ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 8

5 เรื่องเกี่ยวกับการเดินทางในปารีส

1.ระบบความเชื่อใจตรงข้ามกับสวิส
ระบบรถไฟของสวิสไว้ใจว่าประชาชนจะซื่อสัตย์และซื้อตั๋ว
ที่สวิตเซอร์แลนด์จึงไม่มีด่านให้เสียบตั๋ว ซื้อเสร็จแล้วเดินขึ้นรถได้เลย (แต่ถ้าไม่ซื้อแล้วเจอตรวจก็ซวยไป)

ขณะที่ในปารีส เขาตั้งธงไว้ก่อนว่าถ้าปล่อยให้ขึ้นรถโดยไม่มีด่านเอ็งโกงกันแน่ๆ ในปารีสจึงมีด่านคล้ายๆ กับของเมืองไทย แต่จะมีทั้งก้านหมุนกั้น ต่อด้วยประตูซึ่งสูงกว่าและมิดชิดกว่ามาก

image
(ภาพจาก enturing.com)

ถึงจะทำด่านซะเข้มงวดขนาดนี้ แต่ก็ยังเห็นคนกระโดดข้ามด่านและง้างประตูเดินเข้าไปหน้าตาเฉยนะครับ

2. ระบบฝรั่งเศสจะมี human touch มากกว่า
จริงๆ ผมอาจจะเทียบได้ไม่แฟร์นักเพราะผมกำลังเทียบรถใต้ดินในปารีส กับ สถานีรถไฟเล็กๆ ในสวิส

วันที่ผมจะเดินทางจากสวิสมาฝรั่งเศสนั้น ผมต้องนั่งรถไฟจากสถานี Clarens ซึ่งเป็นสถานีย่อยในเมือง Montreux เพื่อมาขึ้นรถ TGV ที่ Lausanne

ปรากฏว่าเครื่องซื้อตั๋วที่ Clarens มีปัญหาไม่ยอมรับธนบัตร จะรับแต่บัตรเครดิตที่ต้องใส่ PIN สี่ หลักซึ่งผมไม่รู้และจำไม่ได้ (เพราะใช้วิธีเซ็นสลิปตลอด) เดือดร้อนพี่ที่เราไปอยู่ด้วยต้องวิ่งกลับไปเอาบัตรเครดิตของเขาที่บ้านเพื่อมาซื้อตั๋วให้ เพราะสถานีนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ขายตั๋วเลย

ขณะที่ในปารีส ไม่ว่าจะสถานีอะไรหรือจะดึกแค่ไหนก็จะมีเจ้าหน้าที่ประจำตลอด อย่างน้อยเราก็อุ่นใจได้ว่า ถ้าติดปัญหาอะไรก็ยังพอมีคนช่วยแนะนำเราได้

มีครั้งนึงผมจะซื้อตั๋วแบบสิบใบ (Un carnet อ่านว่า อั่งคาเน) พอถามเจ้าหน้าที่ เขาก็ลุกออกมาจากห้องขายตั๋วมาสอนเราซื้อที่ตู้เลย

การใช้สมองกลอย่างสวิสมันก็ดีตรงที่มีประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุน แต่ขณะเดียวกัน ถ้าระบบมีปัญหาขึ้นมา ประชาชนก็ย่อมเดือดร้อนเพราะไม่รู้จะไปพึ่งพาใคร

3.ป้ายบอกสถานี เมืองไทยน่าเอาอย่าง
รถใต้ดินของฝรั่งเศสมีหลายสายมาก เผลอๆ อาจจะมากกว่าของญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป แต่ป้ายบอกทางรถใต้ดินของเขาทำเอาไว้ดีมาก และเมืองไทยควรนำไปประยุกต์ใช้บ้าง เพื่อให้นักท่องเที่ยวในเมืองไทยใช้รถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น

สมมติว่าผมเองเป็นฝรั่งมาเมืองไทยครั้งแรก ไม่คุ้นเคยกับชื่อไทยๆ ผมต้องการจะไป Phra Khanong และมาขึ้นรถไฟที่สยาม ผมจะรู้มั้ยว่าควรจะขึ้นรถที่ชานชลาไหนระหว่าง

ก.Mo Chit
ข. National Stadium
ค. Bearing
ง. Bangwa

เพราะป้ายรถไฟฟ้าเราที่เห็นชัดๆ มีแต่บอกสถานีปลายทาง (Terminal station) สี่ป้ายนี้เท่านั้น

โอคล่ะ คุณอาจจะบอกว่า ตอนซื้อตั๋วก็มีแผนที่เห็นเส้นทางแล้วไงว่าคุณจะต้องขึ้นรถไฟที่วิ่งไปสถานีปลายทางใด

ก็จริงครับ แต่เราน่าจะทำให้ชีวิตนักท่องเที่ยวเขาง่ายขึ้นได้กว่านี้มิใช่หรือ?

เพราะกลายเป็นว่า เวลาซื้อตั๋ว เขาต้องจำข้อมูลถึงสองชุด คือสถานีที่จะลงคืออะไร Phra Khanong และสถานีปลายทางคือ Bearing คนที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาไทยและสถานที่ในเมืองไทยน่าจะต้องใช้ความพยายามไม่น้อยที่จะขึ้นรถให้ถูกขบวน

ของที่ฝรั่งเศส ป้ายจะชัดมากว่าถ้ามาขึ้นฝั่งนี้ รถจะไปจอดสถานีอะไรบ้าง ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะขึ้นรถผิด จำแค่สถานีที่จะลงให้ได้ก็พอแล้ว

แถมป้ายยังมีบอกด้วยว่า แต่ละสถานีจะมีเชื่อมกับสายอื่นใดบ้าง (ถ้าสีขาวแปลว่ามีเชื่อม ถ้าสีทึบแปลว่าไม่มี)

image

4.มีป้ายบอกชัดเจนว่าขบวนถัดไป และขบวนต่อจากนั้น จะมาถึงภายในกี่นาที

ผมว่านี่เป็นอีกเรื่องที่รถไฟฟ้าบ้านเราควรทำ

เพราะแค่การได้รู้ว่าอีกกี่นาทีรถไฟจะมา ก็ช่วยลดความกังวลไปได้ไม่น้อย เหมือนเวลาที่เราเห็นตอนรถติดไฟแดงว่า อีกกี่วินาทีถึงจะไฟเขียวนั่นแหละครับ

image

5. ถนนเหลือเลนเดียวแล้วรถก็ยังไม่ติด
ตอนที่ผมไปเดินในเขตเมืองเก่าอย่าง Le Marais หรือแถวที่พักอย่าง Belleville ซึ่งคนอยู่กันเยอะมาก แต่ถนนส่วนใหญ่มีแค่เลนเดียว (หรือมีสองเลนแต่รถจอดข้างทางจรเหลือแค้เลนเดียว) แต่รถกลับไหลได้เรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ตรงถนนใหญ่ก็มีรถไม่น้อย แถมถนนเลนเดียวนี่มีรถบัสวิ่งด้วยนะครับ

ผมว่านี่เป็นกรณีน่าศึกษา เพราะของเมืองไทย ต่อให้ถนนเรามีสามหรือสี่เลน แต่ถ้ารถจอดเสียข้างทางซักคันเดียว รถจะติดขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด

ตอนนี้ยาวพอสมควร ไว้มาต่อกันตอนหน้านะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 7

5 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการขึ้นหอไอเฟล

image

หอไอเฟลน่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวที่มาปารีสจึงต้องแวะมาที่นี่แทบทั้งนั้น

วันนี้เลยขอนำเรื่องหอไอเฟลมาฝากกันนะครับ

1. หอไอเฟลมีทั้งหมดสามชั้น
ทุกชั้นจะสามารถดูวิวได้โดยรอบ แต่ที่เพิ่มขึ้นมาในแต่ละชั้นก็คือ

ชั้นแรกจะมีร้านอาหาร ห้องฉายวีดีโอ และพื้นกระจกให้คนถ่ายภาพแบบสวยๆ ได้

ชั้นที่สองมีร้านขายของชำร่วยและลิฟต์ขึ้นชั้นสาม

ชั้นที่สามมีจุดชมวิว และตุ๊กตาหุ่นคุณกุ๊ฟต๊าฟ ไอเฟล

เวลาเราขึ้น ลิฟต์จะไปจอดที่ชั้นสอง และเราต้องไปต่อลิฟต์อีกทีเพื่อขึ้นชั้นสาม

เวลาซื้อตั๋วขึ้นหอไอเฟล สามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นไปแค่ชั้นสอง (9 ยูโร) หรือชั้นสองบวกชั้นสาม (15.5 ยูโร)

โดยชั้นสองจะซื้อตั๋วแบบเดินขึ้นหรือขึ้นลิฟต์ก็ได้ (แบบเดินขึ้นตั๋วก็จะถูกกว่า 9 ยูโร แต่ผมไม่ทันดูว่าเท่าไหร่) แต่จากชั้นสองขึ้นชั้นสามต้องใช้ลิฟต์เท่านั้น ค่าลิฟต์จากชั้นสองขึ้นชั้นสามคือ 6.5 ยูโรครับ

2. จงจองตั๋วแต่เนิ่นๆ
ไม่แนะนำให้ไปซื้อตั๋วที่นั่นเพราะจะรอคิวนานมาก เข้าคิวซื้อตั๋วไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงแน่ๆ เสร็จแล้วยังต้องมาเข้าคิวขึ้นลิฟต์อีก (ทั้งจากข้างล่างขึ้นไปชั้นสอง และจากชั้นสองขึ้นชั้นสาม)

ผมเอง ขนาดจองตั๋วออนไลน์ก่อนจะมาประมาณสิบวัน ยังหาตั๋วแบบขึ้นไปชั้นสามไม่ได้ ต้องซื้อตั๋วแบบไปชั้นสอง แล้วพอไปถึงชั้นสองแล้วค่อยเข้าคิวซื้อตั๋วไปชั้นสามอีกที

เพราะฉะนั้นแนะนำว่าควรจะจองตั๋ว อย่างน้อยๆ สองสัปดาห์ล่วงหน้าครับ กูเกิ้ล eiffel tower ticket ก็เจอแล้ว

เวลาจองตั๋วออนไลน์ ต้องระบุชื่อคนขึ้นลงไปในตั๋วด้วย (เค้าคงป้องกันไม่ไห้ใครเอาตั๋วออนไลน์มาขายคนที่เข้าคิวซื้อตั๋วหน้างาน)

ต้องปริ๊นท์ใส่กระดาษ A4 นะครับ และดูแลเอกสารให้ดีอย่าให้เยินมาก เพราะมันมีบาร์โค้ดอยู่

ตอนตรวจตั๋วเขาอาจขอดูบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตของเรา เพราะฉะนั้นอย่าลืมพกไปด้วยนะครับ (แต่ตอนผมขึ้นเขาไม่ได้ตรวจบัตรนะ)

อ้อ แล้วถ้าพลาดไม่ได้จองไว้ก่อน แต่ยังแรงดีอยู่ ก็แนะนำให้เข้าคิวซื้อตั๋วเแบบเดินขึ้นครับ เพราะคิวจะสั้นกว่ามาก พอเดินถึงชั้นสองแล้วค่อยไปซื้อตั๋วขึ้นลิฟต์ไปชั้นสามครับ

3. ชั้นบนสุดใช่ว่าจะได้วิวดีที่สุด
เพราะบางทีมันก็อาจสูงเกินไปจนวิวด้านล่างดูไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อมองผ่านเลนส์กล้อง

ชั้นที่สามจะมีข้อเสียอีกอย่างคือมันแคบมาก ผลก็คือคนก็จะมาออรอถ่ายรูปกันในแต่ละมุม แถมถ้าแดดดี ก็จะได้รูปย้อนแสงเสียส่วนใหญ่

แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินชมวิวทั้งสามชั้นเลยครับ  สามชั่วโมงน่าจะกำลังดี เพราะต้องเสียเวลาเกือบๆ ชั่วโมงในการขึ้นลิฟต์ทั้งขาขึ้นและขาลง

4. อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และโทมัส เอดิสันเคยมาที่หอไอเฟลแล้ว
ฮิตเลอร์นั้นอาจไม่เคยขึ้น แต่ตอนที่นาซียึดฝรั่งเศสได้ ฮิตเลอร์ก็ได้มาเดินเต๊ะจุ๊ยตรง Trocadero ที่ห่างจากไอเฟลประมาณสองร้อยเมตร ผมเคยเห็นวีดีโอที่ฉายภาพฮิตเลอร์และมีหอคอยไอเฟลเป็นฉากหลังและยังจำติดตามาทุกวันนี้

ส่วนเอดิสัน คนคิดค้นหลอดไฟก็เคยมาเยี่ยมคุณกุ๊สต๊าฟ ไอเฟล โดยมีหุ่นจำลองเหตุการณ์นี้อยู่ที่ชั้นสามของหอไอเฟลครับ

5. หอไอเฟลเตี้ยกว่าตึกของไทย
ที่ชั้นสาม จะมีแผนผัง 360 องศาที่ระบุตึกที่สูงที่สุดในแต่ละเมืองทั่วโลก โดยจะมีเส้นประระบุความสูงของไอเฟลเพื่อให้เห็นว่าตึกเหล่านั้นเตี้ยหรือสูงกว่าไอเฟลแค่ไหน

เมื่อหันหน้าไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ ก็ได้เจอกับตึกใบหยก 2 ของพี่ไทย ที่มีความสูง 328 เมตร เฉือนชนะหอไอเฟลที่สูง 324 เมตรไปแค่นิดเดียวเท่านั้น!

image

5.1 อย่าลืมดูหอไอเฟลตอนกลางคืน
เพราะพอติดไฟแล้วจะสวยมากขึ้นไปอีก อย่าลืมว่าหอไอเฟลทำมาจากเหล็กล้วนๆ ดังนั้นตอนกลางวันเราจะเห็นแต่เหล็กแดงๆ เกี่ยวไปเกี่ยวมา ไม่ได้สวยอะไรมากนัก แต่พอตอนกลางคืนพอเขาเปิดไฟแล้ว มันจะดูงามตามากครับ (แต่ถ้ามาหน้าร้อนอย่างผม ซึ่งมืดตอนสามสี่ทุ่ม ก็ต้องกะเวลาดีๆ เช่นขึ้นลิฟต์รอบหนึ่งทุ่มตรง ลงมาตอนสี่ทุ่มเขาก็น่าจะเปิดไฟแล้ว)

อ้อ! ทุกๆ ชั่วโมง (ตอนเข็มยาวของนาฬิกาชี้เลข 12) หอไอเฟลก็จะ “เปล่งประกายระยิบระยับ” ประมาณ 3 นาที ซึ่งทำให้ดูสวยมากขึ้นไปอีกครับ

image

image

เป็นอันจบเรื่องเล่าจากหอไอเฟลนะครับ พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องปารีสและฝรั่งเศสต่อครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 6

5 เรื่องที่ไม่ตรงกับภาพในหัวของคนที่ไม่เคยมาปารีส

จากสวิตเซอร์แลนด์ เรานั่งรถไฟความเร็วสูง TGV จากเมือง Lausanne ประมาณ 4 ชั่วโมงก็ถึงมหานครปารีส

นี่เป็นครั้งที่สามที่ผมมาที่ปารีส จึงไม่มีอะไรแปลกใหม่สำหรับผม

ผิดกับแฟนที่มาเป็นครั้งแรก ผมเลยขอให้เขาช่วยบอกมาว่ามีอะไรบ้างในปารีสที่ไม่ตรงกับที่เขาคิดไว้

คำตอบมีดังนี้ครับ

1. สกปรกกว่าที่คิด
“แบรนด์” ของปารีสนั้นคือความหรูหรา ร่ำรวย มีสไตล์ แต่เมื่อเราไปที่เมืองนี้จริงๆ ก็จะได้เห็นด้านอื่นที่ไม่ค่อยได้รับการถ่ายทอดผ่านสื่อที่เราเคยเสพ

ปารีสมีหลายจุดที่เสื่อมโทรมและสกปรก ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถใต้ดิน ทางเดินฟุตบาท กำแพงตึก ห้องน้ำสาธารณะ  แม้แต่ที่พักที่เราไปอยู่สองคืนแรกก็ต้องถือว่าสกปรกที่สุดเท่าที่เราเคยไปเที่ยวด้วยกัน

ผมว่าโดยรวมแล้วกรุงเทพยังดูสะอาดตากว่าด้วยซ้ำไป

2. มีคนดำมากกว่าที่คิด
ปารีสคล้ายๆ นิวยอร์คที่รวมคนจากหลายชาติหลายวัฒนธรรมมาก ที่เห็นชัดที่สุดคือมีคนผิวดำไม่น่าจะต่ำกว่า 15% เท่าที่ผมรู้ คนผิวดำเหล่านี้มาจากประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมาก่อน เช่นเซเนกัลและไอโวรี่โคสต์ (ใครดูพรีเมียร์ลีกมานานก็ให้นึกถึงแพททริก วิเอรา และดิดิเยร์ ดร็อกบาร์นะครับ) นอกจากนี้ก็มีชาวโรมาเนีย ซึ่งชอบไปทำหน้าตาน่าสงสารตามโบสถ์ต่างๆ เพื่อขอเงินนั่งท่องเที่ยว ส่วนคนจีนกับคนเวียดนามก็มาอยู่กันไม่น้อยเช่นกัน

มาเที่ยวปารีสครั้งนี้ เลยรู้ตัวเลยว่าตัวเองยังมีอคติกับคนดำอยู่เยอะมาก แค่เห็นเขาอยู่กันเยอะๆ ในรถขบวนไหนเราก็จะรู้สึกอยากเลี่ยงไปขึ้นคันอื่นแล้ว

3. รถใต้ดินก๊องแก๊งกว่าที่คิด
ไม่ว่าจะเทียบกับสวิตฯ หรือเมืองไทย รถไฟของฝรั่งเศสส่วนใหญ่ก็ดูโทรมและก๊องแก๊งกว่าจริงๆ  หลายสายเวลาที่รถจอดเทียบสถานี ประตูจะไม่เปิดให้  ต้องออกแรงหมุนมือจับเพื่อให้ประตูเปิด

สาเหตุหลักเป็นเพราะปารีสเขามีรถไฟใต้ดิน (Metro) มานานมากแล้ว ตั้งแต่ปี 1900 หรือ 115 แล้วนั่นเอง ดังนั้นรถหลายขบวนเลยใช้มาหลายสิบปีแล้ว  เผลอๆ บางคันอาจจะแก่เท่าพ่อแม่เราด้วยซ้ำ

4. ไม่แฟชั่นเท่าที่คิด
แฟนผมนึกว่ามาถึงปารีสแล้วจะมีคนถือกระเป๋าหลุยส์ หรือ แชเนล (Chanel) กันเต็มเมือง แต่ปรากฏว่าเห็นคนถือกันน้อยมาก กลายเป็นว่าคนไทยอย่างเราๆ เห่อแบรนด์หรูเหล่านี้มากกว่าที่ชาวปารีสเสียอีก

มาคราวนี้เราก็ได้เข้าร้านเสื้อผ้า-ร้านกระเป๋าอยู่บ้าง แต่แฟนก็ไม่ได้รู้สึก “ว้าว” กับสิ่งที่เห็นว่า “โอ้ นี่น่ะหรือปารีส เมืองแฟชั่น”

5. ไร้ระเบียบกว่าที่คิด
ปารีสน่าจะเป็นเมืองของ “ประเทศโลกที่หนึ่ง” ไม่กี่เมืองที่ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย คนเดินถนนในปารีสจึงต้องวัดดวงและวัดใจกับคนขับเหมือนคนเดินถนนในเมืองไทย

อีกอย่างที่น่าสนใจคือคนเดินถนนเองก็ไม่รอสัญญาณไฟเขียวสำหรับคนข้ามถนนเช่นกัน ถ้าเห็นว่ารถยังไม่มา ถึงไฟจะแดงอยู่ก็จะเดินข้ามกันเกือบทุกคน ปล่อยให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเรารอต่อไป – บางทีเห็นคน “เดินฝ่าไฟแดง” มากๆ เข้า เราก็เลยหลิ่วตาตามไปกับเขาเหมือนกัน

พรุ่งนี้มาต่อนะครับ

image

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 5

5 เรืองเล่าจากเจนีวา

1. ศูนย์กลางองค์กรสากล
สวิตเซอร์แลนด์เป็นศูนย์กลางขององค์กรสากลเยอะมาก

นี่คือที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์กรที่เราคุ้นเคย

FIFA – Zurich
UEFA – Bern
Olympic – Lausannne
Red Cross – Geneva
United Nations – Geneva (Regional headquarters)

คนที่ดูบอลจะคุ้นเคยว่า เวลาจับสลากรอบลึกๆ รายการฟุตบอลอย่างยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก หรือมอบรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำปีอย่าง Ballon D’Or (บัลลงดอร์) ก็จะจัดที่สวิตเซอร์แลนด์เสมอ

2. อังรีดูนังต์บางอ้อ
ผมคุ้นเคยกับชื่อถนนอังรีดูนังต์มานาน เพราะเป็นถนนสายที่มีตึกสำคัญๆ อย่าง ราชกรีฑาสโมสรหรือ Sports Club, จุฬา และ โรงพยาบาลตำรวจ

แต่ผมเพิ่งรู้ว่าอังรีดูนังต์ เป็นคนก่อตั้งสภากาชาดจากการไปเยือนเจนีวาคราวนี้!

และเพิ่งรู้ว่า Henri Dunant เป็นชาวสวิสด้วย (นึกว่าเป็นคนฝรั่งเศสมาโดยตลอด)

image

3. เจนีวาเป็น regional headquarters ของ UN ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ UN

สวิสชอบมีอะไรแปลกๆ แบบนี้
อยู่ใจกลาง Schengen states  แต่ไม่ยอมเข้าร่วมเป็น Schengen จนถึงปี 2008

ตอนที่ยุโรปตะวันตกประกาศใช้เงิน Euro ก็มีอังกฤษกับสวิสนี่แหละที่ไม่ยอมใช้เงินยูโรด้วย

สหประชาชาติใช้ตึก Palais des Nations ในเจนีวาเป็น regional headquaters มาหกสิบกว่าปีแล้ว ทั้งๆ ที่สวิสเพิ่งเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ UN เมื่อปี 2002 นี่เอง

เหตุผลที่ UN ใช้เจนีวาเป็นออฟฟิศหลัก ทั้งๆ ที่สวิสไม่ใช่ประเทศสมาชิกก็เพราะว่า Palais des Nations ถูกสร้างเพื่อไว้ใช้โดยองค์กร League of Nations ซึ่งสวิสเป็นสมาชิก

แต่พอสร้างเสร็จไม่นาน League of Nations ก็ถูกยุบและมี United Nations ตั้งขึ้นมาแทน

ถึงสวิสจะตัดสินใจไม่สมัครเป็นประเทศสมาชิกของ UN แต่ก็ถือว่าอาคารนี้เป็นสมบัติกลางก็เลยยกให้ United Nations ใช้งานต่อซะเลย

4. เหตุผลของการมี UN
จะว่าไปผมก็ไม่เคยถามตัวเองจริงจังว่า UN สร้างขึ้นเพื่ออะไรนะครับ เพิ่งมารู้คำตอบเอาคราวนี้เหมือนกัน

ต้องกลับไปดูที่ “พ่อ” ของ UN อย่าง League of Nations ก่อน

League of Nations ตั้งขึ้นหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันสงครามโลกครั้งที่ 2

League of Nations สร้างออฟฟิศอย่าง Palais des Nations  ขึ้นมา ยังไม่ทันได้ใช้งาน สงครามโลกครั้งที่สองก็ดันปะทุขึ้นซะก่อน

เมื่อรู้ตัวแล้วว่า ไม่สามารถทำหน้าที่หมายของตัวเองได้ League of Nations จึงฮาราคีรี ปิดตัวเองลง และตั้งองค์กรใหม่อย่าง UN ขึ้นมา…

พอจะเดาออกรึยังครับว่า UN ตั้งขึ้นเพื่ออะไร?

ใช่ครับ เพื่อป้องกันสงครามโลกครั้งที่สามนั่นเอง!

5.สามหน้าที่หลักของ UN Geneva
คือ Peace, Human Rights และ Wellbeing โดยทุกๆ ปี UN ที่เจนีวาจะมี “งานใหญ่” สองงานคือการประชุมประจำปีของ WHO (World’s Health Organization) ในเดือนพฤษภาคม และ International Labour Conference ในเดือนมิถุนายน นอกนั้นก็จะมีการประชุมกลุ่มย่อยๆ ตลอดทั้งปี

ห้องประชุมใหญ่นั้น ยังมีประโยชน์ใช้สอยอีกอย่างที่ผมไม่เคยรู้ นั่นคือเอาไว้จัดคอนเสิร์ตและโชว์บัลเลต์ครับ! (เขาออกแบบวัสดุในห้องให้เหมาะแก่การนี้ด้วย)

เป็นอันจบเรื่องเล่าของสวิตเซอร์แลนด์นะครับ พรุ่งนี้เราจะไปปารีสกันต่อ

image

พรุ่งนี้จะไปต่อกันที่ฝรั่งเศสนะครับ!

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 4

5 ความแตกต่างของคนสวิสเยอรมันและสวิสฝรั่งเศส

1. พื้นที่บอกภาษา
อย่างที่ได้เล่าไว้เมื่อสองตอนที่แล้วว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นมีภาษาทางการอยู่สามภาษา คือเยอรมัน ฝรั่งเศส และ อิตาลี

คนในแต่ละพื้นที่จะพูดภาษาไหนเป็นหลักนั้น ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่นั้นอยู่ใกล้กับประเทศอะไร

เมืองในพื้นที่ภาคเหนือที่มีพรมแดนติดกับเยอรมัน ก็จะพูดภาษาเยอรมัน เช่น Zurich และ Bern

ภาคตะวันตกอยู่ติดกับฝรั่งเศส ดังนั้นคนในเมือง Geneva หรือ Lausanne ก็จะพูดภาษาฝรั่งเศส

ส่วนคนในเมืองอย่าง Lugano ที่อยู่ตอนใต้ของสวิตฯ ก็จะพูดภาษาอิตาลี

ผมเองยังไม่เคยไปจังหวัดที่พูดภาษาอิตาลี เลยสามารถเปรียบเทียบได้แค่สวิสเยอรมัน กับ สวิสฝรั่งเศสครับ

2. รถไฟในสวิสเยอรมันตรงเวลากว่า
ผมเล่าไปตอนที่แล้วว่ารถไฟสวิสตรงเวลามาก แต่ก็ไม่จริงเสมอไป

ผมมาพักที่เมือง Montreux สองคืน ได้นั่งรถไฟสามครั้ง รถไฟล่าช้าถึงสองครั้ง

ครั้งแรกที่สาย เรานั่งรถไฟจาก Montreux ไป Lausanne (เพื่อจะต่อรถไป Geneva) รถมาสายไปหนึ่งนาที และระหว่างทางก็ไปจอดแช่อยู่ที่สถานีหนึ่งประมาณสิบห้านาทีเห็นจะได้

ครั้งที่สองที่สายนี่หนักกว่า ผมนั่งรถจาก Montreux มา Lausanne เหมือนกัน แต่คราวนี้เพื่อที่จะนั่งรถ TGV จาก Lausanne ข้ามประเทศไปปารีส จองตั๋วทุกอย่างไว้หมดแล้ว

ปรากฏว่า ระหว่างทางจาก  Montreux ไป Lausanne รถกลับจอดเฉยๆ และให้คนลงจากรถ

ที่ๆ เราลงเป็นสถานีเล็กๆ ไม่มีเจ้าหน้าที่ซักคน เราทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งรอรถขบวนถัดไปอีกครึ่งชั่วโมง และไปขึ้นรถ TGV ก่อนรถออกเพียงแค่ 8 นาที

3. คนสวิสฝรั่งเศสคุยเก่งกว่า
อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตเฉพาะตอนอยู่บนรถไฟเช่นกัน เวลานั่งรถไฟในโซนสวิสเยอรมัน ทุกอย่างจะเงียบสงบ คนส่วนใหญ่นั่งอ่านหนังสือหรือไม่ก็เล่นมือถือเงียบๆ

แต่เวลาผมนั่งรถไฟในโซนสวิสฝรั่งเศสนั้น เสียงจะเจี๊ยวจ๊าวมาก ได้ยินคนคุยกันตลอดเวลา ทั้งผ่านมือถือและคุยกันเอง

4. สวิสเยอรมันเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่า
คนสวิสเยอรมันเหมือนทหาร ส่วนคนสวิสฝรั่งเศสเหมือนศิลปิน

ในพื้นที่สวิสเยอรมัน รถจะจอดกันเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกอย่างเป๊ะหมด ส่วนที่ Montreux ซึ่งเป็นสวิสฝรั่งเศส บ้านที่ผมอยู่นั้นอยู่บนเนินเขา ถนนก็แคบ ไม่มีช่องจอดรถชัดเจน รถก็เลยจอดกันได้ “อาร์ท” สุดๆ คือเกยกันไปดกยกันมา จนอดคิดไม่ได้ว่า ตอนเอารถออกมันจะทำกันอีท่าไหน

5. ผู้หญิงสวิสฝรั่งเศสหน้าตาดีกว่า
(อันนี้ขออนุญาตแฟนแล้ว) ช่วงสามวันแรกที่อยู่สวิสเยอรมันนั้น เจอผู้หญิงสวยน้อยมาก แต่พอลงมาที่ Montreux หรือ Geneva จะเจอผู้หญิงที่ทำให้ต้องชำเลืองอีกครั้งอยู่เรื่อยๆ อาจจะเป็นทั้งเรื่องการแต่งตัวและเรื่องโครงหน้าที่คนไทยนิยมด้วย

ผมเคยไปเที่ยวเมืองมิวนิคที่เยอรมัน (ซึ่งอยู่ภาคใต้และไม่ไกลจากซูริค)  ก็ไม่ค่อยเจอผู้หญิงสวยเหมือนกัน เพื่อนบอกว่าที่เยอรมันต้องขึ้นไปภาคเหนือคนสวยถึงจะเยอะกว่า

พรุ่งนี้มาต่อเรื่องสวิสเป็นวันสุดท้ายนะครับ

พรุ่งนี้มาต่อตอนสุดท้ายเกี่ยวกับสวิสนะครับ