3 เหตุผลที่เราผัดวันประกันพรุ่ง

คำใบ้: ไม่ใช่เพราะว่าเราขี้เกียจหรอกนะ

  1. เราอยากประสบความสำเร็จ แต่ความกลัวล้มเหลวของเรามีมากกว่า เราเลยไม่กล้าแม้แต่จะเริ่ม
  2. เราคิดว่าผลงานจะเป็นตัวบ่งชี้คุณค่าของเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง หากเราทำได้ไม่ดี เราก็จะรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองถูกลดทอนลงไป ดังนั้นการผัดผ่อนไปเรื่อยๆ จึงเป็นวิธีการปกป้องตัวเองอย่างหนึ่ง
  3. เราอยากหลีกเลี่ยงความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มทำงานชิ้นนั้น ไม่ว่าจะเป็นความกังวล ความเบื่อ หรือความเครียด

ขอบคุณเนื้อหาจาก Dr Julie Smith: Three Reasons You’re Procrastinating

5 เคล็ดลับการทำงานกับเจ้านายที่ยุ่งตลอดเวลา

เชื่อว่าพวกเราหลายคนมีเจ้านายที่ยุ่งมาก ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกับเรา ยุ่งจนลืมงานบางงานและเราต้องตามแล้วตามอีก

บางทีเราก็พยายามทำเต็มที่เพื่อให้เจ้านายแฮปปี้ขึ้น แต่ยิ่งเราทำมากเท่าไหร่ ก็เหมือนเจ้านายยิ่งดูห่างออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ

แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี? วันนี้มีเคล็ดลับจาก Lifehacker มาฝากครับ

สิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้: เลิกพยายามทำให้เจ้านายแฮปปี้ แต่จงเริ่มทำอะไรก็ได้ที่จะช่วยให้เจ้านายประหยัดเวลาได้มากขึ้น

เวลาเจ้านายยุ่งมากๆ สิ่งสุดท้ายที่เขาอยากเห็นคืออีเมลหรือสไลด์ที่เต็มไปด้วยเนื้อหาอัดแน่นเพื่อโชว์ว่าเราทำการบ้านอะไรมาบ้าง และจะยิ่งแย่ไปกว่านั้นถ้าสิ่งที่เราทำมันไม่ใช่สิ่งที่เขามองว่าสำคัญ

ถ้าเราเป็นคนประเภทที่กระตือรือร้นเกินไปที่จะเอาใจเจ้านาย นี่คือ 5 สิ่งที่เราควรระลึกไว้ครับ

1. เลิกพยายามทำให้เจ้านายแฮปปี้

เราไม่สามารถทำให้ใครมีความสุขได้ การที่เราพยายามไปทำให้เจ้านายมีความสุขจะทำให้เราเป็นทุกข์เสียเอง แถมอาจจะทำให้เจ้านายรำคาญด้วย สู้เราลงแรงไปกับการประหยัดเวลาให้เจ้านายดีกว่า

2. อย่าทำงานให้เจ้านายเหมือนทำงานให้ตัวเอง

ถ้าสไตล์การทำงานของเรากับเจ้านายเราไม่เหมือนกัน เราควรปรับสไตล์เพื่อให้ของออกมาเป็นแบบที่เจ้านายต้องการ

การที่เราเป็นคนที่ชอบรู้รายละเอียดทุกอย่าง ไม่ได้แปลว่าเจ้านายเขาจะอยากรู้ทุกอย่างเหมือนกับเรา

และถ้าเจ้านายเขาอยากให้เราส่ง meeting minutes หรืออีเมลสรุป แม้ว่าเราจะเห็นว่าน่าเบื่อก็ควรจะทำให้เขาหน่อย เพราะเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้เขาสบายใจว่างานที่สั่งไปมันมีคนรับทราบและเขาไม่จำเป็นต้องมาคอยถามว่าถึงไหนแล้ว

การทำงานชิ้นนั้นให้เสร็จนั้นสำคัญ แต่การสื่อสารให้เจ้านายรู้ว่าเราทำอะไรไปบ้างแล้วนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน

3. เขียนอีเมลให้กระชับและใช้ bullet points

ยิ่งกระชับและชัดเจนเท่าไหร่ยิ่งดี อย่าลืมเช็คด้วยว่าหัวหน้าต้องการให้เราส่งเมลรูปแบบไหน บางคนชอบให้ส่งหนึ่งเมลต่อหนึ่งหัวข้อ บางคนชอบให้รวบรวมหลายหัวข้อส่งในเมลเดียว

หัวหน้าบางคนก็ชอบให้ตอบด้วยว่าเราได้รับอีเมลของเขาแล้ว ขณะที่หัวหน้าบางคนรอให้เราไปทำการบ้านก่อนแล้วค่อยมาตอบก็ได้ ดังนั้นจงเรียนรู้ด้วยว่าหัวหน้าต้องการให้เราตอบเมลเร็วแค่ไหน

4. เมื่อโอกาสเหมาะสม ให้หัดตัดสินใจด้วยตัวเอง

ถ้าหัวหน้าไม่ได้บอกมาว่าเรื่องนี้ห้ามตัดสินใจด้วยตัวเอง เราก็ควรจะใช้วิจารณญาณในการเลือกว่าจะตัดสินใจเรื่องบางเรื่องเพื่อให้โปรเจ็คมันเดินหน้าต่อไปได้

แน่นอนว่าเมื่อตัดสินใจแล้วเราควรแจ้งหัวหน้าให้ทราบไว้ด้วย แต่เราไม่จำเป็นต้องรอการอนุมัติจากหัวหน้าทุกครั้ง จริงๆ แล้วหัวหน้าอาจจะโล่งใจด้วยซ้ำที่งานยังไปต่อได้โดยที่เขาไม่ต้องลงมาดูทุกอย่างด้วยตัวเอง

5. อย่าคาดหวังคำขอบคุณ (Don’t Expect Appreciation)

ถ้าเราเป็นคนที่แคร์คนอื่น และอยากทำให้หัวหน้าแฮปปี้ เราก็มีแนวโน้มที่จะ(แอบ)คาดหวังว่าหัวหน้าจะขอบคุณ กล่าวชมเชย หรือทำอะไรสักอย่างเพื่อแสดงให้เราเห็นว่าเขาเห็นคุณค่าของเรา

แต่เมื่อเรารู้ดีว่าหัวหน้านั้นงานยุ่งจนตัวเป็นเกลียว ความน่าจะเป็นที่เขาจะมีเวลามาคิดขอบคุณทุกคนที่ช่วยงานเขานั้นอาจมีไม่มากนัก

ดังนั้นแทนที่จะเสียเวลาไปกับความคาดหวัง และเสียใจที่ต้องผิดหวัง สู้เอาเวลาไปทำงานในแบบที่หัวหน้าต้องการ และเอาเวลาที่เหลือไปทำให้ตัวเองมีความสุขจะดีกว่า


ขอบคุณเนื้อหาจาก Lifehacker: How to Effectively Work for a Stressed-Out Boss by Elizabeth Grace Saunders

วันเวลาเป็นฝ่ายชนะเสมอ

ต่อให้ช่วงเวลานี้จะรุ่งโรจน์เพียงใด ถึงวันหนึ่งมันก็จะเข้าสู่ยุคเสื่อม ดังนั้นจงเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี และมีความสุขไปกับมัน – savor every moment.

ต่อให้จะเคยรักกันแค่ไหน แต่หากไม่ออกแรงรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ วันหนึ่งความรักก็ย่อมอ่อนแรงและโรยรา

ต่อให้พ่อแม่ของเราจะแข็งแรงเพียงใด แต่ความอนิจจังนั้นเป็นสิ่งแน่นอน เราจึงไม่ควรชะล่าใจ อย่าเพียงนับว่าท่านจะอยู่ได้อีกกี่ปี แต่ให้นับว่าจะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกกี่หน

ต่อให้เราอยากสต๊าฟลูกให้เป็นเด็กแบบนี้ตลอดไป สุดท้ายเขาก็จะต้องเติบโตและออกจากอ้อมอกเราไป ดังนั้นเวลาลูกมาขอให้เราอุ้ม ก็จงอย่าอิดออด เรามีโอกาสอุ้มเขาได้อีกไม่กี่ครั้งนักหรอก

ต่อให้ไม่อยากเปลี่ยนแปลงเพียงใด สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ดี

ต่อให้อยากอยู่ด้วยกันเพียงใด สุดท้ายก็ต้องจากกันอยู่ดี

ต่อให้คิดถึงเพียงใด สุดท้ายก็ไม่อาจเจอหน้ากันได้อยู่ดี

เพราะวันเวลาเป็นฝ่ายชนะเสมอครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากโพสต์ของพี่ปุ้ม พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา – 25 มิ.ย. 65

นิทานแซงคิว

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ระหว่างที่ยืนเข้าคิวรอจ่ายเงินอยู่หลังเส้นเหลือง ฉันเห็นคุณตาคนหนึ่งเดินตรงไปต่อคิวตรงหน้าแคชเชียร์ ดูคุณตาน่าจะไม่รู้ตัวว่าพวกเราเข้าคิวกันอยู่หลังเส้นเหลืองตรงนี้ ส่วนชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าฉันก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร

เมื่อถึงคราวคุณตาต้องจ่ายเงิน เขาหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ สิ่งที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหลังเป็นเพียงสมุดเล่มเล็กๆ คุณตาถึงรู้ตัวว่าน่าจะลืมเอากระเป๋าสตางค์มา คุณตาหน้าแดงขึ้นเรื่อยๆ

ชายคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าฉันจึงเดินไปที่แคชเชียร์และเอ่ยปากว่าจะจ่ายเงินให้คุณตาเอง (คุณตาไม่ได้ซื้ออะไรมาก แค่นมหนึ่งกล่องกับคุกกี้หนึ่งถุง) คุณตากล่าวขอบคุณชายคนนั้นอย่างจริงใจและเดินออกไป

เมื่อถึงคิวที่เขาต้องจ่ายเงินบ้าง แคชเชียร์จึงถามว่า

“คนคนนั้นเขาแซงคิวคุณนะ ทำไมคุณถึงยังจ่ายค่าของให้เขาอีก?”

ชายคนนั้นจึงตอบด้วยรอยยิ้ม

“ผมแค่คิดว่า ถ้าวันหนึ่งคนที่ลืมกระเป๋าสตางค์เป็นคุณพ่อของผม คงจะดีถ้ามีใครช่วยออกค่านมกับคุกกี้ให้พ่อครับ”


ขอบคุณเนื้อหาจาก The Humanity Project

8 เรื่องที่คนชราเสียใจมากที่สุด

ในปี 2019 Karl Pillemer ผู้เขียนหนังสือ 30 Lessons for Living: Tried and True Advice from the Wisest Americans ได้สัมภาษณ์ชาวอเมริกันที่อายุเกิน 65 ปีว่ามีเรื่องอะไรที่พวกเขาเสียดายหรือเสียใจมากที่สุดบ้าง

นี่คือ 8 ข้อที่คนรุ่นปู่รุ่นย่าเสียดายมากที่สุดครับ

  1. เลือกคู่ชีวิตผิด – การเลือกคู่ครองคือหนี่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา คนชราหลายคนมองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่าตัวเองควรใส่ใจเรื่องการเลือกคู่มากกว่านี้ โดยเฉพาะการแต่งงานครั้งแรก ถ้าต้องอยู่กับคนที่ไม่ใช่ สู้อยู่เป็นโสดยังจะดีเสียกว่า
  2. ห่างเหินกับคนในครอบครัว – หลายคนเสียใจที่ทะเลาะกับลูกแล้วต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลงให้กัน สุดท้ายก็เลยไม่ได้คุยและไม่ได้ติดต่อกันอีก การเอาชนะกันในวันนั้นมันไม่คุ้มค่ากันเลยกับสิ่งที่ขาดหายไปในวันนี้
  3. ปากหนัก – ไม่ยอมบอกความรู้สึกที่เรามีต่อคู่ชีวิต พ่อแม่ หรือใครก็ตามที่เป็นคนสำคัญของเรา ดังนั้นอย่ามัวแต่รีรอ รู้สึกอย่างไรก็จงพูดออกไปในวันที่เขายังอยู่
  4. ได้ท่องเที่ยวไม่พอ – หลายคนรอให้เกษียณก่อนแล้วค่อยเที่ยว แต่ถึงตอนนั้นสุขภาพก็ไม่เอื้ออำนวยแล้ว ถ้าต้องเลือกระหว่างทำชุดครัวใหม่กับไปเที่ยว ให้เลือกไปเที่ยวจะดีกว่า
  5. กังวลเกินเหตุ – ชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะมานั่งกังวลหรือบ่นนั่นบ่นนี่ โดยเฉพาะในเรื่องที่เราควบคุมอะไรไม่ได้ กี่วันกี่เดือนกี่ปีแล้วที่เราเสียไปกับการกังวลโดยเปล่าประโยชน์
  6. ไม่ซื่อสัตย์ – คำโกหกที่เคยให้ไว้กับคนอื่นจะกลับมาหลอกหลอนเราในวัยชรา ดังนั้นเราควรจะทำอะไรด้วยความซื่อตรงให้มากที่สุด ไม่ต้องทำเพราะเหตุผลทางศีลธรรมก็ได้ แค่ทำเพื่อที่เราจะไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง
  7. ไม่ยอมเสี่ยงเรื่องการงาน – หลายคนเสียใจที่วันนั้นไม่กล้าออกจาก comfort zone ไปลองทำอะไรใหม่ๆ เราควรจะหัด say yes ให้บ่อยขึ้น เพราะเราจะเสียใจกับงานที่เราไม่ได้ลองมากกว่าเสียใจกับงานที่ได้ลองแล้วล้มเหลว
  8. ไม่ดูแลสุขภาพ – บางคนชอบสูบบุหรี่ บางคนไม่ชอบออกกำลังกาย แล้วก็พูดกับตัวเองว่า จะตายเร็วขึ้นซักปีสองปีจะเป็นอะไรไป แต่ความจริงก็คือเราจะไม่ได้ตายเร็วขึ้น เพราะการแพทย์สมัยใหม่จะทำให้เราอยู่ได้ยาวนานแต่ต้องทรมานกับโรคเรื้อรังที่กินเวลาเป็นสิบๆ ปี

เราไม่รู้หรอกว่าอนาคตเทคโนโลยีและ AI จะทำให้ชีวิตคนเราเปลี่ยนไปแค่ไหน

สิ่งที่เราพอจะเดาได้ คือต่อให้โลกเปลี่ยนไป แต่มนุษย์เราก็ยังเหมือนเดิม

การที่เรารู้ว่าคนชราเสียใจเรื่องอะไร ก็เหมือนเราได้นั่งไทม์แมชชีนไปดูอนาคต แล้วได้กลับมายังโลกปัจจุบันเพื่อจะทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงอนาคตนั้น

อย่าทำอะไรในวันนี้ที่จะทำให้ตัวเราในอีก 30 ปีเสียใจและเสียดายเลยนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาส่วนแรกจาก Today: How to live life without major regrets: 8 lessons from older Americans

พบกับหนังสือเล่มล่าสุดของ Anontawong’s Musings: “Love Me Love My Job งานที่ใช่ หาง่ายกว่าที่คิด” ได้ที่แผงหนังสือทั่วประเทศ หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ DOT ได้ที่ https://linktr.ee/dotbooksfan