Book Insights – Everything is F*cked – A Book about Hope by Mark Manson

20191222

สมมติว่าพนักงานสตาร์บัคส์ไม่ได้เขียนชื่อเราบนแก้วกาแฟ แต่เขียนไว้ว่าอย่างนี้

“วันหนึ่งคุณและทุกคนที่คุณรักก็จะตาย และนอกเหนือจากคนจำนวนเพียงน้อยนิดในเวลาอันแสนสั้น สิ่งที่คุณพูดหรือทำแทบจะไม่มีความหมายใดๆ นี่คือความจริงที่ยากจะยอมรับ (Uncomfortable Truth) และทุกสิ่งที่คุณคิดหรือทำก็เป็นเพียงการหลีกเลี่ยงความจริงข้อนี้

เราเป็นแค่เพียงละอองฝุ่นในจักรวาลที่สาละวนกันอยู่บนจุดน้ำเงินจุดเล็กๆ นี้ เราจินตนาการไปเองว่าเรานั้นมีความสำคัญ เราคิดไปเองว่าเรามีความหมาย จริงๆ แล้วเราเป็นได้แค่ nothing

ดื่มกาแฟ %!$ ให้อร่อยนะ (Enjoy your fucking coffee)”

—–

สิ่งที่ตรงข้ามกับความสุขไม่ใช่ความทุกข์หรือความโกรธ เพราะถ้าเราโกรธแสดงว่าเรายังมีหวังอยู่ สิ่งที่ตรงข้ามกับความสุขคือความสิ้นหวัง (hopelessness) และนี่เป็นบ่อเกิดของการป่วยทางจิตแทบทุกโรค

—–

เราอยู่ในช่วงเวลาที่มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่เรากลับรู้สึกสิ้นหวังกว่าที่เคย ยิ่งอะไรๆ ดีขึ้นเท่าไหร่เรายิ่งรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้นเท่านั้น นี่คือปริศนาแห่งความเจริญ (paradox of progress) ยิ่งประเทศไหนมั่งคั่งมากเท่าไหร่ โอกาสที่คนในประเทศนั้นจะฆ่าตัวตายยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

—–

The Classic Assumption สมมติฐานคลาสสิคของเราก็คือ ถ้าคนๆ หนึ่งไม่มีวินัยหรือเป็นคนใช้ไม่ได้ นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์หรือจิตใจไม่เข้มแข็งพอ

แต่ความเป็นจริงก็คือเราต้องใช้มากกว่า willpower ในการควบคุมตัวเอง จริงๆ แล้วอารมณ์เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจและในการกระทำเพียงแต่เรามักไม่รู้ตัว

—–

เรามีสมองอยู่สองส่วนคือ Thinking Brain และ Feeling Brain เรามักจะคิดว่า Thinking Brain ของเราเป็นใหญ่ เป็นคนขับรถชีวิตคันนี้ แต่จริงๆ แล้วคนขับรถคือ Feeling Brain ต่างหาก เพราะทุกการกระทำของเราถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึก ไม่ใช่ด้วยเหตุผล

หลายครั้งที่รู้ทั้งรู้ว่านี่คือสิ่งที่เราควรทำ แต่เราก็ไม่ทำ เพราะ I don’t feel like it. (Feeling Brain เป็นตัวนำ)

Feeling Brain นั้นแข็งแรงกว่า Thinking Brain หลายสิบเท่า บางครั้ง Thinking Brain เลยมักจะเออออห่อหมกตาม Feeling Brain เช่นเรากำลังลดน้ำหนักแต่เกิดอยากกินไอติมขึ้นมา Feeling Brain ตัดสินใจแล้วว่ากูจะกินไอติมแท่งนี้ Thinking Brain สู้ไม่ไหวเลยพยายามเข้าข้างตัวเองว่า “เออ วันนี้ฉันทำงานหนักมาทั้งวันแล้วนะ ดังนั้นต้องให้รางวัลตัวเองหน่อย”

Feeling Brain ไม่ชอบให้ใครมาบอกว่าต้องทำอะไร และยิ่ง Thinking Brain จะใช้เหตุผลกับ Feeling Brain ยิ่งเป็นไปไม่ได้ การโน้มน้าวด้วยข้อมูลนั้นไม่ได้ช่วยอะไร

วิธีที่จะโน้มน้าว Feeling Brain ได้คือการโน้มน้าวด้วยอารมณ์ ถ้าอยากออกกำลังกาย ก็ต้องทำให้มันนึกถึงหุ่นดีๆ ที่จะได้มา หรือความรู้สึกเซ็กซี่ตอนใส่ชุดว่ายน้ำลงทะเล รวมถึงความชื่นชมจากคนรอบข้าง

Thinking Brain จะคิดแนวราบ ว่าอะไรเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ส่วน Feeling Brain จะคิดแนวดิ่งว่าอะไรดีกว่ากัน

—–

วิธีเดียวที่จะเปลี่ยนคุณค่าที่เรายึดถือ (values) ได้คือต้องเจอประสบการณ์ที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เรายึดมั่น และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องเปลี่ยนความเชื่อ เราก็ต้องพานพบกับความเจ็บปวดเสมอ ไม่มีการเติบโตใดที่ไม่เจ็บปวด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่ไม่ลำบาก

เหตุผลที่โลกนี้ต้องมีศาสนาเพราะสมัยก่อนตอนที่เทคโนโลยีไม่ก้าวหน้า การพัฒนาไม่มี ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้นถ้าคุณเกิดมาจน คุณก็ไม่มีความหวังว่าชีวิตคุณจะดีขึ้น ถ้าคุณเกิดมาเป็นทาส คุณก็จะเป็นทาสไปตลอดชีวิต ศาสนามอบความหวังด้วยการสัญญาว่า ถ้าคุณเชื่อในพระเจ้า ชีวิตหลังความตายของคุณจะดีกว่าชีวิตนี้

นิทเช่บอกว่าคนเราจะยิ่งใหญ่ได้ ต้องมองไปไกลกว่าความหวัง ไกลกว่าดีหรือชั่ว แต่จง amor fati ซึ่งแปลว่า love one’s fate เจออะไรมาก็จงรับมันไว้ด้วยความปรีดา

—-

Child -> Pleasures
“เด็กเล็ก” จะวิ่งเข้าหาความสุขโดยไม่สนใจอย่างอื่น ไม่สนใจสายตาใคร

Adolescents -> Principles -> Pleasures
“เด็กวัยรุ่น” จะเริ่มคิดถึงหลักการที่จะนำไปสู่ความสุข เช่นถ้าใส่แว่นนี้จะดูเท่รึเปล่า ถ้าฟังเพลงนี้จะอินเทรนด์รึเปล่า

ทั้งเด็กเล็กและเด็กวัยรุ่นก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี เพียงแต่วัยรุ่นมีความเนียนกว่าหน่อย แต่สุดท้ายก็ยังมุ่งหาความสุขหรือ pleasures ไม่ต่างกัน

Adult -> Principles
“ผู้ใหญ่ (ที่แท้จริง)” จะยึดมั่นในหลักการ โดยไม่สนใจว่ามันจะนำไปสู่ความสุขหรือไม่

Emmanuel Kant บอกว่าสิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากทุกสิ่งในจักรวาลนี้ก็คือ “Consciousness” หรือความรู้สึกตัว เราเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงอย่างเดียวที่คิดอย่างมีเหตุมีผลและใช้ชีวิตอย่างมีสติได้

—–

Hope หรือความหวังนั้นมันมีจุดอ่อนตรงที่มันยังเป็นการ “แลกเปลี่ยน” (transactional) อยู่ เช่นไม่กินสิ่งนี้ แล้วคุณจะได้ไปสวรรค์ อย่าฆ่าคนๆ นี้ ไม่อย่างนั้นคุณจะตกนรก ทำงานหนักและอดออม คุณจะได้มีความสุข

แต่ถ้าอยากจะก้าวข้าม Hope ไป เราต้องใช้ชีวิตแบบไม่มีข้อแม้ (act unconditionally) รักโดยไม่หวังให้เขารักตอบ เคารพเขาโดยไม่หวังให้เขาต้องเคารพเรา เป็นคนซื่อสัตย์แม้จะไม่มีใครชื่นชม หากเรายังแอบหวังผลตอบแทน นั่นก็แปลว่าเรายังไม่ได้รักเขาจริงๆ ไม่ได้เคารพเขาจริงๆ ไม่ได้มีความซื่อสัตย์อย่างแท้จริง

Humanity (มนุษยธรรม) คือเป้าหมายในตัวมันเอง ไม่ใช่ช่องทางที่นำพาเราไปสู่เป้าหมาย (use humanity as an end in and of itself, not as a means to an end)

วิธีเดียวที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้คือการทำตัวเองให้ดีขึ้น

—–

จากงานวิจัยหลายสิบปี ไม่ว่ากลุ่มตัวอย่างจะรวยจนแค่ไหนหรือเคยผ่านประสบการณ์ดีหรือร้ายอะไรมา ความสุขเฉลี่ยของคนเราจะอยู่ที่ประมาณ 7 เต็ม 10 เสมอ แล้วเราก็จะมีภาพในจินตนาการว่า “10” มีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งคะแนนสิบเต็มในจินตนาการนี่แหละที่มันนำพาให้เราต้องดิ้นรนอยู่ไม่สุขอยู่ร่ำไป

เรารู้จักสูตร E = mc^2 โดย c คือความเร็วแสงซึ่งไอน์สไตน์บอกว่ามันเป็น universal constant ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เปลี่ยนได้คือ space-time

เราคิดว่า “ตัวเรา” คือ “ค่าคงที่สากล” (universal constant) เช่นกัน เราวันนี้ก็คือเราคนเดิมในเมื่อวานและจะเป็นเราคนเดิมในวันพรุ่งนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือประสบการณ์และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา

แต่ในความเป็นจริงก็คือ “ตัวเรา” ไม่ใช่ universal constant สิ่งเดียวที่เป็น universal constant คือ pain หรือ ทุกข์ แล้วเราเองต่างหากที่ปรับตัวไปเรื่อยๆ เพื่อให้รับมือกับทุกข์ระดับต่างๆ ได้ (ความสุขของเราจึงอยู่ที่ประมาณ 7/10 เสมอ)

เนื่องจาก pain เป็นค่าคงที่สากล เราจึงไม่มีทางหลุดพ้นจากมันได้ การทำอะไรก็แล้วแต่เพื่อจะหลีกหนีความทุกข์จึงไร้ประโยชน์และมีแต่จะทำให้ปัญหาแย่ลง

The pursuit of happiness หรือการตามหาความสุขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของอเมริกานั้นจะพาเราไปผิดทาง การมีชีวิตที่ดีไม่ใช่การหลบหลีกความทุกข์ ชีวิตที่ดีคือการยอมทนทุกข์ด้วยเหตุผลที่เราเลือกแล้ว (Living well doesn’t mean avoding suffering; it means suffering for the right reasons)

เทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้เราเชื่อว่าคนเราควรจะทุกข์น้อยลงแต่จริงๆ แล้วความทุกข์ไม่เคยหายไปไหน มันแค่เป็นความทุกข์ที่พัฒนาแล้วเท่านั้นเอง (improvement of pain is not an elimination of pain) มันแค่แปรรูปจากความทุกข์ทางร่างกายมาเป็นความทุกข์ทางจิตใจเท่านั้นเอง

เราต้องไม่สับสนระหว่าง Freedom กับ Variety สมมติว่าไมค์มีช้อยส์ขนมปังให้เลือก 20 ช้อยส์ แต่เจนมีให้เลือกแค่ 2 ช้อยส์ ไมค์ไม่ได้มีอิสรภาพ (freedom) มากกว่าเจน เขาแค่มีความหลากหลายมากกว่าเจนเท่านั้น

อิสรภาพจะเกิดขึ้นได้โดยแท้จริงผ่านการ self-elimination เท่านั้น เลือกว่าจะตัดอะไรออกไปในชีวิต

ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่บอกว่าจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นนั้น แท้จริงเป็นเพียง “Modern diversions” หรือการเบี่ยงเบนความสนใจ มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นตอแต่อย่างใด

—–

เมื่อถึงวันที่ AI สามารถเขียน AI ได้ดีกว่าที่เราเขียน วิถีชีวิตของเราอาจไม่ต่างกับยุคหลายพันปีก่อนที่มนุษย์บูชาและปฏิบัติตามพลังที่เราไม่อาจหยั่งถึงและไม่อาจต่อกรด้วยได้

สุดท้ายแล้ว AI อาจจะเป็น The Final Religion ที่นิทเช่เคยพูดถึง และเราไม่ควรตัดสิน AI ไปล่วงหน้า เพราะสิ่งแย่ๆ ที่เราคิดว่า AI จะทำนั้นล้วนแล้วแต่ขับมาจากความคิดความเชื่อของมนุษย์ที่ยังกิเลสหนาปัญญาด้อย ซึ่ง AI คงไม่ทำอะไรโง่ๆ อย่างนั้น

คำแนะนำก็คือ อย่าหวัง – Don’t hope

แล้วก็อย่าสิ้นหวังด้วย – Don’t despair either

อย่าคิดว่าเรารู้อะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว เพราะไอ้ความเชื่อที่เราว่าเรารู้แล้วนี่แหละที่ทำให้เรามีปัญหาอยู่ทุกวันนี้

อย่าหวังว่าอะไรจะดีขึ้น แค่เป็นคนที่ดีขึ้นก็พอ Don’t hope for better. Be better.


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ  Everything is F*cked – A Book about Hope by Mark Manson

(Book Insights ไม่ใช่ Book Summary และไม่ใช่ Book Review ดังนั้นจึงจะไม่พยายามพูดถึงหนังสือทั้งเล่ม และจะไม่วิจารณ์ด้วยว่าดีไม่ดี หรือผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร สิ่งที่ Book Insights จะทำคือการดึงเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ขึ้นมาพูดเป็นข้อๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาแบบลัดสั้นที่สุดครับ)

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ fb.com/anontawongblog/posts/1529356450556797

ตัด T ออกจาก SMART Goals ดูมั้ย

20191219

ใกล้ขึ้นปีใหม่ หลายคนน่าจะกำลังคิดถึงการตั้งเป้าหมายสำหรับปี 2563

และหนึ่งในวิธีตั้งเป้าหมายที่เราได้ยินกันมานาน ก็คือการตั้งเป้าแบบ SMART Goals

Specific, Measurable, Achievable, Relevant, Time-bound

เจาะจง วัดผลได้ ทำได้จริง สอดคล้องกับตัวตน มีเดดไลน์

แต่ผมกลับค้นพบว่า กับเป้าหมายส่วนตัว บางทีการตัดเรื่องเวลาออกไปก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

เพราะผมสังเกตว่า เมื่อเราเซ็ตเดดไลน์ เรามักจะเคร่งเครียดหรือเร่งร้อนเกินไปจนทำบางสิ่งที่ขัดกับวิถีทางที่เราเชื่อ หรือเบียดเบียนพื้นที่ส่วนอื่นของชีวิตมากเกินควร

เช่นถ้าผมตั้งเป้าว่าจะต้องมีคนตามเพจ 100,000 คนภายในสิ้นปีหน้า ผมก็คงต้องเขียนแต่บทความที่ไวรัลแล้วใช้เงินบู๊สต์โพสต์เยอะๆ ซึ่งก็จะทำให้เสียโอกาสเขียนบทความที่มีคุณภาพดีแต่อาจไม่แมส และเสียเงินให้กับ FB ให้ได้มาซึ่งยอด followers แถมยังเป็น followers ที่มี engagement ต่ำอีกด้วย

หรือถ้าผมตั้งเป้าว่าจะต้องวิ่ง Sub-4* มาราธอน ให้ได้ภายใน 3 เดือน ผมก็อาจจะซ้อมหนักเสียจนไม่มีเวลาให้ครอบครัวหรือพักผ่อนไม่เพียงพอจนบาดเจ็บยาว

แต่ถ้าผมตั้งเป้าว่าจะมีคนตามเพจ 100,000 คน โดยไม่มีเดดไลน์ ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น หน้าที่ของผมก็คือเขียนบทความดีๆ ไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่หยุดเขียนและถ้าเฟซบุ๊คไม่เจ๊งไปเสียก่อน วันหนึ่งก็ต้องไปถึงแสนจนได้

เช่นเดียวกัน ถ้าผมตั้งเป้าว่าจะวิ่ง Sub-4 marathon ให้ได้แต่ไม่คาดคั้นว่าต้องทำสำเร็จเมื่อไหร่ ผมก็จะซ้อมไปเรื่อยๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ร่างกายพร้อมเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ผมก็อาจจะจบ sub-4 โดยที่ไม่กระทบความสัมพันธ์หรือสร้างภาระให้ร่างกายมากจนเกินเหตุ

บางคนอาจถามว่าถ้าไม่มี time-bound มันจะไม่เหยาะแหยะเหรอ

อันนี้ผมว่าแล้วแต่ บางคนสนุกกับการมีเวลามากดดัน แต่บางคนก็อาศัยความสม่ำเสมอและความเคยชินจนกลายเป็นอุปนิสัยที่ทำได้โดยไม่ต้องพยายาม

แล้วถ้าไม่มี time-bound จนเราไปช้ากว่าที่ควรเป็น เกิดเหตุระหว่างทางจนไปไม่ถึงจะทำยังไง

ผมก็จะบอกว่าถึงไปไม่ถึงก็ไม่เห็นเป็นไรสักหน่อย 100,000 followers หรือ Sub-4 มันก็เป็นเพียงตัวเลขกลมๆ ที่อุปโลกน์กันขึ้นมา ไม่ได้มีคุณค่าหรือความหมายใดๆ ในตัวมันเอง

สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องคิดให้ดีว่ากำลังเล่นเกมสั้นหรือเกมยาว มันเป็น finite game หรือ infinite game

เราเปิดบล็อกหรือเปิดเพจไม่ใช่เพื่อจะเอายอด followers ไว้อวดใคร เราเขียนเพราะเห็นว่ามันอาจสร้างประโยชน์และอาจสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้เราในอนาคต

เราไม่ได้วิ่ง Sub-4 เพื่อจะได้ถ่ายรูปอวดเพื่อนลงเฟซบุ๊คในวันที่วิ่งจบ เราวิ่ง Sub-4 เพื่อจะสร้างอุปนิสัยการดูแลตัวเองและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอซึ่งจะนำไปสู่สุขภาพที่ดีในวัยที่ล่วงเลย

ถ้าลอง SMART goals แล้วไม่เวิร์ค หรือเวิร์คแต่รู้สึกว่ามันคร่ำเคร่งเกินไป ก็ลองตัด T ออกให้เหลือเพียง SMAR goals ดูนะครับ

—–
*Sub-4 = วิ่งจบภายใน 4 ชั่วโมง

ป.ล. แนะนำเฉพาะกับเป้าหมายส่วนตัวนะครับ เป้าหมายบริษัทควรจะมี T กำกับเสมอ ยกเว้นเป้าหมาย infinity เช่น vision ขององค์กร

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ fb.com/anontawongblog/posts/1529356450556797

นิทานเรื่องบนเตียง

20191219c.png

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายหญิงคู่หนึ่งนอนอยู่บนเตียงขณะที่โทรศัพท์ของฝ่ายหญิงดังขึ้น

เธอรับสาย คุยอยู่ครู่เดียวก็วางหู

“ใครโทรมาเหรอ?”

“สามีฉันเอง”

“…แล้วเค้าว่าไงบ้าง?”

“เค้าบอกว่าจะกลับดึกหน่อยเพราะกำลังออกไปกินเบียร์กับคุณ”

ถ้าจะทะเลาะกันให้นั่งลง

20191219d

เพราะผมเชื่อว่านั่งทะเลาะจะไม่รุนแรงเท่ายืนทะเลาะ

ลองคิดภาพละครที่เราติดตา เวลาทะเลาะกันมันจะต้องเกิดขึ้นตอนยืนทุกครั้ง

หรือถ้านั่งอยู่ที่โต๊ะ เวลาที่อารมณ์รุนแรงขึ้นก็มักจะตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนเช่นกัน

ตั้งแต่โบร่ำโบราณ พอมีเรื่องขัดแย้งจนต้องสู้รบกันก็ต้องยืนประจันหน้า จะให้นั่งประจันหน้ามันสู้กันไม่ได้ ทำได้แค่เล่นนางเงือกน้อย

ดังนั้น เวลามีปากมีเสียงกับแฟนหรือกับคนในครอบครัว ถ้าอารมณ์เริ่มร้อน ให้รีบหาที่นั่งเลย

ยืนทะเลาะกันจะเกรี้ยวกราด นั่งทะเลาะกันจะเย็นลง

แล้วถ้านอนทะเลาะก็อาจจะดีกันได้ในเร็ววันครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://anontawong.com/2019/12/18/eitr/

Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน

ช้างกูอยู่ไหน_๒๐๐๑๐๓_0017

วันนี้มาขายของครับ 

หนังสือเล่มที่สองของผมจะตีพิมพ์เสร็จวันนี้และน่าจะกระจายสู่แผงหนังสือทั่วประเทศภายในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า

ผมเองยังไม่ได้เห็นตัวหนังสือเล่มจริง ก็เลยตื่นเต้นมาก ลุ้นว่ามันจะออกมาเหมือนที่เราจินตนาการไว้รึเปล่า อารมณ์ไม่ต่างอะไรกับว่าที่คุณพ่อที่กระวนกระวายอยู่หน้าห้องผ่าตัดเพื่อรอเจอเจ้าตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน

เห็นคำว่า “ช้างกูอยู่ไหน” อาจจะพลันทำให้เรานึกถึงคุณจา พนม ที่ออกตามหาช้างในภาพยนตร์ “ต้มยำกุ้ง” ของพี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว

หนังสือเล่มนี้ไม่มีจา พนมและไม่มีฉากบู๊ใดๆ ทั้งสิ้น แต่ผมเลือกชื่อนี้เพราะคนไทยคุ้นหู และมันบ่งบอกถึงแก่นแกนของหนังสือเล่มนี้ได้เป็นอย่างดี

เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นภาพว่า “ช้างกูอยู่ไหน” เกี่ยวกับอะไร ผมขอยกคำนำของหนังสือมาไว้ตรงนี้นะครับ

—–

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม เคยเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง

ว่ากันว่ามีช่างไม้ที่แกะสลักไม้เป็นรูปช้างได้เหมือนจริงมาก

ชายหนุ่มคนหนึ่งจึงดั้นด้นไปหาช่างไม้คนนั้นที่รังสรรค์งานอยู่ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อได้เจอช่างไม้ ชายหนุ่มจึงถามถึงเคล็ดลับในการแกะสลักช้าง

ช่างไม้ตอบว่า

“ก่อนอื่นเราต้องมีไม้ที่ดีก่อน เมื่อได้ไม้ที่ดีแล้ว เราก็แกะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไป”

ก็เท่านั้นเอง

ไม้ที่ดีจะมาพร้อมกับความเป็นไปได้และข้อจำกัดของมัน เช่น ถ้าไม้ขนาดเท่าท่อนแขน เราก็ไม่สามารถแกะช้างให้ใหญ่กว่าท่อนแขนได้อยู่แล้ว

เมื่อได้ไม้ที่ดีแล้ว เราก็ต้องหาช้างของเราให้เจอด้วยการกะเทาะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไป

—–

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาเพื่อคนวัยสามสิบต้นๆ ถึงสี่สิบกลางๆ

วัยที่กำลังสร้างครอบครัว มีการงานที่มั่นคง หลายคนเป็นหัวหน้าหรือผู้บริหาร มีลูกน้องต้องดูแล หลายคนมีเงินเก็บหลายแสนหรือแม้กระทั่งหลายล้านบาท อะไรๆ กำลังไปได้สวย

แต่ถึงกระนั้นกลับรู้สึกไม่ค่อยมีความสุข

อาจเพราะมีเงิน แต่ไม่มีเวลาใช้เงิน มีงานที่ดี แต่งานก็ดึงพลังชีวิตไปมากมายเสียจนกระทบความสัมพันธ์และสุขภาพ

ถ้าวัยยี่สิบกว่าๆ คือวัยแห่งการเพิ่มพูนและเติมเต็ม ผมคิดว่าวัยสามสิบกว่าๆ คือวัยแห่งการเรียนรู้ที่จะลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจากชีวิต

เพราะถ้าเราพยายามจะทำทุกอย่าง จะเอาทุกอย่าง สุดท้ายเราอาจไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง

เราวกวนว้าวุ่นโดยไม่มีเวลาหยุดพัก รู้ตัวอีกทีก็พบว่า “ช้าง” ของเราหายไปไหนก็ไม่รู้

แต่ถ้าเราหยุดวิ่งและหันมาสำรวจตัวเองว่าอะไรบ้างที่มีความสำคัญกับเราอย่างแท้จริง

เราอาจจะพบว่า “ช้าง” นั้นอยู่ใกล้ตัวเรานิดเดียว

ขอให้คุณผู้อ่านสนุกกับการแกะสลัก “ช้าง” ของตัวเองนะครับ

—–

หนังสือเล่มนี้จะอ่านยากกว่า “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” แต่ก็จะพาคุณผู้อ่านสำรวจตัวเองไปได้ลึกกว่าเดิมเช่นกัน

โดยหนังสือจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 ภาค

Work – งาน
Relationships – ความสัมพันธ์
Society – สังคม
Self – ตนเอง

โดยความมุ่งหวังของผมคือเมื่อคุณผู้อ่านได้อ่านจบแล้ว จะเห็น “ช้าง” ของตัวเองได้ชัดขึ้น ดิ้นรนน้อยลง และมีความสุขความพึงพอใจกับวิถีทางของต้นมากขึ้นครับ

ขอบคุณพี่ปิ๊กแห่งเพจ Trick of the Trade และเจ้าของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยที่ให้ความไว้วางใจตีพิมพ์หนังสือของผมอีกครั้ง

ขอบคุณน้องพีทและน้องพลอยเซ่แห่ง C’est Design ที่ออกแบบหนังสือเล่มนี้ด้วยความทุ่มเทและใส่ใจในทุกรายละเอียด

ขอบคุณอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สำหรับบทกวีเปิดเล่ม

ขอบคุณโค้ชจิมมี่ พจนารถ ซีบังเกิด และพี่แท็บ รวิศ หาญอุตสาหะ สำหรับคำนิยม

ขอบคุณป๋าเต็ดที่จุดประกายไอเดียอันเป็นแก่นของหนังสือเล่มนี้

ขอบคุณคุณจา พนม และพี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว ที่สร้างหนังต้มยำกุ้ง

ขอบคุณภรรยา ลูกๆ แม่ พ่อ น้องชาย น้องสะใภ้ และคนใกล้ชิดที่สนับสนุนให้หนังสือเสร็จสมบูรณ์

และแน่นอน ขอบคุณคุณผู้อ่านที่ติดตามกันมาโดยตลอด

ขอฝาก Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกท่านด้วยนะครับ

—–

เป็นเจ้าของหนังสือ ช้างกูอยู่ไหน พร้อมลายเซ็น​ผู้เขียนได้ก่อนใครด้วยการสั่ง pre-order 100 เล่มแรก ผ่าน link นี้ครับ

http://www.whatisitpress.com/…/product/575145/product-575145