การเลือกทางที่ถูกนั้นง่ายมาก

สิ่งที่ยากคือการเลือกทางที่ถูกอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ธรรมดาคนเรารู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

ใครก็รู้ว่ากินผักผลไม้นั้นมีประโยชน์ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่กินผักผลไม้จนเป็นนิสัย

ใครก็รู้ว่าออกกำลังกายนั้นมีประโยชน์ แต่มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ใครก็รู้ว่าการเจริญสตินั้นมีประโยชน์ แต่คนที่แบ่งเวลาเจริญสติเป็นประจำนั้นมีเพียงหยิบมือ

ที่คนไม่ค่อยทำ เพราะสิ่งเหล่านี้มันไม่เห็นผลในทันที ต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี

เช่นเดียวกับเรื่องร้ายๆ อย่างการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือกินของมัน-ของหวาน ที่กว่าจะส่งผลให้เห็นแบบจับต้องได้ก็ต้องเลยวัยกลางคนมาแล้ว

เพราะอะไรที่เราทำซ้ำๆ ล้วนตกอยู่ใต้กฎของการทบต้น (compounding) ที่จะเนิบนาบในช่วงแรกแต่จะพุ่งในตอนปลาย

ดีขึ้นเพียงสัปดาห์ละ 1% ภายใน 3 ปีเราจะดีขึ้นถึง 4.7 เท่า

แย่ลงเพียงสัปดาห์ละ 1% ภายใน 3 ปีเราจะแย่ลงถึง 4.8 เท่า

“Choosing something once is easy. Choosing it repeatedly makes a difference. Ordinary choices compound into extraordinary results.”
-Shane Parrish

ความมหัศจรรย์จึงมักเกิดจากคนธรรมดาที่ทำเรื่องธรรมดามายาวนานมากพอ

และความล้มเหลวก็มักเกิดจากคนธรรมดาที่ทำผิดเล็กน้อยมายาวนานมากพอเช่นกัน

การเลือกทางที่ถูกนั้นง่ายมาก สิ่งที่ยากคือการเลือกทางที่ถูกอย่างต่อเนื่อง

การเลี่ยงทางที่ผิดนั้นง่ายมาก สิ่งที่ยากคือการเลี่ยงทางที่ผิดอย่างต่อเนื่อง

ยาก – แต่ไม่เกินวิสัย ขอแค่มีสติและความสม่ำเสมอ

เลือกทางถูกในเรื่องเดิมให้ครบร้อยครั้ง-พันครั้ง แล้วชีวิตเราจะดีขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ

เมื่อความยุติธรรมสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่เหนือความยุติธรรมสำหรับคนคนเดียว

สมมติว่าคนในครอบครัวของเราถูกจับเรียกค่าไถ่ และเรามีกำลังจ่าย เราจะยอมจ่ายค่าไถ่หรือไม่?

ถ้าใช้ตัวเองเป็นตัวตั้ง ผมเองอาจจะยอมจ่าย

แต่ถ้าเอาสังคมเป็นตัวตั้ง การจ่ายค่าไถ่ย่อมเป็นการส่งสัญญาณว่าอาชีพเรียกค่าไถ่นี้มีผลตอบแทนดี โจรคนเดิมอาจจะจับคนอื่นเพื่อเรียกค่าไถ่อีกในอนาคต แถมคนอื่นๆ อาจจะเริ่มคิดอยากเป็นโจรเรียกค่าไถ่บ้าง

การที่เรายอมจ่ายค่าไถ่ เราอาจจะช่วยชีวิตคนในครอบครัวได้หนึ่งคน แต่เรากำลังสร้างความเสี่ยงให้กับคนอื่นๆ ในสังคมอีกไม่รู้กี่สิบคน

เวลาศาลตัดสิน นอกจากจะมองความถูกต้องและยุติธรรมของโจทย์และจำเลยแล้ว ศาลยังต้องระวังด้วยว่าการตัดสินนี้จะมีผลต่ออนาคตอย่างไร

ลองคิดถึงสถานการณ์การจับตัวเรียกค่าไถ่อีกครั้ง สมมติว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนตัดสินใจว่าจะยอมจ่ายค่าไถ่หรือไม่ แล้วเจ้าหน้าที่ตัดสินใจไม่ยอมจ่ายค่าไถ่จนเป็นผลให้ตัวประกันถูกสังหาร

ในกรณีนี้ รัฐต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับครอบครัวผู้เสียหายหรือไม่

ถ้ามองด้วยความเห็นใจ เราก็คงอยากให้ศาลตัดสินให้รัฐจ่ายค่าเสียหายให้ครอบครัว แต่การตัดสินแบบนั้นไป ย่อมหมายความว่าหากเกิดสถานการณ์เรียกค่าไถ่อีกในอนาคต เจ้าหน้าที่รัฐย่อมมีแนวโน้มที่จะยอมจ่ายค่าไถ่ ซึ่งนั่นก็จะทำให้ปัญหาโจรเรียกค่าไถ่เพิ่มขึ้นเหมือนในกรณีแรก

ดังนั้น การตัดสินของคนที่อยู่ในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นศาล ผู้บริหารประเทศ หรือผู้บริหารองค์กร นอกจากต้องคำนึงถึงความชอบธรรมต่อคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงแล้ว ยังต้องคำนึงถึงบรรทัดฐานที่จะถูกสร้างขึ้นจากกรณีนี้ รวมถึงแรงกระเพื่อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ดังนั้น แม้การตัดสินหรือตัดสินใจบางอย่างจะดูไม่ยุติธรรมหรือไม่มีมนุษยธรรมสำหรับคนหนึ่งคนในวันนี้ แต่มันอาจช่วยป้องกันหรือลดทอนปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับคนอื่นอีกมากมายในอนาคต

ผมไม่อาจตัดสินได้ว่าแบบไหนถูกต้องกว่ากัน แค่อยากนำมาเล่าเพื่อให้เราเห็นภาพที่ชัดขึ้นว่า ในโลกที่ไม่เพอร์เฟ็กต์ ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่อาจจำเป็นต้องแลกมาด้วยการเสียประโยชน์ของคนส่วนน้อยครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก The Great Mental Models Vol.3: Systems and Mathematics by Rhiannon Beaubien & Rosie Leizrowice

ให้ลมพาไป

สมัยหนึ่งที่เป็นนักศึกษาผมกับเพื่อนไปกินข้าวกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่พวกเราเคารพ

ตอนเดินออกจากร้าน เห็นบนผนังมีภาพวาดเป็นรูปเรือลอยละล่องอยู่ในทะเล และมีภาษาจีนเขียนอยู่

อาจารย์ท่านนี้รู้ภาษาจีน เพื่อนผมเลยถามว่าคำคำนั้นมีความหมายว่าอย่างไร

อาจารย์ตอบว่า “ให้ลมพาไป”

พอขึ้นรถตู้เพื่อกลับมหาวิทยาลัย เราขอให้อาจารย์ขยายความ อาจารย์ก็เลยตอบว่าชีวิตคนเราบางทีก็กำหนดไม่ได้ทั้งหมด ต้องปล่อยให้ลมพาไปบ้าง

เหมือนพวกเราทุกคนที่นั่งอยู่บนรถตู้คันนี้ ก็ต้องฝากชีวิตไว้กับคนขับรถตู้ว่าจะขับรถอย่างระมัดระวังและส่งเราถึงมหาวิทยาลัยได้อย่างปลอดภัย

เราควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้ แต่ควบคุมการกระทำได้

นี่คือความจริงที่หลายคนรู้ดีแต่มักหลงลืม

ความทุกข์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ ล้วนมาจากการทุรนทุรายกับสิ่งที่เราคุมไม่ได้ เช่นเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว หรือเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นแต่มีเหตุปัจจัยมากมายเกินกว่าที่เราจะไปกะเกณฑ์อะไร

สิ่งเดียวที่เราทำได้คือดูแลปัจจัยของทางเราให้ดี

ถ้าเรากำลังแล่นเรือ สิ่งที่เราควรใส่ใจ คือกางใบและคัดหางเสือของเราด้วยความระมัดระวัง

แล้วลมจะพาเรือชีวิตของเราไปทางไหนก็คงต้องปล่อยให้มันพาไปครับ

เปลี่ยนเรื่องที่จะไม่ทำให้เป็นเรื่องที่จะทำ

เราหลายคนน่าจะเคยมีความตั้งใจจะลดละเลิกอะไรบางอย่าง เช่น

  • จะไม่นอนดึก
  • จะไม่เล่นโซเชียลมากเกินไป
  • จะไม่กินขนมหวานเยอะ

ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็ชอบวิธี “ตัด” สิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิตนะครับ เหมือนประโยคที่ว่า

“Perfection is achieved, not when there is nothing more to add, but when there is nothing left to take away”

ของ Antoine de Saint-Exupéry ผู้เขียนเจ้าชายน้อย

แต่คุณมิทานิ จุน ผู้เขียนหนังสือ “คนที่ทำอะไรก็สำเร็จทำอะไร” ก็ให้อีกมุมมองหนึ่ง ว่าพอเราคิดถึงเรื่องที่จะไม่ทำด้วยรูปประโยคปฏิเสธ สมองก็จะตีความในแง่ลบว่าเรื่องนี้คือ “การถูกบังคับให้อดทน”

ดังนั้นคุณจุนเลยแนะนำว่าให้เปลี่ยน “เรื่องที่จะไม่ทำ” ให้เป็น “เรื่องที่จะทำ” แทน

จะไม่นอนดึก -> จะหัวถึงหมอนก่อนเที่ยงคืน

จะไม่เล่นโซเชียลมากเกินไป -> จะเล่นโซเชียลเฉพาะตอนอยู่บนรถไฟฟ้า

จะไม่กินขนมหวานเยอะ -> จะกินขนมหวานช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

แม้จะสื่อถึงสิ่งเดียวกัน แต่การเปลี่ยนประโยคปฏิเสธเป็นประโยคบอกเล่า ก็จะช่วยให้สมองตีความในแง่บวกว่าเรากำลังก้าวหน้าไปสู่เป้าหมาย

ใครที่เคยพยายามหักห้ามใจแล้วไม่เป็นผล ลองเอาวิธีนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ

โรนัลโดจะรู้สึกอย่างไรบ้าง

ต่อให้ไม่ดูบอล ก็เชื่อว่าหลายคนน่าจะเห็นหน้า Lionel Messi ไปแล้วหลายครั้งในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หลังจากพาทีมอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

หลายคนบอกว่าฟุตบอลโลกนัดชิงครั้งนี้ยอดเยี่ยมที่สุดที่เคยดูมา ใครไม่ได้ดูถือว่าพลาดมาก

ต้องชม “คนเขียนสคริปต์” ว่าวางบทไว้อย่างเหมาะเจาะลงตัว

อาร์เจนติน่าเล่นดีกว่าฝรั่งเศสอย่างชัดเจนในช่วง 70 นาทีแรก การได้แชมป์จึงไม่มีใครกังขา

เมสซี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งสามประตู และได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกซึ่งเป็นถ้วยรางวัลเดียวที่เขาไม่เคยได้

ส่วนเอ็มบัปเป้ก็เป็นแฮททริคฮีโร่จนทำให้ฝรั่งเศสมีลุ้น และประกาศตัวเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดของโลกในยุคต่อจากนี้

ส่วนในอีกมุมหนึ่งของห้องก็มีโรนัลโด…

ผมไม่แน่ใจว่าโรนัลโดได้ดูนัดชิงที่ว่ากันว่าดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาหรือเปล่า และไม่แน่ใจว่า 24 ชั่วโมงที่ผ่านมานี้โรนัลโดจะกล้าเข้ามาไถฟีดโซเชี่ยลบ้างหรือไม่

เพราะถ้าผมมีอีโก้แบบโรนัลโด การเห็นภาพเหล่านั้นคงทิ่มแทงใจน่าดู

ฉากจบที่สมบูรณ์แบบของเมสซี่ ช่าง contrast กับฉากชีวิตของโรนัลโดในวันนี้

ย้อนกลับไปเพียงหนึ่งเดือนที่แล้ว วันที่ 20 พฤศจิกายน โรนัลโดโพสต์รูปโฆษณาของหลุยส์วิตตองที่เขาเล่นหมากรุกกับเมสซี่ เป็นภาพที่ฮือฮาไปทั่วโลกเพราะมันคือการดวลกันของสองนักเตะที่แฟนบอลถกเถียงกันมานานว่าใครกันแน่คือ the G.O.A.T. – Greatest Of All Time

อดคิดไม่ได้ว่าคงจะเจ๋งน่าดูถ้าสองคนนี้ได้ปะทะแข้งกันในรอบชิงชนะเลิศ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือหลังจากผ่านรอบแบ่งกลุ่มแล้ว โรนัลโด้ถูกดร็อปจากตัวจริงทั้งสองเกมในรอบน็อคเอาต์ ก่อนที่โปรตุเกสจะแพ้ให้กับโมร็อคโคไป

หนึ่งในเหตุผลที่ถูกดร็อปน่าจะมาจากการต่อว่าเฮดโค้ชที่เปลี่ยนตัวเขาออกในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือโรนัลโด้ไม่ได้เป็นกำลังหลักของทีมอีกต่อไป ผิดกับเมสซี่ที่ยังเป็นหัวใจของทีมตลอดทัวร์นาเมนต์

เมสซี่ได้แชมป์บอลโลกและมีผู้คนนับแสนนับล้านรอต้อนรับที่บ้านเกิด ก่อนจะกลับไปเล่นให้กับทีม Paris Saint Germain ร่วมกับเอ็มบัปเป้และเนย์มาร์เพื่อไล่ล่าแชมป์ลีกและแชมเปี้ยนส์ลีก

ส่วนโรนัลโด้นั้นไม่มีแม้กระทั่งทีมสังกัด ข่าวความคืบหน้าล่าสุดคือไปซ้อมอยู่คนเดียวในสนามซ้อมของเรอัลมาดริด

เพียงเวลาแค่หนึ่งเดือน ทำไมชะตาชีวิตของสองคนถึงต่างกันได้ถึงเพียงนี้

หนึ่งเหตุผลก็คือ timing ของเมสซี่นั้นดีกว่านิดนึง เพราะโรนัลโดแก่กว่าสองปี หากเป็นโรนัลโดอายุเท่าเมสซี่คงมีความหมายกับทีมได้มากกว่าวันนี้

แต่เหตุผลหลักน่าจะเป็นการวางตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลในวันที่ตัวเองไม่ได้สำคัญขนาดนั้นอีกต่อไป

เมื่อเดือนพฤษภาคมโรนัลโดเพิ่งเป็นดาวซัลโวทีมและของพรีเมียร์ลีกอยู่หยกๆ แต่จุดจบน่าจะเริ่มจากการที่โรนัลโดประกาศว่าอยากย้ายไปอยู่กับทีมที่เล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก ต่อด้วยการไม่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อแข่งบอลกระชับมิตรกับลิเวอร์พูลรวมถึงเกมพรีซีซั่นอื่นๆ ทำให้ไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างเพียงพอและไม่ได้เป็นตัวจริงของแมนยูเมื่อเปิดฤดูกาล พอไม่ค่อยได้ลงสนามจึงขาดความคม และย่อมส่งผลต่อฟอร์มในทีมชาติ ส่วนการออกรายการให้สัมภาษณ์กับ Piers Morgan ก่อนบอลโลกจะเริ่มนั้นก็เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้แมนยูยกเลิกสัญญา

ผมเองเป็นแฟนแมนยูมาตั้งแต่เด็ก จึงเป็นแฟนโรนัลโดมานานมาก ส่วนตัวก็อยากให้โรนัลโดเป็น G.O.A.T. เหมือนกัน

แต่เมื่อเช้ามืดวันจันทร์ สิ่งที่ผมทำคือถ่ายรูปเมสซี่ถือโทรฟี่นักเตะยอดเยี่ยมกำลังจูบถ้วยบอลโลก และโพสต์ขึ้นเฟซว่า G.O.A.T. โดยดุษณี

จากนี้ก็ได้แต่เอาใจช่วยว่าโรนัลโดจะเจอทางออกที่ดี และข้ามผ่านปี 2022 ไปให้ได้ครับ