ฉลามนั้นชอบงับคุณ

เมื่อวานนี้ตอนเช้าระหว่างขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน ผมเปิดเพลงผ่าน Youtube Music ที่สุ่มเพลงมาให้เราฟัง พออินโทรเพลงหนึ่งดังขึ้นมา ปรายฝนลูกสาวที่อยู่ ป.1 ก็ตะโกนขึ้นมาทันทีว่า “ฉลามนั้นชอบงับคุณ ส่วนผมน่ะชอบคุณงับ!”

(ช่วงนี้ปรายฝนชอบเพลงนี้กับเพลงเฮอร์ไมโอน้องเป็นพิเศษ)

ตอนเที่ยงผมเข้าออฟฟิศแล้วไปกินร้านราเม็งกับเพื่อนร่วมงานซึ่งผมนัดเจอกันทุกสองสัปดาห์ นอกจากคุยกันเรื่องงานและเรื่องคนแล้วก็ยังพูดคุยกันเรื่องพ่อแม่ด้วย เขาพยายามหาอะไรให้แม่ทำ เช่นทำกับข้าว ทำงานบ้าน เพราะสังเกตว่าเพื่อนของพ่อแม่ที่อยู่เฉยๆ นั้นจะแก่เร็วมาก

ผมคิดว่าเป็นความจริงอยู่เหมือนกัน พ่อผมอายุ 74 ส่วนแม่อายุ 71 มีหน้าที่ไปรับหลานที่โรงเรียนและยังต้องวิ่งไปทำงานนั้นงานนี้อยู่บ่อยๆ ก็ยังดูกระฉับกระเฉงและแข็งแรงดี จนผมกับแฟนที่บ่นปวดหลังอยู่ทุกวันยังอดคิดไม่ได้ว่าถ้าอายุเท่าเขาเราจะยังแข็งแรงได้เสี้ยวหนึ่งของเขามั้ย

ตกกลางคืน หลังจากลูกๆ หลับไปแล้ว ผมเดินไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งของพี่ประภาส ชลศรานนท์มาอ่าน

พี่ประภาสเล่าถึงการจับปลาในญี่ปุ่น ที่การหาปลาตรงชายฝั่งนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ ชาวประมงเลยต้องแล่นเรือออกไปไกลขึ้น เมื่อจับได้แล้วก็เอามาใส่ถังน้ำแข็งเอาไว้ ซึ่งบางทีกว่าจะกลับเข้ามาขายในเมืองเวลาก็ผ่านไปหลายวัน นักกินปลาดิบชาวญี่ปุ่นก็จะบ่นว่าปลาไม่สดเหมือนแต่ก่อน

ชาวประมงเลยแก้ปัญหาด้วยการมีแทงค์น้ำขนาดใหญ่ติดเรือไปด้วย เมื่อจับปลาได้จึงไม่ได้ฆ่าทันทีแต่ปล่อยให้ปลาว่ายอยู่ในแทงค์น้ำนั้นเพื่อคงความสดใหม่เอาไว้

แต่ไม่วายลูกค้าก็ยังบ่นว่าปลาดิบรสชาติไม่ดีเหมือนเดิม เพราะปลาที่ว่ายอยู่ในแทงค์น้ำอยู่หลายวันนั้นไม่สดใหม่เท่าปลาที่ว่ายในทะเล

ชาวประมงแก้ปัญหายังไงทราบมั้ยครับ

พวกเขาจับปลาฉลามมา แล้วปล่อยปลาฉลามลงไปในแทงค์น้ำนั้นด้วย

แน่นอนว่าปลาบางตัวย่อมจะโดนฉลามกินไป แต่ปลาส่วนใหญ่ก็ยังเหลือรอดมาได้แถมยังรสชาติดีราวกับเพิ่งขึ้นมาจากทะเลหมาดๆ

ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เป็นจริงแค่ไหน พอกูเกิ้ลก็เจอเว็บ StackExchange: Do Japanese fishermen put sharks in their tanks to keep fish fresh? ที่มีคนมาตอบว่าเทคนิคชาวประมงญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้คือ Ikejime ซึ่งเป็นการฆ่าปลาโดยทำให้สมองของมันตายก่อน ซึ่งจะช่วยให้รักษาความสดของปลาเอาไว้ได้

อย่างไรก็ตาม ต่อให้ไม่ใช่เรื่องจริงผมก็มองว่ามันเป็นนิทานที่ดี และนิทานที่ดีคือนิทานที่สอนอะไรเราบางอย่าง

ผมเคยเขียนไว้ในบทความ “มนุษย์เราแสวงหาสิ่งใด” ว่านอกจากเงิน สถานะ คำชื่นชม ความสุข และความหมายแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่คนเราแสวงหาคือ “ความรู้สึกมีชีวิตชีวา” หรือ the experience of being alive.

ซึ่งการมีชีวิตชีวานั้นสามารถทำได้หลายช่องทาง การทำกับข้าวก็วิธีหนึ่ง การร้องและเต้นตามเพลงโปรดก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง

ถ้ารู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้ขาดสีสัน เหมือนวันๆ ถูกขังอยู่ในแทงค์น้ำ บางทีเราอาจต้องลองเพิ่ม “ฉลาม” เข้ามาในชีวิต

อาจจะเป็นโปรเจ็คที่ท้าทาย อาจจะเป็นการได้ไปลงเรียนในเรื่องที่เราไม่เคยทำ

เมื่อมีฉลาม เราจะมีความตื่นตัว เราจะมีความระแวดระวัง

และเราจะรู้ว่าวันนี้ตื่นมาเพื่อจะทำอะไรครับ

ความเร็วไม่สำคัญเท่ากับการไม่ล้มเลิก

ชีวิตเราเดี๋ยวนี้สะดวกสบายกว่าแต่ก่อนมาก อยากดูอะไรก็ได้ดูทันที อยากกินอะไรก็ได้กินแทบจะในทันที (รอพี่ไรเดอร์มาส่ง) อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ทันทีและไม่เกิน 2 วันก็ได้ของกันแล้ว

เมื่อทุกอย่างมันง่ายดาย เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่รอไม่เป็น

เมื่อการรอมันยากเย็น เราจึงอยากบรรลุเป้าหมายให้ได้โดยเร็ว

ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ตำแหน่งหน้าที่ หรือยอดผู้ติดตาม

การมีเป้าหมายเป็นเรื่องดี เพราะมันทำให้ชีวิตมีทิศทาง ทำให้เราไม่ใช้พลังงานและวันเวลาอันจำกัดไปอย่างสะเปะสะปะ

เมื่อเป้าหมายมีแล้ว ทิศทางมีแล้ว ก็เหลือแต่ว่าเราจะเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วแค่ไหน

ถ้าเราเร่งเครื่องเต็มสูบ ก็อาจจะถึงเส้นชัยก่อนคนอื่น แต่ความเร็วนี้ก็มีต้นทุนของมัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ สุขภาพ และความเคารพที่มีต่อตนเอง

ที่ต้องระวังก็คือ ยิ่งเรารีบเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะเกิด “อุบัติเหตุ” ที่ทำให้การเดินทางต้องยุติก็มากขึ้นเช่นกัน

หรือหากเรารีบเกินไปจนไม่สนุกและไม่ชอบตัวเองเอาเสียเลย ก็มีโอกาสสูงยิ่งที่เราจะล้มเลิกเสียกลางคัน

หากรู้ตัวว่าเราไม่ใช่คนประเภท go-getter ที่อยากได้อะไรแล้วต้องได้ให้เร็วที่สุด เราก็ไม่จำเป็นต้องฝืน

เราสามารถไปสู่เป้าหมายด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับตัวเอง จะถึงช้ากว่าคนอื่นก็ไม่เป็นไร ข้อดีของการไปอย่างช้าๆ คือเราจะได้เพลิดเพลินกับการเดินทาง

ตราบใดที่เรายังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง และโชคชะตาไม่ใจร้ายกับเราเกินไปนัก เราก็จะไปถึงที่หมายได้เช่นกัน

เพราะความเร็วไม่สำคัญเท่ากับการไม่ล้มเลิกครับ

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีวันที่ดี

มนุษย์เราอยู่บนโลกนี้ประมาณ 80 ปี

หรือประมาณ 1,000 เดือน

หรือประมาณ 4,000 สัปดาห์

หรือประมาณ 30,000 วัน

แต่ละวันจึงเป็นหน่วยย่อยของสิ่งที่เราเรียกว่า “ชีวิต”

ชีวิตที่ดีกับชีวิตที่แย่จึงต่างกันแค่ตรงนี้

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีวันดีๆ มากกว่าวันแย่ๆ

ชีวิตที่แย่คือชีวิตที่มีวันแย่ๆ มากกว่าวันดีๆ

ความไม่แน่นอนของโลกย่อมการันตีว่าเราไม่สามารถมีวันดีๆ ได้ตลอดไป สิ่งเดียวที่เราทำได้คือเพิ่มความน่าจะเป็นที่จะมีวันดีๆ มากกว่าวันที่ไม่ดี

ซึ่งวันที่ดีก็คือวันที่มีชั่วโมงที่ดีมากกว่าชั่วโมงที่แย่ และชั่วโมงที่ดีคือชั่วโมงที่มีนาทีที่ดีมากกว่านาทีที่แย่

นาทีนี้จะเป็นนาทีที่ดีหรือแย่นั้นอาจถูกกระตุ้นได้จากปัจจัยภายนอกก็จริง แต่มันจะแย่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยภายใน – ว่าเราจะทำร้ายตัวเองเพิ่มเติมรึเปล่า

นาทีที่ดี -> ชั่วโมงที่ดี -> วันที่ดี -> สัปดาห์ที่ดี -> เดือนที่ดี -> ปีที่ดี -> ชีวิตที่ดี

ชีวิตทั้งชีวิตจึงขึ้นอยู่กับแต่ละนาที แต่ละขณะ

“Each day is a small lifetime. Live a good life today.”
-James Clear

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีวันที่ดี

มาทำวันนี้ให้เป็นวันที่ดีกันครับ

สิ่งที่พนักงานมือใหม่เรียนรู้ได้จากหน่วย SEAL

Sean Kernan หนึ่งใน Top Writer ของ Quora เคยเขียนถึงประโยชน์ของความใส่ใจต่อเรื่องเล็กๆ ไว้แบบนี้ครับ

“พ่อของผมเคยเป็นทหารของหน่วย SEAL

ที่บ้านเรานั้น การเก็บเตียงตอนเช้าเป็นเรื่องใหญ่มาก

ถ้าผมเก็บเตียงไม่เรียบร้อย หรือแย่กว่านั้นคือถ้าผมลืมเก็บเตียง พ่อจะโกรธมากและบ่นผมไม่หยุด ผมเคยสงสัยเหมือนกันนะว่าทำไมต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย แค่ไม่เก็บเตียงไม่เห็นจำเป็นต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟสักหน่อย

แต่เมื่อผมโตขึ้นผมถึงเข้าใจ

ในค่ายทหาร SEAL นั้นจะมีการตรวจการเก็บเตียงนอนอย่างละเอียด ถ้าผู้คุมเจอแม้แต่จุดเดียวที่ไม่เรียบร้อย ผู้คุมจะทำโทษคุณด้วยการให้ไปแช่น้ำเย็นเฉียบในทะเล ต่อด้วยวิดพื้นและโหนบาร์

ความเจ็บปวดจะทำให้คนหัวขี้เลื่อยกลายเป็นคนเรียนรู้ไว

หลักการของหน่วย SEAL ก็คือ หากเราไม่อาจไว้ใจให้คุณทำเรื่องเล็กๆ อย่างการเก็บเตียงได้ แล้วเราจะไว้ใจคุณให้ดูแลชีวิตเพื่อนร่วมรบในศึกสงครามได้อย่างไร

เราสามารถใช้หลักการเดียวกันนี้สำหรับการทำงานได้ด้วย

เมื่อเริ่มทำงานใหม่ๆ พวกเราส่วนใหญ่มักไม่ได้ทำงานที่สนุกนักหรอก แต่สิ่งที่เราทำได้คือเมคชัวร์ว่าเราทำงานออกมาให้ดีที่สุด แม้ว่างานชิ้นนั้นมันจะธรรมดาหรือน่าเบื่อแค่ไหนก็ตาม

เมื่อเราใส่ใจทำเรื่องเล็กๆ อย่างเต็มความสามารถและไร้ที่ติ หัวหน้าก็จะมองว่าเราเป็นคนที่ไว้ใจได้นั่นเอง”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Sean Kernan’s answer to When did you realize small things matter?

คนที่เราอยากเป็นเขาจะไม่ทำอะไร

คนที่เราอยากเป็นจะไม่กินชานมไข่มุกในช่วงที่ตั้งใจลดน้ำหนัก

คนที่เราอยากเป็นจะไม่บ่นออกสื่อ

คนที่เราอยากเป็นจะไม่ใช้เงินซื้อความยอมรับ

คนที่เราอยากเป็นจะไม่ใช้วาจาเชือดเฉือน

คนที่เราอยากเป็นจะไม่เอาชนะในเรื่องไม่สำคัญ

และคนที่เราอยากเป็นจะไม่นอนไถมือถือไปอีก 1 ชั่วโมงครับ