เทคนิคการทำงานมูลค่า 13 ล้านของ Ivy Lee

20180801_ivylee

เมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ชาร์ลส์ ชวอบ (Charles Schwab) เจ้าของ The Bethlehem Steel ที่ก่อสร้างทางรถไฟของอเมริกาคือผู้ชายที่รวยที่สุดในโลก

ชวอบมองหาหนทางที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับคนในองค์กรตลอดเวลา เขาจึงเชิญไอวี่ ลี (Ivy Lee) ซึ่งเป็นกูรูด้าน productivity ในยุคนั้นมาที่บริษัท

ลีขอเวลาคุยกับผู้บริหารของชวอบคนละ 15 นาที หลังจากพูดคุยเสร็จแล้วชวอบถามลีว่าคิดค่าที่ปรึกษาเท่าไหร่

ลีตอบว่า “ยังไม่คิดครับ รอให้ครบสามเดือนก่อน แล้วคุณคิดว่าคำแนะนำของผมมีมูลค่าเท่าไหร่ค่อยส่งเช็คมาให้ก็แล้วกัน”

เทคนิคที่ไอวี่ลีสอนให้กับผู้บริหารของชวอบนั้นเรียบง่ายมาก

1.ก่อนหมดวัน ให้เขียนงานที่สำคัญที่สุดสำหรับวันพรุ่งนี้ขึ้นมา 6 ชิ้น ห้ามมากกว่านี้ และห้ามน้อยกว่านี้

2. จัดลำดับความสำคัญของทั้ง 6 นี้จากมากไปน้อยบนกระดาษอีกแผ่นนึง

3. เช้าวันถัดมา ให้เริ่มทำงานชิ้นแรกและชิ้นเดียวเท่านั้น ห้ามทำงานอย่างอื่นจนกว่างานชิ้นแรกจะเสร็จ

4. เมื่อทำงานชิ้นแรกเสร็จแล้ว ให้ทำงานชิ้นถัดไป ถ้างานชิ้นไหนไม่เสร็จจริงๆ ค่อยย้ายไปทำวันรุ่งขึ้น

5. ทำแบบนี้ทุกๆ วัน

ในสามเดือนถัดมาชวอบส่งเช็คมูลค่า $25,000 ไปให้ไอวี่ลี

$25,000 เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว มีค่าเท่ากับ $400,000 หรือ 13 ล้านบาทในวันนี้

แน่นอน บริบทการทำงานของวันนี้ย่อมแตกต่างจากเมื่อร้อยปีที่แล้ว เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างดูเร่งรีบตลอดเวลา การทำงานเพียง 6 ชิ้นโดยไม่ไขว้เขวเลยนั้นมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก

แต่แม้ว่าโอกาสจะน้อย ก็อาจคุ้มค่าที่จะลองใช้เทคนิคนี้ดูนะครับ

เพราะปัญหาของคนทำงานปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะเราทำน้อยเกินไป แต่เพราะเราพยายามทำมากเกินไปต่างหาก

ถ้าเราลองคัดแต่สิ่งสำคัญจริงๆ ขึ้นมาทำ และปรับใช้ให้เหมาะสมกับเนื้องานและข้อจำกัดที่เรามี เราอาจจะทำน้อยลงแต่ได้มากกว่าเดิมก็ได้ครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg

ในนามของความดี

20180804_goodness

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี

แต่การเป็นคนดีหรือการเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดีนั้นเป็นอันตราย เพราะเรามีแนวโน้มที่จะยกตนเหนือท่าน

เมื่อคนอื่นมีความคิดหรือโลกทัศน์ที่ไม่สอดคล้องกับเรา เราก็จะมองว่าคนเหล่านั้นเป็นคนไม่ดี และคนไม่ดีก็คือศัตรูคนดีๆ อย่างเรา

ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ มนุษย์เราสร้างความทุกข์เข็ญไว้มากมาย และความทุกข์เข็ญเหล่านั้น เกิดจากคนที่เชื่อว่าตัวเองทำสิ่งที่ดี ทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่

1095-1291: สงครามครูเสดที่กินเวลานับ 200 ร้อยปีและคร่าชีวิตคนไปนับแสนคน ก็เกิดจากการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเล็ม แต่ละฝ่ายต่างทำเพื่อพระเจ้าที่ถูกต้องเที่ยงแท้เพียงหนึ่งเดียวของตน

1939-1945: ในสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีเข่นฆ่ายิวไปหลายล้านคน เพราะนาซีเชื่อว่าเผ่าพันธุ์อารยันของตนเองนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการสูงสุดและจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ในขณะที่ชาวยิว ชาวโรม เกย์ และคนที่ป่วยทางจิตนั้นจะต้องถูกกักขังหรือแม้กระทั่งโดนกวาดล้าง (อ่านเพิ่มเติมได้ใน Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า)

2003-2006: ในการ์ตูนเรื่อง Death Note พระเอกที่ชื่อ ยางามิ ไลท์ เก็บสมุดเด๊ธโน๊ตที่ยมฑูตทำตกเอาไว้ หากเขียนชื่อใครลงไป คนๆ นั้นก็จะตาย ไลท์ ซึ่งหัวดีและรักความถูกต้อง จึงตั้งตนเป็น “คิระ” (Kill) และเขียนชื่ออาชญากรตัวฉกาจหลายต่อหลายคนลงในเด๊ธโน๊ต ด้วยความตั้งใจว่าเมื่ออาชญากรทยอยกันล้มตายและเป็นข่าวครึกโคม ก็จะไม่มีใครกล้าทำผิด แล้วโลกก็จะเข้าสู่ดินแดนพระศรีอาริย์อย่างแท้จริง แต่คิระกลับกลายเป็นอาชญากรที่ทั่วโลกต้องการตัวเสียเอง จนเขา “จำเป็น” ต้องฆ่าคนที่เป็นอุปสรรคต่ออุดมการณ์ของคิระ ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงพ่อของตัวเอง

คนที่คิดว่าตัวเองกำลังทำชั่วอยู่นั้นทำชั่วได้ไม่มากนักหรอก

มีแต่คนที่คิดว่าตัวเองกำลังทำดี-ทำสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น ที่จะก่อกรรมทำเข็ญต่อคนจำนวนมากได้

อยากเป็นคนดีไม่ว่ากัน แต่อย่าตั้งตนเป็นคนดี เพราะเราอาจกลายเป็นคนที่เลวร้ายได้อย่างไม่น่าเชื่อครับ

นิทานไม้แก่

20180803_oldtree

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ต้นไม้ต้นหนึ่งกำลังยืนเฉาตายอย่างสงบ

ต้นหญ้าบนพื้นดินถามต้นไม้

“เมื่อท่านตาย ท่านก็ไร้ประโยชน์แล้วใช่หรือไม่?”

“นี่เป็นการตายของต้นไม้ แต่เป็นการเกิดของถ่าน ตอนที่ฉันเป็นต้นไม้ ฉันให้ความร่มเย็นแก่ผู้คน ตอนฉันเป็นถ่าน ฉันให้ความอบอุ่นแก่ผู้คน”

“หลังจากที่ถ่านถูกเผาจนเหลือเพียงเถ้าล่ะ จะเป็นยังไง?” ต้นหญ้าถามต้นไม้ต่อ

“ฉันก็จะคืนสู่สภาพเดิม เป็นผงธุลีดินอีกครั้ง บำรุงต้นไม้อื่นต่อไป”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

บางครั้งเราก็ไม่ได้ต้องการเวลา

20180731_dontneedtime

เพราะของบางอย่างไม่ต้องใช้เวลา

ความคิดสร้างสรรค์ไม่ต้องใช้เวลา

ความอ่อนโยนไม่ต้องใช้เวลา

ความเบิกบานก็ไม่ต้องใช้เวลา

สิ่งที่เราต้องการจริงๆ จึงไม่ใช่เวลา แต่คือพื้นที่ว่าง – space

เราจึงควรจะสร้างพื้นที่ว่างเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ว่างในห้อง พื้นที่ว่างบนโต๊ะ พื้นที่ว่างในหัว หรือพื้นที่ว่างในใจ

ความดีงามบางอย่างเราไม่จำเป็นต้องแสวงหา แค่เอาสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เตรียมพื้นที่ว่างเอาไว้ แล้วสิ่งดีๆ ก็จะไหลเข้ามาหาเราเองครับ

—–
ขอบคุณประกายความคิดจาก David Allen (ฟังมาจากพ็อดคาสท์ซักที่)

ป.ล. บางท่านอาจจะงง เมื่อวานผมเพิ่งเขียนไปหยกๆ ว่าของมีคุณค่าต้องใช้เวลาทั้งนั้น สองไอเดียที่ดูเหมือนมันขัดกัน ฝรั่งเรียกว่า dichotomy (อ่านว่าไดค้อโทมี่) ความสามารถในการเก็บสองไอเดียที่ขัดกันไว้ในหัวและตระหนักว่ามันอาจจะเป็นจริงทั้งคู่ คือสัญญาณหนึ่งว่าระดับความคิดของเราเติบโตไปอีกขั้นนะครับ

ของที่มีคุณค่าต้องใช้เวลาทั้งนั้น

20180731_usetime

ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบ

ถ้าคนรอบข้างเขาจะเร็วกว่าเรา นั่นก็เป็นแนวทางของเขา เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานไม่เหมือนกันและบริบทของชีวิตก็แตกต่างกัน

เราไปที่สปีดของเรา คนอื่นเป็นม้าตีนต้น ส่วนเราเป็นม้าตีนปลาย

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ใครเข้าเส้นชัยก่อนหรือหลัง

สิ่งสำคัญคือเราสามารถประคับประคองความฝันและการกระทำจนเข้าถึงเส้นชัยของเราเองต่างหาก