เรียนแต่งเพลงกับตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า

20171001_tul

เมื่อวานนี้ผมไปเจอหนึ่งไอดอลของผมมาครับ

เขาคือตุล นักร้องนำและมือแต่งเพลงของวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า วงที่ใครได้ยินชื่อครั้งแรกก็คงงงว่ามันใช่ชื่อวงดนตรีจริงๆ เหรอ

คนส่วนใหญ่น่าจะเริ่มรู้จักวงนี้ในปี 2550 ตอนที่พี่เก้ง จิระ มะลิกุล เลือกเพลง “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” มาประกอบหนังสายลับจับบ้านเล็ก และให้ป๊อป แคลอรีบลาบลาร้องร่วมกับ ดา เอ็นโดรฟิน

ผมตามวงนี้มาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกเมื่อปี 2546 และชอบตรงที่เนื้อร้องมีอะไรให้คิดดี ชอบขนาดที่ว่าเอาเนื้อเพลงอพาร์ตเมนต์คุณป้ามาเป็นหัวข้อสารนิพนพนธ์ปริญญาโทของผมที่นิด้าเลยทีเดียว (Intertextuality and Conceptual Metaphors in Apartmentkhunpa Lyrics – bit.ly/anontawongis )

พอเห็นเพจ Apartment Khunpa ประกาศว่าพี่ตุลจะเปิดเวิร์คช็อป “ใครๆ ก็แต่งเพลงได้” ผมจึงสมัครทันที (ค่าเรียน 1,200 บาท 3 ชั่วโมงที่ TK Park)

ผมไปถึงก่อนเวลาประมาณ 15 นาที เข้าไปนั่งรอในห้องที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ มีเก้าอี้อยู่ประมาณ 40 ตัว…คนน้อยกว่าที่คิดไว้

ระหว่างที่รอให้คลาสเริ่ม ผมเลยหยิบ “นกเพลง” หนังสือที่ได้มาตอนลงทะเบียน ขึ้นมาอ่านประวัติการแต่งเพลงของพี่ตุลไปพลางๆ

พี่ตุลบอกว่าเขาแต่งเพลงครั้งแรกตอนเรียนอยู่ ม.5 ที่อเมริกา (โครงการแลกเปลี่ยนนักเรียน AFS)

โดยตัวจุดประกายคือเทปของ “พราย” ปฐมพร ปฐมพร ชุด “เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เจ้าชายแห่งทะเล” ที่เพื่อนส่งมาให้

“พอฟังอัลบั้มคู่ของปฐมพรชุดนี้จบลง ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองแต่งเพลงได้ มันนึกได้โดยบัดดล แล้วผมก็เข้าห้องน้ำ แล้วก็เอาซาวนด์อะเบาต์ที่อัดเสียงได้ไปอัดเสียงตัวเอง ใช้เทปคาสเสตต์อัด แล้วเพลง ชีิวิตเป็นการเดินทาง ก็เป็นเพลงแรกที่หลั่งไหลออกมา”

หากมีคนถามฉันว่า ชีวิตฉันเป็นเช่นไร
หากมีคนถามฉันว่า ชีวิตฉันมาจากใด
คำตอบที่เขาได้ไป คือชีวิตเป็นการเดินทาง

—–

ผมแต่งเพลงครั้งแรกตอนอยู่ประมาณ ป.5

ตอนนั้นผมยังเล่นดนตรีไม่เป็น แต่ชอบร้องเพลง ช่วงนั้นวงนูโวชุด “สุดๆ ไปเลย…ซิ” กำลังดัง ก็เลยแต่งเพลงแนวรักๆ ใคร่ๆ ออกมาบ้าง เขียนใส่กระดาษและร้องให้ตัวเองฟังอยู่คนเดียว ตอนนี้ผมจำเนื้อร้องไม่ได้แล้ว แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าเนื้อหาแก่แดดเลยวัยประถมไปมาก

ผมได้เริ่มเล่นกีตาร์ตอนไปอยู่นิวซีแลนด์ ได้จับคอร์ด G ครั้งแรกในเดือนกันยายนปี 1994 เล่นกีตาร์ได้สามสัปดาห์ก็ต้องขึ้นไปร้องเพลงในงานโรงเรียนชื่อ Music Soirée ที่ให้นักเรียนที่เรียนดนตรีที่โรงเรียนมาโชว์ทักษะให้ผู้ปกครองชื่นชม

ผมเลือกเล่นเพลง “เพียงเท่านี้” ของวงอินคาให้พ่อแม่ผู้ปกครองชาวนิวซีแลนด์ร่วมสองร้อยคนฟัง เป็นวันที่ตื่นเต้นมาก เกือบจะล่มด้วยเพราะยังจับคอร์ด B7 ไม่ค่อยเป็น มือขวายังตีคอร์ด (strum) ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ผมได้มาแต่งเพลงครั้งแรกจริงๆ ตอนต้นปี 1996 ตอนที่ “สิธี” เพื่อนคนไทยที่เรียนอยู่ด้วยกัน มาบอกผมว่ามันชอบสาวคนนึงเลยอยากจะแต่งเพลงและโทร.ไปร้องให้ฟังวันวาเลนไทน์ (สมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ต เลยต้องใช้วิธีโทร.ทางไกลจากนิวซีแลนด์ไปหาสาวเจ้าที่อยู่กรุงเทพ)

ผมเลยรับหน้าที่คิดเมโลดี้ ส่วนสิธีรับหน้าที่แต่งเนื้อร้อง เราแต่งเพลงกันเสร็จวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1996 (2539) แล้วก็อัดเพลงนั้นลงซาวนด์อะเบาต์จากห้องนอนผม*

Intro: G Em Am D7 x 2 (เอานิ้วก้อยไว้ที่ห้องสามสายแรกทุกคอร์ด)

G Em C Cm
วันที่ฉันไม่มีใคร ฉันเปล่าเปลี่ยว ฉันเดียวดาย

Bm Em Am D7sus4 D7
ฉันต้องการใจ จากใครซักคน ที่จริงใจ

G Em C Cm
วันที่เธอได้เข้ามา เธอเข้ามาเป็นเพื่อนใจ

Bm Em Am D7
มันคือความหวัง อันแสนยิ่งใหญ่ ที่ฉันได้มันมาจากเธอ

C Cm Bm Em
ฉันจะไม่เอ่ยคำพูดใดๆ จากความในใจ เพราะคงไม่สำคัญ

Am C D7
แต่อยากให้เธอ ค้นหาคำนั้นเอาเอง

G Em C Cm
จากสายตา ที่ห่วงใย จากหัวใจ ที่มีรัก

Bm Em Am D7
จากความจริงใจที่มีให้กัน คงรู้ฉันคิดอย่างไร

G G7 E7 Am
ยามที่ฉัน คอยใส่ใจ แทนความหมายว่าฉันไม่คิดจะเปลี่ยนไป

Cm Bm Am D7 G
อยากให้เธอตรองดู ลึกๆ ลงข้างในจะเข้าใจ….(ฉันรักเธอ)

G Em C Cm
วันที่ฉันได้มีเธอ ได้มีเธอเคียงข้างกาย

Bm Em Am D7
ชีวิตของฉัน ก็มีจุดหมาย ที่ฉันได้สู้เพื่อเธอ

G Em C Cm
รักที่เธอได้ให้มา คือของมีค่า ในหัวใจ

Bm Em Am D7 G
ขอสัญญา จะเก็บรักษาไว้ เอาไว้ในใจ ตราบนานเท่านาน

Outro: G Em Am D7 x 2

ตอนแรกไม่รู้ตั้งชื่อเพลงว่าอะไรดี ก้มลงไปเจอรองเท้าแตะ ก็เลยตั้งชื่อเพลงนี้ว่า รองเท้าแตะไปพลางๆ

ต้องรอจนผมกลับเมืองไทยและได้เล่นเพลงนี้ให้ที่บ้านฟัง พ่อผมเลยตั้งชื่อให้ว่าเพลง “ภาษาใจ”

เสียดายที่ผมไม่มีเวอร์ชั่นที่อัดครั้งแรก แต่ผมมีเวอร์ชั่นที่อัดไว้ตอนปลายปี 1996 ใครอยากฟังเสียงของผมเมื่อ 21 ปีที่แล้วก็เชิญรับฟังได้เลย

ช่วงปี 1996-2002 ผมน่าจะแต่งเพลงไปไม่ต่ำกว่า 10 เพลง มากพอที่จะรวบรวมมาอยู่ในอัลบั้ม Asian U Almost ที่ชมรมดนตรีของ Asian U ทำออกมาขายเพื่อหาทุนซื้อเครื่องดนตรีเข้าชมรม

พอเรียนจบ การแต่งเพลงของผมก็หยุดชะงักลงไปด้วย

—–

ตัดกลับมาที่ TK Park

บ่ายสามนิดๆ คนเข้ามานั่งกันเกือบ 30 คนแล้ว ส่วนใหญ่น่าจะเด็กกว่าผม หลายคนน่าจะยังเรียนกันอยู่ ซักพักพิธีกรก็เข้ามาช่วยสร้างบรรยากาศและพาเราให้ผ่อนคลาย ทักชื่อเราทีละคน (บนเสื้อมีชื่อเราอยู่) ตลกตรงที่เขาไม่ได้แนะนำตัวเองว่าพี่เขาชื่ออะไร

ประมาณบ่ายสาม 15 พี่ตุลก็เดินเข้ามาในห้อง ขอบคุณพี่โด๋ (อ้อพิธีกรชื่อพี่โด๋นี่เอง) ทักทายทุกคนอย่างเป็นมิตร และเปิด Microsoft Word ที่มีหัวข้อที่พี่เขาจะพูดขึ้นมา

พี่ตุลเล่าประสบการณ์การแต่งเพลงของเขาแบบสบายๆ ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาว่าด้วยเคล็ดลับว่าจะทำอย่างไรเราถึงจะเป็นนักแต่งเพลงได้

พี่ตุลบอกว่าองค์ประกอบของเพลงนั้นก็มีเพียงเนื้อร้องและทำนอง

เนื้อร้องคือสารที่เราอยากจะสื่อ ส่วนเมโลดี้ (melody) ทำให้สารนั้นมันซึมซับได้ง่ายขึ้น

ถ้าเปรียบ “เรื่องราว” ที่เราอยากจะสื่อเป็นยาเม็ดนึง ทำนองก็คือน้ำที่ช่วยให้เรากลืนยาเม็ดนั้นได้ลื่นคอขึ้นนั่นเอง

พี่ตุลแนะนำว่าหากอยากแต่งเพลง เราควรฝึกหัดเรื่องดังต่อไปนี้

ประสาทสัมผัส – ลองมองไปรอบๆ ตัวและเขียนลงมาว่าเราเห็นอะไร ลองเงี่ยหูฟังว่าเราได้ยินอะไรบ้าง เราได้กลิ่นอะไรมั้ย มีรสอะไรในปากรึเปล่า หลังสัมผัสกับอะไรอยู่บ้าง แขนของเรารู้สึกเย็นหรือร้อน ใจของเรารู้สึกอะไรอยู่ ลองฝึกที่จะดึงสิ่งที่ผ่านสัมผัสทั้ง 6 มาใส่ลงกระดาษ มันอาจจะกลายเป็นเพลงได้

คำคล้องจอง – ฝึกหาคำคล้องจองบ่อยๆ พี่ตุลเล่นเกมด้วยการเขียนคำว่า “ห้องแอร์” ขึ้นมาแล้วให้เวลาเรา 1 นาทีในการหาคำที่มีสองพยางค์และลงท้ายด้วยสระแอให้ได้มากที่สุด** ลองเล่นกันดูก็ได้นะครับ อ้อ แล้วก็มีคำคล้องจองปลอมที่แม้จะสะกดไม่เหมือนกันแต่ก็พอกล้อมแกล้มได้เช่น ยาวนาน-คำถาม หรือ ต้นกก-สบถ เป็นต้น

คลังคำ – ลองนึกคำขึ้นมาคำหนึ่งและหาดูว่าจะเอาคำไหนมาแทนกันได้บ้าง (ภาษาอังกฤษคงเรียกว่า synonyms) เช่นพระอาทิตย์ = ดวงตะวัน สุริยา สุริยัน

เปรียบเทียบ – พี่ตุลบอกว่าไหนลองเปรียบเทียบซิว่าความรักเป็นเหมือนอะไร แว้บแรกผมคิดว่าความรักเป็นเหมือนช้อนส้อมที่ไม่เหมือนกัน มีกระทบกระทั่งกันบ้าง
แต่อยู่คู่กันแล้วกินข้าวอร่อย

นักเรียนแต่ละคนที่อยู่ในห้องก็ให้คำตอบที่น่าสนใจมาก

ความรักเป็นเหมือน…ช็อคโกแล็ต มีทั้งขมและหวาน

ความรักเป็นเหมือน…ดาวพลูโต มองเห็นอยู่ไกลๆ แต่ไม่มีวันไปถึง

ความรักเป็นเหมือน…ลายนิ้วมือ ของใครของมัน ไม่มีใครเหมือนกัน

ความรักเป็นเหมือน…อาหาร ที่เราจะเลือกกินแต่สิ่งที่ชอบ

ความรักเป็นเหมือน…หลอดไฟ ถ้ามองนานเกินไป จะมองอย่างอื่นไม่เห็น

ความรักเป็นเหมือน…ดินสอ สร้างสรรรค์สิ่งใดก็ได้

ความรักเป็นเหมือน…ทีมฟุตบอลที่เราเชียร์ บางทีก็สมหวัง บางทีก็สมหวัง (น้องคนนี้เชียร์ลิเวอร์พูลเลยผิดหวังเยอะหน่อย)

ความรักเป็นเหมือน…ล็อตเตอรี่ นานๆ ทีถึงจะถูกหวย

ความรักเป็นเหมือน…ใบปลิว แจกเท่าไหร่ก็ไม่มีใครเอา

สัญลักษณ์ – แค่คำๆ หนึ่งก็เป็นสัญลักษณ์ได้มากมาย เช่นพระอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์ของแสงสว่าง ความหวัง ความร้อน พลังงาน ชีวิต ส่วนความหนาวเป็นสัญลักษณ์ของความหนาว ความสูง ความโดดเดี่ยว

คำขัดแย้ง หรือ oxymoron – เอาคำสองคำที่ไม่น่าจะอยู่ด้วยกันได้มาอยู่ด้วยกัน เช่น ฉันหลับตามอง ฉันได้กลิ่นของความฝัน ฉันลิ้มรสความเหงา

เขียนโดยไม่ประมวลผล เขาบอกว่าอย่าหวังว่าตัวเองต้องเขียนเพลงให้ดี ลองเขียนเพลงไม่ดีให้จบเสียก่อน ถ้าเขียนเพลงห่วยๆ ให้จบไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะเขียนเพลงดีให้จบได้ ใน 30 เพลงที่คุณเขียนขึ้นมา อาจจะมีแค่เพลงเดียวที่มันโอเคก็ได้

หากติดปัญหาว่าเขียนได้แต่เนื้อร้องหรือทำได้แค่ทำนอง เขาบอกว่าวิธีฝึกง่ายๆ ก็คือ เอาเพลงที่เรารู้จักอยู่แล้วมาเปลี่ยนเนื้อร้อง ซึ่งทุกคนทำได้แน่ (ทำเอาผมนึกถึงสมัยที่รายการ “แบบว่าโลกเบี้ยว” เอาเพลงมาแปลงให้ฮาอยู่บ่อยๆ )

จบตรงนี้พี่ตุลก็มีแบบฝึกหัดให้พวกเราทุกคนเอาสิ่งที่เราคิดว่า “ความรักเปรียบเหมือนอะไร” ไปแต่งเป็นเพลงโดยใช้ทำนองของท่อนฮุค “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ”

หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน
ปฏิทินไม่บอกคืนและวัน ดั่งที่ฉันไม่เคยต้องการ
แต่อยากให้เธอได้พบกับฉัน เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน
จูบเพื่อร่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไปโดยไม่รู้จักเธอ..

เรามีเวลา 30 นาที ให้แยกย้ายกันไปคิดเนื้อร้องใหม่

ผมใช้จังหวะนี้ในการเอาหนังสือ Thank God It’s Monday ไปให้พี่ตุล พี่ตุลก็น่ารักมาก อุตส่าห์พลิกไปหน้าสุดท้ายจนถึงประวัติผู้เขียนและขอให้ผมเซ็นหนังสือให้ ระหว่างที่ผมหาปากกาเพื่อจะเอามาเซ็นก็นึกได้ว่า ผมเซ็นให้พี่เขาตั้งแต่หน้าแรกแล้ว

ห้วงเวลานั้นคิดแล้วก็พิลึกดีเหมือนกัน – ศิลปินอินดี้กำลังอ่านหนังสือที่เขียนเพื่อคนทำงานประจำ

เบรค 30 นาทีเพื่อแต่งเพลง ผมเดินไปคิดเนื้อเพลงไป ยากกว่าที่คาดแฮะ “หากความรักเป็นดังช้อนส้อม” ผมคงใช้ไม่ได้แล้วเพราะทำนองไม่เอื้อ ผมเลยเปลี่ยนเป็นต้นไม้แทน แล้วก็พยายามเอา oxymoron มาลองยำใส่รวมกัน

จากนั้้นเราก็กลับมารวมตัวกันเพื่อส่งการบ้านโดยการออกมาร้องเพลงหน้าห้อง โดยพี่ตุลอาสาเล่นกีตาร์ให้

ผมเองก็ออกมาร้องกับเขาด้วย เสียงเพี้ยนอีกต่างหาก (มีไอดอลเล่นกีตาร์ให้ก็ย่อมประหม่าป่ะ?)

หากความรักเป็นดังต้นไม้ เราคงต้องยอมให้มันผลัดใบ
อาจมีน้ำตาเวลาปวดใจ แดดและฝนจะทำให้ดินงดงาม
แต่อยากให้เธอได้ลองสักครั้ง กระซิบเสียงดังเพื่อตั้งคำถาม
ชื่นชมริ้วรอยในความร้าวราน ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไปโดยไม่รู้จักเธอ

—–

สิ่งที่ได้จากการไปลงเรียนเวิร์คช็อปครั้งนี้

  • ได้เจอศิลปินที่เราติดตามและชื่นชมมานาน
  • ได้เห็นว่าจริงๆ แล้วคนที่เราชื่นชมก็เป็นคนธรรมดาๆ เหมือนเรานี่แหละ (เล่นกีต้าร์ยังแอบเสียงบอดเลย) เขาแค่เขียนเพลงเยอะกว่าเราและไม่หยุดเขียนเท่านั้นเอง
  • ได้คิดว่าสิ่งที่ผมทำในฐานะบล็อกเกอร์ก็คือการนำ “สาร” บางอย่างส่งไปหาผู้คน ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะลองเปลี่ยน “สื่อ” จากตัวอักษรแห้งๆ ให้เป็นตัวอักษรที่มีทำนองเคล้าไปด้วยก็ได้ วิธีการเปลี่ยนแต่เป้าหมายยังเหมือนเดิม

ขอบคุณพี่ตุล พี่โด๋ ทีมงานในวันนั้น รวมถึง GMM Grammy, Grammy Big และ Happening ที่จัดเวิร์คช็อปดีๆ อย่างนี้ขึ้นมานะครับ

ถ้าเขียนเพลง 30 เพลงแล้วจะต้องเจอเพลงดีๆ ซักเพลงนึง ผมก็เชื่อว่าใน 30 คนที่พี่ตุลสอนไปเมื่อวานนี้มันต้องมีคนที่ออกไปสร้างเพลงดีๆ ได้อย่างน้อยหนึ่งคนเช่นกัน

—–

* สิธีไม่ได้โทร.หาสาวคนนั้น เธอเลยไม่เคยได้ฟังเพลงภาษาใจ

** ผมเขียนคำที่คล้องจองกับห้องแอร์ได้ 16 คำ – กระแต, don’t care, ม่วนแต๊, นกแล, ประแจ, ตอแหล, บางแค, ไม่แคร์, ลับแล, ไก่แจ้, วอแว, ตอแย, รังแก, นวลแข, งอแง, จอแจ

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

นิทานพระเงียบ

20170929_silentmonks

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระใหม่ 4 รูปตกลงกันว่าจะนั่งสมาธิโดยไม่พูดคุยกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์

คืนวันแรก เทียนเล่มเดียวถูกลมพัดจนดับไป

พระรูปแรกเอ่ย “แย่แล้ว เทียนดับ!”

พระรูปที่สองเอ่ย “ไหนว่าจะไม่คุยกันไง?”

พระรูปที่สามเอ่ย “ทำไมคุณสองคนต้องทำลายความเงียบด้วยเนี่ย?”

พระรูปที่สี่เอ่ย “ไม่ไหวๆ ผมเป็นคนเดียวเลยนะที่ไม่ได้พูด”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Zen Stories: Sounds of Silence

คุณคือคนที่สำคัญที่สุดในครอบครัว

20170928_mostimportant

You are the most important part of the family. Take care of yourself first. Then you’ll be able to take care of everyone else even better.
-Deepak Chopra

ระหว่างดูแลตัวเองกับดูแลคนที่เรารัก มันไม่ง่ายเลยที่จะเลือกว่าจะทำอะไรก่อน

หลายคนอาจคิดว่าการดูแลตัวเองก่อนคือการเห็นแก่ตัว แต่จริงๆ แล้วมันอาจเป็นวิธีที่ยั่งยืนที่สุดก็ได้

ยิ่งมีคนพึ่งพาเรามากเท่าไหร่ เรายิ่งจำเป็นที่เราต้องดูแลตัวเองให้ดีมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าร่างกายเราไม่พร้อม ใจย่อมขุ่นมัวง่าย ต่อให้เจตนาดีแค่ไหนแต่พลังงานลบของเราก็ถูกปล่อยออกมาอยู่ดี

คนตาบอดนำทางไม่ได้ฉันใด คนเป็นทุกข์ก็ไม่อาจทำให้คนอื่นมีความสุขได้ฉันนั้นครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม (เหลือ 5 ที่นั่ง) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/Scii9o

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

เราควรตั้งเป้าหมายให้ต่ำเข้าไว้

20170927_smallgoals

จริงๆ ผมก็ไม่ได้ต่อต้านการตั้งเป้าหมายสูงๆ นะครับ

เพียงแต่อยากมานำเสนอทางเลือกสำหรับคนที่เคยตั้งเป้าหมายสูงแล้วแป้ก

ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

รูปประกอบของบทความนี้เป็นตารางที่เอาไว้จดว่าผมวิดพื้นไปกี่ทีแล้ว

สังเกตได้ว่ามันเป็นของเดือนกรกฎาคม และพื้นที่ถูกแรเงาไปแค่ 1 ใน 4

โดยผมตั้งเป้าหมายให้ “เร้าใจ” ด้วยการบอกว่าจะวิดพื้นให้ครบ 3000 ครั้งในหนึ่งเดือน ซึ่งถ้าคิดเฉลี่ยก็คือวันละ 100 ครั้ง

2-3 วันแรกก็ฟิตดีอยู่หรอก แต่พออุ้มลูกแล้วมีอาการไหล่ยอก ก็เลยต้องหยุดไปหลายวัน พอจะกลับมาวิดพื้นได้ใหม่ก็รู้สึกว่าเป้าหมายมันเริ่มไกลเกินเอื้อม หลังๆ เลยไม่ยอมดูตารางนี้และหยุดวิดพื้นไปเสียดื้อๆ (แต่ก็ยังแปะเอาไว้เป็นอนุสรณ์สำหรับอนาคต)

ผมว่าโลกธุรกิจนั้นเหมาะกับการตั้งเป้าหมายสูงๆ เพราะมันมีแรงขับดันมากพอจากทุกๆ ด้านที่บังคับให้เราต้องทำตามเป้าหมายนั้น ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า คู่แข่ง หรือผลตอบแทนที่จะได้มาหากเราทำได้ตามเป้า

แต่ในชีวิตส่วนตัวแรงผลักดันมันไม่ได้มากขนาดนั้น ถ้าวันนี้ผมไม่วิดพื้น ก็ไม่โดนเจ้านายด่า ไม่โดนหักเงินเดือน และไม่ต้องแคร์ว่าใครจะวิดพื้นได้มากกว่าผม

พอไม่มีแรงผลักดันจากภายนอกมากพอ สิ่งเดียวที่หวังพึ่งได้คือแรงผลักดันจากภายใน ซึ่งบางคนก็มีล้นเหลือ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมีแรงขับขนาดนั้น

สำหรับคนที่รู้ตัวว่าไม่ได้จัดอยู่ในประเภท “ฝันให้ไกลแล้วต้องไปให้ถึง” ก็อย่าเพิ่งไปโทษตัวเองว่ามีวินัยหรือยังไม่มีแรงบันดาลใจมากพอ

บล็อก Anontawong’s Musings มีคนอ่านไปแล้วกว่า 2 ล้านครั้ง

ถ้าตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกเมื่อสองปีที่แล้ว ผมตั้ังเป้าว่าจะต้องทำให้บล็อกผมมีคนอ่าน 2 ล้านครั้งภายในปี 2560 ผมคงหยุดเขียนไปตั้งนานแล้ว เพราะช่วง 6 เดือนแรกมีคนอ่านแค่วันละไม่กี่สิบคนเท่านั้นเอง

เป้าหมายแรกของผมในวันที่ 2 มกราคม 2558 คือเขียนบล็อกติดต่อกันให้ได้ 3 วัน

พอเขียนครบ 3 วัน ก็ขยับเป้าเป็น 1 สัปดาห์

พอเขียนครบ 1 สัปดาห์ ก็เริ่มมั่นใจมากขึ้น เลยบอกตัวเองว่าจะเขียนให้ครบ 1 เดือน

พอเขียนครบ 3 เดือนจึงมั่นใจมากพอจนประกาศออกไปว่าจะเขียนทุกวันต่อจากนี้ไป

ถ้าคุณเคยลองตั้งเป้าหมายสูงๆ แล้วแป้กมาแล้วหลายครั้ง ลองเปลี่ยนมาเป็นตั้งเป้าหมายต่ำๆ “สำหรับวันนี้” ดูนะครับ

แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะวิดพื้นให้ได้ 3,000 ครั้งใน 1 เดือน ก็เปลี่ยนเป็นวันนี้จะวิดพื้นให้ได้ 10 ครั้ง

แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนัก 3 กิโลในเดือนนี้ ก็สัญญากับตัวเองว่า วันนี้ฉันจะเดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์

หรือแทนที่จะตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือเดือนละ 1 เล่ม ก็ตั้งเป้าว่าวันนี้ฉันจะอ่านหนังสือ 3 หน้า

เป้าหมาย 3 ปี 5 ปี คุณจะตั้งสูงเท่าไหร่ก็แล้วแต่คุณเลย

แต่เป้าหมายสำหรับวันนี้ คุณควรจะตั้งให้มันต่ำเข้าไว้ ต่ำเสียจนคุณไม่มีข้ออ้างที่จะไม่ทำมัน

พอเป้ามันต่ำ เราก็มักจะทำได้เกินเป้าเสมอ ซึ่งตรงนี้แหละจะเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่จะทำให้เราอยากทำมันอีกในวันพรุ่งนี้

เพราะผมเชื่อว่าในเกมชีวิตส่วนตัว ความเสมอต้นเสมอปลายนั้นสำคัญกว่าความร้อนแรง

และสำหรับบางคน “ช้าแต่ชัวร์” นั้นดีกว่า “เร็วแต่ล้ม” เสียกลางทางครับ


หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม (เหลือ 10 ที่นั่ง) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/Scii9o

ให้ความกลัวนั่งเบาะหลัง

20170926_backseat

เมื่อวานนี้ผมได้ฟังสัมภาษณ์ของ Elizabeth Gilbert ผู้เขียน Eat Pray Love และ Big Magic

เธอบอกว่ามีีผู้คนมากมายที่เข้ามาปรึกษาเธอเกี่ยวกับการทำงานสร้างสรรค์อย่างการเขียนนิยาย วาดรูป หรือแต่งกลอน แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้ทำ

และต่อให้แต่ละคนมีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าอย่างไร พอขุดลงไปลึกๆ จริงๆ ก็จะเหลืออยู่เหตุผลเดียวเสมอ คือพวกเขากำลังกลัวอยู่

กลัวว่าไม่มีพรสวรรค์ กลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ กลัวว่าจะมีคนทำไปแล้ว กลัวว่าผลงานจะถูกเกลียด และที่แย่ไปกว่านั้นคือกลัวว่าจะไม่มีคนสนใจ

แล้วคนที่มาหากิลเบิร์ตก็ถามว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่กลัว

กิลเบิร์ตบอกว่าในโลกนี้คนที่ไม่กลัวอะไรเลยมีแค่เด็กทารกกับคนป่วยทางจิตเท่านั้น

จริงๆ แล้วความกลัวเป็นสิิ่งที่จำเป็นมาก เพราะถ้าไม่มีมันเราคงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้

“ขับรถเร็วไปแล้วนะ”

“ซอยนี้มันเปลี่ยวไปหน่อย”

“ตอนนี้คลื่นเริ่มแรงแล้ว เดินเข้าฝั่งหน่อยดีกว่า”

ความกลัวจะคอยเตือนเราเสมอเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นอันตราย เราจึงควรมองความกลัวในใจเราเป็นเพื่อน

ข้อเสียของความกลัวคือมันแยกแยะไม่ค่อยออกระหว่างสถานการณ์ที่อันตรายจริงๆ กับสถานการณ์ที่ทำให้เรากังวล

ทุกครั้งที่เราทำงานสร้างสรรค์ เราจะมีความกังวล เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะออกมาดีหรือไม่ เมื่อกังวลก็เลยกลัว เมื่อกลัวก็เลยไม่กล้าลงมือทำ

กิลเบิร์ตมีวิธีคุยกับความกลัวอย่างเป็นมิตร:

“Thank you so much for how much you care about me and how much you don’t want anything bad to happen to me, and I really appreciate that. Your services are probably not needed here because I’m just writing a poem. No one’s gonna die, it’s ok.”

“ขอบคุณนะที่ใส่ใจฉันและไม่อยากให้ฉันเจออะไรไม่ดี แต่ตอนนี้เธอยังไม่จำเป็นต้องออกโรงก็ได้เพราะฉันแค่จะแต่งกลอนเท่านั้นเอง ไม่มีใครตายหรอก”

เราจึงไม่ต้องเอาชนะหรือต่อสู้กับความกลัว แต่มองมันเป็นเพื่อนที่คอยห่วงใยเรา

เปรียบเสมือนตอนเราขับรถ เราอาจให้เพื่อนที่ชื่อว่าความกลัวขึ้นรถมากับเราได้ แต่เราต้องเป็นคนขับ และให้ความกลัวนั่งเบาะหลัง

จะได้ออกเดินทางกันซักที

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ