เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

เป็นเวลาเกือบสามปีแล้วที่สถานการณ์โลกไม่ปกติเป็นอย่างยิ่ง และยังไม่มีวี่แววว่าจะเบาบางลง

ล่าสุดจีนก็มีเรื่องให้เคืองขุ่นอเมริกาที่ส่งตัวแทนไปเยือนไต้หวันให้ชาวโลกไหวหวั่น
เพราะเมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

ในช่วงเวลาคับขัน เราควรวางตัว-วางใจเช่นไร

ผมนึกถึงข้อความในหนังสือ ปัญญา{ฝ่า}วิกฤติ ของพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

“ผู้กล้านั้นตายด้วยความกล้า
ทหารนั้นตายด้วยการรบ
แต่ผู้คนธรรมดามักจบชีวิตลง
ด้วยความโฉดเขลาเบาปัญญาของผู้อื่น

ในโลกที่ขมขื่นเช่นนี้ เราจะก่นด่าผู้ใดได้
ในวิกฤติใหญ่ หัวใจแห่งกลยุทธ์
คือการรักษาตัวรอดให้นานที่สุด
เพราะมีแต่มนุษย์ผู้มีชีวิตเท่านั้น
จึงจะดำเนินแผนการต่อไปได้”

ณ ช่วงเวลาแบบนี้ เราทำได้เพียงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา แยกแยะระหว่างสิ่งที่เราควบคุมได้กับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ และยอมรับว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

ในขณะเดียวกัน ในฐานะประชาชน เราก็ควรช่วยเป็นหูเป็นตาไม่ปล่อยให้ประเทศไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง

ในบางช่วงตอนของละครโรงใหญ่ การเป็นคนดูย่อมปลอดภัยกว่าการขึ้นไปร่วมแสดงบนเวที – อย่างดีก็ได้เป็นไม้ประดับ อย่างร้ายก็ได้เป็นหญ้าแพรก

เราจะต้องไม่แหลกลาญด้วยความโฉดเขลาเบาปัญญาของผู้อื่นครับ

เราบริหารเวลาไม่ได้ แต่เราบริหารพลังงานได้

“ผมเคยมีเมนเทอร์คนหนึ่ง คือพี่แต๋ม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซีอีโอของดุสิตธานี พี่แต๋มเป็นคนที่โปรดักทีฟที่สุดคนหนึ่งที่เคยรู้จัก แกบอกผมว่า กระทิง สุดท้ายยูไม่สามารถบริหารเวลาได้หรอก โดยเฉพาะตำแหน่งนี้ เพราะเวลาก็มีธรรมชาติของมัน ใน 100 เปอร์เซ็นต์ ยูอาจบริหารเวลาได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์

แต่สิ่งที่ยูบริหารได้ 100 เปอร์เซ็นต์คือพลังงาน ฉะนั้นเวลาประชุม ยูไม่จำเป็นต้องใส่ทุกอย่างในประชุมก็ได้ บางประชุมยูควรเป็นผู้ฟังที่ดีไหม บางประชุมเป็นผู้สังเกตการณ์ก็พอไหม แล้วคอยกระตุ้นให้คนพูด คือการบริหารพลังงาน พอเป็นผู้บริหารเราจะมีตารางที่ต้องไปประชุม ไปโน่นนั่นนี่ตลอดเวลา ฉะนั้นยูบริหารเวลาไม่ได้หรอก แต่ยูบริหารพลังงานได้ เราไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานเท่ากันในทุกงานหรือทุกประชุม ผมว่าอันนี้เป็นอินไซต์ที่สำคัญมาก”

– กระทิง พูนผล จากหนังสือ Leaders’ Wisdom

ทุกครั้งที่ผมจัดเวิร์คช็อป Time Management ประโยคแรกที่ผมจะพูดเสมอคือเวิร์คช็อปนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ Time Management

Time Management เป็นชื่อเรียกที่ผิด เราไม่สามารถทำให้เวลาเดินช้าลงหรือเร็วขึ้นได้ เราไม่สามารถทำให้พรุ่งนี้มาก่อนวันนี้ได้

เราจัดการอะไรกับเวลาไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่เราจัดการได้คือตัวเราเอง

ยิ่งตำแหน่งเราสูงขึ้นเท่าไหร่ ตารางเวลาของเราก็จะกลายเป็น “สมบัติสาธารณะ” มากขึ้นเท่านั้น จะมีคนอยากคุยกับเรา อยากขายของ อยากได้คำชี้แนะ อยากให้เราฟันธง ถ้าเราไม่ทำ time blocking หรือบล็อกเวลาบางส่วนเอาไว้บ้าง เราจะพบว่าเวลาของเราถูกแย่งชิงไปแทบหมดสิ้น เหลือเพียงเศษซากเวลาเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ต่างอะไรกับเบี้ยหัวแตก มีอยู่ประปรายแต่นำไปซื้ออะไรไม่ได้

เมื่อเราสามารถทวงคืนเวลาบางส่วนผ่าน time blocking แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องการของจัดการพลังงานของเรานี่แหละ

ปัจจัยที่กระทบกับพลังงานตลอดวันของเราก็อาทิเช่น

  • คุณภาพการนอนหลับในคืนที่ผ่านมา
  • ประเภทของอาหารและเครื่องดื่มที่เรารับประทานเข้าไป
  • การออกกำลังกาย/ยืดเส้นยืดสาย
  • เวลาพักเบรค
  • ความยาก/ความน่าเบื่อ/ความถึกของงานที่เราต้องประสบในวันนี้
  • พลังงานที่เราดูดซับจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือคนที่บ้าน

สองข้อสุดท้ายเราอาจคุมอะไรไม่ได้มากนัก แต่ที่เหลือนั้นเราควรควบคุมได้เกือบ 100%

ถ้าเรานอนมาไม่พอ แค่งานง่ายๆ เราก็ยังงอแง แต่ถ้าเราได้นอนมาเต็มที่ สติปัญญาและ willpower ของเราจะแข็งแกร่งมาก

ส่วนเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับคนที่อายุ 40 ขึ้นไปจะมีความไวมากขึ้นว่าอาหารไหนกินแล้วพลังงานดี อาหารไหนกินแล้วพลังงานตก ส่วนตัวผมแค่กินมันฝรั่งทอดห่อละ 20 บาท ชั่วโมงถัดมาร่างกายจะหนืดๆ ทันที

ถ้าเราออกกำลังกายตอนเช้าอย่างพอดี พลังงานเราจะดีไปทั้งวัน แต่ถ้าเราไม่มีเวลาหรือออกไปไหนไม่ได้ แค่วิดพื้นหรือทำสควอทซัก 1 นาทีก็ช่วยให้เลือดลมสูบฉีดและช่วยให้หายง่วงได้

สุดท้ายคือเรื่องพักเบรคที่เรามักจะละเลยกัน อาจจะเพราะว่าแค่ทำงานอย่างเดียวก็ไม่ทันแล้ว จึงมองเห็นว่าการพักเบรคจะทำให้เสียเวลา แต่การพักเบรคนั้นสำคัญมาก ขนาดการแข่งรถ Formula 1 ยังต้องมี pit stop เลย แถมร่างกายของเราก็ไม่ใช่เครื่องจักร ตามันพร่าได้ ไหล่เป็น office syndrome ได้ กระเพาะปัสสาวะมันอักเสบได้ รถ Formula 1 พังแล้วพังยังมีอะไหล่ แต่ร่างกายคนไม่มีอะไหล่ ถึงซ่อมได้ก็อาจไม่เหมือนเดิม

บริหารพลังงานของเราให้ดี เพื่อจะได้ทำหน้าที่โดยไม่เบียดเบียนตัวเองครับ


ขอบคุณ Quote จากหนังสือ Leaders’ Wisdom กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร สัมภาษณ์ พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล เรียบเรียง

17 คำแนะนำสำหรับหัวหน้ามือใหม่

  1. แต่ก่อนเราอาจเคยเป็น “พี่ชาย/พี่สาว” ของน้องในทีม เราจะเป็นที่พึ่งที่คอยให้คำปรึกษาและดูแลจิตใจ แต่พอเราขึ้นมาเป็นหัวหน้า บทบาทของเราจะแตกต่างออกไป จงแยกแยะความแตกต่างระหว่างการเป็นพี่และการเป็นหัวหน้าให้ออก
  2. เวลาสั่งงาน ให้แน่ใจว่าเขาเข้าใจว่าเราต้องการอะไรด้วย ถ้าน้องเข้าใจผิด นั่นถือเป็นความผิดของเรา ไม่ใช่ของน้อง
  3. หนึ่งในเรื่องที่ยากที่สุดของการเป็นหัวหน้า คือการฟีดแบ็คลูกน้องที่ยังทำงานไม่ได้ตามมาตรฐานในใจเรา แต่การไม่จัดการ low performer คือการทำร้ายคนทั้งทีม
  4. การให้ฟีดแบ็คลูกน้อง บางทีก็ไม่ต่างกับการจีบสาว แค่พูดไปตามที่เรารู้สึก ไม่ต้องใช้เทคนิค ไม่ต้องมีลีลาเยอะ คิดอย่างไรบอกอย่างนั้น ดีกว่ากลัวไปเองว่าพูดไปแล้วเขาจะไม่ชอบเรา
  5. การพูดตรงไม่ได้แปลว่าให้พูดแรง อย่าใช้คำพูดเชือดเฉือนเพราะนอกจากจะทำให้ลูกน้อง defensive แล้วยังทำให้เขาเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจไปอีกนานเลยด้วย
  6. ความผิดพลาดที่เห็นบ่อยที่สุดของหัวหน้า คืออมงานเอาไว้ ไม่ยอมแจกจ่ายงาน เพราะกลัวน้องจะเหนื่อย หรือกลัวน้องจะทำได้ไม่ดี สุดท้ายเราเลยกลายเป็นคอขวดเสียเอง
  7. เมื่อยอมรับได้ว่าลูกน้องเก่งกว่าเราในบางเรื่อง เราจะเหนื่อยน้อยลงไปเยอะ
  8. วิธีจัดการลูกน้องเก่งๆ คือให้งานที่ท้าทายความสามารถ เอ่ยชื่อของเขาให้คนอื่นได้ยินเวลาเราเอาผลงานของน้องมาใช้ อย่าให้งานน้อยเกินไปจนฟุ้งซ่าน แต่ก็ไม่ให้เขาทำงานเยอะเกินไปจน burn out ก่อนวัยอันควร
  9. การเคลมเครดิตที่ควรเป็นของลูกน้องคือสิ่งที่จะทำให้หัวหน้าเสียเครดิตมากที่สุด (ความลับไม่มีในโลก)
  10. อย่าใช้เวลากับ low performer หรือ high performer มากเกินไป ควรมีเวลาให้ลูกน้องทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ด้วยการจัดเวลาให้มีการคุย 1:1 อย่างน้อยเดือนละครั้ง
  11. ให้ระลึกว่าเรื่องที่คุยใน 1:1 ควรเป็นเรื่องที่คุยในที่ประชุมไม่ได้ หรือคุยได้ไม่เต็มที่ ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เรื่องที่เขาอยากให้เราปรับปรุง
  12. สำคัญยิ่งกว่า manage ลูกน้อง คือ manage หัวหน้าของเรา โดยเฉพาะเรื่องความคาดหวังและ timeline ในการส่งงาน
  13. การคัดสรรคนเป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่หัวหน้ามือใหม่มักละเลยหรือเตรียมตัวน้อยเกินไป ขอให้รู้ว่าไว้ว่าพลาดคนที่ใช่นั้นยังดีกว่าได้คนที่ไม่ใช่ การได้ปลาผิดน้ำมานั้นมีต้นทุนมหาศาลแต่เราไม่ค่อยใส่ใจกัน
  14. อย่าให้การคัดคนเป็นเพียงการมาอ่านเรซูเม่ในห้องสัมภาษณ์แล้วถาม-ตอบ แต่ควรให้ผู้สมัครทำแบบทดสอบที่จะวัดว่าเขามีความสามารถในตำแหน่งนี้หรือไม่ เราควรอ่านเรซูเม่มาก่อน เตรียมคำถามไว้ในใจ และควรเข้าห้องสัมภาษณ์ให้ตรงเวลา หรือก่อนเวลา 1 นาทีได้ยิ่งดีในกรณีที่สัมภาษณ์ออนไลน์
  15. อย่าลืมว่าเราไม่ได้สัมภาษณ์เขาอย่างเดียว เขาก็สัมภาษณ์เราด้วยเช่นกัน ยิ่งผู้สมัครเป็นคนเก่งและมีความสามารถเขาย่อมมีตัวเลือกเยอะแยะ เราจะทำยังไงให้ตัวเรา ทีมเรา และองค์กรของเรามีเสน่ห์ดึงดูดเขาได้มากพอ
  16. อย่ากลัวที่จะรับคนเก่งเข้าทีม อย่ากลัวว่าน้องจะโดดเด่นเกินหน้า ยิ่งได้คนเก่งและนิสัยดีเข้ามาเรายิ่งสบาย A Player จะจ้าง A Player แต่ B Player จะจ้าง C Player และ C Player จะจ้าง D Player สุดท้ายองค์กรจะไม่มี talent density และทุกคนจะเหนื่อยกันหมด
  17. หัวหน้าไม่ใช่เจ้าชีวิตของลูกน้อง เราต่างก็เป็นลูกจ้าง แค่มีหน้าที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง

ปีนี้เราจะเหลือเงินเท่าไหร่เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

ปีนี้เราจะเหลือเงินเท่าไหร่เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว / Anontawong’s Musings

เมื่อหลายเดือนก่อน ผมได้ฟังพอดแคสต์ที่ชื่อว่า KO$HER MONEY ซึ่งสัมภาษณ์รับบี Manis Friedman

รับบี (ภาษาอังกฤษออกเสียงว่า “แรบาย”) คืออาจารย์สอนศาสนายิว

มีคอนเซ็ปต์หนึ่งที่รับบีฟรีดแมนกล่าวเอาไว้ที่ผมรู้สึกว่ายากที่จะเชื่อแต่ก็น่าสนใจเกินกว่าจะโยนทิ้ง

รับบีกล่าวว่า ปีนี้คุณจะมีเงินเท่าไหร่นั้น มันถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วันขึ้นปีใหม่ของชาวยิวแล้ว

วันขึ้นปีใหม่ยิวนั้นมีชื่อเรียกว่า Rosh Hashanah ซึ่งในปี 2022 นี้คือช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายนถึงค่ำวันอังคารที่ 27 กันยายน

เมื่อพระเจ้าได้กำหนดไว้แล้วว่าปีนี้คุณจะทำเงินได้เท่าไหร่ จึงไม่จำเป็นต้องไปกังวลหรือเอาเป็นเอาตายเรื่องเงินๆ ทองๆ ให้มากเกินไป เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรเลย

ความฉลาดไม่ได้ทำให้ร่ำรวย เราก็เห็นอยู่ว่ามีคนรวยหลายคนที่ไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น

ขณะเดียวกันเราก็เห็นคนยากจนมากมายที่ทั้งฉลาด ทั้งขยัน ทั้งทดลองทำแล้วทุกอย่าง แต่ก็ไม่รวยขึ้นเสียที

เราอาจจะเถียงว่า อ้าว ถ้าวันนี้เราทำงาน OT เราก็จะได้เงินเพิ่มไม่ใช่เหรอ หรือถ้าเปิดร้านเกินเวลาก็ได้รายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

แต่รับบีบอกว่า อย่าดูแค่ขาเข้าอย่างเดียว ต้องดูขาออกด้วย ถ้าคุณเปิดร้านเกินเวลา อาจได้เงินมาเพิ่มก็จริง แต่ถ้าต้องเสียค่าปรับหรือต้องขึ้นโรงขึ้นศาลก็อาจจะเหลือเงินน้อยกว่าเดิมก็ได้

หรือถ้าคุณทำงานเยอะๆ อดหลับอดนอนจนล้มหมอนนอนเสื่อ เงินส่วนต่างที่ได้มาอาจต้องเอาไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลอยู่ดี

ดังนั้นเงินที่คุณจะได้ในปีนี้นั้นได้ถูกกำหนดไว้แล้ว อย่าไปซีเรียสกับมันนัก

พิธีกรจึงถามต่ออีกว่า ถ้าเงินถูกกำหนดไว้แล้ว อย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์ที่จะทำอะไรเลยน่ะสิ เพราะยังไงพระเจ้าก็จะให้เงินเราใช้เท่านี้อยู่แล้ว

รับบีบอกว่าเป็นคำถามที่ดี การทำมาหาเลี้ยงชีพนั้นเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องของปาฏิหาริย์ เป็นการอำนวยพรของพระเจ้า แต่ปาฎิหาริย์ไม่อาจเกิดขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มี่ขลุ่ย มันต้องอาศัยช่องทางของเรื่องปกติธรรมดานี่แหละ

เราอาจจะเคยได้ยินนิทานของชายผู้เชื่อมั่นในพระเจ้า:

วันหนึ่งน้ำท่วมหนัก รถบรรทุกลุยน้ำมาเพื่อมารับชายคนนั้นออกจากพื้นที่

“ไม่เป็นไร ผมเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะมาช่วยผมอย่างแน่นอน”

ระดับน้ำยังสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงชั้นสอง ชายคนนั้นต้องมาอยู่บนหลังคาบ้าน มีเรือของหน่วยกู้ภัยเข้ามาช่วย

“ไม่เป็นไร ผมเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะมาช่วยผมอย่างแน่นอน”

น้ำยังคงสูงขึ้นไม่หยุด แม้จะยืนบนหลังคาน้ำก็ท่วมอกขายคนนั้นแล้ว มีเฮลิคอปเตอร์บินมาช่วยชายคนนั้น

“ไม่เป็นไร ผมเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะมาช่วยผมอย่างแน่นอน”

แล้วชายคนนั้นก็จมน้ำตาย เมื่อเขาไปถึงสวรรค์และได้พบกับพระเจ้า เขาก็ต่อว่าพระเจ้าเป็นการใหญ่

“ทำไมท่านไม่มาช่วยผม?”

“ไม่ได้ช่วยตรงไหน เราส่งทั้งรถบรรทุก เรือ และเฮลิคอปเตอร์ไปให้เจ้าแล้วนะ”

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้ แต่ต้องเกิดผ่านเรื่องที่เป็นธรรมชาติและเรื่องที่เป็นธรรมดา

ถ้าคุณเปิดร้านขายของ ยอดขายเดือนละ 500,000 บาท แล้วตอนนี้คุณอยากได้ยอดขายเดือนละ 1,000,000 บาท คุณก็ต้องทำอะไรสักอย่าง เช่นขยายร้านให้ใหญ่ขึ้น มีสินค้าให้เลือกเยอะกว่าเดิม เพิ่มช่องทางออนไลน์ ฯลฯ

เมื่อเราต้องการจะมีรายได้มากขึ้น เราก็ต้องขยาย “ภาชนะ” เพื่อจะรองรับมันเช่นกัน

แต่ถ้าเราบอกว่า อยากมีรายได้มากขึ้นสองเท่า แต่ทำทุกอย่างเหมือนเดิม แล้วพระเจ้าจะช่วยเราได้อย่างไร หากเราอยากได้เงิน แต่เราไม่ยื่นมือออกมา คิดเหรอว่าจะมีใครเอาเงินมายัดใส่กระเป๋ากางเกงให้เรา

ดังนั้น อย่างน้อยที่สุด เราต้องยื่นมือออกมาก่อน แสดงให้คนอื่นเห็นก่อนว่าเราพร้อมจะรับแล้ว

แน่นอนว่าสิ่งที่รับบีพูดมาอาจจะยังมีช่องโหว่ คนช่างคิดและเต็มไปด้วยตรรกะคงเถียงกันได้ไม่จบสิ้น

แต่ผมก็ยังเชื่อว่าบางแง่มุมของเรื่องนี้ยังมีประโยชน์อยู่ดี จึงตัดสินใจนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้

ข้อสรุปที่ผมได้สำหรับตัวเอง คือเราควรทำตามหน้าที่ของเราไปด้วยความซื่อตรงและขยันขันแข็ง เพื่อเป็นการเปิดทางให้พระเจ้าได้แสดงปาฏิหาริย์ผ่าน “ภาชนะ” ที่เราตระเตรียมเอาไว้แล้ว

แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดการณ์เอาไว้ ก็ไม่เป็นไร ให้นึกถึงสุภาษิตจีนที่ว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดินครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก The Secret to Becoming TRULY Rich (with Rabbi Manis Friedman)| KOSHER MONEY Episode 20 นาทีที่ 25-30

เอาชนะความขี้เกียจด้วยเคล็ดลับจากหน่วย SEAL

Sean Kernan เป็นนักเขียนที่มีผู้ติดตามมากที่สุดคนหนึ่งใน Quora

มีคนเคยตั้งคำถามไว้ว่า มีเทคนิคไหนบ้างที่จะเอาชนะความขี้เกียจได้

นี่คือคำตอบของ Sean Kernan ครับ


พ่อเคยเล่าให้ผมฟังว่า วันที่หนักหนาที่สุดของ Hell Week คือวันอังคาร

(Hell Week คือการฝึกซ้อมของหน่วย SEAL ที่ขึ้นชื่อว่าหฤโหดสุดๆ)

“สัปดาห์นรก” เริ่มต้นในเช้าวันอาทิตย์ และเต็มไปด้วยบททดสอบที่ทรมานทั้งกายและใจ ทุกคนต้องอยู่กันแบบอดหลับอดนอนไปจนถึงวันศุกร์

วันอาทิตย์คุณจะถูกปลุกด้วยเสียงปืนกล ทั้งวันทั้งคืนคุณต้องวิ่ง คุณต้องแบกขอนไม้ คุณจะโดนดุด่าสารพัด คุณต้องอยู่ในน้ำเย็นยะเยือก

ส่วนวันจันทร์ก็เช่นกัน

น้ำเย็นเฉียบ บทดทดสอบ ขอนไม้ วิ่งลงทะเล

มีแบบฝึกหัดท้าทายมากมายที่ต้องทำตามคำสั่งเป๊ะๆ ถ้าไม่ทำตามก็จะโดนลงโทษ

นี่คือสิ่งที่นักเรียนทหารต้องเจอตลอดทั้งวันจันทร์

พอคืนวันจันทร์มาถึง ในขณะที่คนอื่นกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงอุ่นๆ คุณกลับต้องมานอนอย่างหนาวสั่น หลังปวด แขนร้าว ขาก็เกร็งราวกับไม้กระดาน

แล้ววันอังคารก็มาถึง

คุณอ่อนล้าเหลือเกิน อ่อนล้ามากที่สุดเท่าที่เคยล้ามาทั้งชีวิต

แล้วคุณก็เริ่มคิดคำนวณในใจ ผ่านมาแค่สองวันยังเหนื่อยขนาดนี้ แล้วนี่ยังมาไม่ถึงครึ่งทางเลย วันศุกร์ช่างดูห่างไกลเหลือเกิน

ในวันอังคาร ตารางการฝึกที่รอคุณอยู่นั้นดูยากเย็นเกินกว่าที่มนุษย์จะทำได้

แล้วนักเรียนทหารก็จะเริ่มรู้สึกสงสารตัวเอง เริ่มรู้สึกว่าทำไมชีวิตต้องยากเย็นขนาดนั้น ทำไมต้องมาเจ็บปวดและเหน็ดเหนื่อยกันขนาดนี้

วันอังคารจึงเป็นวันที่มีคนสั่นระฆังเพื่อลาออกจากหน่วย SEAL เป็นจำนวนมาก

แล้วพ่อผมและคนที่ได้อยู่ต่อเขารับมือได้อย่างไรน่ะเหรอ?

พวกเขาใส่ใจกับการฝึกที่อยู่ตรงหน้าเพียงอย่างเดียว

ไม่มองไปไกลกว่านั้น ไม่คิดถึงวันศุกร์ ไม่คิดถึงวันพรุ่งนี้ ไม่คิดถึงชั่วโมงถัดไปด้วยซ้ำ

แค่อยู่กับปัจจุบัน กับภารกิจเล็กๆ ตรงหน้า กับงานทีละชิ้น

เราสามารถประยุกต์เทคนิคนี้ได้กับหลายสิ่งในชีวิต

ไปฟิตเนส: โฟกัสกับการใส่รองเท้า ใส่ข้างหนึ่งก่อน แล้วก็อีกข้าง แล้วดูว่าเป็นยังไง

จากนั้นก็หยิบกุญแจ แล้วเดินขึ้นรถ แล้วโฟกัสไปที่การสตาร์ทรถ แล้วก็ขับรถไปที่ฟิตเนส

เตรียมสอบ: แค่ไปนั่งที่โต๊ะ ลองเปิดหนังสือ แล้วดูว่ารู้สึกยังไง

ลองอ่านสักหนึ่งหรือสองประโยค ลองดูว่าเป็นยังไง จากนั้นก็ค่อยอ่านสักหนึ่งย่อหน้า

ถ้าเราลดการมองเห็นของเราให้เหลือแค่ไม่กี่ขณะต่อจากนี้ เราก็จะลดภาระทางจิตใจที่จะเกิดขึ้นด้วย

แค่เราจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ก็สามารถลดแรงต้านที่ก่อให้เกิดความขี้เกียจและการผัดวัดประกันพรุ่งได้มากมายแล้ว


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Sean Kernan’s answer to What are some subtle behavioral tactics that defeat laziness?