เสพติดการเป็นคนฉลาด

“You have to learn to quit being right all the time, and quit being smart all the time, and quit thinking this is a contest about how smart you are and how right you are, and realize that you are here to make a positive difference in the world. And being smart and being right is probably no longer the way to do that.

See when you’re in school, you take test after test, after test, after test. You have to prove you’re smart over and over. Thousands of times, you have to prove you’re smart. It’s very difficult to stop. We are programmed to prove we’re smart.”

Marshall Goldsmith

การเรียนการสอนมันบ่มเพาะให้เราต้องแสดงความเก่งกาจของตัวเอง

หากไม่อยากเรียนซ้ำชั้น เราต้องสอบให้ผ่าน ต้องพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าฉันมีดีพอที่จะไปต่อนะ

เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน เราก็ไม่วายต้องพิสูจน์ตัวเองกันอีก พิสูจน์ว่าเราขยัน พิสูจน์ว่าเราทำงานได้ดี พิสูจน์ว่าเราอยู่เหนือค่าเฉลี่ย

ความที่อยากดูดี อยากดูเป็นคนฉลาด ทำให้เรามีชีวิตที่ตึงเครียดและต้องระแวดระวังตลอดเวลา

มันจะทำให้เราไม่กล้าถาม ไม่กล้ายอมรับว่าเราไม่รู้

และที่หนักที่สุดคือไม่กล้ายอมรับว่าเราผิด

แต่ถ้าเราเป็น “คนถูก” ตลอดเวลา เราจะฉลาดขึ้นได้อย่างไร

นี่คือ paradox อันเป็นความย้อนแย้งของชีวิต

หากเราเสพติดการเป็นคนฉลาด เสพติดการเป็นคนถูก มันจะทำให้เราย่ำอยู่กับที่ แถมยังมีความเหิมเกริมเป็นเครื่องประดับ

แต่หากเรายอมรับในความไม่รู้ของตัวเอง และมีความถ่อมตนทางปัญญามากพอ นั่นต่างหากที่จะทำให้เราได้ไปต่อ และเป็นคนที่ฉลาดขึ้นได้จริงๆ ครับ

เราอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเพียงพอรึเปล่า

“การอยู่ไปทุกที่ เท่ากับเราไม่ได้อยู่สักที่

หากเราเดินทางตลอดเวลา เราจะมีคนรู้จักมากมายแต่ไร้ซึ่งเพื่อนสนิท

อาหารจะไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกายหากมันเข้ามาและออกไปทันที

ไม่มีอะไรทำให้การรักษาล่าช้าเท่ากับการเปลี่ยนยาบ่อยๆ

ต้นไม้ที่ถูกย้ายที่ไปเรื่อยๆ ย่อมไม่อาจเติบโต”

นี่คือคำพูดของ Seneca ปราชญ์แห่งกรุงโรม

แม้จะผ่านมาสองพันกว่าปีแล้ว แต่ข้อความนี้ก็ยังเป็นความจริง

เราอยู่ในยุคที่มีภูมิต้านทานต่ำต่อความเบื่อหน่ายและความยากลำบาก

เมื่อทางเลือกมีมากมาย หากเราเจออะไรที่มันยากเย็น เราก็จะหันไปทำอย่างอื่นแทน

ถ้าทำงานชิ้นนี้แล้วมันน่าเบื่อ เราก็หันไปเช็คอีเมลหรือส่องเฟซ

ถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วมันไม่ค่อยรู้เรื่อง เราก็หันไปอ่านเล่มอื่นที่มันย่อยง่ายๆ

ถ้าทำธุรกิจนี้แล้วเจอเรื่องที่ต้องลงแรงมากไปหน่อย เราก็หันไปหาไอเดียทำธุรกิจใหม่ๆ

เหมือนคนขุดดินหาน้ำบาดาล แต่ไม่เคยได้น้ำมาดื่มให้ชื่นใจ เหตุเพราะขุดไปหลายสิบหลุม แต่ไม่เคยขุดลึกพอสักหลุมเดียว

การอยู่ไปทุกที่ เท่ากับเราไม่ได้อยู่สักที่ – Eveywhere means nowhere.

ขอให้เราอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเพียงพอครับ

5P ที่เติมเต็มคนทำงาน

หลายคนน่าจะรู้จัก “ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์” (Maslow’s Hierarchy of Needs) ที่มี 5 ขั้นด้วยกันคล้ายๆ กับพีระมิด

ที่ฐานของพีระมิดคือความต้องการทางกายภาพ (physiological) อย่างการหายใจ การกินอาหาร การนอนหลับ การขับถ่าย

ขั้นถัดมา คือความมั่นคงปลอดภัย (safety) ทั้งทางร่างกายและหน้าที่การงาน

ขั้นที่ 3 คือ ความรักและความได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม (love and belonging) อยากมีคนที่เราไว้ใจและพร้อมดูแลกัน

ขั้นที่ 4 คือ ความเคารพนับถือ (esteem) ทั้งความนับถือที่มีต่อตัวเองและความนับหน้าถือตาที่ได้รับจากคนรอบข้าง

ขั้นที่ 5 ที่เป็นขั้นสูงสุด คือการได้บรรลุศักยภาพของตนเองในทุกๆ ด้าน (self-actualization)

คุณ Kathleen Hogan เป็น Chief People Officer ที่ Microsoft ซึ่งมีพนักงานถึง 130,000 คน

Hogan มองว่า การจะทำให้คนทำงานแสนกว่าคนรู้สึกว่าถูกเติมเต็ม (fulfillment) ก็น่าจะมีหลักการคล้ายๆ กับ Maslow’s Hierarchy of Needs คือมี 5 ขั้นเหมือนกัน เป็น 5P ที่เรียงจากฐานไปจนถึงยอดพีระมิด

Pay – ค่าตอบแทนเป็นรากฐานที่สำคัญ พนักงานต้องได้เงินเดือนที่ยุติธรรม เหมาะสมต่อความสามารถ และสอดคล้องกับราคาในตลาด

Perks – หรือสวัสดิการ ว่าองค์กรจะสนับสนุนพนักงานในด้านไหนบ้างเพื่อจะทำงานได้อย่างสบายใจ เช่นสิทธิ์วันลา หรือสวัสดิการที่ช่วยดูแลคนในครอบครัว

People – การมีเพื่อนร่วมงานที่ดีคือปัจจัยสำคัญสำหรับความสุขและความสำเร็จในการทำงาน เพราะมันจะส่งเสริมให้เราได้เป็นตัวของตัวเองและพร้อมจะเติบโตไปกับคนอื่นๆ ในองค์กร

Pride – องค์กรที่ดีคือองค์กรที่พนักงานภาคภูมิใจที่จะบอกกับใครๆ ว่าตัวเองทำงานอยู่ที่นี่

Purpose – พนักงานควรจะรู้สึกว่างานที่ตัวเองทำนั้นมีคุณค่าและมีความหมาย และจะยิ่งเพอร์เฟ็กต์ถ้ามันทำให้เขาได้บรรลุจุดมุ่งหมายของตัวเองและทำให้ชีวิตของคนอื่นดีขึ้น

Pay – Perks – People – Pride – Purpose

หากองค์ไหนมีให้พนักงานครบทั้ง 5P คนในองค์กรย่อมได้รับการเติมเต็มทั้งในฐานะคนทำงานและในฐานะมนุษย์คนหนึ่งครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Kathleen Hogan: The 5Ps of Employee Fulfillment

กฎ 10 นาที

เราทุกคนล้วนมีสิ่งยั่วยวนที่อยากจะลดละเลิก

ของกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แอปบางตัวบนมือถือ ซีรีส์เกาหลีบางเรื่อง

หนึ่งวิธีที่จะช่วยได้ คือการทำให้การเข้าถึงสิ่งนั้นมันยากขึ้น เช่นไม่ซื้อขนมเข้าบ้าน และ logout จากแอปบางตัว

แต่ถ้าบางอย่างมันเลี่ยงที่จะมีอยู่ใกล้ตัวไม่ได้ เราก็อาจต้องพึ่ง willpower หรือพลังใจ

และกฎหนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์ คือกฎ 10 นาที

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเกิดความรู้สึกอยากทำเรื่องที่เรารู้ว่าไม่ดี ให้บอกตัวเองให้อดใจสัก 10 นาทีก่อน

เมื่อครบ 10 นาทีแล้ว ถ้ายังอยากอยู่ก็ค่อยทำ

แต่หลายครั้ง เมื่อผ่านไป 10 นาที ความอยากจะหดหาย และการหักห้ามใจอาจง่ายดายกว่าที่คิด

เมื่อเข้าใจธรรมชาติว่าทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว โดยเฉพาะอารมณ์ของคน การรอเวลาให้ผ่านพ้นสัก 10 นาที อาจจะช่วยให้เราลดละเลิกในสิ่งที่เราแพ้ทางมาตลอดก็ได้นะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Nathaniel Eliason’s book review: The Willpower Instinct by Kelly McGonigal

บางทีก็แค่ต้องกลั้นใจแล้วกระโดด

ประโยคหนึ่งที่หัวหน้าผมชอบพูดบ่อยๆ คือ take a leap of faith

Leap คือกระโดด

Faith คือศรัทธา

Take a leap of faith คือการกระโดดออกไปด้วยความเชื่อใจในอะไรสักอย่าง

ซึ่งมันต้องใช้กันบ่อยมากในวงการสตาร์ตอัพ เพราะเรากำลังทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่มีแผนที่ให้เดินตาม และไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะนำไปสู่สวรรค์หรือหุบเหว

ตัวผมเองเคย take a leap of faith มาแล้วหลายครั้ง

จากที่เรียนจบวิศวะไฟฟ้าแต่ไม่ชอบไฟฟ้า ก็เลยผันตัวเองมาเป็น software engineer

พอเป็น software engineer ก็ทำได้แค่กลางๆ เลยผันตัวเองไปเป็น technical support ซึ่งก็ทำได้ดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้อินกับมันมาก

พอรู้ตัวอยู่สาย tech ไม่น่าจะรุ่ง เลยผันตัวเองไปทำงานสื่อสารองค์กร

และเมื่อหัวหน้าคนปัจจุบันชวนให้มาลองทำ HR ก็เลยต้องผันตัวเองอีกครั้ง และเชื่อว่านี่อาจไม่ใข่ครั้งสุดท้าย


สมัยทำงานที่แรก ทีมของผมเคยไป outing กันที่ค่ายทหารในหัวหิน

หนึ่งในฐานกิจกรรมคือการกระโดดหอ

ความสูงของหอนั้นไม่ได้สูงลิบลิ่ว แต่สูงในระดับที่ว่ากันว่ามันเล่นกับความกลัวของเราได้มากที่สุด

แม้จะมีอุปกรณ์เซฟตี้เต็มตัว แต่พอมองลงไปข้างล่างก็หวาดเสียวจนขาแอบสั่นอยู่เหมือนกัน

แต่เมื่อถึงตรงนั้นแล้ว จะไม่กระโดดก็น่าเสียดาย เลยต้องกลั้นหายใจและกระโดดลงมาพร้อมทั้งตะโกนดังลั่น

ใครที่เคยผ่านประสบการณ์นี้จะรู้ว่า มันจะน่ากลัวที่สุดแค่ตอนก่อนเรากระโดดเท่านั้น


อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนนี้ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

อะไรที่เคยเป็น comfort zone มันอาจจะเป็น safe zone ก็จริง แต่ในยุคนี้ comfort zone มันอาจจะกลายเป็น dangerous zone ได้อย่างรวดเร็ว

เราเชื่อใจชีวิตพอมั้ย เราเชื่อใจตัวเองพอรึเปล่า ว่าต่อให้ทางข้างหน้ายังไม่เคลียร์นัก แต่เดี๋ยวเราก็จะหาทางผ่านมันไปจนได้แหละ

เมื่อชีวิตมาถึงจุดุจุดหนึ่งที่มองลงไปแล้วขาสั่น แต่จะให้หันหลังก็น่าเสียดาย

ถึงตอนนั้นสิ่งที่เราทำได้คือ take a leap of faith

ก็แค่ต้องกลั้นใจแล้วกระโดดออกไปเท่านั้นเอง