วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทาน แต่มีรูปภาพมาให้ดูครับ
- มองหากำแพงว่างๆ หรือฝ้าว่างๆ เอาไว้ก่อน
- จ้องไปที่จุดสีแดงบนจมูกของผู้หญิงในรูปนี้เป็นเวลา 30 วินาที
- มองไปที่กำแพง/ฝ้า แล้วกะพริบตาถี่ๆ
Enjoy!
ขอบคุณภาพจาก Reddit
วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทาน แต่มีรูปภาพมาให้ดูครับ
Enjoy!
ขอบคุณภาพจาก Reddit
เมื่อช่วงต้นเดือน a day BULLETIN มาชวนผมคุยเรื่อง Quiet Quitting ที่เป็นเทรนด์อยู่ใน TikTok
ผมเองแม้จะทำงานสาย HR แต่ไม่ได้เล่น TikTok ก็เลยไม่ได้รู้มาก่อนว่ามันกำลัง in trend พอไปอ่านดูจึงได้รู้ว่า Quiet Quitting คือการทำงานตามหน้าที่ แต่จะไม่ทำเกินหน้าที่หรือทุ่มเทมากไปกว่านี้
เขาวิเคราะห์กันว่า ที่เทรนด์นี้ถูกใจคนทำงานรุ่นใหม่ ก็เพราะว่าสองปีที่ผ่านมาการ work from home ทำให้เส้นแบ่งระหว่างงานกับเรื่องส่วนตัวมันหายไป ชีวิตเลยมีแต่งานกับงาน เมื่อรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบมานาน การทำ Quiet Quitting จึงเป็นเหมือนการเอาคืน เป็นการเรียกร้องความยุติธรรมกลับมาโดยที่ตัวเองยังมีงานทำ
ผมตอบ a day BULLETIN ไปว่า โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่า Quiet Quitting จะเป็นเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่ได้ส่งผลดีต่อใครเลย
เนื่องจากคำแต่ละคำถูกตีความด้วยคนแต่ละคนแตกต่างกันไป มันก็มีความเป็นไปได้ที่พนักงานบางคนจะตีความคำว่า Quiet Quitting เป็นการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม เข้าเกียร์ว่าง ออกแรงให้น้อยที่สุดโดยที่ยังเอาตัวรอดไปได้
ซึ่งนั่นย่อมส่งผลเสียในระยะยาวกับตัวพนักงานเอง
ไม่ใช่ทุกคนอยากเติบใหญ่เป็นผู้บริหาร แต่ก็คงไม่มีใครอยากมีชีวิตที่ย่ำอยู่กับที่เช่นกัน
ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า สุดท้ายแล้วเราจะได้เงินเดือนที่เหมาะสมกับตัวเองเสมอ ถ้าไม่ใช่กับนายจ้างปัจจุบันก็กับนายจ้างในอนาคต
และสำหรับประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นคนทำงาน เงินเดือนมักจะสะท้อนคุณค่าที่เราสร้างได้ และคุณค่าที่เราสร้างได้ก็ขึ้นอยู่กับทักษะ ทัศนคติ และวิธีการทำงานของเรา
Quiet Quitting จึงเป็นเหมือนการกดปุ่มหยุดสำหรับการพัฒนาทุกอย่างที่กล่าวมา ซึ่งก็เท่ากับการกดปุ่มหยุดในเรื่องค่าตอบแทนเช่นกัน
ผมเพิ่งได้อ่านบทความของ Inc. Magazine: Google Secretly Uses the ‘Quiet Hiring’ Method.
เนื้อหาไม่ได้มีอะไรเพราะเป็นสิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่ทำกันอยู่แล้ว นั่นก็คือการโปรโมตคนข้างในขึ้นมาทำตำแหน่งที่สำคัญ แทนที่จะไปรับคนใหม่จากข้างนอก
การโปรโมตคนข้างในนั้นมีข้อดีหลายอย่าง หนึ่งคือเขาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นคนทำงานดี สองคือเขาเข้าใจองค์กรดีอยู่แล้วในหลายๆ ด้าน ไม่ต้องเสียเวลามาสอนกันใหม่ และสามคือมันเป็นวิธีที่ดีที่จะรักษาคนเก่งๆ ไว้กับองค์กร
คนที่ทำงานดี ทำงานเกินหน้าที่ ผลงานมีคุณภาพ ผู้บริหารก็จะแอบนิยมชมชอบอยู่ในใจ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม มีตำแหน่งที่คู่ควรกับเขาพอดี เขาก็จะเป็นคนแรกๆ ที่ผู้บริหารนึกถึงและเสนอให้เข้ามาทำตำแหน่งนี้
ส่วนคนที่ Quiet Quitting ก็จะโดนมองข้ามไปอย่างช่วยไม่ได้
แน่นอนว่างานไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า Quiet Quitting คือทางออก เพราะถ้าคิดกันยาวๆ แล้วมันเป็นเกมที่มีแต่คนแพ้
ตึงเกินไปก็ไม่ดี หย่อนเกินไปก็ไม่เหมาะ
ทักษะที่คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ คือจะทำงานให้ดีได้อย่างไรโดยที่ไม่ถูกความโหดร้ายของโลกทุนนิยมบดขยี้ไปเสียก่อน จะเป็น good performer ที่สนุกกับงานและสนุกกับชีวิตด้วยได้อย่างไร
นี่คือโจทย์ที่เราแต่ละคนต้องหาจุดพอดีให้เจอด้วยตัวเองครับ
เมื่อวานนี้ตอนเช้าระหว่างขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน ผมเปิดเพลงผ่าน Youtube Music ที่สุ่มเพลงมาให้เราฟัง พออินโทรเพลงหนึ่งดังขึ้นมา ปรายฝนลูกสาวที่อยู่ ป.1 ก็ตะโกนขึ้นมาทันทีว่า “ฉลามนั้นชอบงับคุณ ส่วนผมน่ะชอบคุณงับ!”
(ช่วงนี้ปรายฝนชอบเพลงนี้กับเพลงเฮอร์ไมโอน้องเป็นพิเศษ)
ตอนเที่ยงผมเข้าออฟฟิศแล้วไปกินร้านราเม็งกับเพื่อนร่วมงานซึ่งผมนัดเจอกันทุกสองสัปดาห์ นอกจากคุยกันเรื่องงานและเรื่องคนแล้วก็ยังพูดคุยกันเรื่องพ่อแม่ด้วย เขาพยายามหาอะไรให้แม่ทำ เช่นทำกับข้าว ทำงานบ้าน เพราะสังเกตว่าเพื่อนของพ่อแม่ที่อยู่เฉยๆ นั้นจะแก่เร็วมาก
ผมคิดว่าเป็นความจริงอยู่เหมือนกัน พ่อผมอายุ 74 ส่วนแม่อายุ 71 มีหน้าที่ไปรับหลานที่โรงเรียนและยังต้องวิ่งไปทำงานนั้นงานนี้อยู่บ่อยๆ ก็ยังดูกระฉับกระเฉงและแข็งแรงดี จนผมกับแฟนที่บ่นปวดหลังอยู่ทุกวันยังอดคิดไม่ได้ว่าถ้าอายุเท่าเขาเราจะยังแข็งแรงได้เสี้ยวหนึ่งของเขามั้ย
ตกกลางคืน หลังจากลูกๆ หลับไปแล้ว ผมเดินไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งของพี่ประภาส ชลศรานนท์มาอ่าน
พี่ประภาสเล่าถึงการจับปลาในญี่ปุ่น ที่การหาปลาตรงชายฝั่งนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ ชาวประมงเลยต้องแล่นเรือออกไปไกลขึ้น เมื่อจับได้แล้วก็เอามาใส่ถังน้ำแข็งเอาไว้ ซึ่งบางทีกว่าจะกลับเข้ามาขายในเมืองเวลาก็ผ่านไปหลายวัน นักกินปลาดิบชาวญี่ปุ่นก็จะบ่นว่าปลาไม่สดเหมือนแต่ก่อน
ชาวประมงเลยแก้ปัญหาด้วยการมีแทงค์น้ำขนาดใหญ่ติดเรือไปด้วย เมื่อจับปลาได้จึงไม่ได้ฆ่าทันทีแต่ปล่อยให้ปลาว่ายอยู่ในแทงค์น้ำนั้นเพื่อคงความสดใหม่เอาไว้
แต่ไม่วายลูกค้าก็ยังบ่นว่าปลาดิบรสชาติไม่ดีเหมือนเดิม เพราะปลาที่ว่ายอยู่ในแทงค์น้ำอยู่หลายวันนั้นไม่สดใหม่เท่าปลาที่ว่ายในทะเล
ชาวประมงแก้ปัญหายังไงทราบมั้ยครับ
พวกเขาจับปลาฉลามมา แล้วปล่อยปลาฉลามลงไปในแทงค์น้ำนั้นด้วย
แน่นอนว่าปลาบางตัวย่อมจะโดนฉลามกินไป แต่ปลาส่วนใหญ่ก็ยังเหลือรอดมาได้แถมยังรสชาติดีราวกับเพิ่งขึ้นมาจากทะเลหมาดๆ
ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เป็นจริงแค่ไหน พอกูเกิ้ลก็เจอเว็บ StackExchange: Do Japanese fishermen put sharks in their tanks to keep fish fresh? ที่มีคนมาตอบว่าเทคนิคชาวประมงญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้คือ Ikejime ซึ่งเป็นการฆ่าปลาโดยทำให้สมองของมันตายก่อน ซึ่งจะช่วยให้รักษาความสดของปลาเอาไว้ได้
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ไม่ใช่เรื่องจริงผมก็มองว่ามันเป็นนิทานที่ดี และนิทานที่ดีคือนิทานที่สอนอะไรเราบางอย่าง
ผมเคยเขียนไว้ในบทความ “มนุษย์เราแสวงหาสิ่งใด” ว่านอกจากเงิน สถานะ คำชื่นชม ความสุข และความหมายแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่คนเราแสวงหาคือ “ความรู้สึกมีชีวิตชีวา” หรือ the experience of being alive.
ซึ่งการมีชีวิตชีวานั้นสามารถทำได้หลายช่องทาง การทำกับข้าวก็วิธีหนึ่ง การร้องและเต้นตามเพลงโปรดก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง
ถ้ารู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้ขาดสีสัน เหมือนวันๆ ถูกขังอยู่ในแทงค์น้ำ บางทีเราอาจต้องลองเพิ่ม “ฉลาม” เข้ามาในชีวิต
อาจจะเป็นโปรเจ็คที่ท้าทาย อาจจะเป็นการได้ไปลงเรียนในเรื่องที่เราไม่เคยทำ
เมื่อมีฉลาม เราจะมีความตื่นตัว เราจะมีความระแวดระวัง
และเราจะรู้ว่าวันนี้ตื่นมาเพื่อจะทำอะไรครับ
ชีวิตเราเดี๋ยวนี้สะดวกสบายกว่าแต่ก่อนมาก อยากดูอะไรก็ได้ดูทันที อยากกินอะไรก็ได้กินแทบจะในทันที (รอพี่ไรเดอร์มาส่ง) อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ทันทีและไม่เกิน 2 วันก็ได้ของกันแล้ว
เมื่อทุกอย่างมันง่ายดาย เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่รอไม่เป็น
เมื่อการรอมันยากเย็น เราจึงอยากบรรลุเป้าหมายให้ได้โดยเร็ว
ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ตำแหน่งหน้าที่ หรือยอดผู้ติดตาม
การมีเป้าหมายเป็นเรื่องดี เพราะมันทำให้ชีวิตมีทิศทาง ทำให้เราไม่ใช้พลังงานและวันเวลาอันจำกัดไปอย่างสะเปะสะปะ
เมื่อเป้าหมายมีแล้ว ทิศทางมีแล้ว ก็เหลือแต่ว่าเราจะเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วแค่ไหน
ถ้าเราเร่งเครื่องเต็มสูบ ก็อาจจะถึงเส้นชัยก่อนคนอื่น แต่ความเร็วนี้ก็มีต้นทุนของมัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ สุขภาพ และความเคารพที่มีต่อตนเอง
ที่ต้องระวังก็คือ ยิ่งเรารีบเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะเกิด “อุบัติเหตุ” ที่ทำให้การเดินทางต้องยุติก็มากขึ้นเช่นกัน
หรือหากเรารีบเกินไปจนไม่สนุกและไม่ชอบตัวเองเอาเสียเลย ก็มีโอกาสสูงยิ่งที่เราจะล้มเลิกเสียกลางคัน
หากรู้ตัวว่าเราไม่ใช่คนประเภท go-getter ที่อยากได้อะไรแล้วต้องได้ให้เร็วที่สุด เราก็ไม่จำเป็นต้องฝืน
เราสามารถไปสู่เป้าหมายด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับตัวเอง จะถึงช้ากว่าคนอื่นก็ไม่เป็นไร ข้อดีของการไปอย่างช้าๆ คือเราจะได้เพลิดเพลินกับการเดินทาง
ตราบใดที่เรายังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง และโชคชะตาไม่ใจร้ายกับเราเกินไปนัก เราก็จะไปถึงที่หมายได้เช่นกัน
เพราะความเร็วไม่สำคัญเท่ากับการไม่ล้มเลิกครับ
มนุษย์เราอยู่บนโลกนี้ประมาณ 80 ปี
หรือประมาณ 1,000 เดือน
หรือประมาณ 4,000 สัปดาห์
หรือประมาณ 30,000 วัน
แต่ละวันจึงเป็นหน่วยย่อยของสิ่งที่เราเรียกว่า “ชีวิต”
ชีวิตที่ดีกับชีวิตที่แย่จึงต่างกันแค่ตรงนี้
ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีวันดีๆ มากกว่าวันแย่ๆ
ชีวิตที่แย่คือชีวิตที่มีวันแย่ๆ มากกว่าวันดีๆ
ความไม่แน่นอนของโลกย่อมการันตีว่าเราไม่สามารถมีวันดีๆ ได้ตลอดไป สิ่งเดียวที่เราทำได้คือเพิ่มความน่าจะเป็นที่จะมีวันดีๆ มากกว่าวันที่ไม่ดี
ซึ่งวันที่ดีก็คือวันที่มีชั่วโมงที่ดีมากกว่าชั่วโมงที่แย่ และชั่วโมงที่ดีคือชั่วโมงที่มีนาทีที่ดีมากกว่านาทีที่แย่
นาทีนี้จะเป็นนาทีที่ดีหรือแย่นั้นอาจถูกกระตุ้นได้จากปัจจัยภายนอกก็จริง แต่มันจะแย่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยภายใน – ว่าเราจะทำร้ายตัวเองเพิ่มเติมรึเปล่า
นาทีที่ดี -> ชั่วโมงที่ดี -> วันที่ดี -> สัปดาห์ที่ดี -> เดือนที่ดี -> ปีที่ดี -> ชีวิตที่ดี
ชีวิตทั้งชีวิตจึงขึ้นอยู่กับแต่ละนาที แต่ละขณะ
“Each day is a small lifetime. Live a good life today.”
-James Clear
ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีวันที่ดี
มาทำวันนี้ให้เป็นวันที่ดีกันครับ