นิทานยักษ์ในตะเกียง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่มาจากปากคำของผู้ชายที่ชื่อ Jimmy Lee กันครับ

“หลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ผมกับภรรยาได้ซื้อบ้าน 6 ห้องนอนที่ตั้งอยู่ในสนามกอล์ฟ ในโครงการมีคลับเฮาส์และสระว่ายน้ำด้วย

ผมขับรถ Lexus รุ่นที่ดีที่สุดที่ผมพอจะซื้อไหว และผมก็ซื้อรถ SUV ให้ภรรยาอีกหนึ่งคัน เรามีลูกสองคน และชีวิตของเราก็เต็มไปด้วยความทุกข์

ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องเงินหรอกนะ ของที่เรามีมันแพงและทำให้การเงินเราตึงๆ ก็จริง แต่เราก็มีกำลังจ่ายไหว

ปัญหาหลักคือเรื่องเวลา ผมยุ่งกับธุรกิจของผมมาก ทำงานเกือบ 7 วันต่อสัปดาห์ ภรรยาก็ต้องดูแลลูกและยังต้องแบ่งเวลามาช่วยทำธุรกิจเช่นกัน พวกเราแทบไม่เคยลาพักร้อนเลย การได้หยุดสุดสัปดาห์นานๆ ครั้งก็คือการพักร้อนสำหรับเราแล้ว

ผมอาจกำลังอ่านนิทานหรือเล่นกับลูกอยู่ แล้วเสียงโทรศัพท์ก็จะดังขึ้น เสียงหัวเราะจะหยุดชะงักเหมือนโดนปิดสวิทช์ระหว่างที่ผมเดินไปห้องข้างๆ เพื่อคุยโทรศัพท์

ราวกับโลกของครอบครัวหยุดหมุนระหว่างที่พวกเขาลุ้นว่าผมต้องออกไปข้างนอกรึเปล่า “โทษทีนะ พ่อต้องรีบไปหาลูกค้าแล้ว!” ผมจะรุดออกจากบ้านก่อนที่ลูกๆ จะพูดว่า “บ๊ายบายแด๊ดดี้” จบประโยคเสียอีก

คุณคงเคยดูหนังเรื่องอะลาดิน ผมนี่แหละคือยักษ์จีนี่ผู้เสกสิ่งต่างๆ ผู้แก้ไขทุกปัญหา ผู้ทรงพลังอำนาจ แต่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่ทาสตนหนึ่ง ธุรกิจคือเจ้าชีวิต ลูกค้าคือเจ้าชีวิต หนี้ผ่อนบ้านคือเจ้าชีวิต ผมคือยักษ์จีนี่ที่โหยหาอิสรภาพ

วันหนึ่งผมกับแฟนมองหน้ากันแล้วถามว่า “นี่พวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่?”

ผมเริ่มร่อนใบสมัครและได้งานภายในเวลาไม่นาน ผ่านไปไม่กี่เดือนเราก็ปิดธุรกิจของเราและขายบ้านหลังเดิม จีนี่ที่ได้รับการปลดปล่อยจากอะลาดินก็คงรู้สึกประมาณนี้

ผมใช้เวลาทำงานลดลงครึ่งหนึ่งโดยที่ยังมีรายได้เกือบเท่าเดิม ผมยังขับรถคันเดิมซึ่งตอนนี้อายุ 15 ปีแล้ว บ้านของเราเล็กกว่าหลังเดิมครึ่งต่อครึ่ง ผมมีเวลาอยู่กับลูกมากกว่าคุณพ่อส่วนใหญ่ที่ผมรู้จัก ผมกับแฟนต่างช่วยกันเลี้ยงลูกแบบโฮมสคูล เราได้ลาพักร้อนปีละหลายครั้ง

ชีวิตผมยังไม่ได้เพอร์เฟ็กต์หรอกนะ แต่มันมีความสุขมากขึ้นแน่นอน

ป.ล. ขอเสริมว่ามันเป็นไปได้ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ มีรายได้มากมาย มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรู แถมยังมีเวลาให้ครอบครัวด้วย ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกันได้ ผมรู้จักหลายคนที่มีเพียบพร้อมทุกอย่าง ถ้าคุณสามารถสร้างชีวิตแบบนั้นได้ก็เยี่ยมไปเลย เพียงแต่ผมทำไม่ได้ ซึ่งผมก็โอเคกับมันนะ”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Jimmy Lee’s answer to Why are people with a big house, nice cars, and with kids still unhappy about their lives?

จะดีแค่ไหนหากวันนี้ไม่มีใครต่อว่าเราเลย

ถ้าเราตื่นมาและรู้ว่าตลอดทั้งวันนี้จะไม่มีใครมาพูดจาไม่ดีกับเรา ไม่มีใครมาตอกย้ำว่าเราเป็นคนใช้ไม่ได้ ไม่มีใครมาบอกว่าเขาไม่เชื่อมั่นในตัวเรา

มันคงจะเป็นวันที่ดีวันหนึ่งทีเดียว

เราสามารถทำให้วันแบบนี้เกิดขึ้นได้ ด้วยการเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของตัวเอง

หลายคนพูดจากับคนอื่นดีมาก แต่พูดจากับตัวเองได้ค่อนข้างแย่

ทำไมเรากระจอกจัง ทำไมเรื่องแค่นี้ทำไม่ได้ ฯลฯ

หากเราหยุด negative self talk และหันมามีเมตตากับตัวเองมากขึ้น

วันนี้ก็อาจจะเป็นวันที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยก็ได้นะครับ

ไม่มีอะไรที่ขาดไปแล้วเราจะอยู่ไม่ได้

ผมว่าสิ่งหนึ่งที่คนเราควรแสวงหา คือการพึ่งพาสิ่งภายนอกให้น้อยที่สุด

บางคนทำงานไม่ได้ถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟ

บางคนออกข้างนอกไม่ได้ถ้าไม่ได้พกโทรศัพท์

บางคนไปเที่ยวไหนไม่ได้ถ้าไม่มีแฟนไปด้วย

“ความก้าวหน้า” ที่เราคุ้นเคย คือการมีกำลังซื้อมากขึ้น มีทรัพย์สมบัติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งของ

แต่อะไรที่เราเป็นเจ้าของ มันก็จะกลายมาเป็นเจ้าของเราด้วยเช่นกัน – what you own, owns you.

เราต้องเสียแรงเสียเวลาไปเท่าไหร่เพื่อให้ได้ของใหม่เข้ามา แต่พอได้มาแล้วเรากลับรู้สึกดีได้แค่ไม่นาน จากนั้นเราก็จะเคยชิน แล้วพอนานเข้าเราก็จะรู้สึกว่าขาดมันไม่ได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตอนเราไม่มีมัน เราก็ยังอยู่มาได้หลายปี

“ของมันต้องมี” เป็นแค่การตลาด ไม่มีสิ่งใดที่ขาดไปแล้วเราจะขาดใจ

ไม่ได้จะบอกให้โยนทิ้งทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตง่ายดายหรือรื่นรมย์

แค่จะบอกว่าหากเราแคร์สิ่งเหล่านี้ให้น้อยลง เราก็จะมีอิสระมากขึ้นเท่านั้นเอง

“ความเครียดไม่ได้เกิดจากงานหนัก” -Jeff Bezos

ผมผ่านไปเจอวีดีโอของ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Amazon ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่ปี 2001

Bezos บอกว่าความเครียดไม่ได้เกิดจากการทำงานหนัก

แล้วมันเกิดจากอะไร ผมถอดคำพูดของเขามาให้อ่านกันครับ

“โดยพื้นฐานแล้ว ความเครียดเกิดจากการที่เราไม่ take action ในเรื่องที่เราพอจะทำอะไรกับมันได้

ถ้าผมรู้ตัวว่าผมกำลังเครียดอยู่ นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่ามีบางอย่างที่ผมยังไม่ได้ระบุให้ชัดเจน และผมยังไม่ได้เริ่มทำอะไรกับมัน

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมระบุได้ว่าปัญหาคืออะไร และยกหูโทรหาใครสักคน หรือส่งเมลหาใครสักฉบับ หรือทำอะไรก็ตามเพื่อเริ่มจัดการปัญหานั้น แม้ว่าตัวปัญหาจะยังไม่ได้รับการแก้ไข การแค่ได้เริ่มลงมือก็ทำให้ความเครียดนั้นลดลงอย่างมหาศาลแล้ว

ความเครียดจึงเกิดจากการละเลยในเรื่องที่เราไม่ควรละเลย

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องความเครียดผิดๆ ความเครียดไม่ได้เกิดจากการทำงานหนัก คุณก็รู้ว่าบางทีคุณทำงานหนักมากแต่ก็สนุกกับมันมากเช่นกัน

และในทางกลับกัน คุณอาจจะไม่มีงานทำแต่คุณกลับเครียดสุดๆ เลยก็เป็นได้

หากใช้ตัวอย่างที่ผมกล่าวมา ถ้าอย่างน้อยคุณลงมือทำอะไรบางอย่างด้วยความมีวินัย เช่นหาโอกาสไปสัมภาษณ์งานอยู่เรื่อยๆ และพยายามจัดการปัญหาว่างงานของคุณ คุณจะเครียดน้อยกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ และไม่ทำอะไรอย่างแน่นอน”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: How do you deal with stress | Jeff Bezos

เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีด้วย Negative Visualization

หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำว่าเราควรฝึกตัวเองให้มี gratitude หรือการเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี

วิธีที่เห็นบ่อยที่สุดคือ gratitude journal ที่ให้เราเขียนถึงสิ่งหรือคนที่เรา “อยากขอบคุณ” วันละ 3 อย่าง

เช่น ขอบคุณภรรยาที่ช่วยดูแลลูก ขอบคุณหัวหน้าที่ช่วยสอนงาน ขอบคุณบริษัทที่ยังให้ทำงานจากที่บ้านได้

ว่ากันว่าการเขียน gratitude journal จะทำให้เรามีความสุขความพอใจกับชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างจับต้องได้

ผมเองก็เคยลองทำเหมือนกันแต่ก็หยุดไป ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่ดี แต่เพราะว่าเราเริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ เป็นนิสัยอยู่แล้ว พอต้องมานั่งจดด้วยก็เลยรู้สึกว่าซ้ำซ้อนและฝืนตัวเองนิดหน่อย

วันก่อนผมได้ยินอีกไอเดียหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ทำได้ง่ายแม้จะสุดโต่งกว่าหน่อย เป็นวิธีที่ชาวสโตอิค (stoic) ใช้กัน

เทคนิคนี้เรียกว่า Negative Visualization

วิธีก็คือให้ลองจินตนาการว่า สิ่งดีๆ ที่เรามีในชีวิตตอนนี้มันหายไปหมดเลย

ไม่ว่าจะเป็นลูก ภรรยา พ่อ แม่ พี่ น้อง คนอื่นๆ ในครอบครัว

บ้าน งาน เพื่อนฝูง สุขภาพ เงินลงทุน ฯลฯ

จะรู้สึกอย่างไร ถ้าเราจะไม่ได้เจอหน้าลูก พ่อ หรือแม่อีกแล้ว

จะรู้สึกอย่างไร ถ้าคนที่เคยเดินเคียงข้างกันเขาตัดสินใจไม่ไปต่อกับเรา

จะรู้สึกอย่างไร ถ้าต้องขนของออกจากบ้านหรือห้องที่เราเคยอยู่มานาน

เมื่ออยู่กับความรู้สึกเหล่านี้ได้สักครู่หนึ่ง ก็ค่อยกลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริง (ด้วยความโล่งใจ)

แล้วเราจะรู้สึกว่าโชคดีจังที่เรายังมีพวกเขาอยู่ แล้วพอเจอลูก เราอาจจะกอดเขานานขึ้นอีกหน่อย พอคุยกับคนในครอบครัว เราอาจจะใจเย็นลงอีกนิด

แม้วิธีการนี้จะดูซาดิสม์ไปบ้าง แต่มันก็มีความเป็นไปได้และเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ที่คนเราจะจากกันโดยไม่คาดคิด หรือต้องสูญเสียบางอย่างไปโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ

การคิดถึงความสูญเสียจึงไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่เป็นการเตือนตัวเองให้นึกถึงความจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเราจะเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีมากยิ่งขึ้น

ลองนำเทคนิค Negative Visualization ไปปรับใช้ดูนะครับ