สิ่งที่อยากบอกหลังเขียนบล็อกครบ 3,000 ตอน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2566 ผมเขียนบทความลง Anontawong’s Musings ครบ 3,000 บทความ หลังจากเริ่มเขียนบล็อกแบบจริงจังมาเกือบ 9 ปี

เลยอยากจะบันทึกความรู้สึกไว้ตรงนี้ เช่นเดียวกับตอนที่เขียนครบ 1,000 บทความ (7 ตุลาคม 2017) และ 2,000 บทความ (18 สิงหาคม 2020) ครับ

.

1.นี่คือการเล่นเกมยาว

แต่ก่อน ผมจะเขียนบทความลงบล็อกที่เป็นเว็บไซต์คือ anontawong.com แล้วค่อยแชร์ลิงค์จากบล็อกมาลงในเฟซบุ๊คเพจ Anontawong’s Musings ซึ่งหมายความว่าผู้ติดตามเพจต้องคลิกไปที่ลิงค์เพื่อเข้าไปอ่านในบล็อก ไม่ได้อ่านจากโพสต์ในเฟซบุ๊ค

เหตุผลที่ผมทำอย่างนั้นเพราะว่าอยากจะสร้างทราฟฟิคไปที่บล็อกของตัวเอง ซึ่งวิธีการแบบนี้จะทำให้ Facebook page followers ไม่โตเท่ากับการเขียนบทความลงในเพจตรงๆ

แต่พอคิดได้ว่านี่คือการเล่นเกมยาว ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งสร้างทราฟฟิคไปที่บล็อก สิ่งที่สำคัญกว่าคือให้คนอ่านเข้าถึงบทความของเราได้โดยง่าย ผมจึงเขียนบทความลงทั้งในบล็อกและในเพจ ซึ่งทำให้เพจโตเร็วขึ้น ผมสร้างเพจนี้มา 9 ปี มีคนติดตาม 8 หมื่นคน กว่าจะได้ 4 หมื่นคนแรกต้องใช้เวลา 7 ปี แต่ 4 หมื่นคนหลังใช้เวลาแค่ 2 ปี

ผมตั้งใจจะเขียนบล็อกไปอีก 20-30 ปี จึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อน และไม่ควรกลัวที่จะทดลอง เพราะถ้าลองสัก 6 เดือนหรือ 1 ปีแล้วไม่เวิร์คก็แค่เปลี่ยนไปลองวิธีอื่นเท่านั้นเอง

.

2.นิทานที่หายไป

สิ่งหนึ่งที่หายไปในปีที่ผ่านมา คือนิทานวันศุกร์ เพราะผมเริ่มรู้สึกว่านิทานที่ดีและเหมาะกับบล็อกนี้หายากขึ้นทุกที ใช้เวลาเฟ้นหานิทานนานกว่าการเขียนบทความเองเสียอีก พักหลังก็เลยหยุดนิทานวันศุกร์ไป แต่สัญญาว่าถ้าเจอนิทานดีๆ อีกจะนำมาลงในบล็อกนี้อย่างแน่นอน

.

3.ไม่ต้องออกบทความทุกวันก็ได้

เมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว ผมขอเข้าพบอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่ง เรานั่งคุยกันหลายชั่วโมงจนถึงสี่ทุ่ม ตอนที่ผมลาอาจารย์กลับบ้าน อาจารย์ให้คำแนะนำว่า ผมไม่จำเป็นต้องปล่อยบทความใหม่ทุกวันก็ได้ รอให้ได้บทความที่เรามั่นใจว่าทีเด็ดก่อนแล้วค่อยปล่อย

ผมยังจำคำแนะนำนั้นได้จนถึงตอนนี้ แต่ระหว่างทางผมก็ยังเขียนบทความเกือบทุกวันอยู่ดี

หนึ่ง เพราะรู้สึกว่าถ้าหยุดปล่อยบทความ ก็อาจจะหยุดเขียนและอาจสูญเสียสิ่งที่เคยสั่งสมมา

สอง ผมไม่อาจรู้ได้เลยว่าบทความไหนจะมีคนชอบเยอะหรือน้อย บางบทความเรามั่นใจมาก ตั้งใจมากแต่ก็แป๊ก บางบทความเราไม่ได้ลงแรงเท่าไหร่ ไม่ได้รู้สึกว่าพิเศษอะไรแต่กลับมีคนชอบเยอะ

ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมานี้เองที่ผมเริ่มปล่อยวางความรู้สึกว่าต้องออกบทความทุกวันได้ หนึ่งเพราะรู้สึกว่าการต้องปล่อยบทความทุกวันมันตึงกับชีวิตเกินไปหน่อย สองคือผมรู้สึกว่าการเขียนบล็อกอย่างสม่ำเสมอมาเกือบ 9 ปีควรจะมอบความมั่นใจให้ตัวเองได้แล้วว่าความเป็นบล็อกเกอร์ของเราคงไม่หายไปไหนแม้ว่าจะไม่ได้เขียนในบางวัน และสามคือผมอยากมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ดังนั้นจำนวนบทความจึงลดจากเดือนละประมาณ 30 ตอน เหลือเดือนละประมาณ 15-20 ตอน

.

4.เขียนโดยไม่ต้องฝืน

Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money บอกว่าเวลาที่เราบ่นว่าเรามี writer’s block นั้น จริงๆ เป็นเพราะว่า main idea ของเราไม่ได้เรื่องต่างหาก

ถ้าตัวไอเดียหลักของเราดีพอ การเขียนบทความจะไม่ยาก ดังนั้นเขาจึงไม่เคยกดดันตัวเองให้ต้องสร้างงานออกมา เขาจะรอให้มีไอเดียก่อนแล้วค่อยเขียน และถ้ารู้สึกว่าเขียนไม่ออก ก็จะปิดคอมแล้วไปหาอย่างอื่นทำ

ผมเห็นด้วยว่าเวลาเราเขียนบทความสักบทหนึ่ง เราเขียนเสร็จไปอย่างน้อย 60%-70% ตั้งแต่ในหัวแล้ว ที่เหลืออีก 30%-40% ค่อยมาจัดการตอนอยู่หน้าคอม ถ้ามานั่งหน้าจอคอมแล้วค่อยคิดว่าจะเขียนอะไร คงไม่ได้บทความที่ดีเท่าไหร่นัก

จากนี้ไปผมอาจจะเขียนบทความน้อยลง แต่น่าจะมีความสุขกับการเขียนมากขึ้นเพราะไม่ต้องคาดคั้นกับตัวเอง

.

5.ทางหนีทีไล่ในวันที่เฟซบุ๊คไม่อยู่

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว (ตอนที่ผมเขียนบทความครบ 2,000 ตอน) Facebook ยังยิ่งใหญ่และดูไม่น่าจะมีใครโค่นลงได้ แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาม้ามืดอย่าง TikTok ก็ทำให้อาณาจักรของเฟซบุ๊คต้องสั่นคลอน

แม้ยุคทองของเฟซบุ๊คน่าจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ช่องทางการปล่อยบทความของผมและบล็อกเกอร์อีกหลายๆ คนยังพึ่งเฟซบุ๊คเป็นช่องทางหลัก ถึงวันหนึ่งถ้าเฟซบุ๊คไม่อยู่ เหล่าครีเอเตอร์คงลำบากเหมือนกัน

แพลตฟอร์มหนึ่งที่คิดว่าน่าจะยังไม่จากไปไหนง่ายๆ คือ WordPress ซึ่งเป็นหลังบ้านของเว็บไซต์ประมาณ 800 ล้านเว็บรวมถึงบล็อกของผมด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากจะเพิ่มอีกหนึ่งช่องทางในการติดตามบล็อกนี้ ก็สามารถเข้าไปที่ anontawong.com แล้วกรอกอีเมลได้เลย (ตอนนี้มี 1,896 subscribers) ส่วนใครที่สนใจช่องทางอื่นเช่น Blockdit/Instagram/LINE/Twitter ก็เข้าไปกดติดตามได้ทาง linktr.ee/anontawong ครับ

.

6.หาที่ทางของเราให้เจอ

มีเพื่อนผมคนหนึ่งชื่อแดง เคยมาเข้า Writing Workshop กับผม และเปิดเพจ Daisyinspire ตอนปลายปี 2017 เพื่อเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องดีงามในชีวิตอย่างสม่ำเสมอ

แม้ช่วง 2 ปีแรกยังไม่มีคนติดตามมากนัก แต่แดงก็ไม่หยุดเขียนและผลิตบทความออกมามากกว่า 300 บทความ

จุดเปลี่ยนก็คือตอนที่แดงเริ่มทำคอนเทนท์เกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพตามแนวทางแพทย์แผนไทย และเริ่มทำวีดีโอลง YouTube จนมีผู้ติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบันช่อง “Healthy Daisy สุขภาพดีไปด้วยกัน” ของหมอแดงมีคนติดตาม 227,000 คน มีวีดีโอเกือบ 400 คลิป มียอดวิวรวมแล้วเกิน 10 ล้านวิว

Creator นั้นมีได้หลายแบบ ตอนแรกเราอาจไม่รู้ว่าเราเหมาะกับหัวข้อแบบใดและควรใช้ช่องทางไหน แต่ถ้าเราไม่หยุดทดลองและไม่ล้มเลิกที่จะแบ่งปันสิ่งดีๆ การเดินทางครั้งนี้อาจพาเราไปในที่ที่คาดไม่ถึง

.

7.แรงขับเคลื่อนของกันและกัน

บล็อก Anontawong’s Musings จะเกิดขึ้นและยืนหยัดมาถึง 9 ปีไม่ได้เลยหากไม่มีเพื่อนร่วมทาง

ทั้งคนที่เป็นฮีโร่ของผมอย่างพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ที่ผมติดตามตั้งแต่มติชนวันอาทิตย์หน้า 14 อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุลที่ผมน่าจะได้อ่านหนังสือของเขาครบทุกเล่ม พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมาที่มีความเข้มข้นในคำพูดและตัวอักษรอย่างไม่มีใครเหมือน รวมถึงพี่เอ๋ นิ้วกลม ที่ผมอ่านหนังสือโตเกียวไม่มีขาจบระหว่างนั่งเครื่องบินไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อปี 2011

พี่บอย วิสูตร กับ พี่แท็ป รวิศ ที่เขียนหนังสือมองไกลบนไหล่ยักษ์ และ คิดจะไปดวงจันทร์อย่าหยุดแค่ปากซอย ที่จุดประกายให้ผมเริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจังในวันขึ้นปีใหม่ปี 2015

เอ็ม Khajochi บล็อกเกอร์รุ่นแรกๆ ที่เคยมาเปิดคอร์สสอนทำบล็อกให้ผมและเพื่อนๆ สมัยทำงานอยู่รอยเตอร์ พี่ปิ๊ก Trick of the Trade ที่ให้โอกาสผมได้พิมพ์หนังสือเล่มแรก คุณบิว วิศวกรรีพอร์ต ที่ทำ content เรื่อง Excel ได้สนุกสนานและมีประโยชน์มาก

คุณวิศ วิเคราะห์บอลจริงจัง ที่เขียนหนังสือเหมือนซีดานเตะบอล อาจารย์นภดล Nopadol’s Story ที่เป็นแบบอย่างของความมีวินัยและการแบ่งปัน พี่โจ้ แห่งเพจเขียนไว้ให้เธอที่มีเรื่องเล่ามากมายจากหลากหลายวงการ

มีอีกหลายท่านที่คงไม่อาจกล่าวถึงได้หมด แต่ถ้าคุณเป็นคนสร้างคอนเทนท์ด้วยตัวหนังสือและผมเคยได้อ่านงานของคุณ ขอให้รู้ว่าผมรู้สึกขอบคุณคุณอยู่นะครับ

มีอีกสองกลุ่มที่ลืมไม่ได้ หนึ่งคือภรรยาและลูกๆ ที่เป็นกำลังใจและสารตั้งต้นของหลายบทความที่ผมรักมากที่สุด สองคือคุณผู้อ่านที่ติดตามและช่วยเผยแพร่บทความ แม้ว่าผมจะไม่ค่อยตอบคอมเมนท์แต่ผมอ่านทุกเมนท์ครับ

อย่างที่บอกตอนต้นว่านี่คือเกมยาว ขอบคุณที่ร่วมเดินทางกันมาถึงตอนที่ 3,000 และหวังว่าจะร่วมเดินทางด้วยกันจนถึงตอนที่ 4,000 นะครับ

ปันผลความทรงจำ

เช้านี้ Facebook ขึ้นเตือน On this day เมื่อ 9 ปีที่แล้ว เป็นรูปที่ผมกับภรรยาไปฮันนีมูนด้วยกันที่นิวซีแลนด์ เราสวมชุดลายพรางเพื่อไปดูเพนกวินในถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมัน นึกย้อนกลับไปทีไรก็มีเรื่องให้คุยทุกครั้ง

หนึ่งในคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจจากหนังสือ Die with Zero คือ memory dividends หรือ “ปันผลความทรงจำ”

เวลาเราลงทุนในหุ้น เรามักจะได้เงินปันผลกลับมาทุกปี

ฉันใดฉันนั้น เวลาเราลงทุนในประสบการณ์ เราจะได้ปันผลในรูปแบบของความทรงจำที่หวนกลับไปทีไรก็รู้สึกดี

และเช่นเดียวกับการลงทุนด้านการเงิน ยิ่งเราลงทุนในความทรงจำไว้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว เรายิ่งได้รับปันผลมากขึ้นเพราะเรายังมีชีวิตอยู่อีกยาวนาน

และการสร้างประสบการณ์และความทรงจำก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายเสมอไป แค่อาจต้องออกแรงและทำการบ้านสักหน่อยเท่านั้นเอง

“Yes you need money to survive in retirement, but the main thing you’ll be retiring on will be your memories.”
-Bill Perkins

เรากำลังจะหยุดยาวช่วงสุดสัปดาห์นี้ อาจเป็นโอกาสอันดีที่จะลงทุนในประสบการณ์ เก็บภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ซึ่งจะกลายมาเป็นปันผลความทรงจำให้เราอีกนับครั้งไม่ถ้วนครับ

ช้าแต่ไม่เฉื่อย เร็วแต่ไม่รีบ

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมครุ่นคิดเรื่องนี้เป็นพิเศษ

ว่าเราสามารถเป็นคนที่ทำอะไรรวดเร็วโดยไม่เร่งรีบได้มั้ย

เร็วกับรีบต่างกันยังไง?

ผมคิดว่าเร็วเป็นอากัปกิริยาภายนอก ส่วนรีบมันคือสภาวะภายใน

หากเราสามารถเป็นคนที่เร็วแต่ไม่รีบได้ เราก็จะเป็นคนใจเย็นที่ทำงานเร็วเหมือนที่คุณพศิน อินทรวงค์เคยกล่าวไว้

ในทางกลับกัน เราสามารถเป็นคนที่ช้าแต่ไม่เฉื่อยได้มั้ย?

สำหรับคนหัดวิ่งใหม่ๆ เรามักจะได้ยินคำสอนว่า ให้เราวิ่งช้าๆ ไปก่อน พอเราวิ่งช้าได้มากพอมันจะเร็วขึ้นเอง – go slow to go fast

ในโลกที่หมุนเร็ว ความช้ามีคุณค่าและที่ทางของมันอยู่ มันช่วยให้เราทำอะไรด้วยการมีสติ ไม่หุนหันมีปฏิกิริยา (react) กับสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นภายนอก ไม่ใจร้อนอยากถึงเป้าหมายโดยไว

ส่วนความเฉื่อยนั้นคือสภาวะภายใน เป็นความรู้สึกหนืดๆ ติดๆ ขัดๆ ทำอะไรได้ไม่ค่อยสะดวกทั้งกายและใจ

ถ้าเราเป็นคนที่ช้าแต่ไม่เฉื่อย เราน่าจะทำสิ่งสำคัญสำเร็จได้โดยไม่ต้องทิ้งความรอบคอบ

หากเราสามารถเร็วแต่ไม่รีบและช้าแต่ไม่เฉื่อยได้จนเป็นปกติ ผมเชื่อว่าสุดท้ายช้ากับเร็วจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน และช่วยให้เราลื่นไหลไปกับชีวิตที่แปรเปลี่ยนไปตามบริบทได้เป็นอย่างดีครับ

กาแฟ เงินล้าน และการเก็บออมประสบการณ์

เมื่อสัก 4-5 ปีที่แล้ว มีประเด็นดราม่าที่มีคนออกมาคำนวณให้ดูว่า ถ้าไม่กินกาแฟแก้วละ 120 บาทเป็นเวลา 40 ปี จะเก็บเงินได้เป็นล้าน ซึ่งเรื่องนี้ก็มีกระแสตีกลับว่าทำไมเขาจะมีความสุขกับกาแฟของตัวเองไม่ได้

เผอิญวันนี้ได้ยินเรื่องราวที่คล้ายกันจาก audiobook ชื่อ Die With Zero ของ Bill Perkins ผมคิดว่าน่าสนใจเลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง

หนังสือ Die With Zero ต้องการจะสื่อว่าเราไม่ควรเก็บเงินเพื่อการเกษียณมากจนเกินไป แต่ควรออกแบบการเงินและการใช้ชีวิตของเราเพื่อให้เราได้สะสมประสบการณ์และมีความทรงจำดีๆ ให้คิดถึงในวัยชรา

“The business of life is the acquisition of memories. In the end that’s all there is.”
-Carson of Downton Abbey.

แน่นอนว่าเราก็ต้องวางแผนการเงินให้ดีจะได้ไม่ลำบากตอนแก่ แต่ถ้าเราเอาแต่เก็บเงินและไม่ใช้ช่วงเวลาวัยหนุ่มสาวให้คุ้มค่า พอถึงวัยเกษียณเราอาจมีเพียงเงินแต่ไม่มีแรงแล้วก็ได้

จุดประสงค์ของหนังสือ Die With Zero ก็คือช่วยเราหาทางสายกลางระหว่างการ “เก็บออมเงิน” และ “เก็บออมประสบการณ์” นั่นเอง

ผู้เขียนบอกว่า ไม่ใช่เรื่องผิดถ้าคุณจะซื้อกาแฟแก้วละ 120 บาทกินทุกวัน แต่เขาก็อยากชี้ให้เห็นว่า ถ้าเรางดกินกาแฟราคาแพงเป็นเวลาหนึ่งเดือน (ไม่ต้องรอถึง 40 ปี) เราจะมีเงินเก็บมากพอที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวเมืองไหนก็ได้ในประเทศนี้ (ผู้เขียนยกตัวอย่างอเมริกา แต่ผมลองเช็คตั๋วบินไป-กลับเชียงใหม่หรือภูเก็ตแล้วก็ตกประมาณ 3,000 บาท)

ถ้าเราเป็นคนชอบเที่ยวและชอบเก็บเกี่ยวประสบการณ์ บางทีมันก็อาจจะคุ้มค่าก็ได้ที่เราจะลดค่ากาแฟลงเพื่อจะได้มีเงินไปเที่ยวมากขึ้น

แต่ถ้าเราไม่ใช่คนชอบเที่ยว และรู้จักตัวเองดีว่าการได้กินกาแฟแก้วโปรดทุกวันนั้นสำคัญกับเรากว่าการเดินทางเป็นไหนๆ ก็จงกินกาแฟของเราไป ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

ผมชอบประเด็นนี้ตรงที่มันเตือนให้เราเห็น “ค่าเสียโอกาส” ชัดเจนขึ้น ไม่มีโอกาสไหนสูงค่ากว่าโอกาสไหน เพียงแต่ขอให้เราคำนึงถึงมันให้ครบด้าน จะได้ไม่ใช้ชีวิตแบบ auto pilot จนพลาดประสบการณ์ที่มีคุณค่าสำหรับเราครับ

จะประหยัดได้แค่ไหนถ้ารู้สึกว่าไม่ต้องอวดใครเลย

ประหยัดในที่นี้คือประหยัดทั้งเงิน แรง และเวลา

Morgan Housel บอกว่าการจับจ่ายเพื่ออวดคนอื่นว่าเรามีเงินเยอะแค่ไหน คือวิธีที่เร็วที่สุดที่เราจะมีเงินน้อยลง

“Spending money to show people how much money you have is the fastest way to have less money.”

ที่เรารู้สึกว่าเราต้องอวดคนอื่น เพราะเรากำลังเล่น status game อยู่ มันคือการช่วงชิงที่ทางในระดับชั้นทางสังคมที่เราเล่นกันมาเนิ่นนาน

Status game ยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อเรามีโซเชียลมีเดีย ที่ได้แปลงร่างจากร้านกาแฟที่ให้ผู้คนได้มาพบปะพูดคุย กลายเป็นโรงละครที่ผู้คนผลัดกันขึ้นมาแสดงบทบาทและหวังจะได้รับเสียงปรบมือ

การได้ยอดไลค์ยอดแชร์นั้นทำให้ใจฟูฟ่องก็จริง แต่ในวันที่ยอดไลค์ยอดแชร์ไม่เท่าเดิมใจเราก็อาจแฟ่บลงและอาจทำให้เราเลิกทำสิ่งนั้นไปเลย

การเล่น status game จึงอาจทำให้เราหลงทาง หลอกให้เราทำในสิ่งที่จริงๆ แล้วเราไม่ได้ชอบหรือไม่ได้เชื่อ หรือหลอกให้เราเลิกทำในสิ่งที่มีคุณค่าเพียงเพราะว่าไม่ได้รับเสียงปรบมือเท่าคนอื่น

แต่ถ้าเราเติบโตทางความคิดและอารมณ์มากพอที่จะรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องอวดใคร ไม่จำเป็นต้องแข่ง status กับใคร ชีวิตจะง่ายดายขึ้นมาก

“The most valuable personal finance asset is not needing to impress anyone.”
-Morgan Housel

ลองคิดดูว่าเราจะประหยัดแรงและเวลาได้มากมายเพียงใด ถ้าเราไม่รู้สึกว่าต้องอวดใครเลย