ชักไม่แน่ใจว่าเคยฟัง podcast ของ David Allen รึเปล่าเลยขอละชื่อคนเล่าไว้แทนดีกว่าครับ

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

A Perfect Day II

20150629_PerfectDay

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมารู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรพิเศษ

ความรู้สึกคล้ายกับเมื่อสี่ปีที่แล้วที่ผมเขียน A Perfect Day ลงในโน๊ตส่วนตัวของผม

พอได้รับประสบการณ์อย่างนี้อีกครั้ง เลยต้องกลับมาถามตัวเองให้ลึกลงไปว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

สิ่งที่ทำในวันเสาร์มีคร่าวๆ ดังนี้ครับ

6.30 ตื่นนอน
6.45 นั่งสมาธิ
7.30 เขียนบล็อก
8.30 อาบน้ำ
9.00 ทานข้าวเช้าที่ร้านข้าวแกงหน้าปากซอย
10.00 ไปย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านใหม่
11.00 แวะไปบ้านใหม่เพื่อเอากุญแจบ้านและแปลนบ้านจากผู้รับเหมา
12.00 ไปพาราไดซ์พาร์ค เอาปริ๊นท์เตอร์ไปซ่อม จองตั๋วหนัง อัพเดตบุ๊คแบงค์ ซื้อรองเท้าสุขภาพให้แฟน
13.30 กินข้าวเที่ยงที่โคโค่อิชิบัง
14.30 ดูหนังเรื่อง Jurassic World
17.30 ซื้อเสื้อผ้าโดยใช้ voucher ที่กำลังจะหมดอายุเพราะได้มาตั้งแต่งานแต่งงาน
18.30 ดู+ซื้อหนังสือร้านนายอินทร์
19.30 เดินทางกลับบ้าน แวะซื้อข้าวต้มหมูให้พ่อกับแม่กินตอนเช้า ซื้อน้ำมะพร้าวปั่นให้แฟนกิน
20.30 อาบน้ำ (ส่วนแฟนทำความสะอาดห้อง)
21.00 อ่านหนังสือ “ช้าให้ชนะ” ที่เพิ่งซื้อมาจากร้านนายอินทร์
21.30 สวดมนตร์ นั่งสมาธิ
22.15 อ่านหนังสือต่อ
22.30 เข้านอน

พอมาวิเคราะห์ดูก็คิดว่าปัจจัยที่ทำให้มีความสุขกับวันนี้เป็นพิเศษคือดังนี้ครับ

ได้ตื่นแต่เช้า
วันธรรมดาผมจะตื่นตอนตีห้าครึ่งเพื่อจะหลีกเลี่ยงรถติด ส่วนวันเสาร์ส่วนใหญ่จะตื่นสายๆ หน่อย เจ็ดแปดโมงถึงจะลุกจากเตียง แต่วันเสาร์ทีผ่านมาผมลุกขึ้นมาตั้งแต่หกโมงครึ่งเพราะคืนวันศุกร์เข้านอนค่อนข้างเร็ว

ได้นั่งสมาธิ
ผมไม่ได้นั่งสมาธิตอนเช้ามาหลายสิบวันแล้ว การได้กลับมานั่งสมาธิอีกครั้ง ช่วยให้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยใจที่มีสมดุลย์ และด้วยความรู้สึกดีที่ว่าเช้านี้เราได้ทำสิ่งที่มีประโยชน์กับตัวเองไปหนึ่งอย่างแล้วนะ

ได้ทำสิ่งที่ตั้งใจจะทำ
ธรรมดาวันเสาร์ผมจะไม่ค่อยมีแผนการเท่าไหร่ อย่างมากก็แค่คุยคร่าวๆ กับแฟนว่าจะทำอะไรบ้าง แต่เมื่อคืนวันศุกร์ผมนั่งลิสต์รายการเรื่องที่ตั้งใจจะทำ แล้ววันเสาร์ก็ได้ทำไปหลายอย่างจริงๆ มันเลยเกิดความพอใจที่ได้รู้ว่าเราได้ใช้อีกวันหนึ่งในชีวิตของเราไปแบบไม่เปล่าดาย

แม้จะมีเรื่องไม่เป็นใจก็ไม่หงุดหงิดเกินเหตุ
ลองคิดย้อนกลับไปดู วันนั้นไม่ใช่วันที่ทุกๆ อย่างเป็นไปได้ดั่งใจ แต่เป็นวันที่เรา “ไม่ถือสาหาความ” กับเหตุการณ์ที่นอกเหนือความควบคุมของเรา

ร้านที่ผมทานข้าวเช้าก็ไม่ทำไก่อบที่ผมชอบกิน ออกจากบ้านมาอย่างแฟนผมก็เงียบเป็นพิเศษจนผมต้องถามเขาหลายครั้งว่าเป็นอะไรรึเปล่า (แต่ตอนบ่ายก็กลับมาสดใสเฮฮาเหมือนเดิม) เอาปริ๊นท์เตอร์ไปซ่อมร้านก็ดันปิดถึงวันจันทร์ (แถมปริ๊นท์เตอร์หนักมาก) ตั้งใจจะไปธนาคารธอส.แต่ที่พาราไดซ์ไม่มี กินข้าวแกงกะหรี่ตอนเที่ยงก็ต้องรออาหารเกือบครึ่งชั่วโมง ฯลฯ

ตอนที่เกิดเหตุการณ์เราก็หงุดหงิดเล็กน้อย แต่พอผ่านเหตุการณ์ไปแล้วเราก็ปล่อยให้ความหงุดหงิดนั้นผ่านไปด้วยเช่นกัน

หนังที่ดูสนุกกว่าที่คิด
แฟนผมไม่เคยดูเรื่อง Jurassic Park มาก่อน เลยไม่ค่อยคาดหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้ ส่วนตัวผมเคยอยู่ในช่วง Jurassic Park ฟีเวอร์ ก็เลยยังจำความรู้สึกตื่นตาตื่นใจตอนเห็นไทแรนโนซอรัสโผล่มาในฉากครั้งแรกเมื่อยี่สิบสองปีที่แล้วได้ แต่ก็เผื่อใจไว้แล้วว่า Jurassic World คงทำได้ไม่ดีเท่าภาคแรก

ไปๆ มาๆ หนังสนุกทีเดียว มีฉากให้ลุ้นและหัวเราะได้เรื่อยๆ แม้จะมีบางตอนที่ขัดใจอยู่บ้างในเรื่องความสมเหตุสมผล แต่โดยรวมก็เป็นหนังที่ดูเพลินจนแอบคิดไปว่า Jurassic World นี้มีอยู่จริงๆ เลยทีเดียว

เหตุการณ์ครั้งนี้ย้ำเตือนว่า เมื่อไม่คาดหวัง เราจะมีโอกาสมีความสุขมากขึ้น

ได้อ่านหนังสือ
ที่พาราไดซ์พาร์คมีร้านนายอินทร์ขนาดใหญ่ ผมกับแฟนเลยไปยืนเปิดหนังสืออ่านกันเพลินเลย น่าจะใช้เวลาอยู่ในร้านไม่ต่ำกว่า 45 นาที และเราก็ได้หนังสือมาสี่ห้าเล่ม การได้ยืนพลิกหน้าไปทีละหน้าแล้วปล่อยตัวเองให้จมจ่อมไปกับโลกทางความคิดที่นักเขียนเขาสรรค์สร้างขึ้นมานี่ถือเป็นความบันเทิงชั้นเยี่ยมทีเดียว

ได้เล่นมือถือน้อยมาก
เหตุผลข้อสุดท้ายเป็นเรื่องที่รู้ตัวตอนกลับถึงบ้านแล้ว เพราะพอเปิด Facebook ขึ้นมาผมมี notifications ถึงแปดอัน ซึ่งแปลว่าผมไม่ได้ดู Facebook มาเป็นเวลาหลายชั่วโมง (ธรรมดาผมเปิดทีไรจะมี notifications แค่หนึ่งหรือสองอันเสมอเพราะผมเปิดถี่ไปหน่อย) การไม่ได้เล่นมือถือทำให้จิตใจฟุ้งซ่านและจับจดน้อยลง และทำให้เราใส่ใจและมีความสุขกับ “เรื่องจริง” ที่เกิดขึ้นตรงหน้ามากขึ้น

—–

ตอนนี้ก็จะพยายามทำเจ็ดข้อที่ว่านี้ให้ได้เรื่อยๆ เผื่อจะได้มี Perfect Day บ่อยขึ้นครับ