นิทานระวังแมว

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหลวงปู่เจ้าอาวาสกำลังจะมรณภาพ

หลวงปู่กล่าวคำสั่งเสียให้กับพระหนุ่มที่จะขึ้นเป็นเจ้าอาวาสคนต่อไปว่า

“อย่าปล่อยให้แมวเข้ามาในชีวิตนะ”

พระทุกรูปที่มาดูใจหลวงปู่ต่างประหลาดใจกับคำสั่งเสียนี้

เจ้าอาวาสคนใหม่ตรึกตรองประโยคนี้อยู่หลายวันก็ไม่เข้าใจ จึงเข้าไปปรึกษาพระที่อาวุโสที่สุดในวัดซึ่งรู้จักหลวงปู่มานานกว่าใคร พระอาวุโสจึงได้เล่าเรื่องราวต่อไปนี้ให้ฟัง

สมัยที่หลวงปู่ยังหนุ่มๆ เขาตัดสินใจจะบวชตลอดชีวิตด้วยการบอกลาลูกเมียและออกเดินทางไปบำเพ็ญเพียรภาวนาตามป่าเขา จนกระทั่งลงหลักปักฐานอยู่ใกล้กับหมู่บ้านเล็กๆ ที่หลวงปู่ (ซึ่งตอนนั้นผู้คนยังเรียกกันว่าหลวงพี่) จะไปบิณฑบาตรได้

ชาวบ้านต่างต้อนรับขับสู้หลวงพี่เป็นอย่างดี และได้สร้างกระท่อมไม้ไผ่ไว้ให้ท่านใช้เป็นกุฏิ

วันหนึ่ง มีหนูเข้ามาในกระท่อมและกัดจีวรของท่าน แม้จะยังใช้การได้อยู่ แต่ถ้าปล่อยไปแบบนี้ท่านคงไม่เหลือจีวรให้ใส่อย่างแน่นอน ท่านจึงปรึกษาชาวบ้านว่าควรทำอย่างไรดี

“ทำไมหลวงพี่ไม่เลี้ยงแมวไว้ล่ะครับ”

หลวงพี่เห็นด้วย ชาวบ้านจึงให้แมวหลวงพี่มาเลี้ยงไว้หนึ่งตัว จากวันนั้นก็ไม่มีหนูมากัดจีวรอีกเลย

แต่ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น เพราะแมวต้องกินนม หลวงพี่ต้องออกบิณฑบาตรหลายครั้งกว่าจะได้นมมาพอให้แมวกิน

เมื่อเห็นปัญหาดังนี้ หลวงพี่จึงปรึกษาชาวบ้าน ชาวบ้านจึงแนะนำว่า

“ทำไมหลวงพี่ไม่เลี้ยงวัวไว้สักตัวล่ะครับ จะได้มีนมเพียงพอสำหรับทั้งแมวและหลวงพี่”

ชาวบ้านจึงบริจาควัวหนึ่งตัวมาให้หลวงพี่เลี้ยงไว้ที่ข้างกุฏิ ปัญหาแมวไม่มีนมกินจึงหมดไป

แต่วัวต้องกินหญ้าปริมาณมาก ไม่นานนักหญ้าที่ขึ้นรอบกุฏิก็โดนวัวกินจนหมด หลวงพี่เลยปรึกษาชาวบ้านอีกครั้ง

ชาวบ้านเห็นว่าให้พระบิณฑบาตรหญ้านั้นดูไม่งาม จึงแนะนำหลวงพี่ว่า

“ในหมู่บ้านมีแม่หม้ายคนหนึ่งที่สามีเพิ่งตายไป เราน่าจะไปชวนเธอมาช่วยดูแลวัว ช่วยปลูกหญ้า ช่วยปลูกผักผลไม้ และอาจจะช่วยดูแลหลวงพี่ตอนหลวงพี่อาพาธได้ด้วย”

หลวงพี่คิดว่าน่าจะเป็นการดี หญิงหม้ายก็เลยได้มาดูแลวัว ดูแลแมว ทำความสะอาดกุฏิ และยังช่วยปลูกผักทำสวน

เมื่อหลวงพี่เห็นหญิงสาวต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย จึงลงไปช่วยทำสวนอีกแรง

วันเวลาผ่านไป เหตุเกิดจากความใกล้ชิดและความเห็นอกเห็นใจ หลวงพี่กับหญิงหม้ายก็รักกัน ไม่นานเธอก็ตั้งท้อง หลวงพี่ต้องสึกออกมาเพื่อทำหน้าที่อย่างฆราวาส

ระหว่างอุ้มลูก ทิดหนุ่มจึงคิดขึ้นได้ว่า “นี่มันอะไรกัน เราอุตส่าห์ทิ้งลูกทิ้งเมีย ทิ้งโลกและเดินทางไกลมาถึงที่นี่ แต่นี่เรากลับมาอยู่ทางโลกแบบเต็มตัว ทั้งหมดนี้เพียงเพราะว่าเราเริ่มเลี้ยงแมวเท่านั้นเอง”

พระอาวุโสเล่าจบ จึงบอกกับพระหนุ่มเจ้าอาวาสคนใหม่ว่า

“ที่หลวงปู่สอนว่าอย่าปล่อยให้แมวเข้ามาในชีวิต คืออย่าให้เรื่องเล็กน้อยค่อยๆ เข้ามามีอิทธิพลในชีวิตเราจนเราหลุดจากเส้นทางไปโดยไม่รู้ตัว

เวลาเราปล่อยให้ตัวเองทำสิ่งไม่ดี เราจะบอกว่าเราทำมันแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่พอเรายอมให้กิเลสชนะสักครั้งหนึ่งแล้ว กิเลสก็จะเริ่มแข็งแรงและเอาชนะเราได้อีกเรื่อยๆ มารู้ตัวอีกทีเมื่สาย เหมือนหลวงปู่ที่ห่วงจีวรจนได้ลูกได้เมียใหม่นั่นแหละ”


ขอบคุณนิทานจาก Words of Wisdom: The Monk and Cat Story

คนที่ทำให้เราอุ่นใจ

เมื่อเช้าวานนี้ “ป้าไข่” แม่บ้านที่ช่วยทำกับข้าวและดูแลเด็กๆ เดินเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าบึ้งตึง ผมกังวลใจเล็กน้อยว่าเขาไปเจอเรื่องไม่ดีอะไรมารึเปล่า

พอเดินผ่านโต๊ะที่ผมกับแฟนนั่งกินข้าวอยู่ ป้าไข่ก็บอกว่า “วันนี้รถกับข้าวไม่มา”

ปากซอยบ้านผมมีโลตัส เราสามารถไปซื้อกับข้าวที่นั่นได้ แต่ตรงกลางซอยจะมีรถกระบะใส่หลังคาด้านหลังเหมือนรถสองแถว ในรถมีผักและของชำบรรจุอยู่เต็มคันรถ จะแวะเวียนมาจอดสัปดาห์ละ 3-4 วัน อาจจะเพราะว่าวันนี้ฝนตกจนน้ำท่วมในซอย รถก็เลยไม่มาจอด พอรถไม่มาป้าไข่ก็เลยเซ็ง

ผมหันไปคุยกับแฟนว่า แม่ค้ารถกับข้าวเขาคงนึกไม่ถึงหรอกเนอะว่าเวลาเขาไม่มาขายจะมีคนที่คิดถึงจนเซ็งขนาดนี้ด้วย


ออฟฟิศที่ผมทำงานอยู่นั้นใช้ลิฟต์จอดรถอัตโนมัติ ชั้นสองมีลิฟต์ 2 ตัวและชั้นสามอีก 2 ตัว

ผมชอบจอดลิฟต์ของชั้นสองมากกว่าเพราะขากลับคิวจะไม่ยาวเท่าลิฟต์จอดรถชั้นสาม แต่ลิฟต์จอดรถชั้นสองนั้นจะแคบกว่า ทำให้ตอนขับรถเข้าลิฟต์นั้นต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เคยมีครั้งหนึ่งที่ผมพลาดล้อไปเบียดกับขอบที่จอดจนยางแตก

ลิฟต์ชั้นสองจะมีรปภ.คนหนึ่งที่คอยโบกรถให้ รปภ.คนนี้ทำงานที่นี่มาไม่ต่ำกว่า 3 ปีแล้ว เจอกันตั้งแต่ก่อนโควิด โควิดซาแล้วเขาก็ยังทำอยู่ที่นี่ไม่ได้ไปไหน

ทุกครั้งที่ผมขับรถขึ้นตึก ผมจะลุ้นเสมอว่ารปภ.คนนี้มารึเปล่า ถ้าเจอ ผมจะสบายใจทันที เพราะเขาโบกรถได้ดีมาก บอกอย่างละเอียดว่าต้องหมุนพวงมาลัยซ้าย/ขวา/ตรง จนสามารถเอารถเข้าได้โดยสวัสดิภาพ ถ้าเป็นรปภ.คนอื่นจะบอกทางได้ไม่ดีเท่าไหร่ ต้องถอยเข้าถอยออกหลายครั้งกว่าจะเอารถเข้าลิฟต์ได้อย่างปลอดภัย ผมเลยมักจะขับรถไปจอดชั้นสามมากกว่าหากรปภ.ขาประจำที่ผมไว้ใจไม่มาทำงาน

รปภ.คนนี้เขาก็คงไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าผม appreciate เขาแค่ไหน เพราะแม้แต่ชื่อผมก็ไม่รู้จัก และผมไม่เคยบอกเขาเลยว่าทุกวันที่ผมเข้าออฟฟิศผมจะมองหาเขาทุกครั้ง


ผมถามแฟนว่า มีคนที่เราเจอแล้วอุ่นใจ แต่เขาไม่น่าจะรู้ตัวว่าเขาทำให้เราอุ่นใจบ้างรึ
เปล่า แฟนก็ตอบว่ามี อย่างที่ทำงานปัจจุบันก็เป็นแม่บ้านที่คอยหาข้าวหาปลามาให้กิน หรือที่ทำงานเดิมก็เป็นพี่เลขาที่เก็บไฟล์ทุกอย่างเอาไว้อย่างดี หากแฟนหาไฟล์ไหนไม่เจอก็จะไปขอกับพี่เลขาคนนี้ได้เสมอ ส่วนที่ทำงานก่อนหน้านั้นก็เป็นคนทำความสะอาดที่จะเจอกันทุกเช้าจนแอดเฟรนด์มาทางเฟซ ทุกวันนี้ยังมากดไลค์รูปบ่อยๆ ย้อนกลับไปที่ทำงานแรกก็มีหน้าหลายคนลอยมาเหมือนกัน

เวลาเราพูดถึงชีวิตการทำงาน เรามักจะคิดถึงแต่เรื่องเงินเดือน หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน แต่เราแทบไม่เคยพูดถึง “คนตัวเล็ก” ที่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อตรง

คนตัวเล็กเหล่านี้ โดยปกติเขาจะไม่อยู่ในห้วงคำนึงของเรา แต่ทุกครั้งที่เราเจอเขาเราจะรู้สึกขอบคุณและอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ที่สำคัญคือเขาน่าจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าการมีอยู่ของเขานั้นมีความหมายกับเราอย่างไรบ้าง

พอชวนแฟนคุยเรื่องนี้ แฟนเลยบอกว่าจะซื้อผลไม้ไปให้พี่แม่บ้านคนปัจจุบัน และปีใหม่นี้อาจจะส่งของขวัญไปให้พี่เลขาของที่ทำงานเก่า

ผมเองก็ว่าจะซื้ออะไรติดไม้ติดมือไปฝากพี่รปภ.ที่ช่วยให้ผมจอดรถโดยสวัสดิภาพมานับร้อยครั้ง

มาขอบคุณคนที่ทำให้เราอุ่นใจกันครับ

ที่เราเบื่อเพราะเราทำตัวน่าเบื่อ

ถ้ารู้สึกว่าชีวิตมันไม่ค่อยมีสีสัน บางทีเราก็ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างที่มันต่างออกไป

เพราะหากทำอย่างที่เคยทำ เราก็จะเป็นอย่างที่เคยเป็น และการนอนดูทีวีหรือเล่นมือถือคงไม่ใช่คำตอบ

ตอนนี้ชีวิตกลับมาแทบจะปกติ 100% แม้ยังต้องระวังตัวอยู่แต่ก็ดีกว่าปีที่แล้วมาก

ทางเลือกจึงมีมากมาย เหลือแต่ว่าเราจะเลือกทำอะไรบ้าง

“Only boring people get bored.”
-Anonymous

ไม่ทำตัวเป็นน่าเบื่อ แล้วเราจะหายเบื่อเองครับ

ดูซิว่าจะโกรธได้นานแค่ไหน

ความโกรธกับลูกมะนาวมีความคล้ายคลึงกันอยู่

หากมะนาวลูกนั้นไม่มีน้ำ ต่อให้บีบแค่ไหนก็ไม่ได้น้ำมะนาว

หากในใจคนคนหนึ่งไม่มีความโกรธ ต่อให้ใครมากระตุ้นแค่ไหนเขาก็ไม่โกรธ คนแบบนี้อาจจะแทบไม่มีเหลือแล้วในโลก แต่เราคงพอจินตนาการถึงคนคนนั้นได้

ดังนั้นความโกรธจะเกิดได้จึงต้องอาศัยทั้งตัวกระตุ้นและเชื้อแห่งความโกรธที่มีอยู่ในใจเราตั้งแต่แรก

ส่วนความโกรธกับการนอนไม่หลับนั้นก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่อย่างหนึ่ง

ยิ่งอยากหายโกรธยิ่งไม่หาย ยิ่งอยากหลับยิ่งนอนไม่หลับ

จังหวะแรกเราจะโกรธคนอื่นก่อน จังหวะที่สองเราจะโกรธตัวเองที่ทำไมไม่หายโกรธเสียที

ยิ่งอยากหายโกรธยิ่งไม่หาย เพราะมันคือการเติมเชื้อแห่งความโกรธเข้าไป

วิธีที่จะหายโกรธได้เร็วที่สุดคือการมองให้เห็นความโกรธนั้นโดยไม่ต้องไปรังเกียจมัน และตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ดูซิว่าจะโกรธได้นานแค่ไหน”

เมื่อเราไม่ผลักไส การเติมเชื้อก็จะจบลง

และเช่นเดียวกับทุกสิ่ง ความโกรธที่ผ่านมาก็ย่อมจะผ่านไปเช่นกันครับ

พ่อแม่ควรทะเลาะให้ลูกเห็นหรือเปล่า

สิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมานานก็คือพ่อแม่ไม่ควรทะเลาะกันต่อหน้าลูก เพราะมันอาจจะสร้างแผลในใจให้ลูกได้

แต่ Adam Grant ได้บอกไว้ในหนังสือ Think Again ว่าจากผลการวิจัย พ่อแม่จะทะเลาะกันบ่อยแค่ไหนนั้นไม่ได้ส่งผลต่อการเรียน การเข้าสังคม และพัฒนาการทางอารมณ์ของลูกเลย

สิ่งที่จะส่งผลต่อลูกจึงเป็นคุณภาพของการทะเลาะ ไม่ใช่ความถี่

เมื่อพ่อแม่ถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์และด้วยความเคารพนั้น เด็กจะรู้สึกมีความปลอดภัยทางอารมณ์ และเมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อยเด็กกลุ่มนี้จะมีความเข้าอกเข้าใจและชอบช่วยเหลือเพื่อนร่วมห้องมากกว่าเด็กทั่วไป

การมองเห็นไม่ตรงกันและถกเถียงกันนั้นเป็นเรื่องปกติ ถ้าหากพ่อแม่ใช้โอกาสนี้ฝึกฝนให้ทะเลาะกันอย่างมีสติเพราะรู้ตัวว่าลูกกำลังดูอยู่ ก็อาจจะเป็นการเรียนรู้พร้อมกันของทั้งครอบครัวได้นะครับ