นิทานเรือจม

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เด็กสาววัยรุ่นเพิ่งผิดหวังจากการสอบมาหมาดๆ จึงเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง

ผ่านไปสองวัน พ่อจึงเดินไปเคาะประตูห้องลูกสาว ชวนไปพายเรือเล่นที่สวนสาธารณะ

ระหว่างที่พายเรือ พ่อก็เอ่ยขึ้นว่า

“น้ำเต็มบึงไม่ทำให้เรือจมหรอกนะ”

“ว่าไงนะคะพ่อ”

“เรือเราก็ลำเล็กนิดเดียว ลอยอยู่บนน้ำปริมาณมหาศาล แต่เรือก็ไม่จม”

“ก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้วสิคะ”

“แต่ถ้าเอาน้ำมาใส่ในเรือลำนี้สัก 10 ถัง เรือก็จมได้ จริงมั้ย”

“…”

“ลูกจำไว้นะว่า เรือจะจมไม่ใช่เพราะน้ำที่อยู่นอกเรือ แต่เป็นน้ำที่อยู่ในเรือ ตอนที่ลูกโตไปกว่านี้ จะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับลูก เหมือนน้ำที่มีอยู่เต็มบึง ซึ่งมันทำอะไรเรือของลูกไม่ได้ ตราบใดที่ลูกไม่ปล่อยให้น้ำเข้าเรือ”


ขอบคุณประกายความคิดที่ได้จากภาพภาพหนึ่งในอินเทอร์เน็ต

6 ขั้นตอนสำหรับการถอนตัว

ผมได้อ่านบทความ How to Say “No” After Saying “Yes” ของ Melody Wilding ที่เขียนให้ Harvard Business Review เมื่อเดือนกันยายน 2021

เนื้อหาว่าด้วยการที่เราตกปากรับคำเพื่อนหรือหัวหน้าไว้ว่าจะช่วยทำโปรเจ็คใดโปรเจ็คหนึ่ง แต่แล้วก็มารู้ตัวทีหลังว่าเราได้ overcommmit ไปเสียแล้ว ถ้าเรายังฝืนทำโปรเจ็คนี้ต่อไป งานอื่นๆ อาจจะเสีย หรืออาจส่งผลต่อสุขภาพและความสัมพันธ์ได้

บทความนี้เสนอแนวทางว่าเราควรจะ “uncommit” ยังไงไม่ให้เสียชื่อ เสียหน้า หรือเสียเพื่อน

เห็นว่ามีประโยชน์เลยสรุปมาให้อ่านกันทีละขั้นตอนนะครับ

  1. คำนึงถึงต้นทุน (Consider the cost)

ก่อนจะถอนตัว เราควรจะไตร่ตรองให้ดีว่าการถอนตัวคือทางเลือกที่ถูกต้องแล้วจริงๆ เพราะบางโปรเจ็คอาจจะคุ้มเหนื่อยก็ได้หากมันสร้างโอกาสที่ดีให้กับเราในอนาคต แต่ถ้าคิดดีแล้วว่ายังไงก็ไม่คุ้ม ก็ควรจะพอแค่นี้

  1. ปรับมุมมอง (Shift your perspective)

ถ้ากลัวว่าปฏิเสธตอนนี้แล้วจะทำให้เราดูเป็นคนไร้ความรับผิดชอบ ให้มองอีกมุมว่าการเดินหน้าต่อโดยที่รู้ทั้งรู้ว่าจะทำออกมาได้ไม่ดีนั้นเป็นการไร้ความรับผิดชอบเสียยิ่งกว่า

และถ้าเราปฏิเสธอย่างมีมารยาท เราก็แสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนจัดการเวลาได้ ลำดับความสำคัญเป็น และเป็นคนโปร่งใสไม่ซับซ้อน

  1. นุ่มนวลแต่ซื่อตรง (Be diplomatic but truthful)

เมื่อต้องนำข่าวร้ายไปบอก ให้พูดอย่างมั่นใจและพูดเท่าที่ควรพูดโดยไม่จำเป็นต้องชักแม่น้ำทั้งห้า คิดมาให้ดีและพูดให้ตรง ยกตัวอย่างเช่น “เดือนที่แล้วที่ผมบอกว่าผมสามารถเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการได้นั้น ตอนนั้นผมเชื่อจริงๆ นะว่าผมน่าจะมีเวลาทำหน้าที่นี้ได้ดี แต่หลังจากที่ผมดูตารางงานแบบละเอียดแล้ว ผมถึงรู้ตัวว่าผมมีงานอื่นที่ต้องสะสางเยอะเกินกว่าจะทำหน้าที่ใหม่ได้ดี ดังนั้นผมคงเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไม่ได้”

อีกตัวอย่างหนึ่งสำหรับการถอนตัวจากงานชิ้นใหม่ที่หัวหน้าเพิ่งมอบหมายมาให้: “ผมไล่ดูงานทั้งหมดที่ผมมีอยู่แล้วจึงรู้ตัวว่าโปรเจ็คใหม่ที่หัวหน้าจะมอบหมายอาจจะทำให้ผมทำงานหลักของผมได้ไม่ดีพอ ซึ่งไม่น่าจะดีต่อทีมและบริษัท ผมเลยต้องขออนุญาตถอนตัวนะครับ”

[ตัวอย่างคำพูดนั้นอาจฟังดูไม่ธรรมชาติเท่าไหร่ในบริบทคนไทย แต่ลองปรับใช้ดูนะครับ]

  1. รักษาความสัมพันธ์ (Preserve the relationship)

เป็นเรื่องที่ดีที่เราจะขอโทษในความผิดพลาด ในความเข้าใจผิด หรือในสิ่งที่เรา overcommit ลงไป เพราะคนเหล่านั้นเขาก็หวังพึ่งเราอยู่เช่นกัน ตัวอย่างของคำขอโทษก็เช่น “ขอโทษที่ทำให้วุ่นวายนะครับ ผมดีใจมากเลยที่คุณนึกถึงผมตอนจะทำโปรเจ็คนี้ ขอเป็นกำลังใจให้โปรเจ็คประสบความสำเร็จนะครับ”

  1. ให้ทางเลือก (Offer an alternative)

ทางเลือกนี้มีได้หลายทาง เช่นเราอาจต้องปฏิเสธในรอบนี้ แต่บอกเขาว่าคราวหน้าถ้ามีโอกาสแบบนี้อีกอยากให้เขามาชวนเราใหม่

หรือเราอาจแนะนำให้รู้จักกับคนอื่นที่น่าจะช่วยเขาได้ หรือบอกเขาว่ามีแหล่งข้อมูลหรือ community กลุ่มไหนที่น่าจะช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้

  1. เรียนรู้ที่จะไม่พลาดอีก (Learn from it)

การถอนตัวไม่ใช่เรื่องสนุก แต่มันให้บทเรียนที่ดีสำหรับคนที่มีแนวโน้มที่จะ please คนอื่นตลอดเวลาจนเราไม่เป็นตัวของตัวเอง จงใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เพื่อฝึกกล้ามเนื้อในการแยกแยะว่าเรื่องแบบไหนที่เราควรตอบรับ และเรื่องแบบไหนที่เราควรปฏิเสธ จากนี้ไปควรจะเซย์เยสแต่กับเรื่องที่เราตื่นเต้นที่จะทำและให้เวลากับมันได้จริงๆ


ขอบคุณเนื้อหาจาก HBR: How to Say “No” After Saying “Yes” by Melody Wilding

ร่างกายของเราจดคะแนนเอาไว้เสมอ

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เรตติ้งดีมากบน Goodreads

หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า The Body Keeps the Score เขียนโดย Bessel van der Kolk ว่าด้วยเรื่องบาดแผลทางจิตใจที่ส่งผลทางร่างกาย ได้คะแนนถึง 4.46 เต็ม 5 จากหนึ่งแสนกว่าเรตติ้ง

ผมยังไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ชอบชื่อหนังสือที่นำไปคิดต่อได้หลายอย่าง

The Body Keeps the Score – ร่างกายของเราจดคะแนนเอาไว้เสมอ

จดอะไรด้วยอะไรบ้าง

จดวันคืนที่ผ่านชีวิตมาด้วยรอยเหี่ยวย่น

จดอาหารการกินด้วยค่าน้ำตาลและคอเลสเตอรอล

จดความเครียดด้วยความดันโลหิต

จดวินัยการออกกำลังด้วยอัตราการเต้นของหัวใจ

จดจำนวนการวิดพื้นด้วยขนาดของแผงหน้าอก

จดท่านั่งทำงานผิดๆ ด้วย office syndromes

จดปริมาณเบียร์ด้วยขนาดพุง

จดจำนวนบุหรี่ด้วยโอกาสในการเกิดเซลล์มะเร็งปอด (แม้จะไม่ใช่ทุกคน)

ชีวิตหนึ่งประกอบไปด้วยจิตใจและร่างกาย

จิตใจไม่มีตัวตน เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้น-ดับไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนร่างกายนั้นเป็นรูปธรรมที่ใช้เวลาในการตั้งอยู่ประมาณ 80 ปี

ร่างกายจึงเป็นเหมือนสมุดบันทึกที่จดจารการกระทำทุกอย่างในชีวิตของเราไว้

จะเลือกทำอะไร จะเลือกเสพอะไรจึงควรคิดให้ดี

เพราะร่างกายของเราจดคะแนนเอาไว้เสมอครับ

จะมีอะไรบั่นทอนจิตใจได้มากกว่างานที่เราไม่เชื่อและทำได้ไม่ดี

จะมีอะไรบั่นทอนจิตใจได้มากกว่างานที่เราไม่เชื่อและทำได้ไม่ดี

ในหมู่บ้านผมจะมีรปภ.คนหนึ่งซึ่งผมจะเรียกว่า “บัง” เพราะเขาเป็นมุสลิม

แม้หน้าที่หลักจะเป็นการดูแลความปลอดภัยให้หมู่บ้าน แต่บังยังมีพลังแฝงคือทักษะงานช่างที่สูงมาก

ของบ้านผมที่พัง ได้บังมาช่วยชุบชีวิตหลายชิ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบานเลื่อนตู้รองเท้าที่ฝืดมาก ท่อน้ำตัน หรือเครื่องปั๊มน้ำไม่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาไหน ถ้าไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรเป็นพิเศษ บังซ่อมได้เกือบทุกอย่าง (หลังจากออกกะแล้ว)

อีกคนหนึ่งที่ผมรู้สึกขอบคุณเป็นพิเศษ คือพี่รปภ.ที่ออฟฟิศคนหนึ่งซึ่งผมเคยกล่าวถึงมาแล้วในบล็อกนี้

ที่จอดรถที่ออฟฟิศผมเป็นลิฟต์อัตโนมัติ ต้องใช้ความระมัดระวังในการเอารถเข้าลิฟต์พอสมควร และถ้ากะระยะไม่ดีล้ออาจจะไปเบียดขอบลิฟต์จนยางแตกได้เลย ที่รู้เพราะผมเคยทำยางแตกมาแล้วหนึ่งครั้ง

แต่พี่รปภ.คนนี้เป็นคนที่โบกรถเก่งที่สุด รู้ว่าจังหวะไหนควรหมุนพวงมาลัย รู้ว่าจังหวะไหนควรคืนพวงมาลัย เป็นคนที่ผมอุ่นใจทุกครั้งเวลาเอารถเข้าจอดในลิฟต์

แฟนผมเคยเอารถเข้าศูนย์ และได้รับการบริการจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่งอย่างยอดเยี่ยม ทำเกินหน้าที่หลายอย่าง ช่วยเช็ครถอย่างละเอียดและอธิบายการเชื่อมต่ออุปกรณ์ในรถอย่างใจเย็น จนแฟนผมอดไม่ได้ที่จะให้ทิปไปหลายร้อยบาท

ทั้งบังช่างสารพัดนึก พี่รปภ.โบกรถที่ออฟฟิศ และเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการ มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือทักษะที่ดีในการทำหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จอย่างลุล่วง ถ้าใช้ภาษาฝรั่งหน่อยก็คงต้องเรียกว่า competency ซึ่งมักจะเกิดจาก on the job training หรือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการลงมือทำจริงด้วยความตั้งใจ

เมื่อทำงานได้ดี และคนรอบข้างก็ชื่นชม ฉันทะย่อมตามมา ทำให้มีวิริยะ จิตตะ วิมังสา เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ซึ่งส่งผลให้เขามี competency ที่ดียิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อ competency สูง ความมั่นใจย่อมเกิด และเราจะสังเกตเห็นได้จากแววตาตอนเขาทำงาน แม้จะไม่ได้มีเงินเดือนสูง แต่สิ่งที่เขามีสูงยิ่งคือความสนุกและภาคภูมิใจในงานที่ตัวเองทำ

ในมุมกลับกัน

คนทำงานออฟฟิศบางคนที่ไม่ได้มีทักษะที่จะทำงานออกมาให้ดี และก็ไม่ได้มีท่าทีที่อยากจะพัฒนา

ปัจจัยที่ทำให้เขาย่อหย่อนคงมีได้หลายอย่าง อาจจะเป็นเรื่องเนื้องานที่ไม่สอดคล้องกับทักษะ อาจจะเพราะเขาได้หัวหน้าไม่ดี หรืออาจเป็นเพราะเขายังค้นหาตัวเองไม่เจอ

เมื่อมองไปที่คนกลุ่มนี้ ก็น่าคิดต่อว่านอกจากเงินเดือนแล้ว เขาได้รับความสุขจากการทำงานสักกี่มากน้อย

เรานอนวันละ 7 ชั่วโมง เหลืออีก 17 ชั่วโมงสำหรับการใช้ชีวิต และเกินครึ่งหนึ่งของช่วงเวลาที่เราตื่นนั้นใช้ไปกับการทำงานและการเดินทางไปทำงาน

ถ้างานที่เราต้องเจอ 5 วันต่อสัปดาห์นั้นเป็นสิ่งที่เราไม่เชื่อ ไม่ชอบ และทำได้ไม่ดี มันจะบั่นทอนจิตใจขนาดไหน และถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปนานๆ มันจะทำให้เรากลายคนเป็นคนเช่นไร

บางคนอาจจะคิดว่าชีวิตไม่ได้มีทางเลือกมากนัก อะไรทนได้ก็ต้องทนไปเพื่อมีเงินมาเลี้ยงชีพและดูแลคนรอบข้าง

การเสียสละความสุขส่วนตนนั้นเป็นเรื่องน่าชื่นชม แต่เราจำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นจริงหรือกับช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ไม่มากนัก

ถ้าเราไม่เชื่อ ไม่ชอบ และไม่เก่งในงานที่เราทำ ผมว่าเรากำลังมีปัญหาใหญ่ และเราควรทำอะไรบางอย่างเพื่อพาตัวเองหลุดออกจากวงจรนี้

เพราะไม่มีอะไรบั่นทอนจิตใจได้มากกว่างานที่เราไม่เชื่อและทำได้ไม่ดีครับ

กฎ 20 ไมล์และหลายมิติชีวิตที่เราควร DCA

DCA ย่อมากจาก Dollar-Cost Averaging

เป็นหลักการลงทุนที่เรียบง่ายแต่ได้ผล นั่นก็คือทยอยซื้อหุ้นหรือกองทุนเก็บไว้ด้วยความสม่ำเสมอ

เช่นบางคนอาจทำเรื่องหักเงิน 10,000 บาทจากบัญชีทุกเดือนเพื่อซื้อ SSF อัตโนมัติ สิ้นปีก็จะมีเงินในกองทุน 120,000 บาท ซึ่งเงินก้อนนี้เอาไปลดหย่อนภาษีได้

Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money ก็ใช้หลักการ DCA สำหรับการลงทุนของเขาเอง เงินที่เหลือจากค่าใช้จ่ายประจำเดือนเขาจะเอาไปซื้อ Index Funds (กองทุนรวมดัชนีหุ้น) ที่ค่าบริหารจัดการต่ำ เขาไม่ได้วิเคราะห์ว่า sector ไหน หรือ industry ไหนน่าลงทุน ไม่ดูด้วยว่าจะเข้าซื้อเมื่อไหร่ หรือจะเทขายเมื่อไหร่ (not trying to time the market) สิ่งเดียวที่เขาทำคือทยอยซื้อเก็บไปเรื่อยๆ อ่านรายละเอียดได้ในบทที่ 20 – Confessions ในหนังสือดังกล่าว

Housel เคยให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องที่เขาโดนวิจารณ์หนักมากที่สุดสำหรับหนังสือ The Psychology of Money ก็คือบทที่ 20 ที่พูดถึงการจัดการเงินของตัวเขาเองนี่แหละ – ทรัพย์สินเขามีแค่ 3 อย่างเท่านั้น คือบัญชี savings กองทุนรวม และบ้าน

เพราะผู้อ่านหลายคนนึกว่า Housel จะมีวิธีการที่ซับซ้อนกว่านี้หรือดูฉลาดกว่านี้ พอเห็นว่าเขาซื้อกองทุนรวมดัชนีแบบไม่ได้ใช้ความคิดหรือความพยายามเลย จึงอดผิดหวังไม่ได้

แต่สำหรับผม หากเราอ่านสิ่งที่ Housel พยายามสื่อมาทั้งเล่มแล้ว เราก็ควรจะได้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกัน

เพราะ “เวลา” หรือ “t” นั้นคือ “ตัวเลขยกกำลัง” ในสมการผลตอบแทนการลงทุน

ผลตอบแทนต่อปีจะเยอะเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่าเราอยู่กับมันยาวนานแค่ไหน

อีกอย่าง ผลตอบแทนนั้นควบคุมยากเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก แต่เราจะลงทุนยาวนานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับเราเป็นหลัก


ใครที่ทำเพจ Facebook อาจจะรู้สึกว่าปีที่ผ่านมา algorithm ของมันแปลกๆ

บางโพสต์ก็มียอด reach เยอะมาก บางโพสต์ก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทั้งๆ ที่เราก็ตั้งใจเขียนและเชื่อว่ามีดีเหมือนกัน

แน่นอนว่าบทความจะปังหรือไม่นั้นขึ้นกับหลายปัจจัย แต่คนที่ทำเพจมานานจะเข้าใจดีว่าก่อนหน้านี้ยอด reach มันไม่ได้แปรผันขนาดนี้

ในสัปดาห์เดียวกัน จึงอาจมีบางโพสต์ที่ขึ้นไปถึง 1000 แชร์ และอีก 3 โพสต์ที่เหลือมียอดแชร์ไม่ถึง 100 แชร์

เมื่อตั้งใจเขียนบทความมากๆ แต่ยอดแชร์ต่ำ คนทำ content ย่อมเสียขวัญกำลังใจและอาจต้องตัดสินใจอะไรบางอย่าง

เราจะหยุดเขียนตอนนี้ แล้วไปลองแพลตฟอร์มอย่างอื่นเช่น TikTok ดีหรือไม่

เราควรจะรอให้ Facebook มันเสถียรเรื่องการจัดการ reach กว่านี้ แล้วค่อยกลับมาเขียนดีหรือไม่

สิ่งเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับการเลือกว่าจะลงทุนใน industry ไหน รวมถึงการพยายามที่จะหาจังหวะเข้า-ออกจากตลาดหรือ time the market ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก

ผมเลยเลือกที่จะ DCA บล็อกของผมต่อไป ก็คือเขียนวันละโพสต์ไปเรื่อยๆ ถ้ายอดแชร์เยอะก็ดี ถ้ายอดแชร์น้อยก็เข้าใจว่ามันก็เป็นแบบนี้


หนึ่งในบทความของผมที่มีคนแชร์เยอะที่สุดคือ “กฎ 20 ไมล์” ที่ว่าด้วยการแข่งขันว่าใครจะพิชิตขั้วโลกใต้ได้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ ระหว่างคณะของนักสำรวจของชาวนอร์เวย์ชื่อ Roald Amundsen และ คณะของนักสำรวจชาวอังกฤษนาม Robert Falcon Scott

บทสรุปคือคณะของอมุนด์เซนนั้นพิชิตขั้วโลกใต้ได้ก่อนและกลับถึงบ้านโดยปลอดภัย ส่วนคณะของสก๊อตนั้นไปถึงขั้วโลกใต้ช้ากว่า 35 วัน และเสียชีวิตกันทั้งคณะในขากลับ

หนึ่งสิ่งที่คณะของอมุนเด์เซนทำแตกต่างออกไป ก็คือการเดินทางให้ได้ 20 ไมล์ทุกวัน ไม่ว่าอากาศจะดีหรือร้ายก็จะเดินทางวันละ 20 ไมล์เสมอ ส่วนคณะของสก๊อตนั้น ถ้าอากาศดีหน่อยก็จะโหมเดินทางให้ได้ไกลๆ ส่วนวันที่อากาศแย่หน่อยก็อาจจะแทบไม่ได้ออกเดินทางเลย

(หลังจากปล่อยบทความนี้ออกไป ก็มีคนมาให้ข้อมูลเพิ่มว่ามันยังมีปัจจัยอื่นๆ อยู่อีกที่ทำให้อมุนด์เซนสำเร็จและสก๊อตล้มเหลว ดังนั้นการเดินทางวันละ 20 ไมล์ไม่ใช่ปัจจัยหลักของการพิชิตขั้วโลกใต้ อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าบางทีบางบทเรียนก็ไม่จำเป็นต้องถูกต้อง 100% ตราบใดที่เราสามารถหยิบมันมาใช้ในบริบทที่เหมาะสมแล้วมันเวิร์ค ผมก็คิดว่ามันควรค่าแก่การนำมาพูดถึง)

คณะของอมุนด์เซน จึง DCA การเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ อากาศจะดีจะร้ายอย่างไร ก็เก็บให้ได้วันละ 20 ไมล์เสมอ


เมื่อเรามองไปรอบตัว เราจะเห็นการ DCA หรือกฎ 20 ไมล์เต็มไปหมด

ความสำเร็จไม่เคยเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แม้กระทั่งยอดนักเตะอย่าง Lionel Messi ก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“It took me 17 years & 114 days to become an overnight success.”

เมสซี่ต้องผ่านการต่อสู้ดิ้นรนมาเกือบทั้งชีวิต ก่อนที่จะ “ประสบความสำเร็จชั่วข้ามคืน” ในเสื้อของทีมบาร์เซโลนา

คำสุภาษิตจีนบอกว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

อากาศจะดีหรือร้ายเป็นเรื่องของฟ้าดิน ตลาดจะขึ้นจะลงเป็นเรื่องของฟ้าดิน algorithm เฟซบุ๊คก็เป็นเรื่องของฟ้าดิน

เรื่องของมนุษย์อย่างเรา ก็คือจะยืนระยะอยู่ในเกมนี้ได้นานแค่ไหน เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้

ลอง DCA ชีวิตของเราในหลากหลายมิติ เพื่อจะเดินทางไป-กลับขั้วโลกใต้โดยสวัสดิภาพครับ