ให้คำพูดของเรานั้นศักดิ์สิทธิ์

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนบอกว่าเขาสามารถทำนายอนาคตได้

เขาพูดว่า “เดี๋ยวผมจะไปอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของห้อง” เมื่อพูดจบเขาก็เดินไปที่ฟากหนึ่งของห้อง เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาทำนายเอาไว้นั้นแม่นยำจริงๆ

ตอนที่อ่านข้อความนี้ครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมก็รู้สึกแปลกๆ ผู้เขียนไม่ได้ทำนายอนาคตได้เสียหน่อย เขาก็แค่พูดในสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แล้วก็ทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเหลวไหลเรื่องนี้ก็ยังกลับมาให้ผมขบคิดอยู่บ่อยๆ

(อะไรที่ผ่านไปนานแล้วแต่เรายังนึกถึงมันอยู่ แสดงว่ามันน่าจะมีประโยชน์อะไรบางอย่าง เพราะโดยปกติแล้วสมองคนเรานั้นโยนทิ้งข้อมูลเก่งกว่านักจัดบ้านแบบ KonMari เสียอีก อะไรที่ไม่จำเป็นหรือไม่ spark joy เราก็จะลืมมันไปอย่างง่ายดาย อังคารที่แล้วกินอะไรเป็นข้าวเที่ยงผมยังจำไม่ได้เลย)

ผมว่าบทเรียนลึกๆ ของการ “ทำนายอนาคตอันแสนสั้น” ก็คือเราสามารถทำในสิ่งที่เราลั่นวาจาเอาไว้ได้

แน่นอนว่าโอกาสในการทำสิ่งที่เราเอ่ยไว้ให้สำเร็จนั้นก็มีสูงต่ำต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่เราพูดออกมานั้นทำได้ยากแค่ไหนและต้องใช้ปัจจัยอะไรบ้าง

ถ้าการทำนายว่า “ผมจะไปอยู่อีกฟากหนึ่งของห้องใน 10 วินาที” นั้นมีโอกาสถูกต้อง 100%

และการทำนายว่า “ผมจะมีเงินเก็บ 100 ล้านภายใน 10 ปี” มีโอกาสถูกต้อง 1%

การทำนายว่า “น้ำหนักผมจะลดลง 1 กิโลภายใน 1 เดือน” นั้นมีโอกาสถูกต้อง 80% เพราะว่ามันอยู่ในวิสัยที่เราจะทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง

เราจึงควรฝึก “ทำนาย” เรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างน้อย 80% แล้วตั้งใจทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ

ปีใหม่นี้หลายคนตั้งปณิธานว่าจะอ่านหนังสือให้มากขึ้น จะออกกำลังกายให้มากขึ้น จะเล่นโซเชียลให้น้อยลง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วเรามีโอกาสทำให้เกิดขึ้นได้เกิน 80% แน่ๆ เพราะมันอยู่ในความควบคุมของเราเกือบทั้งหมด

แต่ถ้าเราตั้งใจเอาไว้ แล้วเรากลับไม่ได้ทำ (ซึ่งต่างจากการทำไม่ได้) การผิดคำพูดนี้จะกลับมาทำร้ายตัวเองตรงที่มันอาจทำให้เราเชื่อถือตัวเองน้อยลง

เมื่อพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ และควรทำได้ แต่เรากลับไม่ทำ คำพูดของเราก็จะศักดิ์สิทธิ์น้อยลงเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งคนก็จะเลิกให้น้ำหนักกับคำพูดของเรา

และคงเป็นเรื่องน่าเศร้า ถ้าไม่มีใครเชื่อใจในคำพูดของเราแม้แต่ตัวเราเอง

ในมุมกลับกัน ถ้าเราพูดในสิ่งที่เราทำได้ และเราก็ทำให้มันเกิดขึ้นจริง เราจะเริ่มเชื่อใจตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

จากเชื่อใจจะกลายเป็นเชื่อมั่น จากเชื่อมั่นจะกลายเป็นศรัทธา

ถ้าเราเชื่อว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จะมีทรัพย์สมบัติอะไรที่มีค่าไปกว่าการมีศรัทธาในตัวเอง

เมื่อมองไปยังคนที่เขาคิดใหญ่ ฝันใหญ่ และลงมือทำให้เกิดขึ้นได้จริง สิ่งที่คนเหล่านี้มีเหมือนกันก็คือศรัทธาที่เต็มเปี่ยมทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่น เพราะเขาได้พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสิ่งที่เขาตั้งเป้าหมายและเอ่ยวาจาเอาไว้นั้นมันเกิดขึ้นจริง

เรายังไม่ต้องฝันใหญ่เบอร์นั้นก็ได้ เพราะจะกดดันตัวเองเกินตัว

เริ่มจากเรื่องง่ายๆ เรื่องที่ถ้าได้ลงมือทำแล้วโอกาสสำเร็จนั้นเกือบ 100% ก่อน

พูดในสิ่งที่เราทำได้ แล้วก็ลงมือทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น ไม่ต่างจากการเดินไปฟากหนึ่งของห้อง จากนั้นค่อยขยับไปทำเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าจะพูดอะไรออกมาว่าจะทำ ก็จงลงมือทำอย่างตั้งใจ จนกว่าสิ่งนั้นจะเห็นผล

หากทำได้บ่อยๆ คำพูดของเราจะมีความศักดิ์สิทธิ์ครับ

7 คำถามสำหรับปี 2024

สวัสดีปีใหม่ 2024 / 2567 ครับ!

ผมเพิ่งได้อ่าน newsletter ฉบับล่าสุดของ Farnam Street ซึ่งเป็นบล็อกที่มีคนติดตามถึง 6 แสนคน

Shane Parrish เจ้าของบล็อกนี้ ได้เขียน Annual Reflections: 7 Powerful Questions to Reflect on 2023 and Make Yourself Unstoppable in 2024 เอาไว้ ซึ่งผมคิดว่ามีประโยชน์และช่วยให้ได้คิดในมุมที่ไม่เคยคิดมาก่อนหลายข้อ เลยขอนำมาแปลไว้ตรงนี้

ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งกายใจตลอดปีมังกรทองครับ


1. ข่าวร้าย คุณโดนไล่ออก!

สูตรสำเร็จง่ายๆ คือทำสิ่งที่ได้ผลให้มากขึ้น และหยุดทำสิ่งที่ไม่ได้ผล

คนที่ประสบความสำเร็จ มักจะวิเคราะห์อย่างเลือดเย็นว่าอะไรที่เวิร์ค และอะไรที่ไม่เวิร์ค

ลองจินตนาการว่าวันนี้เราโดนไล่ออกจากการเป็น CEO ของชีวิต และมีคนที่เก่งสุดยอดเข้ามารับหน้าที่นี้แทน คิดว่าเขาจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม?

เขาจะมองเห็นอะไรเป็นอุปสรรคที่คอยขัดขวางความสำเร็จ?

เขาจะทำอะไรให้มากขึ้น?


2. ตัดทิ้งอย่างเด็ดขาด

จงทำน้อยให้ลง แต่ทำให้ดีขึ้น

คนส่วนใหญ่พยายามทำอะไรมากเกินไป ปัญหาคือเป้าหมายที่มากเกินไปจะแก่งแย่งพลังงานของเรา ทำให้คุณภาพงานลดลง ทำให้เราเครียด แถมสุดท้ายยังไม่มีอะไรเสร็จสักอย่าง

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ความพยายามที่เราทุ่มเทลงไป คือการเลือกให้ดีว่าจะทำอะไรบ้าง

เขียนเป้าหมาย 10 อันดับแรกสำหรับปี 2024 แล้ววงกลม 3-4 ข้อที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา

ทุกข้อที่เราไม่ได้วง ควรเป็นรายการ ‘สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด’ เพราะมันล้วนเบี่ยงเบนความสนใจของเราจากสิ่งที่สำคัญจริงๆ

แรงกายแรงใจที่เราทุ่มลงไปในเป้าหมายอันดับ 9 คือค่าเสียหายที่เราต้องจ่ายให้เป้าหมายอันดับ 1


3. เคล็ดลับที่จะช่วยให้โลกทำงานแทนเรา

กฎข้อที่สามของนิวตันระบุว่า “สำหรับทุกๆ แรงกระทำ จะมีแรงปฏิกิริยาที่เท่ากันและตรงกันข้าม”

กฎของนิวตันเป็นอัลกอริทึมอันทรงพลังที่จะช่วยให้เราได้ในสิ่งที่เราต้องการ ทำให้ความสัมพันธ์ง่ายขึ้น และทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น

เรามักจะตอบสนองต่อการกระทำด้วยปฏิกิริยาที่คล้ายคลึงกัน ถ้าใครที่ไม่ค่อยช่วยเหลือเรา เราก็คงไม่มีความพยายามมากนักที่จะช่วยเหลือเขา ในทางกลับกัน ใครที่ดีกับเรา เราก็มักจะดีกับเขา

เพื่อให้ความจริงข้อนี้ทำงานให้เรา ลองสำรวจพื้นที่ในชีวิตที่เรากำลังรอให้ใครบางคนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เช่นการเอ่ยปากขอโทษ การชวนเขาออกเดต หรือการรอคอยให้ใครบางคนมองเห็นศักยภาพของเรา

หยุดรอคอยให้ชีวิตมอบสิ่งที่เราคิดว่าควรได้รับ และออกไปทำให้มันเกิดขึ้นด้วยตัวเราเองเถอะ

พิจารณาให้ดีว่าเรากำลังรอคอยให้คนอื่นทำอะไรให้อยู่หรือไม่ และเราสามารถริเริ่มอะไรให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้บ้าง


4. ออกแบบชีวิตของเราให้หลีกเลี่ยงจุดอ่อน

ในสมัยที่ลงแข่งรายการ British Open เป็นครั้งแรก จุดอ่อนของ Tiger Woods คือการตีลูกออกจากหลุมทราย (บังเกอร์)

ปัญหาก็คือ British Open แข่งที่สนาม St. Andrews ซึ่งเต็มไปด้วยหลุมทราย

ในรอบซ้อม นักข่าวเห็นว่าไทเกอร์ไม่ค่อยซ้อมตีออกจากหลุมทราย แต่เน้นการไดร์ฟและการตีด้วยเหล็กสั้น

เมื่อถูกนักข่าวถาม ไทเกอร์อธิบายว่ากลยุทธ์ของเขาคือหลีกเลี่ยงหลุมทรายทุกหลุมไปเลย ซึ่งเขาก็ทำได้สำเร็จตลอดการแข่งขัน

บทเรียนก็คือ จงหาจุดอ่อนของเรา และออกแบบชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงมันเท่าที่จะทำได้

Charlie Munger เข้าใจหลักการข้อนี้ ดังที่ Chris Davis เพื่อนของมังเกอร์เคยเล่าว่า บุคลิกตรงไปของมังเกอร์ย่อมไม่ส่งผลดีต่อการบริหารทีม เขาจึงออกแบบการทำงานเพื่อป้องกันไม่ให้นิสัยเหล่านี้ส่งผลเสีย

ทุกคนมีจุดแข็งและจุดอ่อน การระบุจุดอ่อนและลดผลกระทบของมันแสดงถึงการยอมรับตัวเองและการมีความยืดหยุ่น

ลองพิจารณาเรื่องอย่างการลงทุน (ซึ่งการซื้อกองทุนรวมอาจดีกว่า) การบริหารคน การทำอาหาร หรือการจ้างงาน ว่าเรามีจุดอ่อนอะไรบ้าง และลองหาแนวทางปิดจุดอ่อนเหล่านั้นดู


5. หลีกเลี่ยงคน Toxic

คนสำเร็จที่สุดจะคัดสรรคนที่เขาจะยอมให้เข้ามาอยู่ในชีวิต เพราะคนเหล่านี้คือ ‘โดมิโนตัวแรก’ ที่เริ่มปฏิกิริยาลูกโซ่

พฤติกรรมของคนที่เราคบหาจะซึมซับเข้ามาในตัวเราโดยอัตโนมัติ สิ่งที่เราอ่านและคนที่เราติดตามในโลกโซเชียลจะกำหนดความคิดของเราในอนาคต

ลองดูว่าคนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด ทั้งตัวจริงและบนโลกออนไลน์นั้นมีใครบ้าง

ใครที่เพิ่มพลังให้เรา? ใครที่ดูดพลัง? ใครที่ชอบทำให้เรารู้สึกผิด? ใครมักดึงเราเข้าไปอยู่ในเรื่องราวดราม่า? นิสัยของคนแบบไหนที่เราไม่อยากมี?

ในโซเชียลมีเดีย ใครที่ชอบปล่อยพลังงานลบ? ใครที่ชอบแสดงความเห็นไปเสียทุกเรื่อง?

ใครที่สร้างแรงบันดาลใจและมอบไอเดียใหม่ๆ ให้กับเรา? ใครเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เราพึ่งพาได้?


6. ใช้ชีวิตให้เหมือนอยู่ในกองถ่ายสารคดี

ถ้ามีกองถ่ายภาพยนตร์ตามติดเราทั้งวันเพื่อบันทึกความสำเร็จของเรา เราก็คงจะทำแต่สิ่งที่คนสำเร็จเขาทำกันเท่านั้น

การดำเนินตามแนวคิดของคนที่ประสบความสำเร็จ เป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้เราเห็นว่าเรากำลังทำอะไรที่นำไปสู่เป้าหมาย และอะไรที่เป็นอุปสรรค

ถ้ามีกองถ่ายตามติดชีวิตเรา เราคงไม่อยากนอนไถมือถือให้เขาดูหรอก

ลองคิดดูว่าเราอยากให้ทีมงานถ่ายเราทำอะไร และอะไรที่เราไม่อยากให้พวกเขาเห็น


7. โหมดง่าย / โหมดยาก

ในโลกแห่งความจริง ไม่มีคะแนนสำหรับความยากง่าย

หนึ่งในเหตุผลของคนที่เก่งขั้นสุดยอดมักสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าคนอื่น ก็คือพวกเขามักเล่นเกมในโหมดง่าย ขณะที่พวกเราชอบเล่นในโหมดยาก

ตอนขึ้น ม.1 ลูกชายผมกลับมาบ้านพร้อมคะแนนสอบที่ไม่ดี เขายักไหล่แล้วพูดว่า “ผมทำเต็มที่แล้วครับ” แล้วเดินหนีไป

เขาหมายถึงเขาทำเต็มที่ตอนสอบ แต่เขาไม่รู้ตัวว่าเขาเข้าสอบในโหมดยาก เขาไม่ได้ทำสิ่งที่เขาทำได้ก่อนสอบเพื่อเปลี่ยนให้มันเป็นโหมดง่าย เช่น การอ่านหนังสือ การนอนเร็ว การทานอาหารเช้าดีๆ

โหมดง่ายไม่ได้การันตีชัยชนะ แต่ทำให้ชัยชนะเอื้อมถึงได้มากขึ้น

เรากำลังเล่นเกมชีวิตในโหมดง่ายหรือโหมดยาก? เราทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ชีวิตง่ายดายกว่าเดิม?

ลองกลับสู่เรื่องเบสิค อะไรคือหนึ่งสิ่งที่เราทำได้วันนี้เพื่อให้วันพรุ่งนี้ง่ายขึ้น? อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ในปีนี้เพื่อให้เราอยู่ในจุดที่ดีขึ้นในปีหน้า?

ยกตัวอย่างเช่นการลงทุนในชีวิตคู่เพื่อไม่ให้การผิดใจเพียงเล็กน้อยลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โต การนอนหลับให้เพียงพอ การกินอาหารดีๆ การออกกำลังกาย การมีเงินเก็บ และการเตรียมพร้อมสำหรับการเลื่อนขั้นครั้งถัดไป

24 สิ่งที่ไม่ควรทำในปี 2024

1.อย่าให้ความมั่นใจโตไวกว่าความสามารถ เพราะความสำเร็จที่ผ่านมาอาจเกิดจากโชคช่วยด้วยไม่มากก็น้อย

2.อย่าพยักหน้าและแสร้งทำเป็นเข้าใจทั้งที่ยังไม่เข้าใจ

3.อย่าบอกว่าทำไม่ได้ทั้งที่ยังไม่ได้ลอง เพราะเรามักเผลอคิดไปก่อนว่ามันทำไม่ได้

4.อย่าใส่ใจตัวตนของเราในโลกออนไลน์มากกว่าตัวตนของเราในโลกจริง เพราะตัวเราในโลกออนไลน์เป็นเพียง avatar เท่านั้น

5.อย่ารู้สึกผิดกับกองดอง ให้มองหนังสือที่ยังไม่ได้อ่านเป็นเหมือนสายน้ำใสสะอาดที่เราจะตักขึ้นมาดื่มกินเมื่อไหร่ก็ได้

6.อย่าเอามือถือเข้าห้องน้ำหรือห้องนอน แล้วเราจะอ่านหนังสือได้มากขึ้นเดือนละเล่ม

7.อย่าคุยกับคนแปลกหน้า เช่นแก๊งคอลเซ็นเตอร์และนักเลงคีย์บอร์ด ไม่เคยมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นจากการใช้เวลากับคนเหล่านี้

8.อย่าคุยกับ ChatGPT มากกว่าคุยกับคนในครอบครัว

9.อย่าอดเปรี้ยวไว้กินหวานจนเคยตัว – เพราะคนเราจะมีพรุ่งนี้ได้อีกกี่วัน

10.อย่ารีรอที่จะทำอะไรให้อีกคนรู้สึกดี

11.อย่ากลัวการใช้เงินไปกับสิ่งที่สร้างความสุขให้เราได้อย่างแท้จริง เงินหาใหม่ได้เรื่อยๆ แต่ประสบการณ์กับคนบางคนนั้นมีเวลาจำกัดมากกว่าที่เราคิด

12.อย่าทำงานให้คนที่เราไม่ได้เคารพ (ถ้าเลือกได้)

13.อย่าคิดว่าเราไม่มีทางเลือก คนเรามีทางเลือกเสมอถ้าเรายอมรับผลที่ตามมาได้

14.อย่ายึดติดกับความเป็นตัวเองมากเกินไป คนเราเปลี่ยนกันได้ รวมทั้งตัวเราเองด้วย

15.อย่าประมาทเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะเมื่อเลยวัย 35 – นอนให้พอ กินให้พอดี กายให้ได้เหงื่อ วันหนึ่งเราจะเข้าใจอย่างแท้จริงว่าสุขภาพนั้นสำคัญกว่า ‘ความก้าวหน้า’ ที่เราเอาสุขภาพไปแลกมา

16.อย่ามัวมองไปข้างหน้าจนลืมมองคนตรงหน้า

17.อย่าละเลยที่จะใช้เวลากับลูกในช่วงที่เขายังต้องการเรามากที่สุด พอโตเกิน 12 ขวบเขาก็อาจเป็นเด็กอีกคนแล้ว

18.อย่าลืมคิดถึงชีวิตที่เราอยากมีอยู่เนืองๆ จะได้รู้ว่ากำลังมาถูกทางรึเปล่า

19.อย่ามัวแต่มองหาทางลัด เพราะมันมักไม่ได้ลัดจริง ถ้าไปทางตรงตั้งแต่แรกป่านนี้อาจไปได้ไกลแล้ว

20.อย่าคิดว่าคนอื่นจะคิดถึงเรามากเท่าที่เราคิดถึงตัวเอง ข้อนี้สำคัญเป็นพิเศษถ้าเราเสพติดการโพสต์ลงโซเชียล

21.อย่าผิดหวังกับคนเดิมในเรื่องเดิมเกินสามครั้ง ให้เปลี่ยนความคาดหวังหรือไม่ก็เปลี่ยนคน

22.อย่าเป็น ‘คนเก่ง’ จนไม่เหลือใครคอยเตือน

23.อย่าให้การเตรียมพร้อมเป็นที่หลบซ่อนของการลงมือทำ

24.อย่าลืมที่จะมีเวลาอยู่เฉยๆ คนเดียว มีพื้นที่ว่างให้ตัวเองได้คิดและทบทวน นี่อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับปี 2024

ใช้วันนี้ให้เหมือนเราได้รับโอกาสครั้งที่สอง

เมื่อมองย้อนกลับไป อาจมีหลายจังหวะในชีวิตที่เรารู้สึกเสียดายหรือเสียใจ

เสียดายที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียน

เสียดายที่เอาแต่อยู่ในกรอบจนไม่ได้ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่น

เสียดายที่ไม่ได้บอกความในใจกับคนคนนั้น

เสียใจที่พูดจาไม่ดีกับคนที่เรารัก

เสียดายที่ใช้เวลากับพ่อแม่น้อยไปหน่อย

เสียดายที่ทิ้งโอกาสเพราะอยากเก็บเงิน

เสียดายที่ทิ้งโอกาสเพราะกลัวอะไรก็ไม่รู้

เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายวีดีโอลูกตอนเด็กๆ ไว้มากกว่านี้

แต่ไม่ว่าจะเสียดายหรือเสียใจแค่ไหน เราก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

สิ่งเดียวที่เราจะแก้ไขได้คือวันนี้

Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon บอกว่าสำหรับเขา เป้าหมายคือมีเรื่องเสียดายให้น้อยที่สุด

“When I’m eighty, I want to have minimized the number of regrets that I have in my life.”

ให้นึกถึงตัวเองตอนอายุ 80 ปีอาจจะไกลเกินไปสำหรับบางคน แค่ลองคิดถึงวันที่ตัวเองแก่กว่านี้สัก 20 ปีก็น่าจะพอ

ในอีก 20 ปี พ่อแม่อาจจะไม่อยู่กับเราแล้ว ลูกๆ อาจจะโตและออกจากบ้านไปกันหมด ร่างกายและสติปัญญาของเราอาจเปราะบางเกินกว่าจะเดินทางหรือทำอะไรที่เคยฝันไว้ว่าอยากจะทำ

ถ้าตัวเราในอีก 20 ปีข้างหน้าได้นั่งไทม์แมชชีนกลับมาหาตัวเราในวันนี้ เขาจะพูดกับเราว่าอะไร? จะมีอะไรที่เขาอยากเตือนเราว่าอย่าพลาดเหมือนอย่างที่เขาเคยพลาดหรือเปล่า

หากจินตนาการได้ว่าเราอาจเสียใจอะไรในภายหลัง วันนี้ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่จะเปลี่ยนอดีตสำหรับตัวเราในอนาคต

“Live as if you were living already for the second time and as if you had acted the first time as wrongly as you are about to act now!”
-Viktor Frankl

ใช้วันนี้ให้เหมือนเราได้รับโอกาสครั้งที่สองครับ


ขอบคุณภาพจาก Doraemon Wiki

จุดอ่อนของการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน

เมื่อเช้านี้แฟนเรียกผมให้ไปดู “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 6 ขวบในห้องทำงานของแฟน

ใกล้รุ่งนั่งกอดเข่าขดตัวอยู่ใต้โคมไฟที่ตั้งอยู่มุมห้อง ฝั่งหนึ่งถูกปิดด้วยโซฟา อีกฝั่งถูกปิดด้วยโต๊ะทำงาน ผมงงนิดหน่อยว่าใกล้รุ่งเข้าไปนั่งตรงนั้นได้ยังไง

ผมไม่แน่ใจว่าใกล้รุ่งงอนเรื่องอะไร เดาว่าอาจจะทะเลาะกับพี่สาวที่ห่างกันสองปี แต่พอคุยหยอกด้วยซักครู่ใกล้รุ่งก็อารมณ์ดีขึ้น เลิกกอดเข่า แล้วคลานออกมาจากมุมห้อง ผ่านโคมไฟและใต้โต๊ะ

อ๋อ เข้าไปตรงนั้นด้วยการมุดโต๊ะนี่เอง

แล้วผมก็พลันตระหนักได้ว่า ใกล้รุ่งน่าจะเป็นคนเดียวในบ้านที่ยังทำแบบนั้นได้เพราะตัวยังเล็กพอที่จะมุดโต๊ะแล้วแทรกตัวเข้าไประหว่างโซฟากับกำแพงห้องที่เว้นที่ว่างไว้เพียงให้วางโคมไฟตั้งพื้นได้

ปีหน้าน่าจะตัวใหญ่เกินที่จะมุดเข้าไปอย่างนั้นแล้ว


หลายคนน่าจะเคยได้ยินการทดลอง Marshmellow Test เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ที่นำเด็กวัย 3 ขวบครึ่งถึง 5 ขวบครึ่งมานั่งอยู่ในห้องคนเดียว ตรงหน้ามีขนมมาร์ชเมลโล่ โดยเลือกได้ว่าจะกินมันทันที หรือถ้ายอมอดทนรอ 15 นาที พี่ๆ นักวิจัยก็จะเอามาร์ชเมลโล่มาเพิ่มให้อีก 1 ชิ้น

จากการทดลองพบว่า มีเด็กๆ 1 ใน 3 ที่รอจนครบ 15 นาที หลังจากผ่านไปประมาณ 20 ปี นักวิจัยก็กลับมาติดตามผลของเด็กๆ กลุ่มนี้ แล้วก็พบว่าเด็กที่อดทนรอได้มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รับมือกับความเครียดได้ดี และสอบได้คะแนน SAT ได้สูงกว่าเด็กอีกกลุ่มที่รอไม่ได้

ผลสรุปของการทดลองนี้ก็คือ คนที่มี willpower และสามารถ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” หรือ delayed gratification นั้นมีโอกาสที่จะมีอนาคตที่ดีกว่า


สำหรับคนที่ชอบอ่านหนังสือ How-to หนังสือการลงทุน หนังสือวางแผนการเงิน เกือบทุกเล่มก็จะเน้นย้ำความสำคัญของการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน

เราควรทำงาน Q2 คือสิ่งทำสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน เพื่อที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่านี้

เราลงทุนในวันนี้ เพื่อจะมีเงินใช้ในวัยเกษียณ

เราควรออกกำลังในวันนี้ เพื่อจะได้มีสุขภาพที่ดีในวันข้างหน้า

เราควรสรรหาความรู้ เข้าสัมมนา เพื่อเป็นการ “ลงทุนกับตัวเอง” เพื่อจะเพิ่มศักยภาพในการเติบโตของเราในอนาคต

ผมเองก็เชื่อแนวคิดนี้มาโดยตลอด เพราะมันก็ช่วยให้คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นได้จริงๆ ทำงานอย่างขยัน ใช้เงินอย่างประหยัด เป็นคนวินัยเพื่อจะสร้างวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า


หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมยกให้หนังสือ Four Thousand Weeks ของ Oliver Burkeman เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2022 ก็เพราะว่ามันเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมเห็นจุดอ่อนของ Q2 และทำให้ผมเขียนบทความชื่อ “5 กับดักของคน Productive

โดยกับดักข้อที่ 5 ผมเขียนเอาไว้ว่า “วันนี้จะถูกใช้เพื่อวันข้างหน้าเรื่อยไป”

เมื่อเราอยาก “ใช้เวลาให้คุ้มค่า” เราจะมองทุกอย่างด้วยสายตาของนักลงทุน เราจะทำอะไรบางอย่างในตอนนี้เพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างในอนาคตเสมอ

เราออกไปวิ่ง เพื่อจะทำเวลาได้ดีในการแข่งขัน

เราอ่านหนังสือ เพื่อจะได้เอาไปเขียนบล็อกหรือเล่าในพอดแคสต์

เราพักผ่อน เพื่อที่เราจะได้มีแรงกลับไปทำงานอย่างเต็มที่

เราแทบไม่เคยจะวิ่งเพื่อวิ่ง อ่านหนังสือเพื่ออ่านหนังสือ หรือพักผ่อนเพื่อพักผ่อนเลย

เพราะมันคือการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มันคือการยอมแลก “วันนี้” เพื่อ “วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า”

ซึ่งเราทำแบบนี้มานานหลายสิบปีแล้ว และมีแนวโน้มว่าเราจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตราบจนสิ้นอายุขัย

แต่วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า วันที่เราจะมีเงินเก็บมากพอ วันที่ to-do list เราจะเป็นศูนย์ วันที่เราจะรู้สึกว่า “เอาอยู่” แล้วและพร้อมที่จะเริ่มใช้ชีวิตอย่างที่เราอยากให้เป็นจริงๆ นั้นมันไม่เคยมาถึง และอาจไม่มีวันมาถึง

ดังนั้นให้ระวังตรงนี้ให้มาก ถอดแว่นตาของนักลงทุนออกเสียบ้าง ไม่ต้องทำอะไรเพื่อวันพรุ่งนี้ไปเสียทุกอย่าง เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราเหลือวันพรุ่งนี้อีกกี่วัน


คนที่ใช้ชีวิตด้วยการมี delayed gratification มาจนชิน มักจะไม่ยอมให้ตัวเองมีความสุขในวันนี้ เพราะต้องการสร้างวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

แต่เรามักจะลืมไปว่า ประสบการณ์บางอย่าง หรือเรื่องบางเรื่องนั้นมันไม่สามารถผัดผ่อนไปได้ตลอด

การจะมีประสบการณ์บางอย่างนั้นต้องใช้องค์ประกอบ 3 อย่าง คือเงิน เวลา และสุขภาพ

ยกตัวอย่างที่สุดโต่งหน่อยเช่นการเล่นสกี

สำหรับคนไทย สกีฟังดูเป็นกีฬาที่ไกลตัวไปหน่อย แต่ผมโชคดีที่ช่วงมัธยมปลายได้ไปเรียนนิวซีแลนด์อยู่ 3 ปี และได้ไปเล่นสกี 3 ครั้ง เหตุผลที่ไม่ได้ไปมากกว่านี้เพราะไม่มีเงิน และหลังจากกลับจากนิวซีแลนด์ในปี 1997 ผมก็ไม่เคยได้เล่นสกีอีกเลย แม้ช่วงที่ทำงานใหม่ๆ จะมีโอกาสไปจอยทริปสกีแต่ก็ตัดสินใจไม่ไปเพราะเสียดายเงิน ขอเก็บตังค์ก่อนดีกว่า (delayed gratification!)

วันนี้ผมมีเงินเก็บมากพอที่จะไปทริปสกีได้ แต่อาการเจ็บเข่าเรื้อรังที่ผมได้จากการเตะบอลเมื่อ 10 ปีที่แล้วทำให้ผมไม่มั่นใจว่าจะเล่นสกีได้อีกต่อไป

ประสบการณ์บางอย่างถ้าเราผัดผ่อนมันไป เราอาจจะพลาดโอกาสนั้นไปตลอดชีวิต ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็ซื้อมันไม่ได้แล้วเพราะร่างกายไม่เอื้ออำนวย


นอกจากสามปัจจัยอย่างเงิน เวลา และสุขภาพแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือคนในครอบครัวของเรา

ในวันที่มีเงินเก็บมากมาย แต่ถ้าคนสำคัญของเราเขาไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว เราก็ไม่อาจจะซื้อประสบการณ์นั้นได้อีก ไม่ว่าจะมีเงินเท่าไหร่ก็ตาม

สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ ผมจะพูดเสมอว่า อย่านับว่าพ่อแม่จะอยู่กับเราอีกกี่ปี แต่ให้นับว่าเราจะมีโอกาสได้กินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาอีกกี่หน

เมื่อพูดถึงพ่อแม่ จะไม่พูดถึงลูกก็ไม่ได้

วัยสี่สิบกว่า เป็นช่วงเวลาที่กำลังรุ่งโรจน์ในหน้าที่การงาน หลายคนได้เป็นผู้จัดการหรือผู้บริหาร และเรามักจะให้ความสำคัญกับงานจนบางทีก็รู้สึกรำคาญเวลาที่ลูกมาก่อกวนสมาธิ (แล้วค่อยมารู้สึกตัวและรู้สึกผิดทีหลัง)

ที่อาจทำให้เรารู้สึกผิดไปกว่านั้น คือเวลาว่างเสาร์อาทิตย์ (เช่นตอนที่ผมเขียนบทความนี้เป็นต้น!) เราก็ยังเอาเวลามาหารายได้เสริมหรือสร้างอนาคต แล้วทำให้เราเสียโอกาสที่จะใช้เวลากับลูกไปอีกเช่นกัน

อาจเพราะงานมีเส้นตาย แต่ลูกของเราอยู่ตรงนี้แบบไม่มีเส้นตาย แต่ขอให้อย่าลืมว่าลูกของเราจะอายุ 6 ขวบอีกแค่ปีเดียวเท่านั้น เมื่อเขาโตไปกว่านี้ เขาก็จะห่างอ้อมอกไปเรื่อยๆ ดังนั้นการใช้เวลากับลูกในวันที่เขายังต้องการเราที่สุดนั้นก็มีเวลาจำกัดเช่นกัน


เรื่องของ Marshmellow test ยังไม่จบ

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2018 ของ Tyler Watts, Greg Duncan และ Haonan Quan ได้นำการทดลองนี้มาปัดฝุ่นใหม่ เพราะงานวิจัยเก่านั้นทำกับกลุ่มเด็กที่ฐานะทางบ้านไม่ต่างกันมากนัก

ในการทดลองครั้งใหม่ Watts และเพื่อนๆ ทำการทดลองนี้อีกครั้งกับเด็กถึง 900 คน และเมคชัวร์ว่าเด็กๆ เหล่านี้มาจากพื้นเพที่หลากหลาย รวมถึงเด็กที่มีฐานะทางบ้านไม่ได้ดีมากนักด้วย

ผลที่ได้จากการทดลองก็คือ มันไม่ได้เกี่ยวกับ willpower แต่เกี่ยวกับ money

เด็กที่ฐานะยากจนกว่านั้นมีแนวโน้มสูงที่จะกินมาร์ชเมลโล่ทันที เพราะประสบการณ์สอนให้เด็กกลุ่มนี้รู้ว่าพรุ่งนี้อาจไม่มีข้าวกิน และคำพูดของผู้ใหญ่บางคนนั้นเชื่อถือไม่ได้

ในขณะที่สำหรับเด็กที่มีฐานะดีกว่านั้นมันตรงกันข้าม เพราะเขาคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้ ที่บ้านของเด็กเหล่านี้อาหารไม่เคยขาดแคลน และผู้ใหญ่ก็เป็นคนรักษาคำพูด ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถอดใจรอ 15 นาทีเพื่อจะได้มาร์ชเมลโล่ว์ชิ้นที่สอง

Delayed gratification นั้นยังมีประโยชน์อย่างแน่นอน แต่อาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี


สำหรับใครที่ใช้ชีวิตเพื่อวันพรุ่งนี้มานาน ผมว่าเราควรกลับมาใส่ใจการใช้ชีวิตในวันนี้ให้มากขึ้น

เราไม่จำเป็นต้องรอให้เราสำเร็จทุกอย่างก่อนจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข

สำหรับคนที่ชีวิตเดินมาเกินครึ่งทาง การเลือกกินมาร์ชเมลโล่แค่ชิ้นเดียวในวันนี้อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการรอไปอีกสิบหรือยี่สิบปีเพื่อโอกาสจะได้มาร์ชเมลโล่ชิ้นที่สอง

เพราะถึงตอนนั้นเราอาจกินมาร์ชเมลโล่ไม่ไหว หรือคนที่เราอยากกินมาร์ชเมโล่ด้วยเขาไม่ได้อยู่กับเราแล้วครับ