9.5 เต็ม 10 – 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว

20180910_2215

ผมได้ดูหนัง 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว มาแล้วสองรอบ

รอบแรก วันพฤหัสฯ ที่ 6 กันยายน Wongnai เหมาโรงให้พนักงานบริษัทและ top users ของ Wongnai ได้ดูฟรี

รอบที่สอง วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน ผมพาแฟนไปดูอีกหนึ่งรอบ

ดูรอบแรก ผมให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 8.5/10

ดูรอบที่สอง ผมให้คะแนน 9.5/10

หนังเรื่องเดียวกัน แต่คะแนนต่างกัน อาจเพราะรอบที่สองเก็บรายละเอียดได้มากกว่ารอบแรก และมีบางฉากที่ดูซ้ำแล้วฟินกว่าเดิม

ดูสองครั้งก็เสียน้ำตาทั้งสองครั้ง แถมไม่ใช่จากฉากที่เห็นในโฆษณาด้วย

สิ่งที่ติดตาติดหู มีอยู่ 5 เรื่อง

1. การเล่าเรื่องของพี่กบ บิ๊กแอส
ผมซื้อ CD ของบอดี้แสลมทุกแผ่น และเวลาอ่านเนื้อเพลงจากปกซีดี ก็จะเห็นชื่อขจรเดช พรมรักษา หรือพี่กบ มือกลองของบิ๊กแอส ปรากฎอยู่ในเครดิตของเกือบทุกเพลง

ในหนังเรื่องนี้มีการสัมภาษณ์คนหลายคนที่เกี่ยวพันกับโครงการก้าวคนละก้าว และคนที่เกี่ยวพันกับตูน บอดี้แสลม แต่คนที่ให้สัมภาษณ์ได้เด็ดขาดและถูกหยิบยกมาใช้ในหนังเรื่องนี้มากที่สุดก็คือของพี่กบ บิ๊กแอสนี่แหละ

พี่กบอธิบายว่าทำไมในบางครั้งหลังจบคอนเสิร์ตทำไมพี่ตูนถึงดูซึมๆ การที่เราไปเชิดชูพี่ตูนว่าเป็นฮีโร่นั้นเป็นอันตรายอย่างไร รวมถึงบทสรุปความหมายของท่ายกกำปั้นดีใจตอนที่พี่ตูนวิ่งใต้จรดเหนือได้สำเร็จ

ถ้าไม่มีคำอธิบายของพี่กบ หนัง 2215ฯ คงจะไม่หนักแน่นและได้ข้อคิดเท่านี้

2. ความรู้สึกของเด็กที่ได้เล่นดนตรีและคุณยายที่ได้เซลฟี่กับพี่ตูน
ผมเองเล่นดนตรีมานาน จึงนึกภาพออกเลยว่า การได้เล่นดนตรีกับศิลปินที่เราชื่นชอบมันจะฟินขนาดไหน มีทั้งเด็กอ้วนวัยประถมที่ยิ้มไม่หุบ และวงดนตรีม.ต้นที่พูดไปน้ำตาไหลไปหลังจากได้แจมดนตรีกับพี่ตูน

อีกคนคือคุณยายวัยเฉียด 70 ที่พี่ตูนถ่ายเซลฟี่ด้วย พอพี่ตูนวิ่งจากไป คุณยายยังยืนยิ้มน้ำตาปริ่มๆ อยู่ตรงนั้น และพูดว่า “ได้รักสมใจแล้ว”

เด็กเหล่านั้นจะจำความรู้สึกนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน? อาจจะนานพอจนวันหนึ่งเขากลายเป็นนักดนตรีมืออาชีพก็ได้

คุณยายจะเก็บภาพวันนั้นเอาไว้อีกนานแค่ไหน? นานจนถึงวันสุดท้ายของคุณยายเลยรึเปล่า?

เวลาเพียงไม่กี่วินาที ก็อาจสร้างความทรงจำที่ยาวนานได้ทั้งชีวิต

จนผมรู้สึกว่า “การสร้างความทรงจำดีๆ ให้กับคนที่เราได้ใช้เวลาด้วย” น่าจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่เราควรยึดถือ

เพราะมันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว

3. น้องแพรวที่บางสะพาน
สู้ๆ นะครับน้องแพรว พี่เอาใจช่วยน้องอยู่อีกคนนึง

4. การตัดต่อและเลือกเพลงของผู้กำกับ
หนังเรื่องนี้กำกับโดยคุณไก่ ณฐพล บุญประกอบ

ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนไม่เคยรู้จักชื่อนี้มาก่อน

ผมเองก็ไม่รู้จัก เลยต้องไปกูเกิ้ลดูว่าผู้กำกับเรื่องนี้ชื่ออะไร หน้าตาเป็นยังไง

พี่เก้ง จิระ มะลิกุล ได้พูดถึงคุณไก่ (ซึ่งไปเรียนทำหนังสารคดีที่นิวยอร์ค) รวมถึงคุณหมู ชยนพ บุญประกอบ พี่ชายคุณไก่และผู้กำกับหนัง Suck Seed ห่วยขั้นเทพว่า “ครอบครัวนี้เป็น genius ทั้งบ้าน”

ซึ่งสำหรับผมที่ได้ดูหนังทั้งสองเรื่องมาสองรอบ ก็เริ่มเชื่อแล้วว่านี่ไม่ใช่คำพูดที่เกินเลย

หนัง 2,215ฯ น่าจะถ่าย footage มาไม่ต่ำกว่า 1,000 ชั่วโมง กว่าจะคัดกรองจนเหลือ 90 นาทีให้พวกเราได้ดูกัน ต้องใช้พลังมหาศาลแค่ไหน แถมการตัดต่อและการเลือกเพลงมาใส่ในแต่ละฉากก็ลงตัวจนเกือบลืมไปว่านี่คือหนังสารคดีที่ผู้กำกับไม่ได้เขียนบทเอาไว้

5. แววตาของตูน บอดี้แสลมตอนยิ้มหลังพูดเสร็จ
ในบรรดาความประทับใจทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ อาจไม่เท่าอะไรบางอย่างในแววตาของพี่ตูน

มีสองฉากที่ผมยังค้างคา

ฉากแรก หลังวิ่งเสร็จ ขึ้นมาอยู่ในรถบ้าน พี่ตูน บอกทีมงานว่า แม้เราจะคาดหวังให้คนเข้าใจเรา แต่ในเมื่อเราออกไปตรงนั้นแล้ว ถ้าเขาจะเข้าหาเรา เราก็ต้องพร้อมหยุดคุยกับเขา

“ถ้าไม่พร้อม ก็ไม่ต้องออกมา”

พูดเสร็จพี่ตูนก็ยิ้ม แต่ในรอยยิ้มนั้นมีความเด็ดขาดซ่อนอยู่

ฉากที่สอง พี่ตูนให้สัมภาษณ์ที่โซฟา (น่าจะหลังจากวิ่งเสร็จไปหลายเดือนแล้ว) ว่าเขาเคยคิดว่า น่าจะมีหนังที่เล่าถึงนักร้องเพลงร็อคคนหนึ่งที่เคยมีชื่อเสียง ออกไปไหนก็มีแต่คนรุมล้อมและขอลายเซ็น รู้สึกว่าชีวิตขาดอิสรภาพ เลยไปไหว้พระขอพรให้เขากลายเป็นคนธรรมดา วันถัดมาสิ่งที่ขอไว้ก็เป็นจริง ชายคนนี้ดีใจมาก ไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านที่อยากกิน ไปเที่ยวในที่ๆ อยากไป แต่ทำได้ซักพักก็เบื่อ แถมจะขอให้กลับไปมีชื่อเสียงอย่างเดิมก็ไม่ได้แล้ว

พูดเสร็จพี่ตูนก็หัวเราะชุดใหญ่ แต่ทำไมผมเห็นแววตาพี่ตูนแล้วรู้สึกอยากร้องไห้แทน

ใครที่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ ส่วนใครที่ยังไม่ได้ดู โอกาสยังมีครับ รีบไปดูตอนที่วันนึงยังมีรอบฉายหลายรอบน่าจะดีกว่า

ผมเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนที่ติดตามบล็อกนี้จะได้อะไรดีๆ จาก “2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” แน่นอน

เราหลอกตัวเองได้

20180908_foolyourself

แต่เราหลอกจิตใต้สำนึกตัวเองไม่ได้

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากำลังทำอะไรที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สอดคล้องกับตัวตนของเรา แม้เราจะหาเหตุผลมาสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของเราเก่งเพียงใด แต่ลึกๆ เราก็ยังรู้อยู่ดีว่ามันไม่จริง

ผมจึงมีความเชื่อว่า คนที่ไม่ซื่อตรงนั้นจะมีไฟสุมอกอยู่เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่อู้งานเป็นประจำ

หรือนักสร้างแรงบันดาลใจที่จัดการชีวิตตัวเองยังไม่ได้

หรืออัพไลน์ของนักธุรกิจเครือข่ายที่รู้อยู่แก่ใจว่าดาวไลน์ส่วนใหญ่จะขาดทุน

หรือนักการเมืองและที่เอาแต่แสวงหามากกว่าสร้างผลประโยชน์

คนเหล่านี้ แม้ภายนอกจะดูสุขสบาย ดูเป็นคนฉลาด ทำน้อยได้มาก แต่ในใจเขาย่อมรู้สึกว่ามีอะไรที่ “ไม่ลงรอย” กันอยู่

และไอ้ความรู้สึกที่ไม่ลงรอยนี่แหละที่จะสร้างพื้นที่ว่างภายในใจ จนนำไปสู่การบริโภคเกินพอดีเพื่อจะถมที่ว่างนั้น

แต่ถมอย่างไรก็ถมไม่เต็ม เพราะของนอกกายไม่อาจซ่อมแซมแผลข้างในใจได้

เราหลอกใครก็ได้ หลอกได้แม้กระทั่งตัวเอง

แต่สุดท้ายแล้วเราไม่สามารถหลอกจิตใต้สำนึกตัวเองได้

ถ้าไม่อยากสร้างนรกในใจ ก็ต้องเลิกหลอกคนอื่น และเลิกหลอกตัวเองได้แล้วนะครับ

นิทานรถสีแดง

20180831_redcar

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีสาวน้อยขี้คุยคนหนึ่งเที่ยวขับรถเก่งคันใหม่ไปให้ใครต่อใครดู

วันหนึ่งสาวน้อยขับรถคันนี้ไปอวดเด็กวัด ณ วัดเซนแห่งหนึ่ง

“นี่น้อง!! รถเก่งคันสีแดงนี่ของพี่เอง รุ่นใหม่ล่าสุดเลยนะ ล้อแม็กซะด้วย เบาะก็ทำจากหนังอย่างดี ที่สำคัญมันขับดีมากเลย พี่ชายพี่เพิ่งซื้อให้เองแหละ”

เด็กวัดยิ้มตาเป็นประกาย เดินรอบรถเพื่อชื่นชมอย่างละเอียด ก่อนจะพูดขึ้นว่า

“ดีจังเลยนะ ผมอยากเป็นอย่างนั้นบ้างจังเลย”

สาวน้อยหัวเราะเบาๆ เธอพอใจที่เด็กคนนี้อิจฉาเธอ

เด็กวัดยืนนิ่งไปสักครู่ ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า

“ผมมีน้องชายอยู่หนึ่งคน ผมอยากให้น้องชายของผมเห็นรถคันนี้บ้างได้มั้ยครับ”

สาวน้อยพอได้ฟังก็ใจพองโต พาเด็กวัดขึ้นรถไปที่บ้าน

เมื่อไปถึง เด็กวัดรีบวิ่งเข้าไปในบ้านแล้วจูงมือเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งออกมา

“ดูสิ พี่สาวคนนี้พี่ชายเขาซื้อรถให้ พี่ก็อยากเป็นอย่างพี่ชายของเขาบ้าง โตขึ้นพี่จะเก็บเงินซื้อรถให้น้องเอง”

สาวน้อยอึ้ง เขาไม่ได้อิจฉาเรา เขาอยากเป็นอย่างพี่ชายเราต่างหาก

น้องชายตัวเล็กตอบพี่ชายเด็กวัด

“น้องไม่อยากได้รถยนต์หรอกครับพี่ น้องคงไม่มีความสุขแน่ ถ้าพี่ต้องทำงานหนักในขณะที่น้องสบาย”

—–
ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

เมื่อเกมจบแล้ว

20180906_endofthegame

เบี้ยและขุนย่อมลงไปอยู่ในกล่องเดียวกัน

เบี้ยจึงไม่ควรไปเทียบตัวเองกับขุน และขุนก็ไม่ควรดูถูกเบี้ย

หน้าตาแตกต่าง ความสามารถแตกต่าง หน้าที่ย่อมแตกต่าง และต้องพึ่งพาอาศัยกัน

การที่หมากตัวนึงเดินได้ไกลกว่า ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีคุณค่ามากกว่าเสมอไป

การที่คนๆ หนึ่งมีเงินมากกว่า หน้าที่การงานดีกว่า ก็ไม่ได้แปลว่าความเป็นมนุษย์เขาจะสูงกว่าคนอื่นเสมอไปเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยหรือเป็นขุน เราก็ล้วนแต่เป็นหมากบนกระดานแห่งชีวิตนี้

และเมื่อจบเกม หมากทุกตัวก็ต้องลงไปอยู่ในกล่องเดียวกันทั้งนั้น

เราจึงควรดีต่อกันไว้ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดครับ

ความเสี่ยงที่สุดของชีวิต

20180905_biggestrisk

คือการไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย

“The biggest risk of all is not taking one.”
-Mellody Hobson

ในสมองส่วนกลางของเรามีส่วนหนึ่งที่เรียกว่าอะมิกดาลา (amygdala) ที่คอยกระตุ้นว่าเราจะสู้หรือจะหนี (fight or flight) เวลาเจอสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตราย

เมื่ออะมิกดาลาตื่นขึ้น สมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลจะถูกเบียดบัง เพราะพลังงานทั้งหมดจำเป็นต้องถูกส่งไปตามกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เพื่อให้เราสู้หรือหนีได้สำเร็จ

การทำงานของอะมิกดาลานั้นสำคัญอย่างมากเมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว สมัยที่มนุษย์ยังต้องเข้าป่าล่าสัตว์และมีชีวิตอยู่กับความเป็นความตายทุกนาที

มาสมัยนี้ พวกเราส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชุมชนและเมืองใหญ่ โอกาสที่จะเจอความเสี่ยงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตนั้นมีน้อยมาก

แต่อะมิกดาลาก็ยังทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมเหมือนเมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว เจออะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อย อะมิกดาลาก็จะตื่นทันที

เมื่อเรากลัว เราจึงโยนเหตุและผลทิ้งลงแม่น้ำ ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่เรากลัวเกินกว่าเหตุทั้งนั้น

– ยกมือถามคำถาม
– เข้าไปคุยกับหัวหน้า
– ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้
– พูดคุยกับสาวสวย/หนุ่มหล่อ
– ทำงานที่ไม่ถนัด
– พูดต่อหน้าคนเยอะๆ

เรื่องเหล่านี้ ต่อให้ผิดพลาดแค่ไหนก็ไม่มีอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่เราก็ยังวิตกและหลีกเลี่ยงมันตลอดมา

พอเราหนี ก็เลยไม่ได้ทำ ก็เลยไม่มั่นใจ ก็เลยยังกลัว ก็เลยยังต้องหนีต่อไป

ถ้าเราไม่เผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย แล้วเราจะเติบโตได้อย่างไร

พอกลัวไปหมด ทางเลือกในการใช้ชีวิตก็เหลือน้อย บางทีน้อยเสียจนไม่อาจเรียกได้ว่าใช้ชีวิต

พึงระลึกว่า 99% ของสิ่งที่เรากลัว เรากำลังกลัวเกินกว่าเหตุ อันเกิดมาจากกลไกของสมองที่ตามไม่ทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

เลิกกลัวสิ่งที่ไม่ควรกลัว กล้าในสิ่งที่ควรกล้า แล้วชีวิตจะมีชีวามากขึ้นครับ