ผัดผ่อนการยอมแพ้

20171005_procrastinate

การ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ผมชอบอ่านตอนม.ปลายมีชื่อว่า “จิ๋วพลังอึด

เป็นการ์ตูนของเด็กผู้ชายชื่อว่า “อิตโต โช” (แปลว่า “รางวัลที่หนึ่ง”) ที่ชอบการวิ่งมาราธอนมาก แต่ชีวิตก็แสนอาภัพ บ้านยากจน พ่อเสีย แถมตัวเองก็ตัวเตี้ยม่อต้อจนไม่มีใครคิดว่าจะเป็นนักวิ่งที่ดีได้

แต่ด้วยความพยายามเขาก็ฝึกฝนจนสามารถขึ้นมาเป็นนักวิ่งระดับแนวหน้าของประเทศ

แต่ชีวิตก็ยังไม่หยุดเล่นตลก เมื่อก่อนจะถึงงานมาราธอนระดับโลกอย่าง “โตเกียวมาราธอน” ไม่กี่วัน โชกลับล้มป่วย แถมแม่เองก็ป่วยหนักจนต้องผ่าตัด แม้จะดั้นด้นพาตัวเองมาอยู่ที่จุดสตาร์ทได้ แต่ตอนออกวิ่งก็ล้มลงจนถูกคนอื่นๆ ทิ้งห่างไปหมด

เมื่ออยู่เป็นลำดับสุดท้ายในการแข่งมาราธอนที่มีแต่นักวิ่งเทพๆ แถมร่างกายตัวเองก็ไม่สมบูรณ์ “โช” จึงท้อเป็นธรรมดา

แต่โชก็บอกตัวเองว่า “ขอแซงคนข้างหน้าไปก่อน อีกคนเดียวเท่านั้น แล้วค่อยเลิก”

แล้วพอโชแซงได้หนึ่งคน ก็บอกตัวเองว่า ไม่ไหวแล้ว แต่ขอแซงอีกซักคนแล้วกัน

วิ่งแซงทีละคน ทีละคนไปเรื่อยๆ จนวิ่งทันกลุ่มนำ

ผมขอไม่เล่าว่าสุดท้ายแล้วโชชนะการแข่งวิ่งโตเกียวมาราธอนรึเปล่า เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็น

ประเด็นคือโช “ผัดวันประกันพรุ่ง” การยอมแพ้ ออกไปเรื่อยๆ

สำหรับโช เขาจะยอมหยุดวิ่งก็ต่อเมื่อเขาแซงคนข้างหน้าได้ซักหนึ่งคนก่อน แต่พอแซงได้ก็ “นิสัยไม่ดี” ผัดวันประกันพรุ่งการหยุดวิ่งออกไปอีก

ผมเองก็เคยคิดที่จะหยุดเขียนบล็อกหลายครั้ง เพราะการเขียนบล็อกวันละตอนนี่ก็เป็นอะไรที่ต้องใช้แรงและพลังมหาศาล ยิ่งช่วงที่ลูกเล็กหรืองานหนักก็ยิ่งทำให้คิดเรื่องเขียนไม่ค่อยออกเข้าไปใหญ่ แต่ผมก็คอยบอกตัวเองว่าขอแค่อีกซักตอนน่า พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

เมื่อไหร่ที่เราเจอเรื่องหนักๆ ที่ทำให้ท้อ ขอให้ตระหนักว่าเราทุกคนเป็นยอดฝีมือในการผัดวันประกันพรุ่งอยู่แล้ว จึงคงไม่ยากเกินไปที่จะผัดผ่อน “การยอมแพ้” ออกไปอีกซักหนึ่งวัน

ผัดผ่อนไปเรื่อยๆ วันหนึ่งเราอาจจะถึงเส้นชัยโดยไม่รู้ตัวก็ได้

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก tmrteckk on Reddit: [Story] I treat giving up like procrastination. I keep saying I’m going to do it but never get around to it. 

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

ความสำเร็จชั่วข้ามคืน

20171004_overnightsuccess

ล้วนใช้เวลาเกิน 10 ปี

“People are rewarded in public for what they’ve practiced for years in private.”
-Tony Robbins

เพราะวัยรุ่นสมัยนี้ใจร้อน ความสำเร็จจึงเป็นเรื่องที่รอไม่ได้

และเพราะรอไม่ได้ จึงมองหา “ทางลัด” อยู่เสมอ

ทำอย่างไรถึงจะรวยเร็วกว่านี้ ประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยเท่าคนอื่นๆ

แต่เท่าที่ผมฟังคนเจ๋งๆ เขาแชร์ประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง เขาจะบอกอยู่เสมอนะครับว่าความสำเร็จไม่มีทางลัด มันต้องแลกมากับการทำงานหนักเสมอ คนกลุ่มเดียวที่บอกว่าความสำเร็จมีทางลัดคือนักจัดสัมมนา!

ผมไม่ได้ต่อต้านการจัดสัมมนานะครับ เพราะผมเองก็จัดเวิร์คช็อปเหมือนกัน แต่ผมเคยได้ยินคนบางคนเล่าว่าเขาเคยเดินสายเข้าสัมมนาเป็นว่าเล่น อันไหนที่ว่าดีเขาไปมาหมด เสียเงินกับการเข้าสัมมนาปีละเป็นแสน แต่กราฟชีวิตก็ยังเป็นแนวราบเหมือนเดิม

การหาความรู้และพัฒนาตัวเองนั้นดีครับ แต่ถ้ามัวแต่หาความรู้จนเป็นข้ออ้างให้ไม่ได้ลงมือทำก็ถือเป็นการหลอกตัวเองอย่างหนึ่ง

ถ้าเรายอมรับความจริงได้ว่า ความสำเร็จชั่วข้ามคืนอาจใช้เวลาเป็น 10 ปีแล้วเรายังรู้สึกอยากทำมันอยู่ ก็ถือเป็นการเริ่มต้นด้วยเจตนาที่ถูกต้องเพราะมีสัมมาทิฐิแล้ว

เริ่มลงมือเสียแต่วันนี้ ทำมันทุกวัน และหมั่นสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ยังไงมันก็ต้องเก่งขึ้น

และเมื่อถึงวันที่เรามีดีพอ ความสำเร็จก็จะตามหาเราแน่นอน

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

เหตุผลที่ไม่เข้าท่า

20171002_inexcusable

สมมติว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิต

คุณกำลังนอนอยู่บนเตียง ลมหายใจรวยริน ในอกเต็มไปด้วยความเสียดาย

พญามัจจุราชมาปรากฎกายอยู่ข้างเตียงคุณ แล้วเอ่ยถามว่า

“ทำไมเจ้าถึงไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าฝันไว้”?

คุณจะตอบว่าอะไร?

บางคำตอบก็พอฟังขึ้น:-

“ตัดสินใจผิดพลาด”

“ทำธุรกิจเจ๊ง”

“ความรู้ไม่พอ”

“วิกฤติเศรษฐกิจ”

“ขาดคู่คิดที่ดี”

 

บางเหตุผลก็ฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่:-

“กลัวจะทำให้คนอื่นผิดหวัง”

“อยากรวยก่อนแล้วค่อยทำสิ่งที่อยากทำ”

“นึกว่าจะมีเวลามากกว่านี้”

“หา passion ไม่เจอ”

 

แต่เหตุผลที่ไม่เข้าท่ามากที่สุด :-

“มัวแต่เล่นมือถือ”

 

ถ้าตอบอย่างนี้ไป มัจจุราชจะมีสีหน้ายังไงนะ?

ถ้าสุดท้ายชีวิตจะล้มเหลวจริงๆ ก็ขอให้ล้มเหลวจากเหตุผลที่เข้าท่าหน่อยนะครับ

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

อะไรที่ควรรอ อะไรที่ไม่ควรรอ

201701002_waitdontwait

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างช่างทันใจ เด็กรุ่นใหม่อาจขาดความสามารถอย่างหนึ่งที่บรรพบุรุษของเรามีมาช้านาน

นั่นคือความสามารถที่จะอดทนรอ

เวลาจบออกมา ก็อยากได้งานเร็วๆ อยากปรับตำแหน่งเร็วๆ อยากอัพเงินเดือนเร็วๆ อยากมีแฟนเร็วๆ อยากมีแฟนเพจครบแสนเร็วๆ  อยากมีอิสรภาพทางการเงินเร็วๆ

เมื่อเราคาดหวังให้ทุกอย่างรวดเร็วไปหมด พอมีอะไรช้าแค่นิดเดียวเราก็พร้อมจะเป็นทุกข์ได้ทันที

ความเร็วนั้นดีและมีประโยชน์มากครับ แต่เราต้องแยกแยะให้ออกว่าสิ่งไหนที่ควรเร็ว และสิ่งไหนที่เราไปเร่งมันไม่ได้

เน็ตควรจะเร็ว เครื่องคอมควรจะเร็ว การทำงานควรจะเร็ว เพราะเทคโนโลยีมันเอื้อ

แต่กับเรื่องบางเรื่อง เราก็ไปเร่งรัดมันไม่ได้

ถ้าคุณปลูกมะม่วงวันนี้ ต่อให้คุณทำยังไงก็ไม่มีทางได้กินพรุ่งนี้ ต้องรอไปอีก 5 ปีกว่ามันจะออกผล

เช่นนี้แล้ว อะไรที่ควรรอ อะไรที่ไม่ควรรอ?

สำหรับผม เราไม่ควรรอที่จะลงมือทำ แต่เราต้องพร้อมที่จะรอให้การกระทำนั้นมันค่อยๆ ออกดอกออกผล

การกระทำเป็นเรื่องที่เราเร่งสปีดได้ แต่ผลลัพธ์เป็นเรื่องที่เราต้องปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมันครับ


เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม (เหลือ 4 ที่นั่ง) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/Scii9o

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

ทำงานแทบตายเจ้านายรวยคนเดียว

20171002_worksohard

ในหนังสือสอนรวย หนึ่งในเหตุผลที่ผู้เขียนมักหยิบยกขึ้นมากระตุ้นให้พนักงานประจำออกมาเป็นนายของตัวเองก็คือ

“ทำไมคุณต้องทำงานหนัก เพื่อไปทำให้คนอื่นรวยด้วย?”

ซึ่งผมว่ามันเป็นตรรกะที่ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่นะ

ถ้าใช้ตรรกะเดียวกันจากมุมของเจ้านายหรือเจ้าของธุรกิจ มันก็จะกลายเป็น

“ทำไมผมต้องแบกรับความเสี่ยงอยู่คนเดียว เพื่อให้คนอื่นได้มีงานทำด้วย?”

พูดกันแฟร์ๆ เวลาธุรกิจเจริญรุ่งเรือง พนักงานก็ได้โบนัส ได้ขึ้นเงินเดือนและปรับตำแหน่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเจ้านายไม่ได้รวยคนเดียว ลูกน้องก็รวยด้วยเพียงแต่ไม่ได้รวยเท่าเจ้านาย

แต่เวลาธุรกิจเจ๊ง คนที่เจ๊งคือเจ้านายคนเดียวนะครับ

สำหรับเจ้าของบางคน นั่นอาจหมายถึงเงินที่เขาเก็บสะสมมาทั้งชีวิต อาจหมายถึงบ้านที่หลุดจำนอง และอาจหมายถึงการติดคุกติดตาราง

ส่วนพนักงานประจำนั้นแม้ธุรกิจจะเจ๊งก็ลาออกไปทำงานที่อื่นได้ทุกเมื่อ ถ้าคุณมีดีพอ

กฎเหล็กในโลกทุนนิยมก็คือ High Risk, High Return และ Low Risk, Low Return

เจ้าของธุรกิจอยู่ในจำพวกแรก ส่วนพนักงานอยู่ในจำพวกหลัง

เจ้าของธุรกิจเวลารุ่งก็อาจรวยเป็น 100 ล้าน แต่เวลาเจ๊งก็อาจติดลบเป็น 100 ล้าน

พนักงานเวลารุ่งอาจรวย 1 ล้านบาท เวลาเจ๊งนั้นอาจติดลบอยู่แค่ไม่กี่หมื่น (ช่วงที่หางานใหม่)

เจ้าของธุรกิจ Upside กับ Downside นั้นมีมากพอกัน ส่วนพนักงานประจำนั้น Upside มีไม่เยอะ ส่วน Downside นั้นแทบไม่มีเลย

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเป็นพนักงานประจำ ก็ขออย่าได้เอาความคิด “ทำงานแทบตายเจ้านายรวยคนเดียว” มาเป็นข้ออ้างที่จะทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเลยครับ

เพราะนอกจากจะเป็นตรรกะที่ไม่สมประกอบแล้ว มันยังทำร้ายตัวเราเองในระยะยาวด้วย

—–

เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม (เหลือ 4 ที่นั่ง) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/Scii9o

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ