นิทานรถบัส

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งในเมืองนอก

แม่: ถ้าคนขับถามว่าลูกอายุเท่าไหร่ ลูกตอบว่า 6 ขวบนะ ตั๋วจะได้ราคาถูก

เด็กชาย: ได้ครับแม่

รถบัสมาจอดที่ป้าย ทั้งแม่และลูกเดินขึ้นบันไดรถ

คนขับ: อายุเท่าไหร่แล้วพ่อหนุ่มน้อย

เด็กชาย: 6 ขวบครับ

คนขับ: โอ้ดีๆ แล้วจะ 7 ขวบเมื่อไหร่ครับเนี่ย

เด็กชาย: ตอนลงจากรถครับ

นิยามของความมัธยัสถ์

วิวัฒนาการคือแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในโลก มันสามารถเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวให้กลายมาเป็นมนุษย์ยุคนี้ได้

แต่วิวัฒนาการไม่รู้หรอกว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันไม่มีคู่มือใดๆ ทั้งสิ้น บางทีมันไม่ค่อยเก่งเรื่องการคัดสรรคุณสมบัติที่เหมาะสมด้วยซ้ำ

พลังเพียงอย่างเดียวของมันคือมันทำการทดลองเป็นล้านล้านครั้ง และอันไหนไม่เวิร์คก็ฆ่าทิ้งเสีย ส่วนผู้ที่เหลือรอดก็จะได้อยู่ต่อไป

มีทฤษฎีหนึ่งที่ชื่อว่า Fisher’s Fundamental Theorem of Natual Selection ที่บอกว่าความหลากหลายคือความแข็งแกร่ง เพราะยิ่งประชากรมีความหลากหลายมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีคุณสมบัติให้คัดสรรมากเท่านั้น

ซึ่งก็อุปมาอุปไมยเหมือนกับการใช้เงิน

หลายคนไม่รู้ว่าการใช้เงินแบบไหนจะทำให้เรามีความสุข เราควรซื้ออะไรดี? ควรเดินทางไปไหนดี? ควรเก็บเงินเท่าไหร่ดี?

ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพราะเราแต่ละคนนั้นแตกต่าง คนส่วนใหญ่จึงมักเชื่อตามเสียงของสังคมที่บอกว่าของที่ราคาสูงที่สุดจะทำให้เรามีความสุขได้มากที่สุด

แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราต้องลองใช้เงินในหลากหลายรูปแบบเพื่อจะได้รู้ว่าแบบไหนที่เหมาะกับเรา บางคนชอบเดินทาง ส่วนบางคนนั้นติดบ้าน บางคนชอบกินร้านอาหารหรู แต่บางคนชอบฟาสต์ฟู้ดมากกว่า หลายคนมองว่าการนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาสเป็นเรื่องหลอกกินเงิน แต่สำหรับบางคนก็มองว่ามันคุ้มค่า

ยิ่งเราได้ลองใช้เงินในรูปแบบต่างกันมาเท่าไหร่ เรายิ่งมีโอกาสจะเจอของที่ใช่มากขึ้นเท่านั้น และการลองก็ไม่ต้องลงทุนอะไรเยอะ แค่ลองชิมอาหารจานใหม่ ลองใช้บริการใหม่ๆ ลองซื้อรองเท้าสวยๆ ฯลฯ

เหมือนที่ Ramit Sethi เคยนิยามไว้

“โดยเนื้อแท้แล้ว ‘ความมัธยัสถ์’ คือการหาให้เจอว่าเรารักสิ่งใดมากพอที่จะยอมใช้เงินอย่างอู้ฟู่ และพร้อมที่จะลดค่าใช้จ่ายกับทุกอย่างที่เหลือ”

“Frugality, quite simply, is about choosing the things you love enough to spend extravagantly on — and then cutting costs mercilessly on the things you don’t love.”

ไม่มีคู่มือที่จะบอกว่าอะไรจะทำให้เรามีความสุข เราแค่ต้องลองสิ่งละอันพันละอย่างเพื่อหาให้เจอว่าอะไรที่เหมาะกับเรา


ผมแปลข้อความข้างต้นมาจากส่วนหนึ่งของบทความ The Art and Science of Spending Money ของ Morgan Housel

ผมชอบคำพูดของ Ramit Sethi เป็นพิเศษ ตรงที่เขานิยามความประหยัดว่าไม่ใช่ความตระหนี่ถี่เหนียวและอยากจ่ายให้น้อยที่สุดในทุกเรื่อง แต่คือการเลือกให้ดีว่าจะตัดเรื่องอะไร และจะยอมอู้ฟู่กับเรื่องอะไร

ผมเป็นคนประหยัดกับข้าวของส่วนตัว ไม่เคยอินกับแคมเปญ 11.11 พร้อมจะใช้ของไม่มียี่ห้อถ้ามันตอบโจทย์ได้ 70%

ผมเคยบ่นกับน้องในทีมว่าหูฟังสายไฟมันเริ่มลอกแล้ว กลัวไฟช็อต น้องก็แนะนำหูฟังยี่ห้อหนึ่งราคาสามพันกว่าบาท ผมบอกว่าไม่กล้าซื้อ ปกติผมซื้อแต่หูฟังในเซเว่นอันละร้อยกว่าบาทเท่านั้น

แต่ถ้าผมกับแฟนไปดูคอนเสิร์ต ผมพร้อมควักเงินซื้อตั๋วที่นั่งใกล้เวทีราคาหลายพันได้แบบไม่เสียดาย เพราะคิดว่าไปคอนเสิร์ตทั้งทีแล้วก็อยากเห็นหน้าศิลปินคนโปรดชัดๆ

ความยากอย่างหนึ่งเรื่องการใช้เงินคือเราจะบาลานซ์อย่างไรระหว่างการจับจ่ายใช้สอยเพื่อความสุขในวันนี้ และการเก็บออมและลงทุนเพื่อความมั่นคงในวันหน้า

เพราะแม้ว่าความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญ แต่เราก็ไม่รู้ว่าเราจะอยู่ถึงวันนั้นรึเปล่า หรือเมื่อถึงวันนั้นแล้วเราจะยังแข็งแรงพอที่จะทำบางสิ่งบางอย่างหรือไม่ ดังนั้นถ้าเราไม่ใช้เงินเพื่อปัจจุบันบ้างเลยผมว่ามันก็เป็นการฝากความหวังไว้กับอนาคตมากไปหน่อย

ทดลองให้รู้ว่าเงินซื้อความสุขให้เราในเรื่องไหนได้บ้าง อู้ฟู่ไปกับมัน แล้วค่อยประหยัดกับเรื่องที่ไม่ได้สำคัญกับเราครับ

จะวิ่งไปพร้อมรถม้าหรือจะให้มันลากเราไป

หนึ่งในสิ่งที่ปรัชญาสโตอิกให้ความสำคัญมากที่สุด คือการโฟกัสแต่ในสิ่งที่เราควบคุมได้

เพราะความทุกข์ร้อนของเราล้วนเกิดจากการไม่ยอมรับในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

เมื่อสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เกิดขึ้น แล้วเราตีโพยตีพายหรือฟูมฟาย มันก็รังแต่จะทำให้เราเจ็บตัวและเจ็บใจมากกว่าเดิม

ลองนึกภาพสุนัขสองตัวที่ถูกผูกเชือกไว้กับรถม้า

สุนัขตัวแรกวิ่งตามทิศทางที่รถม้าพาไป และเพลิดเพลินไปกับการเดินทางและทิวทัศน์

ส่วนสุนัขตัวที่สองฝืนต้านรถม้าด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี และลงท้ายด้วยการโดนรถม้าลากไปตลอดทาง

สุดท้ายแล้วสุนัขทั้งสองย่อมไปถึงจุดหมายเดียวกัน แต่ตัวที่สองสะบักสะบอมกว่ากันเยอะ

ยอมรับไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย ยอมรับไม่ได้แปลว่าถอดใจ ยอมรับไม่ได้แปลว่าไร้ความทะเยอทะยาน มันแค่หมายความว่าเมื่อสิ่งต่างๆ ได้เกิดขึ้นแล้ว และเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ตอนนี้ เราก็ควรยอมรับและทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่สถานการณ์เอื้อให้เราทำได้

ไม่มีใครอยากให้ลูกป่วย ไม่มีใครอยากให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว การไม่ยอมรับย่อมไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น จริงๆ แล้วมันทำให้ทุกอย่างแย่ลงด้วยซ้ำ

เป็นเรื่องปกติที่เราจะมองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นเรื่องปกติที่เราชอบหลอกตัวเองว่าทุกอย่างควรเกิดขึ้นตามใจเรา

แต่เราไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้น โลกไม่ได้เป็นไปดั่งใจแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะชวนทะเลาะกับพระเจ้าหรือโชคชะตา

เราจึงต้องมีสติปัญญาที่จะแยกแยะให้ได้ ว่าเมื่อไหร่ที่เราควรฝืน และเมื่อไหร่ที่เราควรวิ่งตามรถม้าไปครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ “สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน The Little Book of Stoicism” Jonas Salzgeber เขียน วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม แปล สำนักพิมพ์ Be(ing)

ถ้ามันใช่มันจะไม่ต้องฝืน

หนึ่งในคนที่ผมตามอ่านบล็อกทุกตอน คือ Morgan Housel ผู้เขียน The Psychology of Money

มอร์แกนเขียนบทความลงในบล็อกของ Collaborative Fund แต่เขียนไม่บ่อย อาจจะแค่เดือนละ 3-4 ตอน แถมยังไม่มีตารางการปล่อยงานที่แน่นอนอีกด้วย ซึ่งเจ้าของ Collaborative Fund ก็ไม่ได้ว่าอะไรและให้อิสระเต็มที่

เนื่องจากไม่ได้โดนบังคับด้วยเดดไลน์ มอร์แกนจึงเขียนต่อเมื่อเขามีเรื่องอะไรจะเขียนเท่านั้น เขาจึงแทบไม่เจอ writer’s block หรืออาการเขียนไม่ออกเลย

“Good ideas are easy to write, bad ideas are hard. Sounds obvious, but it’s the best quality signal of what you’re writing. Writers’ block usually reflects more about your ideas than your writing.”


James Clear เคยให้คำแนะนำไว้ว่า

“Look for situations where the energy is already flowing downhill. Invest in relationships where there is already mutual respect. Create products that tap into a desire people already have. Work on projects that play to your strengths.

And then, once the potential of the situation is already working for you, add fuel to the fire. Pour yourself into the craft. Act as if you have to outwork everyone else—even though the wind is at your back.

The idea is to sprint downhill, not grind uphill.”

เราจึงควรลงแรงและเวลากับสิ่งที่สอดคล้องและเป็นใจให้เราอยู่แล้ว มันคือการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่เหนือลมแทนที่จะอยู่ใต้ลม และแม้จะอยู่เหนือลมเราก็ยังออกแรงเต็มที่ และด้วยวิธีนี้จะทำให้เราไปได้เร็วและไกลกว่าคนอื่น


แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีเหมือน Morgan Housel ที่จะเขียนบทความเดือนละกี่ตอนก็ได้ บางคนไม่ได้มีทางเลือกมากขนาดนั้น ต้องทนทำสิ่งที่เราไม่ชอบเพราะมีภาระหน้าที่ต้องดูแล

แต่ผมก็อยากให้เราตั้งข้อสังเกตสองอย่าง

หนึ่ง เราถูกฝึกให้ทำในสิ่งที่เราไม่ชอบและฝืนธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก เช่นห้ามคุยกันในห้องเรียน ถูกบังคับให้เรียนวิชาที่เราไม่ได้สนใจและไม่เห็นว่าเป็นประโยชน์อะไรกับชีวิต วิธีการเรียนการสอนแบบนี้เหมาะสำหรับการป้อนคนเข้าทำงานในโรงงานเพื่อจะได้มีความพร้อมเพรียงและมีวินัยเพื่อจะได้สร้าง productivity ให้กับเจ้าของโรงงานได้มากที่สุด

สอง นิทานช้างกับกิ่งไม้:

“นานมาแล้วชาวอินเดียใช้วิธีการนำลูกช้างมาฝึกให้เชื่อง โดยล่ามโซ่ ขนาดใหญ่ที่ขาของลูกช้างติดกับต้นไม้หรือซุงขนาดใหญ่ พละกำลังของลูกช้างเองไม่สามารถที่ทำให้ลูกช้างมีอิสระได้

ความพยายามหลายๆ ครั้งแล้วไม่สำเร็จนั้น ทำให้ลูกช้างจดจำว่ามันไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

และหลังจากความพยายามอย่างเต็มที่ในระยะเวลาที่นานพอ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ลูกช้างจะยอมแพ้ไปเอง และเชื่อว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจหนีไปไหนได้

ท้ายที่สุดเมื่อลูกช้างโตเต็มที่ มีน้ำหนักหลายตัน คนเลี้ยงก็อาจเพียงแต่ผูกช้างนั้นไว้กับกิ่งไม้ก็พอ มันจะไม่หนีไปไหน

อันที่จริงมันไม่คิดที่จะหนีไปไหนเลยด้วยซ้ำ”


การได้งานที่ใช่ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ต้องพยายามเลย

กว่าที่ Morgan Housel จะได้อิสระเขียนบล็อกเดือนละกี่ตอนก็ได้ เขาเคยเขียนบทความลง The Motley Fool มาแล้วหลายพันบทความ

เวลาที่น้องในทีมต้องทำงานในหน้าที่ใหม่ ผมจะบอกเขาเสมอว่าอย่าคาดคั้นกับตัวเองเกินไป จงให้เวลาตัวเองอย่างน้อย 6 เดือนแล้วเราจะรู้ได้เองว่ามันเหมาะหรือไม่เหมาะกับเรา

หรือถ้าใครเพิ่งลองวิ่งครั้งแรก แค่กิโลแรกก็จะเป็นจะตาย ต้องทำซ้ำหลายครั้งถึงจะเริ่มอยู่ตัวและตอบตัวเองได้ว่าชอบการวิ่งหรือไม่

และถึงได้ทำสิ่งที่ใช่แล้วมันก็ยังเหนื่อยอยู่ดี แต่เหนื่อยแล้วรู้สึกว่ามันคุ้ม เหนื่อยแล้วมันเติมเต็มเราได้

ส่วนถ้าใครรู้สึกว่าทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบมานานเกินพอ หรือเพิ่งรู้ตัวว่าขาของเราผูกเชือกกับกิ่งไม้ตลอดมา ก็อย่ากลัวที่จะคิดใหม่ทำใหม่

เพราะถ้ามันใช่มันจะไม่ต้องฝืนครับ

ความเจ็บปวดทำให้เราเป็นคนแบบไหน

เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ผมได้รับโอกาสให้เขียนหนังสือให้คุณอนันต์ เดชอนันตชาติ เจ้าของเครื่องสำอางค์โยโกะ

หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า “ล้มลุกคลุกคลาน ประสบการณ์ 75 ปี” ที่แชร์ประสบการณ์คุณอนันต์ที่ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน

หนึ่งในบทที่ผมชอบที่สุดมีชื่อว่า “ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด”:

“เพื่อนผมคนหนึ่ง ตอนเด็กๆ ที่บ้านยากจนมาก ถึงขนาดที่แม่จะคลอดลูก ไปยืมเงินญาติกลับไม่มีใครให้ยืม

ความแร้นแค้นครั้งนั้นฝังใจเพื่อนผมมาก จนเดี๋ยวนี้แม้จะทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จแล้ว กลายเป็นคนไม่ค่อยจะยอมใช้เงิน ไม่เคยให้ใครยืมเงิน เวลาไปกินข้าวไม่เคยเลี้ยงเพื่อน กลายเป็นเศรษฐีขี้เหนียว เพราะเขาไม่อยากกลับมาจนอีก

ตัวผมเองก็เคยลำบากมากๆ เหมือนกัน ตอนนั้นได้แต่คิดว่า ถ้ามีคนยื่นมือมาช่วยเหลือเราบ้างคงดีไม่น้อย

มาถึงวันนี้ ถ้ามีคนเดือดร้อนมาหา ผมจะพยายามช่วยเหลือเขา เพราะผมเข้าใจดีว่าการมีปัญหาการเงินนั้นมันทุกข์แค่ไหน

แปลกดีที่คนสองคนที่ผ่านสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันกลับได้ข้อสรุปที่ตรงกันข้าม
คนหนึ่งเลือกที่จะเก็บเงินเอาไว้ อีกคนเลือกที่จะปล่อยมันออกไป

เพื่อนคนนั้นเขาก็ถูกของเขา แต่ผมเองผมก็ถูกของผมเช่นกัน”


Donald Miller เป็นผู้เขียนหนังสือ Hero on a Mission: The Power of Finding Your Role in Life

Miller เคยให้สัมภาษณ์ในพ็อดแคสต์ The School of Greatness ของ Lewis Howes

สิ่งที่เขาเล่าในนาทีที่ 35 สอดคล้องกับสิ่งที่คุณอนันต์เคยเล่าเอาไว้

“วายร้ายกับฮีโร่นั้นมีเรื่องราวเบื้องหลังที่เหมือนกันเป๊ะ นั่นคืออดีตที่เจ็บปวด

ฮีโร่มักจะเป็นเด็กกำพร้าหรือเคยถูกทอดทิ้ง ส่วนวายร้ายนั้น ถ้าคุณสังเกต นักเขียนบทจะให้เขามีแผลเป็นบนหน้า หรือเดินขากะเผลก หรือพูดจาติดๆ ขัดๆ ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าตัวละครนี้มีความหลังที่เจ็บปวด

ดังนั้น ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวของฮีโร่กับว้ายร้าย ก็คือการตอบสนองต่อความเจ็บปวดที่พวกเขาเคยประสบมา

วายร้ายจะพูดว่า “โลกเคยทำร้ายเรา ดังนั้นเราจะทำร้ายโลกกลับ” (The world hurt me, I’m gonna hurt it back)

ส่วนฮีโร่จะพูดว่า “โลกเคยทำร้ายเรา ดังนั้นเราจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับใครอีก” (The world hurt me, I’m not gonna let this happen to anybody else.)

เราตอบสนองต่อความเจ็บปวดอย่างไร คือตัวตัดสินว่าเราจะเป็นฮีโร่หรือจะเป็นวายร้าย”


ชีวิตเกิดมาย่อมไม่เท่ากัน บางคนโชคดีกว่าคนอื่น บางคนก็โชคร้ายกว่าคนอื่น

แต่ถ้าเรายังนั่งอ่านบทความนี้ได้ แสดงว่าเรามีสติปัญญาและศักยภาพเพียงพอที่จะเลือกทำในสิ่งที่ควรทำ

ความเจ็บปวดในอดีตเรากลับไปแก้ไขไม่ได้ เช่นเดียวกับความเจ็บปวดในอนาคตที่ไม่มีมนุษย์คนใดหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน

สิ่งเดียวที่เราพอทำได้ คือจะให้ความเจ็บปวดเหล่านั้นหล่อหลอมเราให้เป็นคนแบบไหนครับ