สัปดาห์ละครั้ง

20160229_OnceAWeek

ที่เราควรจะมีเวลาได้นั่งเงียบๆ คนเดียว เพื่อทำ Weekly Review

อาจจะเป็นศุกร์เย็น อาทิตย์บ่าย หรือจันทร์เช้าก็ได้

เพื่อจะได้ทบทวนว่าชีวิตตัวเองเป็นอย่างไรบ้างแล้ว

มิทเชลล์ ฮาร์เปอร์ (Mitchell Harper) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Bigcommerce แพลตฟอร์มสำหรับขายสินค้าออนไลน์เจ้าใหญ่บอกว่า เขาจะกันเวลาไว้สัปดาห์ละสองสามชั่วโมงเพื่อสำรวจตัวเอง โดยเขาเรียกเวลาส่วนนี้ว่า Thinking Time

คำถามที่เขามีก็เช่น

  • ความสัมพันธ์กับคนสำคัญของเราเป็นอย่างไรบ้าง?
  • มีเป้าหมายในบ้างที่เรายังไปไม่ถึงไหน และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
  • มีงานหรือเหตุการณ์อะไรที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้และเราต้องเตรียมตัวบ้าง?
  • เราควรจะทำอะไรแตกต่างออกไปบ้าง?
  • มีทักษะใหม่ๆ อะไรที่เราควรจะเรียนรู้บ้างมั้ย? ทำไม?
  • ตอนนี้มีความสุขดีอยู่มั้ย? ถ้าไม่มี ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
  • สัปดาห์นี้จะทำอะไรให้เสร็จมากกว่าเดิมได้มั้ย?
  • ควรจะหาเวลาพักบ้างรึเปล่า?
  • ตอนนี้เราขยันเพียงพอรึยัง?

ผมเห็นคนประสบความสำเร็จหลายคนมักจะพูดถึงการสำรวจตัวเองทุกสัปดาห์เลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น Stephen Covey ผู้เขียน 7 Habits of Highly Effective People หรือ David Allen ผู้เขียน Getting Things Done

ที่ผ่านมา ผมก็มีการทำ weekly review บ้างแบบกะปริบกะปรอย แต่จากนี้ไปคิดว่าอยากจะทำให้บ่อยขึ้นครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก #DoItAll by Mitchell Harper

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เสี่ยว

20160228_CEO

“ถาม: ถ้าอย่างนั้น คิดว่าคำว่า CEO คืออะไร

ตอบ: CEO สำหรับผมเหรอ ถ้าอ่านตรงตัวหรือแปลตามแบบของผม ก็แปลว่า “เสี่ยว” (หัวเราะ) แล้วเสี่ยวแปลว่าอะไร ภาษาอีสานก็แปลว่าเพื่อนรัก ดังนั้น CEO สำหรับผมก็คือ คนที่จะต้องทำตัวให้เป็นที่รักของทุกคน โดยเฉพาะในองค์กรของเรา แล้วพอคนรักกันแล้ว มันก็มีใจทำงานให้กัน ดังนั้น ไม่จำเป็นว่าเป็น CEO แล้วจะต้องกระดิกนิ้ว ชี้นิ้วสั่ง สำหรับผม นิ้วชี้น่ะห้ามใช้ แต่ให้ใช้นิ้วก้อย ที่แปลว่า เราดีๆ กันไว้ แล้วเราก็ห้ามใช้นิ้วโป้ง ห้ามโกรธกัน”

– ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์*
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย
a day BULLETIN 100 Interview The Master
สัมภาษณ์ : พฤษภาคม 2552 โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

ช่วงนี้นกแอร์กำลังประสบปัญหาอันเนื่องมาจากกัปตันทยอยกันลาออก เราจึงได้เห็นคุณพาที สารสิน CEO ของนกแอร์ออกสื่อบ่อยๆ

จะว่าไปเราเห็นหน้าค่าตาคุณพาทีมานานแล้ว รู้กันหมดว่าเขาเป็น CEO ของนกแอร์

แต่ขอสารภาพตามตรงว่าผมไม่เคยรู้จัก CEO ของแอร์เอเชียเลย เห็นหน้าเขาใน a day BULLETIN 100 Interview The Master ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

บทสัมภาษณ์ตอนนี้ถือว่าเป็นบทสัมภาษณ์ที่เปิดโลกทัศน์ของผมมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างที่ผมไม่เคยได้รู้มาก่อน

เช่น

หลังจากกลุ่มชินฯ ขายหุ้นแอร์เอเชียให้กับเทมาเส็ก พนักงานแอร์เอเชียในเมืองไทย 1,200 คน ก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานแอร์เอเชีย 1,200 คน (ณ ปี 2549) จะไม่ตกงานแน่ๆ คุณธรรศพลฐ์กับผู้บริหารอีก 5 คนก็ไปกู้แบงค์เพื่อขอซื้อหุ้นแอร์เอเชียคืน โดยผู้บริหารคนไทยถือหุ้น 51% และมาเลเซียถือหุ้น 49%

จากคนที่ไม่เคยเป็นหนี้มาก่อนในชีวิต คุณธรรศพลฐ์และผู้บริหารเป็นหนี้แบงค์รวมกันพันกว่าล้าน

“ตอนนั้นเราจะทิังบริษัทก็ได้ ไม่เอาไม่สนก็ได้ แต่ลูกน้องบางคนท้องอยู่ บางคนลูกยังเล็กอยู่ เราก็ทำใจไม่ได้ที่จะทิ้งกันไป ผมบอกเลยว่าทิ้งบริษัทน่ะง่าย แต่ต้องกรอกเงินกู้มันยากกว่าเยอะ”

“ถามว่าถ้าผมเป็นผู้บริหารที่ทำสายการบินเจ๊ง มีคนตกงาน 1,200 กว่าคน ผมจะไปทำงานที่ไหนได้อย่างสบายใจเหรอ ผมคงไม่มีความสุขไปทั้งชีวิตแน่นอน การที่เราเป็นหนี้พันล้านก็ไม่มีความสุขหรอก แต่หนี้เรายังใช้หมดได้ แล้วเราก็จะกลับมามีความสุขเหมือนเดิม แต่ถ้าหากเราติดหนี้ชีวิตคนพันกว่าคน มันใช้ไม่หมด จนตายเราก็จะไม่มีความสุข”

ในปีที่สัมภาษณ์ (พ.ค. 2552) คุณธรรศพลฐ์บอกว่าในอีกสองปี แอร์เอเชียจะมีเครื่องบิน 25 ลำ และจะมีผู้โดยสารปีละ 8 ล้านคน

ฟังตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อว่าเครื่องบินแค่ 25 ลำจะขนผู้โดยสารถึง 8 ล้านคนได้อย่างไร

แต่พอเอา 8 ล้าน หาร 365 = วันละ 22,000 คน ก็แสดงว่าเครื่องบินลำหนึ่งต้องขนผู้โดยสารวันละ 22,000 / 25 = 880 คน ซึ่งก็เป็นเป็นไปได้หากบินวันละหลายเที่ยวหน่อย

พนักงานสามารถส่งเมล์ถึงผู้บริหารได้โดยตรง

“ถาม: พนักงานที่นี่ส่งเมล์ถึงผู้บริหารได้โดยตรงเลยหรือ

ตอบ: ได้เลย โทร.มายังได้ เพราะเบอร์มือถือผมพนักงานทุกคนมีหมด ผมว่าทุกคนในแอร์เอเชียน่าจะมีเบอร์ผมหมดนะ เพราะผมให้เบอร์เอง เผื่ออะไรก็ให้เขาโทร.มาได้เลย ทำไมถึงทำแบบนั้นเหรอ แล้วทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ ก็เราเป็นเสี่ยวกัน เป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ”

—–

ผมอยากเห็นผู้บริหารหลายๆ คนคิดอย่างนี้บ้างจัง

ว่าเขาและพนักงานทุกคนไม่ใช่เจ้านายกับลูกน้อง แต่คือเสี่ยวกัน เพียงแต่หน้าที่คนละอย่าง

หลายคนยังตั้งแง่กับแอร์เอเชียว่าเป็นสายการบินที่ยังมีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองอยู่ (ส่วนตัวผมไม่เชื่ออย่างนั้นนะ)

แต่ถึงแม้เราจะมององค์กรหนึ่งในแง่ลบอย่างไร ก็ยังมี “ส่วนดีๆ” ที่เราเรียนรู้จากเขาได้เสมอ

แอร์เอเชียมีพนักงานแค่สองพันคน แต่สามารถช่วยให้คนนับสิบล้านคนได้บินทุกปี (ถ้าไม่นับพี่ตูน บอดี้สแลม แอร์เอเชียก็น่าจะเป็นเจ้าแรกที่ทำให้เราเชื่อว่าคนไทยทุกคนบินได้)

ยังมีความคิดดีๆ อีกมากในบทสัมภาษณ์ของคุณธรรศพลฐ์ ใครสนใจอ่านสัมภาษณ์ฉบับเต็มหาอ่านได้ที่ a day BULLETIN 100 Interview the Master หรือจะอ่านออนไลน์ใน a day BULLETIN ฉบับที่ 44 ก็ได้เช่นกันครับ
—–
* สมัยตอนสัมภาษณ์ชื่อของคุณธรรศพลฐ์สะกดว่า “ทัศพล แบเลเว็ลด์” แต่พอเข้าไปดูในเว็บของแอร์เอเชียสะกดว่า ธรรศพลฐ์แล้ว

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Asia Aviation PLC: คณะผู้บริหารบริษัท

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Master

 

Pic & Pause: ถูกที่ถูกเวลา

20160226_rightplace

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานมาเล่า แต่มีรูปสวยๆ กับเรื่องดีๆ มาฝากครับ

เคยได้ยินคำว่า Photobomb มั้ยครับ?

โฟโต้บอมบ์คือการเข้าไปอยู่ในภาพใดภาพหนึ่งโดยที่คนถ่ายไม่ได้ตั้งใจ

ภาพโฟโต้บอมบ์ที่ดังที่สุดภาพหนึ่งคือรูปถ่ายเซลฟี่ของ Ellen ในงานออสการ์ ที่มีดาราดังมาเข้ากล้องด้วยมากมาย อาทิเช่น Julia Roberts, Bradley Cooper, Jennifer Lawrence, Brad Pitt, Angelina Jolie, Meryl Streep และ Kevin Spacey

แต่ในรูปดันมีชายหนุ่มผิวดำผมเกรียนใส่แว่นที่ไม่มีใครรู้จักมาร่วมด้วย จนคนที่เห็นก็อดงงไม่ได้ว่าไอ้หมอนี่มันเป็นใคร (วะ?)

สืบไปสืบมาถึงรู้ว่าคนๆ นี้ชื่อปีเตอร์ เป็นน้องชายของ Lupita Nyong’o ที่ได้รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง 12 Years a Slave ครับ

—–

อีกตัวอย่างหนึ่งของโฟโต้บอมบ์คือรูปที่ผมเคยแชร์ไปในตอน Pic & Pause: เซลฟี่กับสัตว์โลก! ที่จังหวะที่กดชัตเตอร์นั้นมีนกอีกตัวบินเข้ามาแย่งอาหารพอดี

Photobomb ส่วนใหญ่จะเป็นภาพที่ดูแล้วฮาๆ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

แต่บางครั้ง Photobomb ก็อาจเปลี่ยนชีวิตคนได้

ผมอ่านเจอเรื่องนี้ใน a day BULLETIN ฉบับล่าสุด (22-28 Feb) หน้า 6 คอลัมน์ Good News ว่าด้วยเรื่องข่าวดีๆ ทั่วโลก

ระหว่างที่ทีวาย เบลโล่ (TY Bello) ตากล้องชื่อดังชาวไนจีเรีย กำลังถ่ายภาพแร็ปเปอร์ชชาวอังกฤษทายนี่ เทมพาฮ์ (Tynie Tempah) อยู่ในเมืองลากอส (อดีตเมืองหลวงของไนจีเรีย) แม่ค้าขายขนมปังก็เดินผ่านเข้ามาในกองถ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ

พวก “ไทยมุง” ที่ดูอยู่รอบๆ ก็ตะโกนบอกแม่ค้าคนนั้นว่า “เฮ้ยๆ อย่าเพิ่งเดินเข้าไป เค้ากำลังถ่ายแบบกันอยู่” แต่บางคนก็บอกว่า “รีบเดินเร็วๆ เลย” แม่ค้าก็เลยเดินแบบละล้าละลังเก้ๆ กังๆ ผ่านจุดที่ถ่ายภาพนั้น และทีวายก็เลยเก็บภาพช็อตนี้ไว้โดยที่ไม่ได้คิดอะไร

พอกลับบ้านมานั่งดูรูปที่ถ่ายเอาไว้ ทีวายกลับรู้สึกว่าภาพนี้ได้อารมณ์มาก

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ทีวายเลยโพสต์ภาพนี้ลงอินสตาแกรม

 

160212140213-jumoke-1-super-169

และคนก็เข้ามาคอมเม้นท์กันมากมาย เพราะไม่มีใครเชื่อว่าแม่ค้าคนนี้เป็นแค่คนที่เดินผ่านเข้ามาในซีน ไม่ใช่นางแบบที่ทีวายจ้างมา

พอมีคนคอมเม้นท์มากๆ เข้า ทีวายก็เลยตัดสินใจว่า ถ้ามีหลายคนเห็นว่าผู้หญิงคนนี้น่าเป็นนางแบบ เธอก็น่าจะเหมาะเป็นนางแบบจริงๆ ทีวายจึงได้ประกาศลง Instagram อีกครั้งว่าจะตามหาเธอให้จงได้

สืบไปสืบมา จึงรู้ว่าแม่ค้าคนนี้ชื่อ จูโมเค่ โอริซากูน่า หญิงชาวไนจีเรีย อายุ 27 ปี แต่งงานแล้ว มีลูกสองคน (5 ขวบกับ 14 เดือน) เดิมเธอเป็นช่างทำผมในเมือง Ire รัฐ Osun แต่หาเงินได้ไม่พอใช้ จึงกระเตงลูกคนเล็กมายังเมืองลากอสเพื่อมาทำอาชีพแม่ค้าขายขนมปัง โดยแต่ละวันเธอได้กำไรแค่วันละสามสิบกว่าบาท

แต่พอทีวายติดต่อจูโมเค่ได้ ทีวายก็จัดการหาช่างผมช่างแต่งหน้า และพาจูโมเค่เข้ามาถ่ายแบบแทบจะทันที

วันที่ 7 กุมภา (เพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ทีวายโพสต์ภาพจูโมเค่ลง Instagram ครั้งแรก) แม้ค้าขายขนมปังคนนี้ก็ได้ขึ้นปกนิตยสาร ThisDay Style นิตยสารแฟชั่นของไนจีเรียครับ

 

Olajumoke-Osisaguna-ThisDay-Style-1

จากนั้นเธอก็ได้เซ็นสัญญากับค่ายนางแบบชื่อ FewModels

สงสัยคงไม่ได้กลับไปขายขนมปังอีกซักพักใหญ่เลยนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Instagram: TY Bello

ขอบคุณข้อมูลจาก

a day BULLETIN: Issue 396 22-26 Feb 2016: Good News
CNN: From bread seller to top model: How a photobomb created a star
Metro: A woman selling bread got a modelling contract by accidentally photobombing Tinie Tempah

—–

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

 

เข้มงวดกับตัวเอง

20160225_discipline

แปลกดี ที่หนังธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง ที่ไม่ใช่หนังโปรด กลับทิ้งก้อนความคิดอะไรบางอย่างไว้ในตัวผมมาได้นานขนาดนี้

หนังเรื่องนี้ชื่อเรื่อง ยอดมนุษย์เงินเดือน กำกับโดยคุณวิรัตน์ เฮงคงดี นำแสดงโดย ติ๊ก เจษฎาพร ผลดี และโบ ณัฐชลัยย์ สุขะมงคล

ติ๊กเล่นเป็นผู้บริหาร เป็นคนที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็นยอดมนุษย์เงินเดือน พระเอกเป็นคนมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน เป็นคนที่มีวินัยสูงมาก เข้มงวดกับตัวเองและผู้อื่น แม้แต่กับแฟนที่คบกันมานานก็ไม่เว้น

โบเล่นเป็นนางเอกที่บุคลิกตรงข้ามกับพระเอกอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นเด็กฝากที่เพิ่งถูกส่งให้มาทำงานในทีมของติ๊ก เป็นเด็กชิลล์ๆ หยิบโหย่ง ชอบเที่ยว และมีความฝันอยากมีพ็อกเก็ตบุ๊คของตัวเอง

ผมเคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ครั้งหนึ่งแล้วในตอน ทำตามความฝัน 

แล้ววันนี้ก็นึกถึงอีกฉากหนึ่งในหนังที่ทิ้งก้อนความคิดเอาไว้ให้เขียนบทความในวันนี้

เป็นตอนใกล้ๆ จบ นางเอกกำลังรอรถบัสไปจังหวัดตราด พอค้นกระเป๋าก็เจอโน๊ต “10 ข้อที่ควรทำให้ได้ในปีหน้า” ที่พระเอกเขียนใส่กระดาษไว้ให้

1. ตั้งชื่อไฟล์ให้เข้าใจง่าย

2. สแกนไวรัสใน THUMB DRIVE บ้าง

3. ไม่ใช้ภาษาวัยรุ่นในการทำงาน

4. ส่งประกันสังคมบ้าง เวลาตกงานจะได้มีเงินใช้

5. วางแผนการเงิน เผื่อฉุกเฉิน ทั้งตัวเองและครอบครัว

6. มีคอร์สนักเขียนหน้าใหม่เยอะแยะ ลองไปดูบ้าง

7. ไม่เที่ยวไปเรื่อยเปื่อย เพราะนักเขียนดังๆ บอกว่า แรงบันดาลใจหาได้รอบตัว

8. ถึงจะเป็นงานศิลปะ ก็ต้องการการวางแผน ควรวางแผนทำต้นฉบับให้จริงจัง

9. ถึงว่ามันจะยาก แต่ถ้าไม่ทำมันก็ไม่ได้เริ่มซักที

10. ถ้ามันไม่สำเร็จ ก็แค่เริ่มใหม่ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะทำดีที่สุดแล้ว ดังนั้นจงลงมือทำ

นางเอกอ่านเสร็จก็เลยเปลี่ยนใจ ไม่ขึ้นรถบัส แล้วนั่งรถไปหาพระเอกที่รอดูพลุอยู่ที่ชั้นดาดฟ้า พร้อมทั้งอ่านโน๊ต “10 อย่างพี่ควรทำ” ให้พระเอกฟัง

1. เข้มงวดกับตัวเองก็ดีนะ แต่บางครั้งเราผ่อนปรนให้คนอื่นเขาบ้างมันก็ดีเหมือนกัน

2. ทำอะไรบ้าๆ บอๆ บ้าง เพราะมันทำให้คนอื่นเขายิ้มได้

3. กินขนมบ้าง ถึงมันไม่มีประโยชน์กับร่างกาย แต่มันก็มีกับจิตใจนะ

4. วางแผนหลวมๆ บ้างก็ได้ เพราะถึงแม้อะไรบางอย่างมันจะไม่ได้เป็นไปตามแผนของเรา มันก็ไม่ได้ทำให้ใครตายซักหน่อย

5. แล้วไอ้ที่ผ่านมาก็ลืมมันไป เพราะทำดีที่สุดแล้วนี่

หมดละ ไม่ครบสิบข้อ เพราะนางเอกคิดได้แค่นี้

—–

ที่ผมชอบที่สุดคือประโยคนี้

เข้มงวดกับตัวเองก็ดีนะ แต่บางครั้งเราผ่อนปรนให้คนอื่นเขาบ้างมันก็ดีเหมือนกัน

เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านน่าจะเคยเจอคนอย่างพระเอก ที่มีวินัยสูง เข้มงวดกับตัวเองและเข้มงวดกับผู้อื่นสุดๆ (เช่นบ้านที่มีคุณพ่อเป็นตำรวจหรือทหารเป็นต้น)

แต่ผมว่าพวกเราส่วนใหญ่จะตกอยู่ในกลุ่ม “เข้มงวดกับคนอื่น แต่ผ่อนปรนกับตัวเอง” นะครับ

เราจึงบ่นคนในบ้านที่ชอบเก็บของไม่เรียบร้อย ทั้งๆ ที่ห้องเราเองก็ยังรกอยู่

เราจึงติติงพ่อแม่ว่าเล่นไอแพดเยอะไปรึเปล่า แต่เราเองก็เล่นมือถือจนดึกดื่น

เราจึงเมาธ์เจ้านายเวลาเขามาสายหรือกลับเร็ว แต่เราเองก็เล่นเฟซบุ๊คและแชทไลน์ในเวลางาน

เราจึงด่านักการเมืองที่โกงกิน แต่เวลาทำผิดกฎจราจรเราก็ยังยื่นแบงค์ร้อยให้ตำรวจ

พระท่านสอนไว้ว่า คนมีปัญญาจะไม่เพ่งโทษคนอื่น ใครจะเป็นอย่างไรไม่ใช่หน้าที่ของเราไปตัดสินเขา เอาเวลามาพิจารณาและปรับปรุงตัวเองจะดีกว่า

เรามา “เข้มงวดกับตัวเอง แต่ผ่อนปรนกับคนอื่น” กันเถอะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

วิธีโทร.สั่งส้มตำไก่ย่างให้พอดีคน

20160224_Somtum

สืบเนื่องจากบทความ “คิดย้อนศร” เมื่อวานนี้ วันนี้เลยขอยกตัวอย่างการคิดย้อนศรแบบเบสิคมาเล่าให้ฟังนะครับ

ใครที่ทำงานออฟฟิศน่าจะเคยโทร.สั่งส้มตำไก่ย่าง มากินกับเพื่อร่วมทีมที่ออฟฟิศ

สิ่งที่มักจะเจอกัน คือสั่งของมาน้อยเกินไป หรือมากเกินไป เพราะเราเองก็กะไม่ค่อยถูกว่าสั่งแค่ไหนถึงจะพอดี (ผิดกับนั่งกินกันที่ร้านอาหาร ที่ถ้าสั่งมาไม่พอเรายังสั่งเพิ่มได้เรื่อยๆ)

ปัญหานี้จะหมดไป ถ้าเราคิดย้อนศรซักหน่อยครับ

แทนที่จะกะว่าแต่ละคนจะกินอาหารปริมาณเท่าไหร่ เราควรจะคิดไปเลยว่าร้านอาหารที่เรากำลังโทร.สั่งนั้น จากประสบการณ์แล้ว ต้องกิน “คนละกี่บาท” ถึงจะอิ่มท้อง

สมมติเป็นร้านไก่ย่างส้มตำ หัวละ 100 น่าจะกำลังดี (บางร้านอาจถูกหรือแพงกว่านั้น)

คราวนี้เราก็สั่งอาหารตามสัดส่วนที่ควรจะเป็นเลย เช่น ส้มตำสี่ ไก่ย่างสี่ ลาบสอง ต้มแซ่บสอง ส่วนข้าวเหนียวก็ตีไปเลยว่าคนละ 5 บาท สั่งมา 50-60 บาทก็ว่ากันไป

จากนั้นก็ถามดูว่าราคาเท่าไหร่แล้ว

ถ้ามีกัน 10 คน หัวละ 100 บาท ยอดควรจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ถ้ามันออกมาแค่ 800 บาท แสดงว่าต้องสั่งอาหารเพิ่ม ถ้าออกมาที่ 1200 บาท อาจต้องเอาออกนิดหน่อย (ยกเว้นว่าในทีมจะมีผู้ชายเยอะ ก็สั่งเผื่อไว้ดีกว่า)

ด้วยวิธีการอย่างนี้ เราจะมั่นใจได้ว่าจะสั่งอาหารมาเพียงพอ ไม่มากไม่น้อยเกินไป แถมยังคุมงบได้ด้วยครับ

วิธีการอย่างนี้จะยิ่งมีประโยชน์เวลาโทร.สั่งร้านฟาสต์ฟู๊ดอย่าง KFC หรือพิซซ่าฮัท เพราะเราไม่ได้สั่งเป็นจานๆ และส่วนใหญ่มันมักจะมาเป็นคอมโบ้เซ็ต ซึ่งเราจะยิ่งคิดไม่ออกเข้าไปใหญ่ว่าเท่าไหนถึงจะพอดี

แต่ถ้ากะว่า KFC หัวละ 120 บาท พิซซ่าหัวละ 150 บาท การสั่งอาหารให้พอดีคนก็จะง่ายดายขึ้นเยอะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia